สรุปตรง
Aman Nai Lert Bangkok คือโรงแรม ultra-luxury ในสวน Nai Lert Park ซอยสมคิด ย่านเพลินจิต เปิดเมื่อ 2 เมษายน 2025 ในฐานะ Urban Aman แห่งแรกของไทย และเป็นโรงแรม Aman แห่งที่สองในประเทศ ถัดจาก Amanpuri ที่เปิดเมื่อปี 1988 ห้องพักมีทั้งหมด 52 ห้องบนชั้น 11–18 ขายในชื่อ Suite ทุกห้อง ขนาดเริ่มต้น 94 ตารางเมตร ออกแบบโดย Jean-Michel Gathy แห่งสตูดิโอ Denniston รอบนี้กานต์กลับไปพักเป็นครั้งที่สอง แล้วไล่ดูตั้งแต่ล็อบบี้ชั้น 9 สระว่ายน้ำกลางแจ้งยาว 25 เมตรที่ปล่อยต้นสมพงอายุร้อยปีทะลุขึ้นมากลางสระ Aman Spa & Wellness สามชั้น พื้นที่ราว 1,500 ตารางเมตร ห้องอาหารอิตาเลียน Arva ไปจนถึง Aman Club ชั้น 19 ที่มี Hiori กับ Sesui รวมแล้วโรงแรมมีห้องอาหารและบาร์ 7 แห่ง มุมที่กานต์ใช้อ่านที่นี่คือคำว่า Luxury of Distance ระยะห่างที่เมืองนี้ผลิตเองไม่ได้ แล้วโรงแรมเอามาตั้งราคา

โรงแรมหรูในกรุงเทพฯ มีวิวแม่น้ำ เส้นขอบฟ้า หินอ่อนจากอิตาลี และห้องอาหารชื่อดังให้เลือกมากพอแล้ว ของหายากจริง ๆ ในเมืองนี้กลับเป็นระยะห่าง ระยะจากเสียงรถ ระยะจากสายตาคนอื่น ระยะจากขั้นตอนจุกจิกระหว่างวัน ไปจนถึงระยะจากความรู้สึกว่าเราต้องรีบไปไหนสักแห่งเสมอ Aman Nai Lert Bangkok สร้างมูลค่าจากช่องว่างเหล่านี้ แล้วเก็บทุกอย่างไว้ในอาคารสูงกลางสวนเก่าแก่ตรงซอยสมคิด
กานต์ขอเรียกแนวคิดนี้ว่า Luxury of Distance ครับ
ระยะทางจากถนนเพลินจิตเข้ามาถึงตัวโรงแรมไม่ได้ไกล หากบรรยากาศเปลี่ยนเร็วจนน่าสนใจ ป้ายร้านค้า เสียงแตร และจังหวะคนเดินค่อย ๆ หลุดออกไปจากสายตา เหลือแนวไม้ใหญ่ทอดเงาบนถนนแคบ ๆ ภายใน Nai Lert Park พอประตูรถเปิด เราจึงไม่ได้รู้สึกว่าเดินทางมาถึงโรงแรมอีกแห่งหนึ่งในย่าน Central Business District เท่าไรนัก เหมือนมีใครหมุนความดังของกรุงเทพฯ ลงช้า ๆ แล้วปล่อยให้เราได้ยินตัวเองชัดขึ้นมากกว่า
สำหรับกานต์ Aman Nai Lert Bangkok จึงน่าสนใจตั้งแต่ก่อนมองงาน Interior เสียอีก เพราะโรงแรมนี้วาง Positioning ไว้เฉียบขาดมาก ที่นี่ไม่พยายามแข่งกับโรงแรมริมน้ำด้วยวิวเจ้าพระยา ไม่แข่งกับโรงแรมบนตึกสูงด้วยความตื่นตาของ Skyline และไม่ใส่จำนวนห้องอาหารให้มากที่สุด โรงแรมเลือกครอบครองพื้นที่เล็กมากในความรู้สึกของคนเข้าพัก มีแขกพอประมาณ มีพนักงานจำเราได้ มีสวนสีเขียวที่คอยกันเมืองออกไปอีกชั้นหนึ่ง แล้วเปลี่ยนความเป็นส่วนตัวให้กลายเป็นสินค้าราคาที่มีมูลค่า
พูดตามตรง Aman Nai Lert Bangkok แพงมาก และกรุงเทพฯ ก็มีโรงแรมที่ดีในราคาต่ำกว่านี้อยู่เต็มเมือง ประเด็นจึงไม่ควรหยุดอยู่ตรงคำถามว่า “คุ้มไหม” เพราะคำว่าคุ้มของโรงแรมระดับนี้ไม่ได้คำนวณจากขนาดห้องหารด้วยราคาต่อคืนอย่างเดียว
แต่คำถามที่แม่นกว่าคือ เราให้ราคาแก่ความสงบ การไม่ต้องอธิบายตัวเอง และเวลาที่พนักงานคืนกลับมาให้เรามากแค่ไหน ถ้า 3 เรื่องนี้มีมูลค่า กานต์คิดว่า Aman ก็เริ่มสมเหตุสมผลขึ้นมาครับ
ใครที่สนใจรับประสบการณ์แบบ Aman อยากจะชวนไปงานนี้ครับ Aman Nai Lert Bangkok Showcase2026 ตั้งแต่วันที่ 27 – 30 สิงหาคม 69 โรงแรมจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นงานที่รวมเอาไลฟ์สไตล์แห่งการพักผ่อน การดูแลตัวเองในวิถีเวลเนส และการมีประสบการณ์ความอร่อย โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่นคือดีย์มาก อยากให้ไปลองกัน
นัดหมายล่วงหน้าก่อนไปได้ที่ โทร 0 2035 1111 หรือ อีเมล anlb.res@aman.com
ส่วนใครที่อยากอุ่นเครื่องกับประสบการณ์แบบ Aman เชิญอ่านและชมรูปภาพกันต่อได้เลยนะครับ
จาก Amanpuri ถึงเพลินจิต ระยะเวลา 37 ปีของ Aman ในเมืองไทย
Aman เริ่มต้นเรื่องราวที่ภูเก็ต เมื่อ Amanpuri เปิดเมื่อปี 1988 รีสอร์ตเล็กบนแหลมส่วนตัวแห่งนั้นเปลี่ยนภาพจำของ Luxury Hospitality จากโรงแรมใหญ่พร้อมล็อบบี้โอ่อ่า ไปสู่บ้านพักที่สงบ เป็นส่วนตัว และให้สถานที่พูดด้วยเสียงของตัวเอง กว่าแบรนด์จะกลับมาเปิดโรงแรมแห่งที่สองในประเทศไทย เวลาก็ผ่านไป 37 ปีเต็ม
Aman ระบุชัดว่า Aman Nai Lert Bangkok เปิดเมื่อ 2 เมษายน 2025 ในฐานะสมาชิกไทยลำดับถัดจาก Amanpuri และเป็น Urban Aman แห่งแรกของไทย

