Thursday 30 July 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  HOTEL
HOTEL·08 Aug 2022

รีวิว The Tubkaak Krabi Boutique Resort

Words & Photography · KANT
โต๊ะอาหารค่ำโรแมนติกริมหาดใต้ต้นไม้ประดับโคมไฟ

Last Updated: 30 June 2026

ENGLISH SUMMARY

The Tubkaak Krabi Boutique Resort sits on quiet Tubkaak Beach near Ao Nang, facing the islands of the Andaman Sea. This KANT review looks at its contemporary-tropical design, its intimate low-density layout of rooms and pool villas, and its positioning as a calmer alternative to Krabi’s busier tourist strips. Rates start around THB 7,600 per night, suiting couples and travellers who prefer privacy and design over crowds.

สรุปตรง

The Tubkaak Krabi Boutique Resort คือบูทีกรีสอร์ต 5 ดาว 59 ห้องและพูลวิลล่าริมหาดทับแขก จังหวัดกระบี่ หันหน้าออกทะเลอันดามันที่มองเห็นหมู่เกาะ 13 เกาะเรียงรายอยู่เบื้องหน้า งานออกแบบเน้นความเป็นไทยร่วมสมัยขนาดกะทัดรัดที่ให้ความเป็นส่วนตัวมากกว่ารีสอร์ตเชนขนาดใหญ่ มีห้องอาหารริมหาดสองแห่งรวมถึง The Arundina ที่เปิดวิวเกาะแก่งระดับโพสต์การ์ด หาดทับแขกอยู่ห่างจากอ่าวนางและตัวเมืองที่พลุกพล่าน ทำให้ที่นี่ขายความเงียบและวิวพระอาทิตย์ตกเป็นหลัก ราคาเริ่มต้นหลักเจ็ดพันปลายๆ

Key Facts
KANT Rating 4.5 / 5
Locationหาดทับแขก · อ่าวนาง · กระบี่
Priceเริ่มต้นราว 7,600 บาท/คืน
ภาพปกรีวิว The Tubkaak Krabi Boutique Resort เรือหางยาวบนทะเลยามอาทิตย์อัสดงพร้อมเกาะหินปูน

“Home away from home.”🍃

ผมว่าผมรู้สึกแบบนี้จริงๆ เมื่อได้มาพักผ่อนที่นี่

หนึ่งในรีสอร์ตที่มีวิวพระอาทิตย์ตกสวยที่สุด

โจทย์ของทริปนี้คือความเรียบง่าย เป็นการมาเที่ยวและหอบงานมาทำด้วยตามสไตล์ จึงอยากได้รีสอร์ตที่วิวดีมีฟีลลิ่งเหมือนได้อยู่บ้าน ให้ทริป 4 วัน 3 คืนของเราเป็นไปอย่างสบายๆ ได้กินอาหารใต้อร่อยๆ ว่ายน้ำเล่นอยู่ในวิลล่า ถ้าเบื่อๆ ก็นั่งเรือออกไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดินกลางทะเลกัน

ผมเลือกพักที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort เพราะเคยเห็นภาพวิวเกาะห้องช่วงซันเซ็ทจากที่นี่ มีความโรแมนติกมาก เลยอยากมาดูด้วยตาตัวเอง

รีสอร์ตไม่ได้ใหญ่มาก มี 59 ห้อง แต่ตามคอนเซ็ปต์ของเพจกานต์ก็คือต้องเป็นรีสอร์ตที่มีสตอรี่ มีงานดีไซน์ ถ่ายรูปสวย จะได้เก็บบรรยากาศมาฝากทุกคนกัน ซึ่งที่นี่ก็ได้รับรางวัลด้านการออกแบบมาแล้วมากมาย

โลเคชั่น ถือว่าดีมาก เบื้องหน้าคือ 13 เกาะคอยบังคลื่นลมอย่างดี ในอดีตเป็นจุดที่ชาวประมงนิยมมาหลบพายุฝนที่นี่ วิวทะเลสีฟ้าคราม ชมความงามของป่าเกาะ โดยเฉพาะตอนพระอาทิตย์ตก

ส่วนฉากหลังเป็นทิวเขาหงอนนาคเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียว เช่นเดียวกับในรีสอร์ตที่เน้นความร่มรื่น เนื่องจากความตั้งใจแรกของการออกแบบคือเก็บต้นไม้เดิมทุกต้นเอาไว้ เพื่อให้เหมาะกับการเป็นสถานที่หลบหนีจากการทำงานแสนวุ่นวาย นำไปสู่ความเรียบง่ายไร้กาลเวลา

เอาเข้าจริงๆ ตอนไปพัก เราแทบไม่อยากทำอะไรเลยครับ อยากนอน Bean bag นิ่งๆ อยู่ริมหาดทับแขก ให้ลมทะเลพัดปะทะใบหน้ามาเอื่อยๆ ถ้าเมื่อยก็หนีไปนั่งเปลชิงช้าที่ผูกกับต้นไม้ไว้อยู่หน้าหาด บรรยากาศคลาสสิคดีเป็นฟีลเหมือนมีบ้านพักตากอากาศอยู่ริมทะเล

Haven Suite วิลล่าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

วิลล่าที่กานต์พักชื่อ “Haven Suite” แค่ชื่อก็เพราะแล้วเป็นวิลล่าหลังใหญ่หนึ่งเดียวในรีสอร์ต ห้องนี้จะเห็นวิวทะเลแบบเต็มตา บ่ายๆ ผมชอบมานั่งๆ นอนๆ ที่ Sun Bed สระว่ายน้ำในวิลล่าสั่งน้ำมะพร้าวมาจิบเย็นๆ ให้ชื่นใจ ตอบเมลล์ลูกค้าไปฟังเพลงไป Vibes มา

นอกจากบรรยากาศดีแล้ว ถามว่าผมชอบอะไรมากที่สุดของที่นี่ ตอบได้ทันทีเลยว่า “อาหารอร่อย” โดยเฉพาะอาหารใต้ที่ได้เชฟ David Thompson เจ้าของดาวมิชลินมาสร้างสรรค์ให้ ถูกใจพี่หลวงนัก

มื้อเที่ยงอีกวันยังคงติดใจ เลยสั่งอาหารใต้แต่กระซิบเชฟว่าขอรสมือแบบคนท้องถิ่นเค้ากินกัน จนถึงตอนนี้ยังติดใจ “น้ำพริกหัวครก” (น้ำพริกเม็ดมะม่วงหิมพานต์) อยู่เลยครับ รสชาติจัดจ้านดีมาก ส่วนของหวานผมยกให้เมนูสาคูพัทลุง ราดน้ำกะทิข้นๆ หวานปลายนิดๆ ติดมันหน่อยๆ อร่อยมาก ส่วนเครื่องดื่มผมชอบ “น้ำมะม่วงเบาปั่น”​ หวานฉ่ำซ่อนเปรี้ยว ดื่มแล้วสดชื่นดีมากครับ

