Last Updated: 8 August 2026
ENGLISH SUMMARY
KANT returns for a fifth visit to Sra Bua by Kiin Kiin at Siam Kempinski, this time for the 'Summer Journey' menu and a lava chicken-rice by Michelin-starred chef Henrik Yde-Andersen, in from Copenhagen. Part review, part conversation with the chef, it captures why this remains, for KANT, the Thai fine-dining room closest to his heart.

นี่คือ #ข้าวมันไก่ ครีเอทสุดเท่าที่เคยกินมา![]()
โดยเชฟ Michelin Star ที่บินมาจากเดนมาร์ก
พบเชฟ Henrik Yde-Andersen
เชฟเฮนริค อูล-แอนเดอร์เซน บินมาจากโคเปนเฮเกนทั้งที มีหรือที่ผมจะพลาด
“มาทานกี่ครั้งแล้วครับ” เชฟเฮนริค ถามผมเป็นภาษาอังกฤษ ระหว่างที่กำลังทานข้าวมันไก่ลาวา ซึ่งเป็นเมนูใหม่ของ Summer Journey
“นี่ครั้งที่ 5 ครับ” ผมตอบ เชฟทำหน้าตกใจเล็กน้อย พร้อมกับเล่าว่าสถิติตอนนี้ที่ร้าน Kiin Kiin โคเปนเฮเกนคือลูกค้าคนเดิมมาทาน 26 ครั้ง
เชฟถามว่า อาหารรอบนี้เป็นอย่างไรบ้าง “ยังคงเซอร์ไพรส์ได้ตลอดเลยครับ สระบัวเป็นร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งในดวงใจผมเลยนะ เชฟยอดเยี่ยมมากครับ” ผมอดชมเชฟกลับไปไม่ได้ แม้จะรู้ว่าเชฟคงมีลูกค้าชมมาแล้วทั่วโลก
จะหาว่าอวยยศก็ได้ แต่ Sra Bua by Kiin Kiin ผมมากินกี่ครั้งก็ประทับใจ ในการนำเสนออาหารไทยในรูปแบบใหม่ที่ยังคงแก่นเอาไว้ได้เป็นอย่างดี แต่มีความคิดสร้างสรรค์เกินเบอร์ไปมาก รสชาติอร่อยถูกปาก ทานง่าย และราคาไม่สูงจนเกินไปนัก
คอร์สอาหาร Summer Journey
ผมเลือกเป็น 8 Course Summer Journey ที่ Pairing กับไวน์ รอบนี้มีหลายตัวที่น่าสนใจ Sommelier จับคู่อาหารกับเครื่องดื่มได้ลงตัวมีทั้งรสชาติที่ล้อไปด้วยกันและตัดกันเพื่อเคลียร์พาร์เลตให้เฟรช ก่อนจะเปิดรับอาหารจานใหม่
ฤดูกาลนี้ผมยกให้ข้าวมันไก่ลาวาเป็นพระเอกครับ เชฟนำไก่ไปบดทำเป็นคล้ายลูกชิ้นขนาดใหญ่ แต่ด้านในสอดไส้ด้วยน้ำจิ้มข้าวมันไก่เต้าเจี๊ยวแบบไทยๆ สุดเข้มข้น เซอร์ไพรส์มาก ส่วนซุปฟัก เชฟนำไปทำเป็นเจล เก๋ไก๋ดี
มื้อนี้ 8 คอร์ส ผมว่าไม่น่าใช่ ถ้านำแยก “กรุบกรอบ” เมนูเรียกน้ำย่อยออกมา น่าจะได้ 17 เมนูรวม Petit Four เลยนะ มื้อนี้ในราคา 3,400 บาท++ ไม่รวมไวน์ แต่ใครจะเลือกเป็น 4 หรือ 6 คอร์สก็ได้ครับ จองโต๊ะได้ที่ 02-162-9000
ผมเขียนเล่าแต่ละจานไว้ในแคปชั่นด้านใน พอให้เป็นน้ำจิ้มอุ่นเครื่องก่อนตามไปกินกัน ตอนนี้ตามไปอ่านกันต่อได้เลยครับ
เพิ่งเคยเจอเชฟเฮนริค อูล-แอนเดอร์เซน จากร้าน Kiin Kiin ที่เดนมาร์กเป็นครั้งแรกครับ เชฟบินมาเพื่อเปิดเมนูในฤดูกาลซัมเมอร์ เจอร์นีย์ที่ร้านอาหารสระบัว บาย กิน กิน เชฟน่ารักมาก คุยสนุก เล่าไปถึงเรื่องคุณพ่อของเชฟที่เคยอยู่เมืองไทยและคุ้นเคยกับแถวสยาม ปทุมวันนี้เป็นอย่างดี เชฟจึงมีความรู้ความเข้าใจในอาหารไทยมากเป็นพิเศษครับ