การกลับมาครั้งนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าการปักหมุดโรงแรมใหม่ในเมืองยอดนิยม
เพราะ Aman กำลังนำปรัชญาที่เกิดในธรรมชาติมาทดสอบกับมหานครแทบไร้พื้นที่ว่าง สูตรเดิมอย่างศาลาเตี้ย ลานกลาง และภูมิประเทศกว้างใหญ่น่าจะใช้ไม่ได้กับตึกสูง 36 ชั้น Jean-Michel Gathy แห่ง Denniston ต้องแปลความสงบจากแนวนอนให้กลายเป็นแนวตั้ง แล้ววางโรงแรม ห้องอาหาร Aman Club สปา ตลอดจน Branded Residences จำนวนจำกัดให้ซ้อนกันอยู่ในอาคารเดียว

นี่คือโจทย์ทางแบรนด์ที่ละเอียดอ่อนมาก Aman ในรีสอร์ตมักพาเราออกจากสังคม ส่วน Urban Aman ต้องมีทั้งความสงบและ Social Life อยู่พร้อมกัน จึงเกิดระบบพื้นที่หลายระดับ ชั้นหนึ่งรับแขกอย่างเรียบง่าย ชั้น 9 ทำหน้าที่เป็น Living Room ของโรงแรม ชั้น 11–18 เก็บห้องพักเอาไว้ และชั้น 19 เปิดโลกอีกใบให้สมาชิก Aman Club ผู้เข้าพักกับเจ้าของ Residence ยามค่ำคืน สถาปัตยกรรมไม่ได้จัดคนตามฟังก์ชันเท่านั้น กำลังจัดระดับของสิทธิ์และความเป็นส่วนตัวไปด้วย
วันที่กานต์ไปพักทาง Club ก็มีการจัดงาน Exclusive Talk โดยคุณท๊อป จิรายุส ซึ่งแน่นอนว่ากานต์ไม่ได้เข้าไป เพราะว่าเราไม่ได้เป็นสมาชิกครับ แต่เห็นบรรยากาศและคนที่มาร่วมงานแล้วคือน่าสนใจมากๆ
ถ้ามองในมุมธุรกิจ โมเดลนี้ฉลาดทีเดียวครับ โรงแรม 52 ห้องสร้าง Scarcity ที่เปิดรับคนนอกเพื่อให้แบรนด์มีบทสนทนากับเมือง ส่วนพื้นที่ Club จำกัดจำนวนคนและเพิ่มเหตุผลให้กลุ่มลูกค้าท้องถิ่นกลับมาใช้บริการซ้ำ
Residence ด้านบนช่วยยืดประสบการณ์ Aman จากการจ่ายเป็นคืนไปสู่การถือครอง Lifestyle ทั้งหมดจึงทำงานเป็น Ecosystem เดียวกัน โรงแรมเป็นประตู Club เป็น Community และ Residence เป็นความสัมพันธ์ระยะยาว

โรงแรม Luxury สร้างวัสดุใหม่ให้ดูเก่าได้ สั่งช่างทำผิวไม้ให้มีรอยเวลาได้ หรือย้ายต้นไม้ใหญ่มาปลูกตรงตำแหน่งเหมาะกับภาพถ่ายได้ ทว่า Nai Lert Park มีสิ่งที่สร้างย้อนหลังไม่ได้ สวนแห่งนี้ผูกอยู่กับประวัติของพระยาภักดีนรเศรษฐ หรือเลิศ เศรษฐบุตร ผู้ประกอบการและนักพัฒนาเมืองผู้เกิดเมื่อปี 1872 บ้านไม้ในสวนสร้างเมื่อปี 1915 เดิมเป็นบ้านพักตากอากาศ ก่อนครอบครัวจะย้ายมาอยู่อย่างถาวรและดูแลสืบต่อกันมาหลายรุ่น เอกสารประวัติของ Nai Lert Park Heritage Home บันทึกว่าตัวบ้านใช้ไม้สักเหลือจากธุรกิจต่อเรือ หลังคาทรงปั้นหยาซ้อนกันสามระดับ ช่วยให้อากาศไหลผ่านและรับมืออากาศร้อนชื้นของกรุงเทพฯ

พอ Nai Lert Group เลือก Aman มาเป็น Partner ทุนของทั้งสองฝ่ายจึงเข้ากันอย่างพอดี ฝั่งครอบครัวมี Land Legacy และ Social Capital ส่วน Aman มี Global Community ภาษาดีไซน์ และระบบบริการระดับโลก Vlad Doronin ประธานและ CEO ของ Aman เคยเล่าว่าเขามาถึงพื้นที่หลังบินจากญี่ปุ่น แล้วตัดสินใจจากคุณภาพของสวน Heritage Home และค่านิยมร่วมของสองครอบครัว บทสัมภาษณ์ของคุณเล็กในนิตยสาร Prestige เล่าไว้ว่า เรื่องนี้บอกเราว่าโครงการไม่ได้เริ่มจากการหาแบรนด์มาติดบนตึกที่ออกแบบเสร็จแล้ว ตัวที่ดินเป็นคนเลือกแบรนด์พอ ๆ กับที่แบรนด์เลือกทำเล
Jean-Michel Gathy กับการแปลความสงบของ Aman ให้ตั้งขึ้นในแนวตั้ง

Jean-Michel Gathy ทำงานกับ Aman มายาวนาน ตั้งแต่ยุควางรากฐานภาษาของแบรนด์ร่วมกับสถาปนิกอย่าง Ed Tuttle และ Kerry Hill ผลงานของเขามักมี Gesture ใหญ่ชัดเจน ใช้น้ำ แสง เงา และสัดส่วนสร้างภาพจำเก่งมาก สำหรับกรุงเทพฯ เขาเลือกควบคุมมือให้เบาลง ภายนอกเป็นกล่องแนวตั้งสีเข้ม มีครีบอาคารเรียงเป็นจังหวะ ดูสุภาพเมื่อมองจากสวน ความสนุกทั้งหมดค่อยเผยอยู่ข้างใน