ไฮไลท์ที่อยากแนะนำสำหรับใครที่ตามมาพักที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort คืออยากให้นั่งเรือไปชมความงามของธรรมชาติทางทะเลกัน ที่กระบี่คือสวยมากทั้งเกาะห้อง เหลาลาดิง ผักเบี้ย อ่อ! ผมได้แวะไปพายคายัคที่ท่าเลนมาด้วยครับ พายกันไปจนถึงแกรนด์แคนยอนเลย ร้อนนะแต่ตื่นเต้นและสนุกดี ทำให้รู้ว่ากระบี่มีสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลสวยๆ เยอะมาก อยากให้มาลองกัน

ส่วนตอนเย็นของอีกวัน ดูทรงแล้วฟ้าดี น่าจะออกเรือไปชมซันเซ็ทกันสักหน่อย บังพันคนขับเรือจึงพาไปจุดชมวิวลับ ที่มองเห็นพระอาทิตย์ตกดินได้สวยสุดหัวใจ ใครอยากจะไปสามารถติดต่อที่รีสอร์ตได้เลยครับ

ไปชมภาพและอ่านเรื่องราวของ The Tubkaak Krabi Boutique Resort ที่ผมเก็บบรรยากาศมาฝากกันต่อด้านในดีกว่าครับ

“I don’t know how many evenings I have, but I will like to spend all my evenings watching the sunset.”

นักท่องเที่ยวยืนอยู่บนชายหาดยามพระอาทิตย์ตกพร้อมวิวเกาะ

ภาพแรกที่นำพาผมมารู้จักกับ The Tubkaak Krabi Boutique Resort ก็คือชายหาดของที่นี่ยามพระอาทิตย์ตกดิน เคยคิดไปว่าถ้าได้ไปชมของจริงคงจะฟินมาก ซึ่งก็ไม่ผิดคาดครับ เพราะเวิ้งหาดที่ทอดยาว เบื้องหน้าเป็นวิวป่าเกาะที่มองเห็นท้องฟ้าสีส้มอมชมพูแบบเต็มตา คือบรรยากาศที่น่าประทับใจมาก

เกาะหินปูนกลางทะเลสงบในม่านหมอกยามรุ่งอรุณ

เมื่อมีเวลาประมาณ 4 วันในการพักผ่อน แน่นอนว่าต้องหอบงานไปด้วยตามสไตล์ Nomad ผมจึงเลือกมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและหาดทรายของที่นี่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort

โต๊ะอาหารค่ำโรแมนติกริมหาดใต้ต้นไม้ประดับโคมไฟ

อีกหนึ่งความตั้งใจคือการได้มาลิ้มรสอาหารใต้ที่ได้ชื่อว่าอร่อยที่สุดแห่งหนึ่งในกระบี่ การันตีการสร้างสรรค์ด้วยเชฟระดับมิชลินสตาร์ ในบรรยากาศ Sunset Beach Dinner สุดแสนโรแมนติก

ห้องพักวิลลาเปิดมุมมองสู่ทะเล เตียงโรยกลีบดอกไม้ และเดย์เบด

เนื่องจากมีประชุมกับลูกค้าช่วงบ่าย ผมจึงเลือกเดินทางในช่วงเย็นแทนครับ จากสนามบินกระบี่มาถึงที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort จะใช้เวลาประมาณ 45 นาที ผมเลือกใช้บริการรถรับส่งจากรีสอร์ตเลยครับจะได้สะดวกไม่วุ่นวายในการจัดหารถมาส่ง จากนั้นก็ตรงเข้าวิลล่ามาเช็คอินกันที่นี่ในบรรยากาศตอนเย็นๆ

ภายนอกวิลลายามโพล้เพล้พร้อมวิวทะเลและงานสถาปัตยกรรมไม้

วิลล่าที่ผมพักคือ HAVEN SUITE เลือกห้องนี้เพราะว่าวิวดีอยู่ติดกับหน้าหาด ความตั้งใจคืออยากสั่งน้ำมะพร้าวแล้วเรามานอนชมซันเซ็ทกันอยู่หน้าวิลล่า เพราะทริปนี้ตั้งใจว่าจะไม่ออกไปเที่ยวจุดอื่นในเมืองกระบี่เลยครับ นอกเสียจากนั่งเรือจากรีสอร์ตไปเที่ยวเกาะ

Reflex จากชายหาดสู่หน้าวิลล่าเลยเป็นภาพที่ออกมาสวยมากจริงๆ

พูลวิลลาพร้อมเดย์เบด ร่ม และหลังคามุงจาก

วิลล่า Haven Suite จะมีความเป็นบ้านหลังใหญ่มีพื้นที่ชานไม้เดินเล่นได้รอบ ตกแต่งแบบไทยร่วมสมัย มีความโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมทรงหลังคาโค้งจากทรงเรือกอและ มีรั้วสูงคอยกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัว ตัววิลล่าจะหันหน้าออกสู่ทะเล ด้านหน้าจะมีสระว่ายน้ำส่วนตัว ให้เราได้นอนเล่นแช่น้ำชมพระอาทิตย์ตกดินแบบฟินๆ

พูลวิลลาริมทะเลพร้อมสระส่วนตัวและแมกไม้

ผมว่าฟีลลิ่งเหมือนมาอยู่บ้านพักตากอากาศส่วนตัวมากกว่าครับ เป็น Home away from home ที่ให้ความรู้สึกเป็นบ้านจริงๆ ด้านหน้ามีสนามหญ้า จัดวางคาบาน่าส่วนตัวให้เราได้นั่งพักผ่อน เราสามารถนอนเอกเขนกบน Day Bed แบบส่วนตัว จะอ่านหนังสือหรือตอบอีเมลล์ก็ได้ตามใจ สลับไปกับการชมวิวทะเลสวยๆ เบื้องหน้า

ภายในวิลลาเพดานไม้ในแสงอบอุ่น

เข้ามาดูด้านในวิลล่ากันบ้างครับ จะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน เราเริ่มจากพาชมส่วนพักผ่อนกันก่อน จะอยู่โซนหน้าด้านหน้าวิลล่าได้วิวทะเลตั้งแต่ตื่นนอนเลยครับ ภายในเน้นสัจจะวัสดุอย่างไม้ให้ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ โถงฝ้าเพดานจะยกสูงขึ้นไปเพื่อให้ความรู้สึกโปร่งสบาย ถ้าอยากได้ฟีลแบบธรรมชาติ ผมแนะนำให้ปิดแอร์แล้วเปิดประตูกระจก เปิดพัดลมเบาๆ ไว้ได้ตลอดทั้งวัน ไม่ร้อนเหนอะหนะเลยครับ

ตรงกลางจัดวางเตียงนอนขนาดใหญ่เอาไว้พร้อมโคมไฟหัวเตียง เตียงเป็นแบบฟูกยกพื้นขึ้นมาเพื่อให้ได้อารมณ์เหมือนบ้านคนท้องถิ่น แต่ที่ต้องระวังคือขอบไม้ที่ยื่นออกออกมา อาจจะกระแทกได้

จัดวางโซฟาเบดบริเวณปลายเตียง สำหรับนั่งชมวิวหรือดูทีวี ส่วนริมห้องด้านในจัดวางชุดที่นั่งเอาไว้ พร้อมโคมไฟส่องสว่าง แต่เอาเข้าจริง ผมไม่เคยได้นั่งเลยครับ เพราะชอบไปนั่งเก้าอี้โยกที่อยู่ติดกันมากกว่า ชมวิวทะเลกันเพลินๆ ดี 