เมนูไฮไลท์ที่ผมชอบคือ ข้าวมันไก่ลาวา ดูแว๊ปแรกเดาออกไหมครับว่าหน้าตาทำไมออกมาเป็นแบบนี้ มันช่างครีเอทมากกกกกก

เมื่อมาถึงพนักงานจะเชิญเรามานั่งที่เล้าจน์ก่อนเพื่อพักผ่อนหลังจากเดินทางมาที่ร้าน จากนั้นจะเสิร์ฟเครื่องดื่มและทยอยนำอาหารทานเล่นในเมนูกรุบกรอบมาให้เราเรียกน้ำย่อยกันก่อนจะเชิญไปนั่งที่โต๊ะครับ
เมนูกรุบกรอบทั้ง 8 จานเป็นเมนูสตรีทฟู๊ดที่มีชื่อเสียงมากของทางร้าน อันเกิดจากประสบการณ์ของเชฟเฮนริคที่เดินทางไปทั่วไทย

โซนของเล้าจน์ตกแต่งแบบไทยโมเดิร์น สวยเก๋มากครับ บรรยากาศดูสบายๆ แต่ให้ความหรูหราขั้นสุด
สระบัว บาย กิน กินจะเป็นร้านอาหารที่นำเสนออาหารไทยสไตล์โมเดิร์นที่รังสรรค์ขึ้นมาอย่างปราณีตซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากการทำงานร่วมกันระหว่างเชฟระดับมิชลินสตาร์ เชฟเฮนริค อูล-แอนเดอร์เซน และหัวหน้าเชฟ เชฟเบิ้ม-ชยวีร์ สุจริตจันทร์

เมนูกรุบกรอบมีด้วยกัน 8 จาน ผมเริ่มจากจานนี้ก่อน จะเสิร์ฟมาในดอกบัวครับ ชื่อเพราะมาก “Lotus in Lotus” ได้แรงบันดาลใจมาจากสระบัวนั่นเอง ด้านในดอกบัวเป็นยำปลาดุกฟูครับ ใช้ช้อนตักทานตรงกลางได้เลย

ผมว่าเสน่ห์ของเมนูกรุบกรอบคือเน้นทานง่าย อร่อยและสร้างสรรค์ เป็นการยกระดับอาหารไทยให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น

คำต่อมา เชฟเฮนริคโชว์กล่องที่ใส่งาดำเอาไว้ไม่มีอะไร เชฟให้เคาะ 3 ครั้งก่อนจะโชว์เมจิคเป็นสแนคที่ซ่อนอยู่
เปิดออกมากคือเมอแรงค์ซีอิ้วญี่ปุ่นนั่นเอง เชฟแนะนำให้ทานคู่กับวาซาบิโยเกิร์ต ผมชอบมาก

อีกจานที่ชอบคือสตรีทฟู้ดจานนี้ ที่เชฟได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารของภาคเหนือซึ่งขณะนั้นเชฟเฮนริคท่องเที่ยวอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ก็คือเมนูไส้อั่ว
พรีเซนอย่างมีเอกลักษณ์ในโถแก้วซึ่งมีควันหอมอบอวนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางสัญจรด้วยรถตุ๊กตุ๊กในกรุงเทพฯ ซึ่งเชฟนำกาบมะพร้าวมารมควันหอมมากครับ

แกงมัสมั่นในรูปแบบครอกเกต์หรือชุปแป้งทอดสไตล์ญี่ปุ่น ทานง่ายดีครับ

ไอศกรีมต้มข่า จานนี้ต้องยกให้เค้าเลยนะ สดชืนและหอมข่าตะไคร้มาก ตัวโคนทำจากแป้งเกี้ยวกรอบๆ ชอบสุดๆ