Gathy ไม่ได้จำลอง Nai Lert Park Heritage Home ขึ้นมาใหม่ เขาหยิบ Logic จากบ้านเดิมมาใช้ พื้นไม้สักแผ่นแคบกลายเป็นพื้นหินวางลายคล้าย Parquet หลังคาปั้นหยาสามระดับกลายเป็นฝ้าเพดานซ้อนชั้น เส้นสายของงานไม้ปรากฏบนประตู Pivot ฉากกั้น และ Hardware หลายจุด งาน Joinery ไทยผ่านการลดรายละเอียดจนเหลือ Proportion กับ Shadow คนที่ไม่รู้ประวัติยังรับรู้ว่าพื้นที่สงบและมีจังหวะ ส่วนคนที่เคยเดินในบ้านเก่าจะเห็นบทสนทนาเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ตลอดทาง

Interior เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ Arrival โรงแรมเลือกใช้สีน้ำตาลไหม้ เบจ เทาอุ่น ดำ และเขียวจากสวนเป็น Palette หลัก วัสดุหลายชนิดมีผิวสัมผัสชัด หากไม่แย่งกันส่งเสียง ผนังบางช่วงมีริ้วคล้ายรอยลมพัดผ่านดิน แผงไม้มีรอยแกะละเอียด หนังควายฉลุคล้ายศิลปะหนังใหญ่ แล้วมีทองคำเปลวแตะอยู่พอให้แสงเคลื่อน ไม่ได้เงาวับเต็มพื้นผิว ความเรียบจึงไม่แบน

ติดกันมี The Boutique เพื่อนำเสนอเรื่องราวของแบรนด์ได้อย่างสุขุมครับ Aman Jungies แบบกานต์คือชอบมากเลย ได้หมวกมา 1 ใบ นอกจากนี้ ยังมี Aman Essentials ตั้งแต่ Ready-to-wear เครื่องหนังอิตาลี เครื่องประดับ Homeware ไปจนถึง Skincare และ Fine Fragrance วางคู่กับงานคราฟต์ร่วมสมัยจากช่างไทย กานต์ชอบตรงที่ร้านไม่มีกลิ่นอายของร้านขายของฝาก แต่ละชิ้นยังรักษาภาษา Quiet Luxury แบบเดียวกับโรงแรม ดูเรียบหรู ใช้ได้นาน และมีที่มาโดยไม่ต้องส่งเสียงดังครับ
ล็อบบี้ชั้น 9 งานศิลปะ และลายนิ้วมือท่านผู้หญิงเลอศักดิ์

จากนั้นลิฟต์พาเราขึ้นสู่ Main Lobby บนชั้น 9 อีกชุดหนึ่งจึงเชื่อมไปยังห้องพัก วิธีแบ่ง Vertical Circulation เช่นนี้ดูเป็นเรื่องระบบอาคาร ทว่ามีผลกับความรู้สึกมาก แขกภายนอก ผู้ใช้ห้องอาหาร สมาชิก Club เจ้าของ Residence และผู้เข้าพักไม่ต้องไหลปะปนกันตลอดเวลา เราไม่เห็นคนลากกระเป๋าผ่านโต๊ะ Afternoon Tea และไม่ต้องบอกรูมเบอร์ซ้ำทุกครั้งที่เดินไปกินข้าว
ทีมต้อนรับทำ Check-in ได้โดยไม่สร้างเคาน์เตอร์เป็นด่านใหญ่ พาไปนั่ง เสิร์ฟเครื่องดื่มเย็นกับผ้าเย็น มีพิธีรดน้ำดำหัวสไตล์ไทยๆ แล้วค่อยอธิบายสิ่งจำเป็น น้ำเสียงของทุกคนเบาพอ ๆ กับเพลงใน Lobby ไม่มีประโยคขายห้องอาหารยาวเหยียด และไม่ผลักให้เรากรอกข้อมูลเดิมหลายรอบ ความรู้สึกว่า “กำลังผ่านพิธีกรรมการเข้าพัก” จึงหายไปเร็วมาก ตรงนี้แหละครับที่แบรนด์ระดับ Ultra-luxury ต้องชนะ โรงแรมแพงไม่ควรให้แขกแบกงานระบบของตัวเอง

ถัดเข้ามา โถงสูงสามช่วงชั้นมีประติมากรรมต้นไม้โลหะสูง 12 เมตร ใบไม้กว่า 6,000 ใบไล่จากทองไปสู่สีเข้ม รูปทรงได้รับแรงบันดาลใจจากต้นจามจุรีเก่าแก่ในสวน แต่ Gathy จงใจให้ต้นไม้ประดิษฐ์เติบโตลงจากเพดาน สวนทางกับต้นจริงที่ชูเรือนยอดขึ้นฟ้า ใต้ประติมากรรมเป็น Reflecting Pond วางโคมเล็กบนผิวน้ำ คล้ายความทรงจำของลอยกระทงกลั่นตัวเหลือเพียงแสงกับเงา ไม่จำเป็นต้องวางกระทงจำลองไว้ตรงนั้นเลย

นอกจากนี้ ยังมีงานศิลปะที่แทรกอยู่ในทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นโถงต้อนรับ ที่เป็นภาพนามธรรมโทนทอง–ดำบริเวณทางเข้า ก่อนขึ้นลิฟต์ไป Main Reception ชั้น 9 เส้นโค้งสีอ่อนตีความจากเครือข่ายแม่น้ำและคลองของกรุงเทพฯ เหมือนโรงแรมเริ่มเล่าเรื่องเมืองผ่าน “สายน้ำ” ตั้งแต่ประตูแรก โดยไม่ใช้สัญลักษณ์ไทยอย่างตรงตัวครับ

ลายนิ้วมือของ ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ บุตรีของนายเลิศ ลายนิ้วมือถูกขยายจากสิ่งเล็กและเป็นส่วนตัวให้กลายเป็นพื้นผิวสถาปัตยกรรม

กิมมิคที่โรงแรมใช้คือ โถงสถาปัตยกรรมสูงสองชั้น ชุดภาพนี้สัมพันธ์กับเอเทรียมชั้น 12-14 และ 14-16 ที่มีความแตกต่างกันไป
อย่างชั้นนี้จะมีรอยคราดบนทรายขาว สระสีดำ หินสีอ่อน และวัตถุแก้วแขวนเหนือโถง แนวคิดที่ยืนยันได้คือสวนแบบ Zen และผนังลายนิ้วมือ ส่วนวัตถุแก้วนั้น แม้รูปร่างชวนให้นึกถึงหยดฝน ดอกไม้ หรือหยดน้ำค้าง แต่ยังไม่มีคำอธิบายจากผู้สร้าง จึงควรเรียกเพียง “รูปทรงแก้วแขวน” ไม่ตีความให้ไกลกว่าหลักฐาน