ภายในวิลลาโทนไม้พร้อมเตียงและมุมพักผ่อน

ภายในห้องอีกด้านจะเป็นตู้มินิบาร์ ที่นี่เสิร์ฟน้ำดื่มใส่ขวดแก้วไว้ให้ 6 ขวด สามารถขอเพิ่มได้ถ้าไม่พอ มีเครื่องชงกาแฟ Nespresso เตรียมไว้ให้ ด้านในเป็นตู้เย็นที่แช่เครื่องดื่มเอาไว้ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม)

ส่วนมุมด้านหน้าจะเป็นสมาร์ททีวีขนาดใหญ่พร้อมลำโพงเครื่องเสียงจาก BOSE ที่ผมประทับใจคือทีวีสามารถเชื่อมต่อกับ Youtube ได้ง่ายและเร็วมาก ระบบไวไฟในวิลล่าก็ถือว่าเร็วดีและเสถียร ผมทำงานได้ลื่นไหล ไม่สะดุดเลยครับ

มุมห้องนอนพร้อมโคมไฟและเตียงในโทนเข้ม

มุมโปรดของผมจะเป็นโต๊ะทำงานที่เชื่อมต่อกับหัวเตียงเอาไว้ มีแสงแดดส่องรำไรเข้ามายามสายให้ความรู้สึกเหมือนบ้านจริงๆ

ผมชอบดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ในการออกแบบที่ใส่ใจในการเข้าพัก อย่างมุมด้านซ้ายของโต๊ะจะสังเกตว่าเป็นแผ่นไม้ที่เปิดออกมาได้เป็นกระจกครับ สามารถนั่งทาครีมก่อนนอนพร้อมกับชมซีรีส์ไปด้วยได้ไม่สะดุด 555

ส่วนด้านขวามีโคมไฟสำหรับทำอ่านอ่านหนังสือ ชุดเขียนจดหมาย และอยากบอกว่า Diffuser ของที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort หอมมาก แอบถามแม่บ้านมา เขาบอกว่าเป็นกลิ่นที่ดีไซน์มาเฉพาะที่นี่เท่านั้น พยายามขอซื้อแแต่ตอนนี้ยังไม่มีทำขายออกมานะ ช่วยกันเชียร์อัพหน่อย เพราะกลิ่นหอมถูกจริดผมจริงๆ

ภายนอกวิลลายามค่ำท่ามกลางแมกไม้พร้อมทางเข้า

จากห้องนอนจะเป็นโถงกลางซึ่งผมประทับใจมาก เมื่อเปิดประตูเข้ามาในวิลล่า เราจะพบกับสวนกลางบ้าน ซึ่งทำเป็นห้องกระจกทรงสี่เหลี่ยมล้อมต้นไม้เอาไว้ ซึ่งอยากที่บอกไปก็คือที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort จะเน้นเก็บต้นไม้ดั้งเดิมเอาไว้ แทบจะไม่ตัดเลยครับ อย่างในวิลล่าก็เช่นกัน มันทำให้เรารู้สึกถึงการได้อยู่ร่วมกับธรรมชาติตลอดเวลาเลยครับ

ทางเดินภายในวิลลาตกแต่งด้วยงานไม้และผ้าสีแดง

ตรงกลางของวิลล่าจะเป็นมุมแต่งตัวครับ ซึ่งตู้เสื้อผ้าและตู้เก็บของคือใหญ่และเยอะมาก ขนานกันไปกับแนวยาวของห้อง เป็นตู้เสื้อผ้าที่สามารถแยกการใช้งานสำหรับการพักผ่อนแบบคู่ได้เลยครับ มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมาย

ด้านในติดตั้งกระจกบานใหญ่สำหรับเช็คความเรียบร้อยระหว่างแต่งตัวได้ทันที

ภายในวิลลาพร้อมพรมสีแดง มุมแต่งตัว และกระจก

ห้องน้ำและสิ่งอำนวยความสะดวก

การจัดวางฟังก์ชั่นภายในวิลล่าผมว่าทำได้ดีมากครับ เพราะว่าโซนที่ติดกับมุมแต่งตัวจะเป็นห้องน้ำ ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ตกแต่งด้วยไม้แทบทั้งสิ้น ยกเว้นเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าที่เป็นหินอ่อนสีดำ พร้อมทั้งห้องสุขาและห้องอาบน้ำแบบ Shower ตรงกลางจัดวางที่นั่งสตูลสีแดงสดเอาไว้ช่วยทำให้ห้องดูมีมิติที่หลากหลายขึ้น

ห้องน้ำโทนไม้เข้มพร้อมอ่างล้างหน้าคู่

ภายในห้องน้ำแบ่งฟังก์ชันการใช้งานแบบ His & Her มาเจอกันที่ตรงกลางจะเป็นสตูลสีแดงพร้อมประตูที่เปิดออกไปสู่พื้นที่อาบน้ำภายนอก

Toilet Amenities จะติดตราของรีสอร์ตไว้ทั้งหมดรวมถึงผ้าเช็ดตัวที่ปั้มนูนโลโก้ด้วย ดูลงดีเทลและเก๋ดีมาก ครีมอาบน้ำ แชมพู ครีมนวดผมจะบรรจุอยู่ในขวดเซรามิคแบบเติมได้

ผมสังเกตว่าที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort จะพยายามใช้วัสดุที่ทำจากธรรมชาติเป็นหลัก เน้นการย่อยสลาย รีไซเคิลและรียูสได้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการ Sustainability และ Zero Waste ให้มากที่สุด

ฝักบัวอาบน้ำกลางแจ้งผนังหิน มีชายกำลังอาบน้ำ

มีมุมอาบน้ำด้านนอกที่เชื่อมต่อกับ Shower ด้านในผ่านกระจกใส ถ้าใครมาเป็นคู่ผมบอกเลยว่าจะรู้สึกโรแมนติกมาก

อ่างอาบน้ำกลางแจ้งบนพื้นกรวด มีชายนอนแช่ผ่อนคลาย

ด้านนอกจะมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ให้ความเป็นส่วนตัวด้วยกำแพงหินสูงทำให้เราสามารถพักผ่อนใจไปกับเครื่องดื่มแก้วโปรดและหนังสือที่อ่านค้างไว้จากในวิลล่า หยิบมาอ่านต่อที่นี่ได้เพราะค่อนข้างเงียบสงบดีครับ

ชายนั่งรับประทานอาหารค่ำที่โต๊ะกลางแจ้งยามค่ำ

ห้องอาหาร Di Mare Trattoria

มื้อค่ำเราไปทานกันที่ห้องอาหารอิตาเลี่ยน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวิลล่า ชื่อว่า “Di Mare Trattoria” ตกแต่งแบบเปิดโล่ง เน้นรับลมชมวิวจากทะเล เป็นร้านอาหารแบบ Casual กึ่งทางการ เน้นความเป็นกันเองของร้านกับแขก