นั่งสักพัก พนักงานจะเชิญเราไปที่โต๊ะครับ เป็นห้องอาหารที่สวยอลังการงานสร้างแบบไทยๆ มาก รายล้อมด้วยสระบัวสีเขียวขาว มีโต๊ะศาลาไทยด้วย นำเสนอความเป็นไทยได้ดีสุดๆ

คำสุดท้ายยังคงเป็นไฮไลท์ที่ได้ไปต่อกับเมี่ยงคำครับ จะมีน้องผู้ช่วยเชฟ มาปรุงให้ถึงโต๊ะ
เมี่ยงคำของที่สระบัว จะใช้เครื่องเมี่ยงคำสูตรพิเศษ ด้วยมะพร้าวคั่ว ถั่วลิสงคั่ว กุ้งแห้ง ขิง หอมแดง สัปปะรดและเสาวรส ได้ความรู้สึกสดชื่นเปรี้ยวอมหวาน ผสมเข้ากับน้ำเมี่ยงก่อนจะตักวางบนใบชะพลู ห่อแล้วทานเลยครับ อร่อยมาก หวานๆ ฉ่ำๆ เผ็ดกำลังดี อยากได้เผ็ดกว่านี้บอกน้องได้เลยครับ

ระหว่างที่รอเสิร์ฟอาหารคอร์สต่อไป Sommelier ก็เริ่มนำไวน์แก้วแรกที่จะ Pairing เป็น Weingut Rabl Kittmansberg Grüner Veltliner, Kamptal, Austria

หรือถ้าใครไม่ชอบดื่มไวน์จะเลือกเป็น Juice Pairing แก้วแรกจะเป็นน้ำเมล่อนญี่ปุ่นครับ

จากนั้น พนักงานตั้งเครื่องไซฟ่อนเพื่อสกัดสมุนไพรใส่น้ำต้มยำมีตะไคร้ ใบมะกรูดและหัวกุ้ง ใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที เมื่อน้ำซุปร้อนได้ที่ก็จะขึ้นมาผสมกับเครื่องต้มยำด้านบน เป็นการอินฟิวที่ช่วยทำให้เราได้กลิ่นของเครื่องต้มยำที่ดีขึ้น

จากนั้น จะเทใส่ถ้วย แล้วเราจะใช้หลอดฉีดยา ค่อยๆ ฉีดเต้าหู้สดเส้นออกมาคล้ายๆ กับการทานมาม่าต้มยำกุ้ง ชื่อว่าต้มยำสามสหาย เพราะมากับเพื่อน คือข้าวเกรียบกุ้งที่ทำจากเนื้อกุ้งล้วนๆ ไม่ผสมแป้ง ราดด้วยล็อปสเตอร์บิสก์มายองเนส คราวนี้เปลี่ยนจากทรงกลมมาเป็นแผ่นเรียวยาวแต่ยังอร่อยเหมือนเคย
ใกล้ๆ กันจะเป็นขนมเบื้องหน้ากระเพรากุ้งที่ใส่ไส้เนื้อกุ้งล้วนอร่อยมาก ส่วนที่อยู่ในเข่งจะเป็นขนมจีบหน้ากุ้งนำไปทอดกรอบๆ เป็นเมนูที่ผมชอบมากครับ

Sommelier นำไวน์แก้วที่ 2 เป็น Peter Jakob Kühn Oestrich Lenchen Riesling Kabinett, Rheingau จาก Germany แก้วนี้จะติดหวาน ทานเพื่อตัดเปรี้ยวจากเมนูต่อไปครับ

จานนี้เป็นลาบเป็ดและตับห่านที่มีการผสมผสานกันอย่างลงตัวของรสชาติเผ็ดจัดจ้านอมเปรี้ยวอมหวานจากน้ำมะขามและหอมกลิ่นข้าวคั่ว โรยด้วยข้าวพองทำจากข้าวไรซ์เบอร์รี่

แก้วที่ 3 เป็น Ciro Picariello Fiano Irpinia, Campania จาก อิตาลี

เมนูพระเอกจากเชฟเบิ้ม-ชญาวี จานนี้เชฟมานำเสนอด้วยตัวเองเลยครับ

เมนูพระเอกจากเชฟเบิ้ม-ชญาวี จานนี้เชฟมานำเสนอด้วยตัวเองเลยครับ

ต่อมา Sommelier เลือกเป็นไวน์ Domaine Montanet-Thoden Bourgogne Vezélay Le Galerne, Burgundy จาก France หลายแก้วแล้วเริ่มมึนๆ