โถงที่มีประติมากรรมลายนิ้วมือของ ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ บุตรีของนายเลิศ มีสระสะท้อนสีดำ ก้อนหิน และประตูห้องพักที่ซ่อนแนบไปกับผนัง พื้นที่สัญจรจึงถูกเปลี่ยนให้คล้ายลานสงบกึ่งพิพิธภัณฑ์ ความหรูของโถงนี้ไม่ได้เกิดจากการเติมของจำนวนมาก แต่เกิดจากการปล่อยให้น้ำ หิน แสง และพื้นที่ว่างทำงานร่วมกัน

จุดที่ต้องมองให้นานคือ Art Programme ของ Martin Gerlier Art Director ชาวฝรั่งเศสผู้ทำงานในกรุงเทพฯ เขาร่วมกับศิลปินและช่างฝีมือท้องถิ่นราว 80 คนสร้างผลงานเฉพาะพื้นที่ ผนังหลังโต๊ะต้อนรับประกอบด้วยลูกข่างเซรามิกราว 3,000 ชิ้น เมื่อมองรวมกันจะเห็นเลขไทย “๑” อ้างถึงบ้านเลขที่ 1 ซอยสมคิด และความเป็นผู้บุกเบิกของนายเลิศ ลูกข่างแต่ละชิ้นขยับมิติเมื่อเราเปลี่ยนมุมยืน งานจึงมีความทรงจำวัยเด็ก มี Graphic และมีเงาที่เคลื่อนตามวันอยู่พร้อมกัน

โถงต้อนรับ Aman Spa & Wellness ชั้น 10 ตรงจุดออกจากลิฟต์ มีแบบจำลองสถาปัตยกรรมไทยแกะสลักจากไม้ ติดตั้งให้ดูเหมือนลอยเหนือเมฆเขียนมือ ทำหน้าที่เป็นรอยต่อจากเมืองที่หนักและแน่นไปสู่โลกของ Wellness ที่เบาและสงบ สื่อถึงเรือนไทยเก่าริมเจ้าพระยาที่สะท้อนน้ำ งดงามมากครับ

โถงทางเดินชั้น 11 เป็นจิตรกรรมภูมิทัศน์แบบ In-situ ต่อเนื่องหลายผนัง เล่า Nai Lert Park และโลกของบ้านนายเลิศในอดีต ภาพที่เห็นเป็นช่วงของสายน้ำ เรือ ต้นไม้ และวิถีชีวิตเก่า ส่วนภาพรวมของชุดจิตรกรรมมีฉากนายเลิศนั่งรถม้าพร้อม “เจ้าแต้ม” เสือดาวตัวโปรด จึงเป็นการเล่าชีวประวัติผ่าน Landscape มากกว่าการแขวนภาพเหมือนบุคคล

ใบบัวโลหะหรือสำริดบนผนังหินอยู่ในพื้นที่แต่งตัวของห้องสวีท บนชั้นห้องพัก 11–18 แต่ยังระบุเลขห้องไม่ได้ งานถอดรูปจากใบบัวจริงในสระบ้านนายเลิศ ซึ่งเกิดจากหลุมระเบิดสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนถูกเปลี่ยนให้เป็นสระบัว จึงซ่อนเรื่องการฟื้นฟูรอยแผลของผืนดินเอาไว้ในวัตถุชิ้นเล็กๆ
1872 Lounge & Bar ห้องนั่งเล่นที่เปลี่ยนอารมณ์ไปตามเวลา

ค็อกเทลที่เป็นตัวแทนของร้านคือ 1872 Martini ใช้ The Botanist Gin, Vermouth, ชาสูตรของโรงแรม และ Orange–Lemon Bitters จุดที่น่าสนใจคือเสิร์ฟมาในภาชนะจำลองถังน้ำร้อนโบราณของบ้านนายเลิศ ซึ่งครอบครัวเคยใช้บริการพระสงฆ์ที่มารับบิณฑบาตในตอนเช้า เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ได้อยู่เพียงบนป้าย แต่ถูกยกขึ้นมาวางบนโต๊ะของเราจริง ๆ

ที่ 1872 Lounge & Bar ชั้น 9 บริเวณเสาก็มีชิ้นสีดำทรงยาวไม่ใช่ประติมากรรมแขวนผนังอย่างเดียว แต่เป็น Wall Light ที่ซ่อนไฟไว้ด้านหลัง ผิวของชิ้นงานได้แรงบันดาลใจจากเปลือกไม้ สอดรับกับแนวคิดของ 1872 ซึ่งใช้ธรรมชาติเป็นแกนหลัก งานศิลปะกับแสงจึงกลายเป็นสิ่งเดียวกัน

1872 เป็น All-day Lounge ที่เปลี่ยนอารมณ์ตามเวลา ตั้งแต่การนั่งรับประทานอาหาร จิบน้ำชายามบ่าย ไปจนถึงค็อกเทลหลังพระอาทิตย์ลับแนวสวน ชื่อร้านมาจากปีเกิดของนายเลิศ หรือพระยาภักดีนรเศรษฐ จึงเป็นพื้นที่ซึ่งเล่าประวัติของเจ้าของสถานที่ชัดที่สุดแห่งหนึ่งในโรงแรม

บรรยากาศดีมาก มีระเบียงยาวมองเหนือยอดไม้ของใจกลางกรุงเทพฯ มีที่นั่งแบบ outdoor ด้วย รับลมเย็นๆ
เดินดูห้องพัก Premier Suite ตั้งแต่โซนแต่งตัวถึงห้องน้ำ

จากนั้นมากันที่ห้องพักกันบ้าง มีเพียง 52 ห้อง อยู่บนชั้น 11–18 ทุกห้องขายในชื่อ Suite ขนาดเริ่มต้น 94 ตารางเมตร นับว่าใหญ่กว่าห้องเริ่มต้นของโรงแรมหรูส่วนมากในกรุงเทพฯ เกือบสองเท่า

ห้องพักของ Aman Nai Lert Bangkok แบ่งเป็น Deluxe Suite, Premier Suite, Corner Suite, Premier Corner Suite, Terrace Suite และ Aman Suite ความต่างระหว่างสี่ประเภทหลักอยู่ที่ทิศ วิว มุมกระจก และตำแหน่งมากกว่าขนาด เพราะส่วนใหญ่กว้างราว 92–99 ตารางเมตรใกล้กัน