ที่ Di Mare Trattoria จะเน้นเมนูจากทางตอนใต้ของอิตาลี ซึ่งถือเป็นต้นกำเนินอาหารอิตาเลี่ยนที่แท้จริง จึงเน้นเสิร์ฟวัตถุดิบที่เป็นซีฟู้ด ปรุงรสด้วยน้ำมันมะกอกและน้ำมะนาว ที่ขาดไม่ได้คือเกลือสีชมพู ประกอบกับการเลือกใช้พืชผักที่ปลูกเองแบบออร์แกนิค นำมาทำเป็นจานสลัด รวมถึงแป้งพิซซ่าสูตรพิเศษของทางร้านซึ่งอบในเตาฟืนแท้ๆ

สำรับอาหารอิตาเลียนพาสต้าและพิซซาบนผ้าปูลายตาราง

อาหารอิตาเลี่ยนแท้ๆ จะไม่เสิร์ฟขนมปังกับเนยนะครับ แต่จะมาพร้อมกับน้ำมันมะกอกแทน ที่นี่ก็เช่นกัน

จากนั้น ผมให้พนักงานทยอยลงอาหารที่สั่งไว้ซึ่งมีหลากหลายเมนูมาก เพราะจานไหนก็อยากสั่งมาชิมไปเสียหมด

เริ่มจาก Finochio Salad ส่วนผสมจะเป็น ส้มแมนดาริน ผักร็อคเก็ตที่ปลูกเอง เรดิชิโอสีสวยเมื่อตัดกับส้ม เดรสซิ่งออกแนวเปรี้ยวๆ จานนี้สดชื่นดีครับ

เมนูเรียกน้ำย่อยอีกจานคือ Antipasto Misto เสิร์ฟมาแบบใหญ่มาก มีทั้งซีฟู๊ดทอดกรอบ เนื้อสลัดทานคู่กับผักร็อคเก็ต เคียงคู่มากับผักย่าง ชีสนมควายและมะกอกตามสไตล์อิตาเลี่ยนแท้ๆ

จาน Secondi ที่อยากแนะนำคือสปาเกตตี้หอยหวานจากกระบี่ก็อร่อย ส่วนจานเนื้อที่ผมชอบคือ Filetto di Manzo สเต๊กเนื้อเทนเดอลอยด์จากออสเตรเลีย ย่างมาพอสุก วางท๊อปลงบนมันบด มีผักย่างวางไว้บนสุด ราดด้วยเกรวี่ที่ขึ้นซอสจากพริกไทยดำ

ส่วนใครที่ชอบทานพิซซ่าอยากบอกว่าไม่ควรพลาด เราเลือกเป็นแบบ Half/Half คือเบคอนมาสคาโปนชีสกับหน้าโฟร์ชีสมีทรัฟเฟิลด้วย หอมมาก ไม่อยากจะเชื่อว่าสามทุ่มแล้วเรายังจะทานพิซซ่ากันจนหมดถาด เพราะมันอร่อยห้ามใจไว้ไม่ได้จริงๆ

ภายในวิลลาเปิดมุมมองสู่ทะเลผ่านแมกไม้ยามโพล้เพล้

ตัดภาพมาที่วิลล่าอีกทีตอนเช้า แทบไม่อยากจะลุกเพราะยังจุกกับพิซซ่า แต่ว่าเช้าแรกของเราที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort ก็อยากมาชมวิวสวยๆ จากบนเตียงนอนกัน

ชายนอนอ่านหนังสือพิมพ์บนเตียงระหว่างโคมไฟสองดวง

เตียงนอนคือเรียลมาก ชาร์ตบ่งชาร์ตแบต Macbook เอาไว้ เพราะก่อนนอนเราต้องส่งเมลล์คุยกับลูกค้ายุโรปซึ่งเวลาไม่ค่อยตรงกับเราเท่าไร จากนั้นก็มาอัพเดทข่าวสารกันเล็กน้อยก่อนมื้อเช้าจะเริ่มต้นขึ้น

สำรับอาหารเช้าหลากเมนูจัดวางบนโต๊ะพร้อมหนังสือพิมพ์

เช้านี้ เราอยากทานแบบ In Villa Breakfast สามารถแจ้งพนักงานให้จัดไว้ได้เลยครับ พร้อมกับนัดเวลาตั้งโต๊ะ ผมว่าจะทานสายหน่อยสัก 8 โมงครึ่งกำลังดี

ระหว่างที่รอก็ไปกดกาแฟจากเครื่องชง Nespresso มาจิบก่อนได้ครับ

ชุดอาหารเช้าริมสระพร้อมวิวสวนและทะเล

อย่างที่บอกไปว่าความตั้งใจของเราคือ มาพักผ่อนกึ่งเปลี่ยนสถานที่ทำงาน บรรยากาศจึงออกมาแบบไม่รีบมาก

เช้านี้ก็เช่นกัน อยากจะชมวิวไปพลางจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดให้สบายๆ

รายละเอียดสำรับอาหารเช้าจัดวางอย่างประณีต

สั่งอาหารมาหลากหลายดีครับ อยากที่บอกไปว่า ที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort อาหารอร่อยมาก ที่อยากแนะนำคือ Eggs Benedict ซอสดีมาก แทบแปบเดียวหมดจานเลย วอฟเฟิลก็อร่อย

อ่อ! อย่าลืมสั่งสลัดด้วยนะครับเพราะที่นี่ผักบางชนิดเค้าปลูกเองแบบไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทำให้ได้ผักที่สดกรอบดีครับ

ศาลาห้องอาหารเปิดมุมมองสู่สวนและทะเล

อีกวันเปลี่ยนยรรยากาศไปลองทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร The Arundina กันบ้าง อยู่ติดทะเลเหมือนกันได้บรรยากาศสดชื่นตอนเช้า ที่นี่เป็นห้องอาหารแบบ All Day Dinning ที่มีเมนูหลากหลาย แขกทุกคนจะทานมื้อเช้ากันที่นี่ครับ

เลานจ์ห้องอาหารกลางแจ้งพร้อมที่นั่งท่ามกลางสวน

ห้องอาหารเป็นแบบเปิดโล่ง จัดวางที่นั่งไว้หลากหลาย กระจายตัวกันไปทั่วทั้งด้านในและด้านนอก

เราเลือกนั่งมุมนี้ละกันได้วิวทะเลแบบชัดเจน เช้าๆ จะยังไม่ร้อนมาก นั่งได้สบายครับ

อาหารเช้าและอาหารไทยหลายเมนูจัดวางบนโต๊ะ

ไลน์อาหารไม่ได้เยอะมากอย่างที่คิด แต่เน้นที่อร่อยติดใจทุกเมนู ผมชอบเมนูประจำวันที่จะสลับไปทุกวัน เช้านี้เป็นข้าวมันไก่ อร่อยติดใจกินไป 2 จานจนลืมทานอย่างอื่นไปเลยเพราะอิ่ม

ขนมไทยผมก็ยกให้เป็น Hidden Gems ที่ไม่ควรพลาด มีหลากหลายแต่ที่ผมชอบจะเป็นขนมกล้วย ขนมมัน ขนมตาล เปียกปูนกะทิสดได้อารมณ์แบบที่เคยกินสมัยเด็กๆ ทานได้เรื่อยๆ ผมชอบเพราะที่นี่ทำออกมาไม่หวานจนเกินไป