หอยเชลล์จากฮอกไกโดย่างแบบกำลังดีราดด้วยโฟมซอสเบอร์บลองค์ เสิร์ฟพร้อมกับแอสพารากัสขาวนำเข้ามาซึ่งหายากมาก โรยด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์ป่นและผงมะกรูด

Sommelier เตรียมไวน์แดง เป็น Château Vieux Robin, Médoc, Bordeaux

ทานคู่กับ เมนูสุดเซอร์ไพรส์ เป็นข้าวมันไก่ลาวาที่ฟังแล้วดูธรรมดาแต่ไม่ธรรมดาสไตล์มิชลิน เนื้อไก่นึ่งสีขาวนวลรูปทรงโดมสอดไส้ซอสเต้าเจี้ยวขิงใส่พริกขี้หนู เสิร์ฟพร้อมน้ำซุปมาในรูปทรงกลมสีเขียวประดุจมรกต และฟักตุ๋นปั้นเป็นก้อนสีเขียวเช่นกัน จานนี้อร่อยมากอยากทานอีกครับ

อาหารจานหลักจะเป็น ซี่โครงเนื้อวากิวนำเข้าจากออสเตรเลีย เชฟนำเนื้อไปซูวี 48 ชั่วโมงด้วยอุณหภูมิ 65 องศาเพื่อคงความนุ่มของเนื้อ เสิร์ฟพร้อมกับหอยนางรมทอดราดซอสหอยนางรมโฮมเมดผสมกับกระชาย ทานคู่กับไวน์ Querciabella Chianti Classico DOCG แคว้น Tuscany อิตาลี เข้ากันดีมากครับ

ของหวานจานแรก เมนูซอร์เบลิ้นจี่โยเกิร์ตเสิร์ฟคู่กับผลลิ้นจี่สดเฟลมเบ ลูบาร์บ เยลลี่กุหลาบและเมอแรงค์มะนาว ตอนจะกินเราจะต้องนำช้อนมาเคาะให้โดมแตกออก ข้างในเป็นซอร์เบลิ้นจี่โยเกิร์ต หอมอร่อยดีครับ

ส่วนของหวานจานต่อไปจะทานกับไวน์ Giacomo Bologna Braida Vigna Senza Nome, Moscato d’Asti DOCG, Italy

เมนูนี้จะเป็นไอศกรีมเออเกรย์มะพร้าวราดด้วยโฟมมะพร้าวและส้มบาบา-โอ-รัมฟีลเหมือนอยู่แถบชายทะเลที่ห้อมล้อมด้วยป่าทรอปิคอลอันอบอุ่นของบ้านเรา รสชาติมาลิบูคือโดดเด่นหอมมะพร้าวขึ้นมาทันที

ก่อนจบมื้ออาหารจะมี Petit Four มาให้เป็นขนมเล็กๆ 4 อย่าง ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากตอนไป vacation ที่ทะเล ซึ่งก็จะต้องมีของคู่ใจเชฟคือบุหรี่ ทำจากช็อคโกแล็ตคาราเมล พันด้วยแป้งปอเปี้ยะ ด้านบนที่จุดควันแล้วเป็นป๊อปปี้ซี๊ด สามารถทานได้ทั้งชิ้นเลยครับ
ต่อมาเป็นไข่มุกให้เราเลือกว่าชิ้นไหนคือทานได้ ทำจากกาแฟโกปี๊เคลือบด้วยไวท์ช็อกสีมุก ทำซะเหมือนเชียว เลือกดีๆ นะครับ
อ่อ!! พริกก็เหมือนกัน ปะปนมากับพริกชี้ฟ้าแดงของจริง
สุดท้ายเป็นสายไหม เทด้วยน้ำเสาวรสสดที่อยู่ในกา เทเข้ารวมกันแล้วค่อยๆ จิบจะได้เพิ่มความสดชื่นครับ

จบไปอีกหนึ่งมื้อแห่งความประทับใจ ที่ร้านอาหารสระบัว บาย กิน กิน เจ้าของมิชลิน 1 ดาว 5 ปีติดต่อกัน
และมื้อนี้ผมยังดีใจที่ได้เจอเชฟเฮนริคเสียที
ใครสนใจไปทานสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสำรองที่นั่ง โทร 02-162-9000 หรือ อีเมล dining.siambangkok@kempinski.com
อีกมื้อที่ Sra Bua: คอร์สและบรรยากาศ