เปิดประตูเข้ามา ด้านหน้าเป็นโซนแต่งตัว มีตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ขนาบสองข้าง พร้อมพื้นที่ตรงกลางเอาไว้วางกระเป๋าเดินทางได้ มุมนี้จะเชื่อมต่อกับห้องน้ำที่อยู่ตรงข้าม ทำให้สะดวกมาก หากต้องการทำธุระส่วนตัว โดยไม่รบกวนคนที่อยู่ในห้องร่วมกับเรา

กานต์พักที่ห้อง Premier Suite ครับ ห้องกว้าง เป็นแบบ Open-plan Studio ขนาดใหญ่มาก ห้องนั่งเล่นไม่ได้แยกปิดประตูจากห้องนอน หากเดินทางคนเดียวหรือเป็นคู่ Layout นี้โปร่งและน่าอยู่มากครับ

ผนังฝั่งห้องนั่งเล่นเป็นพื้นผิวจากปูนกับดินเผาโดยช่างทำในห้องแต่ละห้องไม่เหมือนกันนักแบบ 100% เพราะเป็นงานทำมือล้วนๆ ในห้องไม่มีงานศิลปะกรอบใหญ่แขวนเป็นพระเอก เพราะผนังทั้งผืนทำหน้าที่นั้นไปแล้ว แสงธรรมชาติจากกระจก Floor-to-ceiling เปลี่ยนสีเบจตลอดวัน เช้าจะออกเทาอ่อน พอแดดบ่ายผ่านเข้ามา ไม้กับหินอุ่นขึ้นโดยไม่ต้องปรับไฟ

แสงดี มู๊ดดี ชอบมุมนั่งเล่นที่เทควิวได้สวยงามแบบนี้ พักผ่อนพร้อมกับเครื่องดื่ม Signature ของทางโรงแรม ส่วนมินิบาร์ฟรีนะครับ เติมทุกวันของการเข้าพัก และมีเครื่องชง Nespresso ชุดดริปกาแฟ ชา Voyage ไว้ให้ด้วย
ส่วนเทคโนโลยีในห้องซ่อนหมด มีเพียงแท็บเล็ตข้างเตียงคุมไฟ ม่าน อุณหภูมิ และเรียกโทรทัศน์ขึ้นมาจากในตู้ ระบบไฟแบ่งเป็นซีนไว้ให้แล้ว กดคำเดียวห้องเปลี่ยนอารมณ์ทั้งห้อง กานต์ลองซีนกลางคืนแล้วชอบมาก เพราะมันไม่ได้แค่หรี่ไฟ มันย้ายจุดสว่างไปไว้ที่ผนังปูนกับชั้นหนังสือ ปล่อยกลางห้องให้มืดสนิท ห้องเลยดูลึกขึ้นทันทีตอนพระอาทิตย์ตก

ผนังหัวเตียงใช้แผ่นใยเปลือกกล้วยทำเป็นเส้นโค้งอ้างถึงจั่วหลังคาไทย เตียงนอนทำงานดีมากครับ ที่นอนมีแรงรับพอดี ผ้าปูเตียงเรียบเย็น และห้องเงียบจนเสียงเครื่องปรับอากาศแทบไม่เหลือให้สังเกต ช่วงกลางคืน ม่านปิดสนิท แสงจากตึกข้างนอกหายไป แล้วห้องกว้างเกือบร้อยตารางเมตรกลับให้ความรู้สึกกระชับรอบตัวเราได้แปลกดี ความสบายไม่ได้มาจากความนุ่มทุกชิ้น หากมาจากการควบคุมแสง เสียง อุณหภูมิ และระยะเอื้อมให้ลงตัวพร้อมกัน
และที่สำคัญทีมแม่บ้าน เข้ามาเก็บเตียงระหว่างวันได้เหมือนใหม่มาก รีดเตียงได้คมกริบ ราวกับว่าเราเพิ่งเข้าเช็คอิน

ห้องน้ำกินพื้นที่มากจนน่าประหลาดใจ อ่างทรงกลมขนาดใหญ่ยืนอยู่เป็นศูนย์กลาง มีอ่างล้างหน้าคู่ Rain Shower ห้องสุขาแยก และ Walk-in Wardrobe สองฝั่ง ประตู Pivot ปิดกั้นห้องน้ำจากพื้นที่นอนได้เมื่อต้องการ หรือเปิดทั้งหมดให้ต่อเนื่องกันเหมือน Spa Suite บอกชัดว่า Aman มองการอาบน้ำ แต่งตัว และพักร่างกายเป็นกิจกรรมหลักของห้อง ไม่ได้จัดพื้นที่เหลือจากเตียงมาให้แบบโรงแรมธุรกิจ

อ่างอาบน้ำมีเกลือสปาและครีมอาบน้ำเอาวางไว้ให้ เป็น Aman Skincare ทั้งชุด ขวดเซรามิกสีดินเผา ไม่มีฉลากใหญ่ ไม่มีโลโก้เด่น

ส่วน Amenities จัดวางไว้ในลิ้นชักอย่างเรียบร้อยครับ มีให้ครบครัน เป็นแบรนด์ของ Aman Skincare กลิ่นเป็นไม้อุ่นผสมส้มบาง ๆ ไดร์เป่าผมเป็น Dyson วางในลิ้นชักไม้ที่กรุด้านในด้วยผ้าสักหลาด กานต์ชอบรายละเอียดพวกนี้ เพราะมันคือจุดที่โรงแรมส่วนใหญ่ปล่อยผ่าน

ห้องน้ำใหญ่มาก เรนชาวเวอร์ให้ความรู้สึกเหมือนฝนตกจริงๆ มีที่นั่งสำหรับใครที่อยากจะปรนนิบัติผิว ใช้เวลานานๆ อยู่ในห้องน้ำได้เลยครับ
สระว่ายน้ำ ต้นสมพง และฟิตเนสชั้น 10

ลงมาดูสระว่ายน้ำกันบ้างครับ สระ Outdoor Infinity Pool ยาว 25 เมตรวางแนวขนานกับสวน มี Daybed คู่เรียงอยู่ข้างน้ำ มีโซนเจ็ตนวดแยกอยู่ปลายด้านหนึ่ง ขอบสระเป็นหินสีเทาเข้ม พื้นรอบเป็นไม้เนื้อแข็ง เตียงอาบแดดวางห่างกันมากกว่าที่โรงแรมทั่วไปวาง ตรงกลางคือช่องวงรีที่ปล่อยต้นสมพงทะลุขึ้นมา
ต้นสมพงอายุราวหนึ่งศตวรรษยืนอยู่ตรงตำแหน่งเดิม ครอบครัว Nai Lert วางเงื่อนไขกับทีมออกแบบว่าต้องรักษาต้นนี้ไว้ อาคารจึงเจาะช่องผ่านโครงสร้างชั้น 9 ให้ลำต้นขึ้นมาเหนือ Pool Terrace และปล่อยเรือนยอดให้ร่มเงาแก่เตียงริมสระ โรงแรมไม่ได้ย้ายต้นไม้ไปจัด Composition ภายหลัง แต่มันเป็น Constraint ที่บังคับให้อาคารหลบทาง