อาหารไทยในชามเสิร์ฟพร้อมการตกแต่งด้วยพรรณไม้

มื้อกลางวันก็ฝากท้องไว้ที่ The Arundina เช่นกัน ให้พนักงานแนะนำอาหารพื้นถิ่นมาให้เลยได้เมนูไฮไลท์ออกมาเป็นน้ำพริกปลาหลังเขียวรมควัน ทานคู่กับสาหร่ายพวงองุ่น และผักพื้นบ้าน รสชาติเผ็ดๆ แต่หอมกลิ่นปลาย่าง กินได้ทั้งก้างอร่อยมาก

สำรับอาหารไทยพร้อมข้าวเหนียวและตะกร้าสาน

อีกเมนูที่อยากแนะนำมากันเป็นเซ็ทเลยครับ คือขนมจีนน้ำยาปูและแกงไตปลา เสิร์ฟมาพร้อมกับไก่ทอดแบบทางใต้โรยหอมเจียวเยอะๆ ส่วนส้มตำเป็นปลาร้ากุ้งสด มื้อนี้จะดูงงๆ เพราะคอมบิเนชั่นมาจากทุกภาคของไทย แต่อร่อยได้แรงอกมาก ผมยกให้แกงไตปลา อร่อย ไม่คาวเลยครับ

อาหารไทยหลากเมนูจัดวางอย่างสวยงาม

หลายคนแปลกใจว่าทำไมผมเป็นคนเหนือแต่ชอบกินอาหารใต้ ชอบไปทะเล อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าชอบทานอาหารรสจัดจ้าน หอมพริกแกง เครื่องเทศ บอกเชฟเลยว่า ขอรสชาติแบบคนท้องถิ่นเค้ากินกัน พริกไม่อั้นไม่ต้องเกรงใจเลยได้ออกมาเป็นเมนูมื้อเที่ยงแบบใต้ออริจินัล

น้ำพริกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ อารมณ์เหมือนน้ำพริกกะปิใส่ถั่ว ตัดราดข้าวแกล้มผักอร่อยมาก

แกงส้มกุ้งมะละกอ บอกเลยว่า เผ็ดถึงใจน้ำแกงหอมเครื่องพริกแกงมาก กลิ่นกะปิชัดเจนดี แต่ซดเยอะไม่ได้ รสเผ็ดจัด กุ้งสดดีครับ พี่พนักงานบอกว่ากุ้งจะสั่งมาจากชาวเลทุกเช้า

ใบเหลียงผัดไข่ จานนี้พอตัดเผ็ดได้ หอมกลิ่นกะทะไหม้อันนี้ถูกต้องตรงตามตำรา

ยำส้มโอผักกูด จานนี้รสชาติจัดจ้านดีเหมือนกันครับ หอมกลิ่นมะพร้าวคั่วและหอมเจียว ทีแรกว่าจะสั่งมาทานเล่นๆ แต่ก็กินไปจนเกือบหมดจานเหมือนกันนะ 

ทะเลกว้างพร้อมเกาะหินปูนและเรือหางยาวลำเล็ก

เอาละผ่าน Section ของร้านอาหาร เราจะไปล่องเรือยามเช้าชมความงามของป่าเกาะกันบ้าง เรือมารอแล้วครับ ต้องถามพนักงานให้ดีว่าเรือของห้องเราชื่ออะไรหมายเลขอะไร เพราะแขกแทบทุกห้องจะต้องออกไปนั่งเรือเที่ยวกัน มันคือเอกลักษณ์ของที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort ไปเสียแล้ว

หญิงสาวนั่งบนหัวเรือถ่ายภาพท่ามกลางทะเลและเกาะ

เรือของเรามีบังพันเป็นคนขับเรือ อัธยาศัยดี การันตีไม่มีหน้างอ ขอให้แวะไหนก็ได้ เปลี่ยนเส้นทางก็ได้ เพราะผมใจผมคิดว่าอยากไปพายคายัคที่ท่าเลนก่อน กลัวว่าถ้าไปตอนบ่ายจะร้อนเกิน

บังพันบอก จัดไปได้ครับ!!

วิวชายฝั่งพร้อมทิวมะพร้าวและรีสอร์ตริมทะเล

ผมแนะนำเลยสำหรับใครที่อยากมาพายคายัค ต้องมาแต่เช้ากินข้าวแล้วลงเรือเลย เพราะเป็นเวลาน้ำทะเลหนุนขึ้นสูงและแดดไม่ร้อนจนเกินไป

เรือหางยาวจะไปส่งเราที่ชุมชนท่าเลนเพื่อไปติดต่อเช่าเรือคายัคกันก่อนครับ ซึ่งไม่ต้องกังวลไปเพราะชาวบ้านที่นี่น่ารัก และคุ้นเคยมักจี่กับทางรีสอร์ตอยู่แล้ว

ภูเขาหินปูนและทะเลสงบนิ่ง

แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า กระทบเข้ากับผืนน้ำสะท้อนเงาออกมาระยิบระยับที่บริเวณอ่าวท่าเลน ซึ่งจุดเด่นของที่นี่นอกจากธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ยังตั้งอยู่ห่างไกลจากทะเลเปิด ทำให้น้ำนิ่งพายง่าย ไม่ค่อยมีผลกระทบเรื่องคลื่นใหญ่หรือมรสุมเท่าไรนัก

สองฟากฝั่งจะโอบล้อมด้วยป่าชายเลนและพรรณไม้สีเขียวขจี มีความสวยงามจนติดอันดับโลกกันเลยทีเดียว

มุมสูงของลำน้ำคดเคี้ยวผ่านป่าโกงกางและเขาหินปูน

อ่าวท่าเลน เป็นอ่าวขนาดเล็ก อยู่ทางทิศตะวันตกห่างจากตัวเมืองกระบี่ ประมาณ 35 กิโลเมตรครับ เรามาที่นี่โดยวิธีการนั่งเรือจากรีสอร์ตมาจะสะดวกกว่า

จากภาพมุมสูงเราจะเห็นลำน้ำที่คดเคี้ยวทางกลางป่าไม้เป็นของขวัญจากธรรมชาติที่สร้างขึ้นให้เราได้เข้ามาใช้ทรัพยากร ดังนั้น ต้องช่วยกันอนุรักษ์ความงดงามเหล่านี้ให้คงอยู่ต่อไป

Nature is not a place to visit. It is HOME.