มาทานเซตเมนูฤดูหนาวที่ Sra Bua by Kiin Kiin![]()
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงได้ดาวมิชลิน 5 ปีติดต่อกัน
สระบัว เป็นห้องอาหารที่กานต์มาทานบ่อยที่สุดแล้วครับ อาจจะด้วยความคุ้นเคยกับสถานที่ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ มีความประทับใจในรสชาติอาหารและตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อเชฟครีเอทเมนูใหม่ๆ ออกมาให้เราได้ร่วมเดินทางไปด้วย
เชฟเบิ้มและเซตเมนูฤดูหนาว
Winter Journey ในซีซั่นนี้ก็เช่นกันครับ เชฟเบิ้ม-ชยวีร์ สุจริตจันทร์ หัวหน้าเชฟ ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์สุนทรียในการรับประทานร่วมกับ เชฟเฮนริค อูล-แอนเดอร์เซนเจ้าของร้านอาหาร กิน กิน (Kiin Kiin) ณ เมืองโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก
คอร์สอาหาร Winter Journey
กลายมาเป็น 8 คอร์ส อาหารไทย นำมาครีเอทใหม่ในสไตล์โมเดิร์น โดยใช้เทคนิคแพรวพราว ทำให้กานต์รู้สึกว๊าวตลอดเวลา พร้อมกับพึมพัมเบาๆ ว่า “คิดได้ไง (วะ)”
เริ่มจากกรุบกรอบเป็นสตรีทฟู้ดไทยสไตล์ที่เก๋ไก๋เปิ๊ดสะก๊าดมาก (ต้องใช้คำนี้เลยแหละ) เมอแรงค์ซีอิ๊วยังคงเป็นเมนูที่หนึ่งในใจผมตลอดมา ส่วนอาหารทั้ง 8 คอร์ส ผมจะค่อยๆ ถอดเทปจากที่คุณส้ม ผู้ดูแลผมในทุกครั้ง เป็นคนบรรยาย พร้อมกับบอกความรู้สึกของผมในการทานแต่ละจาน
ว่าแต่ คราวนี้คุณส้มมาในยูนิฟอร์มใหม่ ได้เลื่อนตำแหน่งแหละ ดูออก อิอิ ดีใจด้วยนะครับ
ที่แตกต่างไปจากทุกครั้งคือ นอกจากจะมี Wine Pairing แล้ว Winter Journey ยังมีตัวเลือกที่น่าสนใจทั้ง Tea Pairing และ Juice Pairing ให้ทานคู่กับจานอาหารซึ่งคิดมาให้แล้วว่าจานไหนควรจะดื่มกับอะไร ส่วนตัวผมว่าทานกับน้ำผลไม้แล้วเข้ากันดีมากกว่า รู้สึกสดชื่น เบาสบายเหมือนได้เคลียร์พาเลทก่อนจะเริ่มคอร์สต่อไป
ส่วน Petit Four ยังคงต้องยกตำแหน่งสุดยอดครีเอทีฟให้เสมอ เผลอกัดไข่มุกไปคำนึงแน่ะ
ผมเล่ารายละเอียดต่อในแคปชั่นพร้อมกับภาพบรรยากาศมื้ออาหารในซีซั่นนี้ ที่ผมว่าสมมงกับรางวัลดาวมิชลิน 5 ปีซ้อนเป็นอย่างมากครับ
![]()
ติดตาม KΔNT ผ่าน IG ได้ที่ : https://www.instagram.com/kant.co.th
ห้องอาหาร Sra Bua by Kiin Kiin เปิดเมนูฤดูหนาว (Winter Journey) มาได้สักพักแล้วครับ ซึ่งอาจจะมีบางเมนูที่สลับเข้าออกบ้างในแต่ละช่วงเวลา เพราะที่นี่จะเน้นการใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลที่มีคุณภาพเยี่ยมผสานเข้ากับเทคนิคการปรุงอาหารระดับโลก

จานไฮไลท์ที่ผมชอบเลยคือ แกงเหลืองเนื้อปู รสชาติเข้มข้นสูตรดั้งเดิมจากจังหวัดระนอง ซึ่งถือเป็นเมนูซิกเนเจอร์จากบ้านเกิดของเชฟเบิ้ม-ชยวีร์ ซึ่งเป็นความแตกต่างอย่างตั้งใจจากเมนูของเชฟเฮนริคที่จะเป็นแกงแดงล็อปสเตอร์ คงจะจำกันได้