The Pool คอยเสิร์ฟอาหารเบา เครื่องดื่ม กับเมนูสุขภาพ ความพิเศษไม่ใช่การเห็นเมืองจากขอบสระเพียงอย่างเดียว เราว่ายผ่านเงากิ่งไม้จริง แล้วมองขึ้นไปเห็นตึกสูงห้อมล้อมอยู่ไกล ๆ เป็นภาพซ้อนของกรุงเทพฯ สองยุค เมืองหนึ่งกำลังเพิ่มความหนาแน่น อีกเมืองยังเหลือช่องให้ต้นไม้เก่าเติบโต

มุมสระว่ายน้ำจะมีกิจกรรม Flower mediation เป็นการพับดอกบัวแบบไทยๆ ที่ต่างชาติน่าจะประทับใจ เพราะต้องใช้เวลา ความปราณีต และจิตใจที่สงบนิ่งมากครับ

ชั้น 10 มีฟิตเนสที่เปิด 24 ชั่วโมง ภายในกว้างมากครับ จัดวางเครื่องเล่นเรียงราย อุปกรณ์ Technogym จากเทคโนยิม มีทั้งโซน Cardio และ Weight Training Machine ที่จะมอบประสบการณ์เหนือระดับกับการออกกำลังกายในแบบ Luxury ให้กับเรา และมีสตูดิโอ Pilates ด้วยครับ
Aman Spa & Wellness กับ Signature Spa Journey

ติดกันเป็นสปาครับ เรามีนัดทำสปากันไว้ ซึ่งนี่เป็นการมาทำสปาที่ Aman Nai Lert เป็นครั้งที่ 2 ครับ

มาถึงก็นั่งพักเหนื่อยกันสักแปบจากนั้นพนักงานก็จะมาทำคอนซัลเราก่อนเริ่มครับ

สปามีห้อง Treatment เดี่ยวห้าห้อง ห้องคู่หนึ่งห้อง ห้องนวดไทยหนึ่งห้อง

ห้องน้ำภายในห้องทรีตเมนต์กว้างมาก เราเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมไปทำสปากันครับ กานต์เลือกเป็น Signature Spa Journey

ก่อนหน้านี้กานต์เคยทำสปาแบบอายุรเวชอินเดียไปแล้ว ตอนนี้มีอีเวนต์พิเศษพอดี มารอบนี้เลยขอทำเป็น Signature Spa บ้างครับ ชอบมากตรงที่เค้าใช้ข้าวเป็นแกน เริ่มด้วยการแช่น้ำ ต่อด้วย Royal Thai Massage และลูกประคบข้าวอุ่น ก่อนปิดด้วย Head หรือ Foot Massage แต่หากใครอยากลองหลายๆ แบบ ที่กานต์มองว่าน่าสนใจก็คือ Nud Tok Sen Oil Massage นำเทคนิคตอกเส้นแบบภาคเหนือมาผสมกับน้ำมัน ใช้เครื่องมือไม้สร้างแรงสั่นตามแนวกล้ามเนื้อ Treatment แบบหลังมีเสียงเคาะเป็นจังหวะ จึงไม่ใช่ความผ่อนคลายแบบเงียบสนิท แต่ให้ผลกับร่างกายลึกและมีรากวัฒนธรรมชัดกว่าเมนูนวดสากลที่พบได้ทุกเมือง

หลังจากทำ Treatment จบ กานต์ก็ออกมานั่งใน Relaxation Room ช้า ๆ ไม่มีใครรีบยื่นบิลหรือพาไปขายผลิตภัณฑ์ต่อ ความสงบจึงอยู่ต่อได้อีกพักหนึ่งครับ พนักงานมาเสิร์ฟชาและผลไม้แห้ง เพิ่มความสดชื่น

ชอบความที่โรงแรมมี Salon ไว้บริการด้วยครับ

ครบตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า เราสามารถมาเสริมสวย เสริมหล่อกันได้ครบที่นี่เลย
มื้อเช้าและมื้อกลางวันที่ Arva

มาดูฝั่งอาหารกันบ้างครับ เราทานกันที่ Arva เป็นห้องอาหาร Italian Signature ของ Aman อยู่บนชั้น 9

บรรยากาศยามเช้า แขกไม่เยอะครับ แต่โต๊ะเยอะมาก กระจายไปในหลายจุด ทำให้ได้ความเงียบสงบ เหมาะกับการรื่นรมย์อาหารเช้าหลังตื่นนอน เริ่มจากกาแฟกันก่อนเลย สั่ง Signature ของโรงแรมมาลองชิม

เสิร์ฟ Breakfast ด้วย มื้อเช้าใช้ระบบ Unlimited À La Carte แทน Buffet จานมาในขนาดไม่ใหญ่ สั่งได้หลายอย่างและทยอยออกเร็ว วิธีนี้รักษาคุณภาพอาหาร ลดเสียงเดินไปตัก ลดโต๊ะที่วางจานค้างไว้ บรรยากาศจึงยังเป็น Residential Dining แม้มีแขกเข้าพร้อมกัน

เมนูมีทั้งไข่เจียวปู หมูปิ้งกับข้าวเหนียว ข้าวต้ม โจ๊ก เมนูไข่ ขนมอบ โยเกิร์ต ผลไม้ และ Wellness Shot สิ่งที่กานต์ชอบคืออาหารไทยไม่ได้วางไว้เป็นมุม Local Option ให้ชาวต่างชาติลองเล่น ๆ ครัวปรุงรสจริงจัง ไข่เจียวปูฟูโดยไม่อมน้ำมัน หมูปิ้งมีควันหอมพอควร ข้าวต้มใส่ขิงกับกระเทียมเจียวแล้วหยุดตรงรสสะอาด จานทั้งหมดดูเรียบ แต่กินต่อเนื่องแล้วรู้สึกว่าเชฟเข้าใจ Comfort Food ของไทย