นักท่องเที่ยวพายเรือคายักในป่าโกงกาง

คายัคจะพายกันเป็นหมู่คณะตามๆ กันไป โดยมีไกด์นำนะครับ ซึ่งจะมาพร้อมกับตอนที่เราไปติดต่อเช่าเรือพายกัน เส้นทางจะมีให้เลือก 2 แบบ คือ เส้นทางแรกจะเป็นวงใหญ่ ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร แต่สำหรับเราเลือกเป็นเส้นทางวงเล็ก ก็พอครับใช้ระยะทาง 4 กิโลเมตร ราวๆ 2 ชั่วโมงได้

สวมเสื้อชูชีพ เอาเรือลงน้ำแล้วก็เริ่มพายได้

มุมสูงของลำน้ำในป่าโกงกาง

จากจุดเริ่มต้นที่ชุมชนท่าเลน เราจะพายเข้าไปยังป่าโกงกาง พายลัดเลาะไปเรื่อยๆ บางจุดจะสังเกตว่ามีคราบเกลือลอยอยู่ตามขอบตลิ่ง หรือติดตามต้นไม้ ซึ่งจริงๆ แล้วเกิดจากกระบวนการน้ำกร่อย คือการเปลี่ยนน้ำเค็มให้กลายเป็นน้ำจืด ของเจ้าต้นต้นโกงกางที่คายเกลือออกมาเพื่อให้มันคงอยู่ได้ในสภาพน้ำเช่นนี้

เกาะหินปูนกลางทะเล

Look deep into nature, and then you will understand everything better. ผมอยากยกให้เป็น Unseen Krabi เลยครับสำหรับอ่าวท่าเลน เพราะมีธรรมชาติที่สวยงามมากๆ รายล้อมด้วยภูเขาหินปูน หินงอกหินย้อย น้ำทะเลสีฟ้า สันดอนทรายและป่าชายเลนที่ยังมีสภาพสมบูรณ์

ไกด์เล่าว่า ที่นี่เป็นเส้นทางพายเรือชมธรรมชาติที่สมบูรณ์และงดงามติดอันดับโลก นอกจากธรรมชาติแล้วยังมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เต็มไปหมด ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวมาพายคายัคกันที่นี่เยอะมาก

มุมสูงของผืนป่าโกงกางพร้อมเส้นทาง

Always take the scenic route. เราพายลัดเลาะเข้าไปตามป่าโกงกาง ภูเขาหินปูน สู่ช่องแคบแคนยอน และมีลากูนอยู่ด้านใน แต่บรรยากาศที่น่าประทับใจมากครับ เพราะนอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้วยังได้สัมผัสธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์ที่หาได้ยากจากชีวิตคนเมืองแบบเรา

ชายนั่งปิกนิกบนหาดทรายขาวข้างหน้าผาหินปูน

เสร็จจากพายเรือคายัค เราก็จะไปปิคนิคกันต่อที่เกาะห้องครับ ทานอาหารว่างที่ทางรีสอร์ตจัดเตรียมไว้ให้ ในบรรยากาศสบายๆ

ที่จริงเกาะห้องมีจุดชมวิวด้วยนะครับ แต่ทริปที่แล้วผมเคยมาแล้วเลยไม่ได้ขึ้นไปอีก แต่ถ้าใครยังไม่เคยแนะนำให้ขึ้นไปชมวิวจากมุมสูงได้ครับ บันไดหลายขั้นหน่อย อาจจะพอทำให้มีเหงื่อเล็กน้อย

ชายนั่งบนเรือหางยาวเบาะนุ่มท่ามกลางทะเลและเกาะ

จากนั้น ก็ชวนบังพันออกเรือเข้าไปภายในลากูนของเกาะห้องกัน อาจจะต้องเช็คกับคนขับเรือให้ดีนะครับ เพราะบางเดือนใครมาช่วงบ่ายอาจจะเจอน้ำลดจนแห้งลงไปเดินภายในเกาะห้องได้เลยครับ

ภาพขาวดำของชายหาดและหน้าผาหินปูนพร้อมคนเดินคนเดียว

ที่บอกก็ไม่ใช่เตือนใคร เตือนเรานี่แหละ 55 แต่ก็ถือว่าดีเพราะทุกทีล่องเรือมาเที่ยวเกาะห้องก็ไม่เคยได้ลงมาเหยียบพื้นดินใต้ทะเลของที่นี่เลยครับ ได้แต่ดำน้ำกัน พอมาเจอช่วงน้ำลดก็นับเป็นประสบการณ์ชีวิตที่น่าประทับใจ

เงาต้นไม้และทะเลยามพระอาทิตย์ตก

จากนั้น ก็นั่งเรือกลับรีสอร์ตในช่วงบ่าย เพราะเรามีประชุมออนไลน์กันต่อ

ส่วนตอนเย็นวันนี้ มีความฟ้าเปิด เลยนัดแนะกับบังพัน คนขับเรือเจ้าเดิมไปว่า อยากจะไปล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกจากกลางทะเลกัน

หัวเรือหางยาวพร้อมผู้โดยสารมุ่งสู่ทะเลยามอาทิตย์อัสดง

รีสอร์ตก็จัดเตรียมเครื่องดื่มและสแนคมาให้ (มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม) เพื่อให้เราได้ไปจิบกันเบาๆ อยู่กลางทะเลเก๋ๆ

ชายหาดและเกาะหินปูนทะเลสงบพร้อมคนเดินริมหาด

My favorite color is sunset. ผมบอกให้บังพันแวะไปจอดที่หาดทรายใกล้ๆ เกาะผักเบี้ย เพราะอยากลงไปสัมผัสทะเลในช่วงเวลา Sunset อยากดื่มด่ำกับช่วงเวลานี้ให้นานๆ

นักท่องเที่ยวยืนบนหาดยามพระอาทิตย์ตกพร้อมเขาหินปูน

“Eloping the world and peacefully taking a sit right before the beach at dusk is my true happiness.”

นักท่องเที่ยวบนหัวเรือพร้อมท้องทะเลสีชมพูยามเย็น

พระอาทิตย์ตก เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราต้องรีบดื่มด่ำและตักตวงความสุข ความทรงจำที่สวยงามกลับเข้ามาอยู่ในจิตใจให้ได้มากที่สุดครับ เป็นช่วงเวลาที่เราได้อยู่กับตัวเอง มองพระอาทิตย์แล้วคิดถึงสัจธรรมมากมาย

ทริปนี้ที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort จึงเป็นช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนและทบทวนตัวเองไปด้วย ควบคู่ไปกับการทำงานที่แสนจะหนักหน่วง ยุ่งเหยิงในแต่ละวัน

ท้องฟ้าสีชมพูยามพระอาทิตย์ตกเหนือท้องทะเล

“Life hurt, Nature heal.”

เงาต้นไม้ริมหาดยามเย็น

ในช่วงเย็นวันหนึ่งของการเข้าพักที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort เราขอให้พนักงานช่วยเตรียม Romantic Dinner บนชายหาด เพราะเคยเห็นภาพของแขกที่มาพักที่นี่หลายคนแล้วรู้สึกว่าเป็นฟีลลิ่งที่ดี อยากได้แบบนี้สักครั้ง

พอตั้งโต๊ะเสร็จตอนเย็นก็แทบใจเสีย เพราะไม่ได้ฟ้าสวยอย่างที่คิด ฝนดันตกตอนเย็น ซันเซ็ทเลยไม่มาตามนัด เลยคิดว่าจะย้ายไปกินในห้องอาหารแทน

แต่พอฝนหยุดเวลาผ่านไปสักพัก เงยหน้ามองผ่านไปดูท้องฟ้าก่อนจะย่าย เอ้า!! Vanilla Sky สวยเชียว … สรุปคือฟินมากแหละ #ดูออก

อาหารจัดจานอย่างประณีต

มาทานอาหารที่นี่ต้องไม่ลืมสั่งหลากหลายเมนูที่สร้างสรรค์โดยเชฟ David Thompson เจ้าของรางวัลดาวมิชลิน มีหลายจานมากครับ