Sra Bua by Kiin Kiin อยู่ที่ชั้น 1 โรงแรมสยามเคมปินสกี้ เดินเลยจาก Lobby มาทางด้านซ้าย จะเป็นโถงทางเดินที่สวยงามวิจิตรอลังการมาก ห้องอาหารจะอยู่ทางด้านซ้ายมือครับ

ผมจองโต๊ะไว้เป็นมื้อค่ำ เวลา 18.00 น. อยากรีบมาเก็บภาพบรรยากาศก่อน ไม่อยากให้รบกวนแขกท่านอื่น
การตกแต่งภายในร้านให้ความรู้สึกเหมือนทานอาหารอยู่ในเรือนไทยที่มีความ elegant ผมชอบการขลิบฝาผนังด้วยผ้าไหมจิม ทอมป์สัน สะท้อนว่า ความงามอย่างไทย แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็เปล่งประกายความสวยได้อย่างเจิดจรัส

มุมนี้ปกติจะเป็นเล้าจน์ ให้เราได้นั่งพักสักครู่ ก่อนจะเข้าสู่อาหารทั้ง 8 คอร์ส ช่วงที่ผมไปไม่ได้มีการเปิดให้นั่งที่เล้าจน์ คือเชิญเรานั่งที่โต๊ะเลย อาจจะเป็นเพราะช่วงโควิด แต่เห็นคุณส้มเล่าว่า เร็วๆ นี้จะเริ่มกลับมาเชิญแขกให้นั่งที่เล้าจน์เหมือนเดิมแล้วครับ

โต๊ะของผมวันนี้จะเป็นเซ็ทโซฟาอยู่ด้านบนเพื่อความเป็นส่วนตัว และเป็นการเปลี่ยนมุมนั่งบ้าง

เนื่องจากผมนั่งมาแล้วแทบทุกมุมในร้านยกเว้นโซฟาด้านบน อย่างบริเวณศาลาไทยก็สวยนะครับ เคยนั่งแล้วประทับใจมาก เหมาะสำหรับแขกพิเศษชาวต่างชาติที่เราต้องการนำเสนอเอกลักษณ์ไทย
แต่เอาจริงๆ ในร้านคือสวยทุกจุด นั่งสบายๆ เหมือนกัน

ความพิเศษของซีซั่นนี้คือ การเพิ่มแพ็คเกจ แพริ่งด้วยน้ำผลไม้ (juice pairing) ราคา 790++ บาทต่อท่าน
แพ็คเกจ แพริ่งด้วยชา (tea pairing) ราคา 890++ บาทต่อท่าน
ส่วนแพ็คเกจ แพริ่งด้วยไวน์ (wine pairing) ก็ยังมีอยู่นะครับ สำหรับ 4 คอร์ส ราคา 1,400++ บาทต่อท่าน สำหรับ 6 คอร์ส ราคา 2,200++ บาทต่อท่าน และสำหรับ 8 คอร์ส ราคา 2,500++ บาทต่อท่าน
ผมเลือกเป็น juice pairing กับ tea pairing มาลองครับ

เมนูแรก warm welcome จะรวมกันมาเรียกว่ากรุบกรอบที่สร้างสรรค์และอร่อยมากครับ แค่ทานอาหารเรียกน้ำย่อยก็อิ่มแล้วนะ
ในช้อนไม้พายจะเป็นวาซาบิโยเกิร์ต อร่อยมากช่วยเปิดปากเพื่อเตรียมรับรสจานต่อไปได้ดี ข้างๆ กันเป็นรากบัวทอดโรยด้วยผงมะกรูด ได้ความอร่อยมันๆ

จานต่อไปคุณส้มจะโชว์เมจิค เป็นสแนคที่ซ่อนอยู่ในกระป๋องที่ใส่งาดำเอาไว้ จากนั้นจะเขย่าแล้วให้เราเคาะ 3 ที ราวกับมีเวทมนตร์ จะเป็นของโปรดผมเองครับคือเมอแรงค์ซีอิ้วญี่ปุ่นนั่นเอง เชฟแนะนำให้ทานคู่กับวาซาบิโยเกิร์ต จากนั้นตามด้วยรากบัวทอดอร่อยมากกกกก