อาหารฝั่งตะวันตกก็มีให้เลือกเยอะมาก และดีทุกตัว พวก French Toast หรือกลุ่มเบเกอรี่อย่างเดนิชก็ทำเท็กซ์เจอร์ออกมาได้ดีมากครับ นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกเครื่องดื่มที่น่าสนใจเพียบ ตั้งแต่น้ำผลไม้คั้นสด สมูทตี้ คอมบูชา ไปจนถึง Wellness Shot ที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพตั้งแต่ตื่นนอน

นี่คือ 4 จานอาหารเช้าที่กานต์ชอบและอยากแนะนำให้สั่งครับ

มื้อกลางวันเราก็ทานเบาๆ กันที่ในโรงแรมครับ สั่งเป็นข้าวกะเพราเนื้อ ดีมาก เนื้อนุ่มมากๆ ขนมจีนแกงปูก็คือที่สุดต้องสั่ง
ดินเนอร์ที่ Arva ตั้งแต่ Focaccia ถึงของหวาน

ตอนเย็นก็ทานดินเนอร์กันที่ห้องอาหาร Arva นะครับ Arva ไม่ใช่ร้านของโรงแรมนี้เป็นหลัก แต่เป็นแบรนด์ห้องอาหารประจำเครือ Aman ชื่อมาจากภาษาละติน แปลว่าผืนดินที่เพาะปลูกได้ ปรัชญาที่ผูกมากับชื่อคือ Cucina del Raccolto หรืออาหารแห่งการเก็บเกี่ยว แนวคิดตั้งอยู่บนวิธีทำครัวของคนอิตาเลียนชนบท ที่ปรุงจากของเท่าที่มีในสวน ในป่า และในทะเลรอบตัว
ร้าน Arva เปิดสาขาแรกที่ Venice เมื่อ 1 ตุลาคม 2560 คนวางคอนเซปต์คือ Stefano Artosin ซึ่งเป็น Regional Executive Chef ที่ดูแล Amanpuri อยู่แล้ว กานต์เคยไปทานที่ภูเก็ตครั้งนึงชอบมากครับ

เชฟประจำสาขากรุงเทพฯ คือ Edoardo Traverso ชาวเจนัว มาจากสายเบเกอรี่ก่อนย้ายมาสายคาว ซิกเนเจอร์ของเขาคือ focaccia กับ pizzette แต่เสียดายที่ถาดค่อนข้างใหญ่ เลยคิดว่าจะไม่สั่ง แต่เชฟเดินมาบอกว่า เขาทำเป็นจานเล็กๆ ให้ลองทานได้ เยี่ยมเลย

ตู้เก็บไวน์ใหญ่มาก รายการไวน์ทั้งหมดอยู่ในความดูแลของซอมเมอลิเยร์ Sacha di Silvestre มีไวน์กว่า 450 รายการ ครอบคลุมทั้งโลกเก่าและโลกใหม่

บริการแนะนำให้สั่ง Comte de Montaigne Aman Cuvée Spéciale Brut เป็นแชมเปญฉลากพิเศษของแบรนด์ ผลิตใน Celles-sur-Ource แคว้น Côte des Bar ทางตอนใต้ของ Champagne ใช้ Pinot Noir 100% จัดอยู่ในกลุ่ม Blanc de Noirs สีเหลืองทองเข้ม ฟองละเอียดต่อเนื่อง มีกลิ่นผลไม้สีแดง แอปเปิลสุก ผลไม้แห้ง เครื่องเทศ และขนมปังปิ้ง รสค่อนข้างเต็ม มีความสดเข้ามาประคอง จึงจับคู่ได้ตั้งแต่อาหารทะเล ชีส ไปจนถึงจานเนื้อที่มีรสเข้มขึ้น เข้ากันดีคครับ

เมื่อมาถึงพนักงานก็จะเสิร์ฟขนมปัง Focaccia di Recco ที่มาพร้อมกับ Aman Olive Oil

Aman Olive Oil เป็น Signature ของห้องอาหาร Aman ทั่วโลกครับ ต้องลองนะ

อาหารแบ่งออกเป็น 9 หมวดย่อยๆ เราเริ่มจาก CICCHETTI จานจิ้มแบบเวนิส Schie Fritte กุ้งเทาทอดสไตล์เวนิสกับซอส Cipriani มี PIZZETTE พิซซ่า Parma (ใส่มะเดื่อพริกไทย) สั่ง Cotoletta Milanese เนื้อลูกวัวชุบเกล็ดขนมปังทอดแบบมิลาน และสั่ง Tartare ปลามาด้วยครับ

ส่วนจานเนื้อไม่ต้องพูดถึง Manzo มันดีย์มาก เชฟทำออกมาได้เพอร์เฟคสุดๆ

มาถึงของหวานกันบ้าง กานต์สั่งเป็น Arva Affogato มีสกู๊ปเจลาโตวานิลลาไทยที่ทำเอง กับแผ่นทูอิลคาราเมลกรอบวางพาด แล้วพนักงานรินเอสเพรสโซร้อนที่เพิ่งอิมเพรสตรงหน้าโต๊ะมาเทใส่ถ้วยให้เรา เข้ากันดีมาก

อีกจานเป็น Millefoglie ที่ใช้ส่วนผสมเป็นวานิลลาเชียงราย กรอบ หอม หวานมัน เข้ากันดีกับอาหารมื้อนี้
Aman Club ชั้น 19 Hiori Sesui และ Cigar Bar

ชั้น 19 คือ Aman Club พื้นที่สำหรับแขกโรงแรม เจ้าของ Residence และ Aman Club Founders เป็นหลัก ปัจจุบัน Hiori, Sesui กับ Aman Lounge เปิด Reservation จำนวนจำกัดให้บุคคลภายนอกตาม Availability ไม่ใช่ว่าเข้าไม่ได้ในแบบที่หลายคนเข้าใจผิดนะครับ เพียงแต่ต้องจองก่อนล่วงหน้าสักนิด



ส่วน Cigar Bar จะสงวนสิทธิ์เข้มกว่า การจำกัด Access สร้างบรรยากาศคนละแบบกับชั้น 9 ทันที คนบางตา วาง Humidor ส่วนตัวกับสุราบ่มไว้ในห้องเข้มขรึม เหมาะกับบทสนทนาหลังอาหาร

ชั้น 19 มีห้องอาหารญี่ปุ่นอยู่ 2 ร้าน ร้านแรกคือ Sesui เป็นเคาน์เตอร์โอมากาเสะแปดที่นั่ง เชฟ Satoshi Tsuru เคยอยู่ Sushi Kishin มาก่อน ตอนที่กานต์ไปพักร้านปิดนะครับเลยอดลองเลย