#หอยกอและ เทคนิคแบบไก่ หมักเครื่องเทศดี จานนี้ต้องสั่ง

#หอยชักตีน ซิกเนเจอร์กระบี่ ต้องสั่งเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง

#หอยแครงลวก จัดมาตัวเท่ากำปั้น จิ้มน้ำจิ้มซีฟู๊ด แซ่บมาก

#แกงส้มปูดำ ออกเค็มตามธรรมชาติของปู เนื้อน้อยแต่อร่อยมาก

#ไข่เจียวใบเหลียง ไม่ได้กรอบฟูมาแบบนุ่มนิ่มละมุนลิ้น

#น้ำพริกไข่ปู ดูก็รู้ว่ารสจัด แนมผักหลากหลายบางอย่างก็ไม่รู้จัก

#กุ้งผัดสะตอ เรียกแบบนี้เพราะพี่เค้าใส่กุ้งมาเยอะมาก

#ปลากระพงทอดทานกับน้ำยำ จานนี้กลางๆ แต่ปลาสดดี

แต่ที่อยากให้สั่งถ้ามาที่นี่คือ #น้ำมะม่วงเบาปั่น รสจะเปรี้ยวหวาน ฉ่ำๆ หอมกลิ่นมะม่วงเบา เราดื่มทุกมื้อเลย

มุมสูงยามพระอาทิตย์ตกเหนือทะเลและป่าโกงกาง

เช้านี้ ตื่นแต่เช้า เพราะอยากจะมาชมความงามทางธรรมชาติที่รายล้อม The Tubkaak Krabi Boutique Resort

ก่อนจะพบว่าที่กระบี่ก็มีทะเลหมอกกับเค้าเหมือนกัน

มุมสูงของอ่าวหาดทรายพร้อมทิวมะพร้าวและทะเลใส

บรรยากาศของ The Tubkaak Krabi Boutique Resort ตอนเช้าๆ คือเรียบง่ายดีครับ มีแขกมาเดินเล่นออกกำลังกายริมชายหาดเดินไปตามหาดทรายที่ทอดยาว โอบล้อมด้วยต้นสนสูงโปร่งที่พริ้วไหวไปตามแรงลม

มองเห็นพนักงานของรีสอร์ตเดินเก็บขยะและเก็บเศษใบไม้จากชายหาด

มุมสูงของหาดทรายขาวพร้อมคนเดินคนเดียว

สังเกตว่าที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort มีฟิตเนสให้บริการนะ แต่ว่าแขกส่วนใหญ่ก็ชอบมาออกกำลังกายริมชายหาดมากกว่า ดูสดชื่นกว่า

คลาสโยคะบนสนามหญ้าริมทะเล

ตอนเช้าจะมีโยคะคลาสริมทะเลด้วยครับ บรรยากาศดีมาก แต่ไม่สามารถจริงๆ เลยขอครูโยคะเก็บภาพมาฝากกันเล็กน้อย พอให้เป็นไอเดีย

มุมสูงของสระว่ายน้ำพร้อมคนลอยตัวในสระ

ส่วนเรา หนีไปว่ายน้ำในวิลล่าให้สบายใจดีกว่า เพราะว่าบรรยากาศดี มีความเป็นส่วนตัว ได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองได้อย่างเต็มที่

วิวชายหาดผ่านพรรณไม้พร้อมคนเดินและเกาะหินปูน

ชอบรูปนี้ ฟีลลิ่งสบายๆ

ผมชอบหนีไปนอนเปลที่ผูกกับต้นไม้เอาไว้ เปลใหญ่ดีนอนได้สบาย หอบโน๊ตบุ๊คไปทำงานด้วย ดูบรรยากาศแห่งความสุขไปด้วย แทบไม่อยากกลับกรุงเทพเลยครับ

ทางเดินในสวนป่าเขียวครึ้มของรีสอร์ต

ตอนบ่ายๆ หลังทานข้าวกลางวันเสร็จ มีเวลาเล็กน้อยก่อนไปทำสปา เลยขอพาเดินชมบรรยากาศภายในรีสอร์ตสักหน่อยดีกว่า จะเห็นว่า ห้องพักจะตั้งอยู่เรียงรายลดหลั่นกันไปตามแนวเขาและต้นไม้ คือตอนที่ออกแบบก่อสร้างพยายามตัดต้นไม้ให้น้อยที่สุด เลยต้องขยับห้องพักออกไปไม่ได้เรียงกันเป็นแถวเหมือนรีสอร์ตอื่นๆ

ภายในศาลาและห้องนั่งเล่นโทนไม้เปิดสู่ธรรมชาติ

Lobby จะเป็นแบบเปิดโล่งเช่นกัน ซึ่งจะอยู่บนเขาทำให้ได้รับลมเย็นๆ ตลอดเวลา อารมณ์เหมือนมาพักบ้านเพื่อน ฟีลลิ่งสบายๆ ก็เป็นความตั้งใจในการออกแบบไปตามการตั้งชื่อ ทับแขก ที่แปลว่า “บ้านของผู้มาเยือน” นั่นเอง

ชายยืนอ่านหนังสือข้างชั้นหนังสือและงานศิลปะบนผนัง

ใกล้ๆ Lobby มีห้องสมุดให้ได้เข้ามานั่งอ่านหนังสือกันด้วยครับ มีหนังสือให้เลือกหลากหลายประเภท ใกล้กันมีโต๊ะคอมพิวเตอร์พร้อมอินเตอร์เน็ตสำหรับแขกที่ต้องการใช้บริการครับ

รายละเอียดโขดหินและพรรณไม้ริมทะเล

ที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort เต็มไปด้วยเรื่องราวต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ผมสังเกตว่า ภายในรีสอร์ตจะมีทางน้ำไหล ซึ่งพอเข้าไปใกล้ๆ ก็พบว่ามีป้ายปักไว้เขียนว่า “น้ำธรรมชาติจากภูเขา” เพราะถัดขึ้นไปจากรีสอร์ตด้านบนเป็นเขาหงอนนาค เป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยมากและมีธรรมชาติสมบูรณ์ เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการนำมาใช้หมุนเวียนภายในรีสอร์ต

วิลลาทรงจั่วไม้ท่ามกลางป่าเขียว

คอนเซ็ปต์การออกแบบของที่นี่คือนอกจากจะมีความร่วมสมัยในแบบ “Thai Contemporary” แล้วยังมีแนวคิด “Timeless Architecture” เป็นงานออกแบบที่ไร้กาลเวลา ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่ปีก็ยังคงความคลาสสิคและให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน

ตรงกลางรีสอร์ตเป็นสระว่ายน้ำที่รายล้อมด้วยห้องพักหลากหลาย type ส่วนใหญ่จะสร้างเป็นบ้านกึ่งปูนกึ่งไม้ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรือกอและส่วนหน้าบันด้านหน้าบ้านที่ยื่นออกมาออกแบบคล้ายกับเศียรของพญานาค ซึ่งเป็นความเชื่อท้องถิ่นของที่นี่ และดีไซน์นี้ก็ได้กลายเป็นเอกลักษณ์ของ The Tubkaak Krabi Boutique Resort ไปเสียแล้ว