อีกร้านที่กานต์ชอบมากคือ Hiori มาจากคำญี่ปุ่นที่แปลว่า “การถักทอเปลวไฟ” (weaving flame) เป็น Teppanyaki Counter 14 ที่นั่ง เปลี่ยนการปรุงเป็น Theatre ขนาดเล็ก มีเนื้อ Seafood และผักตามฤดูกาล

เนื้อดีมาก จนอยากหยิบไปเขียนละเอียดแยกเป็นอีกรีวิวเลยครับ เชฟที่ดูแลคือเชฟ Yoji Kitayama (北山陽二)
ความเก่งกาจของเชฟที่เราเคยอ่านมา คือมีการดึงเนื้อวากิวจากบ้านเกิดที่นางาโนะมาใช้ในเมนู เรียกว่าเป็นการผูก personal lineage เข้ากับจานอาหารตรง ๆ น่าสนใจและอร่อยมาก


Aman Lounge คือจุดที่กานต์อยากใช้เวลานานที่สุด มีทั้ง Indoor Lounge ระเบียงเปิดรับลม และ Live Music ทุกคืน

โปรแกรม Cocktail นำแนวคิด Godai หรือธาตุห้าของญี่ปุ่นมาเป็นกรอบ รสชาติใช้ Shichimi, Sansho, Matcha และกลิ่นอ้างอิงญี่ปุ่นโดยไม่กลายเป็น Theme Bar สนุกเกินไป ราคาไม่ได้หนีไปจากบาร์ในโรงแรม Ultra Luxury มากนัก
มุมมองแบรนด์และการลงทุน
สิ่งที่ Aman ซื้อมาในดีลนี้ไม่ใช่ที่ดินเปล่ากลางเพลินจิต แต่เป็นเวลาที่ตระกูลนายเลิศสะสมไว้บนแปลงนั้นมาตั้งแต่ต้นศตวรรษก่อน สวนที่โตเต็มที่แล้วคือของอย่างเดียวในโครงการนี้ที่คู่แข่งลอกไม่ได้ ทุ่มงบเท่ากันก็ย้ายต้นไม้มาปลูกใหม่ได้ แต่ซื้อรากที่หยั่งมาร้อยปีไม่ได้ ตรงนี้เองที่ทำให้ Nai Lert Group กับ Aman จับมือกันแล้วเข้ากันพอดี ฝ่ายหนึ่งถือแผ่นดินและเรื่องเล่า อีกฝ่ายถือวิธีแปลงเรื่องเล่าให้เป็นราคาต่อคืน
ราคาห้องระดับนี้จึงไม่ได้ตั้งจากตารางเมตร มันตั้งจากจำนวนคนที่โรงแรมยอมไม่รับ ห้องพัก 52 ห้องบนอาคารสูง 36 ชั้น คือการทิ้งรายได้ต่อตารางเมตรไปแลกกับความว่าง แล้วขายความว่างนั้นกลับมาในราคาที่แพงกว่าเดิมหลายเท่า โมเดลแบบนี้ยังทำงานได้ ตราบที่คนกลุ่มบนของกรุงเทพฯ ยังหาที่เงียบในเมืองนี้ไม่เจอ และเท่าที่กานต์เห็น เพดานความต้องการตรงนั้นยังไม่ตัน
คำถามที่พบบ่อย — Aman Nai Lert Bangkok
Aman Nai Lert Bangkok อยู่ตรงไหน และห้องพักมีกี่แบบ
โรงแรมอยู่ในสวน Nai Lert Park ซอยสมคิด ถนนเพลินจิต กรุงเทพฯ เข้าถึงได้จากสถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต ห้องพักมีทั้งหมด 52 ห้อง กระจายอยู่บนชั้น 11–18 และขายในชื่อ Suite ทุกห้อง ขนาดเริ่มต้น 94 ตารางเมตร แบ่งเป็น Deluxe Suite, Premier Suite, Corner Suite, Premier Corner Suite, Terrace Suite และ Aman Suite ความต่างของสี่ประเภทหลักอยู่ที่ทิศ วิว มุมกระจก และตำแหน่งในอาคาร มากกว่าเรื่องขนาด เพราะส่วนใหญ่กว้างใกล้เคียงกันราว 92–99 ตารางเมตร
ห้องอาหารและบาร์ที่ Aman Nai Lert Bangkok มีอะไรบ้าง
Aman ระบุว่าโรงแรมมีห้องอาหารและบาร์รวม 7 แห่ง ตัวชูโรงคือ Arva ห้องอาหารอิตาเลียนซิกเนเจอร์ประจำแบรนด์ อยู่บนชั้น 9 คู่กับ 1872 Lounge & Bar ที่เปลี่ยนอารมณ์ไปตามเวลา ตั้งแต่มื้อกลางวัน น้ำชายามบ่าย ไปจนถึงค็อกเทลตอนค่ำ สองแห่งนี้รับแขกภายนอกที่จองล่วงหน้า ส่วนชั้น 19 เป็นโซน Aman Club ซึ่งรวม Hiori เตปปันยากิ Sesui เคาน์เตอร์โอมากาเสะแปดที่นั่ง Cigar Bar และ Aman Lounge เอาไว้ให้แขกโรงแรม เจ้าของ Residence และสมาชิกเป็นหลัก
Aman Spa & Wellness ที่ Aman Nai Lert Bangkok มีอะไรบ้าง
สปาและเวลเนสกินพื้นที่สามชั้น รวมราว 1,500 ตารางเมตร ภายในมีห้องทรีตเมนต์เดี่ยว 5 ห้อง ห้องคู่ 1 ห้อง และห้องนวดไทยอีก 1 ห้อง ต่อด้วยกลุ่มไฮโดรเทอราพี ทั้งซาวน่าแห้ง ห้องอบไอน้ำ อ่างน้ำร้อน บ่อน้ำเย็น และห้องอาบน้ำหลายแบบ ชั้น 10 ยังมีฟิตเนสเปิด 24 ชั่วโมง พื้นที่ราว 265 ตารางเมตร ใช้อุปกรณ์ Technogym พร้อมสตูดิโอพิลาทิส และมีซาลอนไว้บริการด้วย ส่วนสระว่ายน้ำกลางแจ้งยาว 25 เมตรอยู่บนชั้น 9
อ่านต่อ — รีวิว Aman Nai Lert Bangkok โรงแรม Aman แห่งแรกในไทย · รีวิว AMANPURI ภูเก็ต Aman แห่งแรกของโลก ปี 1988
A weekly dispatch, considered.