ยอดไม้ในผืนป่าเขียวครึ้ม

ทุกห้องของ The Tubkaak Krabi Boutique Resort จะเน้นความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติที่รายล้อม ทั้งทะเล ภูเขา ต้นไม้สูงใหญ่ เป็นเหมือนเพชรเม็ดงามที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในทุกวันตลอดการพักผ่อน จนต่างชาติต้องยกให้ที่นี่เป็น” 1,000 Places To See Before You Die”

ภายนอกวิลลาสีขาวหลังคาไม้พร้อมทิวมะพร้าว

ได้เวลาไปทำสปากันแล้วครับ L’Escape เป็นอาคารที่ออกแบบให้กลมกลืนไปกับห้องพักภายในรีสอร์ต แต่ทันทีที่เปิดประตูก้าวเข้าไปจะพบถึงความสบายใจที่ได้รับ

ศาลาสปาเพดานโดมสานพร้อมรายละเอียดงานสาน

ห้องทรีตเมนต์สปาของที่นี่ ได้รับแรงบันดาลใจจาก ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นที่พบมากในจังหวัดกระบี่ เป็นงานดีไซน์ที่แปลกตามากครับ แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ

นักบำบัดกำลังนวดและดูแลแขกในห้องสปา

ทรีตเมนต์ที่นี่มีให้เลือกให้แบบมากครับ แต่ทริปนี้เราเลือกเป็นนวดไทยเพราะรู้สึกปวดเมื่อยเหลือเกิน อยากให้เทอราพิสช่วยคลายเส้นให้หน่อย

แต่ถ้าใครชอบแบบอโรม่า ต้องบอกว่า น้ำมันสกัดของที่นี่ ทำขึ้นเองครับเน้นวัตถุดิบออร์แกนิคปลอดสารพิษและให้กลิ่นหอมมากด้วย

ชายสวมหมวกนั่งอ่านหนังสือบนสนามหญ้าริมทะเลพร้อมวิวเขาหินปูน

จากนั้น บ่ายแก่ๆ ก็สั่ง Afternoon Tea มาจิบที่คาบาน่า ด้านหน้าวิลล่า พร้อมกับชมวิวทะเลด้วยครับ

รายละเอียดการจัดโต๊ะอาหารและสำรับอาหาร

เซ็ทน้ำชายามบ่าย มาแบบกะทัดรัดไม่ใหญ่เท่าไร ประกอบไปด้วยชาผมเลือกเป็นอู่หลง มาพร้อมกับขนมและผลไม้ พอให้ได้สดชื่นยามบ่ายกัน

เต็นท์ทรงสามเหลี่ยมปิกนิกริมหาดยามพระอาทิตย์ตกประดับโคมไฟ

ส่วนตอนเย็นก่อนเริ่มมื้ออาหาร ถ้าใครอยากได้ประสบการณ์เก๋ๆ ริมชายหาด ผมแนะนำเป็น Beach Picnic ครับ สามารถแจ้งพนักงานได้ตั้งแต่เข้าพักเลย เค้าจะได้เตรียมซุ้มพร้อมที่นั่ง อาหาร ขนม เครื่องดื่มไว้ให้เราจิบไปชมวิวพระอาทิตย์ตกไป โรแมนติคน่าประทับใจมาก

นักท่องเที่ยวพายซับบอร์ดบนทะเลสงบยามอาทิตย์อัสดงพร้อมเกาะ

ช่วงเย็นจะเป็นไฮไลท์ของที่ The Tubkaak Krabi Boutique Resort เลยครับ แขกแทบทุกห้องจะออกมาจับจองที่นั่งริมชายหาดและทำกิจกรรม

ผมอยากแนะนำให้พายซัพบอร์ดหรือเรือคายัคออกไปชมวิวพระอาทิตย์ตกกัน เป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจมากครับ

นักท่องเที่ยวนอนพักบนเตียงริมหาดชมเกาะหินปูนยามพระอาทิตย์ตก

The Tubkaak Krabi Boutique Resort เป็นอีกหนึ่งสถานที่พักผ่อนที่อยากแนะนำสำหรับใครที่มองหาฟีลลิ่งแบบอบอุ่นสบายใจ เหมือนได้มาพักผ่อนบ้านพักตากอากาศ

รีสอร์ตอาจจะไม่ได้หรูหรามากนัก แต่ก็ยังตอบโจทย์มาตรฐานการให้บริการระดับ 5 ดาว เป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกตลอดจนคนไทย อยากจะมาชมความงามของพระอาทิตย์ตกดินกันที่นี่ มีฉากหลังเป็นป่าเกาะที่ไล่เลเยอร์กันอย่างสวยงาม

กระบี่ทริปนี้ผมถือเป็นช่วงเวลาที่พักผ่อนได้อย่างสบายใจและมีความสุขมาก

จองโรงแรมนี้เลย คลิก >> https://www.trip.com/t/mkHeZwErFU2

คำถามที่พบบ่อย

The Tubkaak Krabi อยู่ที่ไหน และเดินทางอย่างไร

The Tubkaak Krabi Boutique Resort ตั้งอยู่บนหาดทับแขก ทางตอนเหนือของกระบี่ หันหน้าออกสู่ทะเลอันดามันที่มองเห็นหมู่เกาะกว่า 13 เกาะเรียงรายอยู่เบื้องหน้า รวมถึงเส้นทางไปเกาะห้อง การเดินทางสะดวก ใช้เวลาขับรถเพียงราว 40 นาทีจากสนามบินนานาชาติกระบี่ ทำเลที่เงียบสงบห่างจากความวุ่นวายของอ่าวนางทำให้ที่นี่เหมาะกับการพักผ่อนแบบบูทีคริมทะเลอย่างแท้จริง

ราคาเริ่มต้นเท่าไร และคุ้มไหม

ราคาห้องพักเริ่มต้นราว 6,000–8,000 บาทต่อคืนในช่วงปกติ และขยับขึ้นในไฮซีซัน นับว่าจับต้องได้สำหรับรีสอร์ตริมหาดส่วนตัวระดับนี้ ที่นี่มีห้องพักเพียง 59 ห้อง ทุกห้องมีระเบียงและอ่างอาบน้ำกลางแจ้ง ความคุ้มอยู่ที่ทำเลริมหาดเงียบสงบ วิวหมู่เกาะอันดามัน และบริการแบบบูทีคที่ดูแลทั่วถึง ซึ่งหาได้ยากในราคาระดับเดียวกันของกระบี่

จุดเด่นและไฮไลต์คืออะไร

จุดเด่นคือหาดทับแขกส่วนตัวที่เงียบสงบ พร้อมวิวพระอาทิตย์ตกเหนือหมู่เกาะอันดามันที่สวยติดอันดับของกระบี่ รีสอร์ตออกแบบในกลิ่นอายบูทีคแบบไทยร่วมสมัย กลมกลืนกับธรรมชาติรอบตัว ด้านอาหารมีสองห้องริมหาด ได้แก่ The Arundina ที่เสิร์ฟอาหารไทยแท้ และ Di Mare ทรัตโตเรียอิตาเลียน ทำให้มื้ออาหารริมทะเลกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำของการเข้าพัก

Share
KANT
BULLETIN

A weekly dispatch, considered.