สตรีทฟู๊ดซีซั่นนี้ ไส้กรอกอีสานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถตุ๊กๆ พ่นควัน ยังคงได้ไปต่อครับ

กะเพราปลาหมึกมาในถ้วยรูปไข่ ออนท๊อปด้วยซอสฮอแลนเดซกะเพรา โรยหน้าด้วยข้าวพองไรซ์เบอร์รี่ สามารถใช้ช้อนเล็กที่เตรียมมาให้ตักทานได้เลยครับ อร่อยเข้มข้นดีมาก เสียดายมีนิดเดียว

พรีเซนเทชั่นจานต่อมา น่ารักมากครับ นึกว่าขนมหวานจากญี่ปุ่น จริงๆ แล้วเป็นซอฟท์ครีมแกงเขียวหวานไก่ เชฟใส่เนื้อไก่สับละเอียดเข้ามาในโคนซึ่งทำจากแป้งเกี้ยวด้วยครับ

ส่วนคำต่อมาเป็นมัสมั่นคร็อกเก็ตเนื้อ ทานง่ายครับ ให้อารมณ์ญี่ปุ่นดี

จานนี้ชื่อเพราะมาก “Lotus in Lotus” ได้แรงบันดาลใจมาจากสระบัวนั่นเอง ด้านในดอกบัวเป็นยำปลาดุกฟูครับ ใช้ช้อนตักทานตรงกลางได้เลย



เมนูสตาร์ทเตอร์ จะเป็นเครื่องไซฟ่อนนำมาทำต้มยำกุ้ง มีตะไคร้ ใบมะกรูดและหัวกุ้ง จากนั้นคุณส้มจะติดไฟเพื่อให้เกิดความร้อน ใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที เมื่อน้ำซุปร้อนได้ที่ก็จะขึ้นมาผสมกับเครื่องต้มยำด้านบน เป็นการอินฟิวที่ช่วยทำให้เราได้กลิ่นของเครื่องต้มยำที่ดีขึ้น

ใกล้ๆ กันจะเป็นขนมปังหน้ากุ้งที่ใส่ไส้เนื้อกุ้งล้วน โรยด้วยงาขาวเอาไปทอด ส่วนที่อยู่ในเข่งจะเป็นขนมจีบหน้ากุ้ง ท๊อปด้วยไข่ปลาแซลมอน เวลาทานให้ทานเรียงไปตามนี้เลยครับ
เมนูนี้จะทานกับชาอู่หลงของชาสุวิรุฬห์ จากเชียงราย ตั้งชื่อว่าสยาม เอิร์ลเกรย์ที่มีกลิ่นหอมของใบมะกรูดและส้มสายน้ำผึ้ง เป็นสูตรพิเศษเฉพาะที่ห้องอาหารสระบัวเท่านั้น เข้ากันได้ดีกับน้ำต้มยำ
ส่วน juice pairing จะเป็นน้ำเมล่อนญี่ปุ่น ใช้วิธีโคลลด์เพรส เพื่อคงรสชาติของน้ำผลไม้เอาไว้ให้สดที่สุด ทานหวานตัดกับเปรี้ยวของน้ำต้มยำผมว่ามันรับกันได้ดีมาก

เมนูต่อมาคุณแนนซี่ ผู้จัดการร้าน ลงมือตำน้ำยำด้วยตัวเองครับเป็นเซวิเช่หอยเชลล์ฮอกไกโดเสิร์ฟในสไตล์ไทย

เชฟนำเสนอมาในโดมกระท่อมน้ำแข็งเอสกิโมรสแอปเปิ้ลโยเกิร์ตเสิร์ฟพร้อมแตงกวาย่าง ใบมิ้นต์และผักชี ราดด้วยน้ำยำ เซวิเช่แบบไทย ๆ ที่คุณแนนซี่ตำเครื่องเมื่อสักครู่แล้วนำหอยเชลล์ฮออกไกโดไปคลุกเคล้าได้รสจัดจ้านเข้มข้นขึ้น โรยหน้าด้วยมินต์ ก่อนกินให้ทุบก่อนครับ

คุณส้มเสิร์ฟน้ำมะพร้าวสกัดเย็นผสมกับน้ำแก้วมังกร เป็น Combination ที่ผมไม่เคยทานมาก่อนแต่ลงตัวมาก เพื่อเตรียมตัวในอาหารจานต่อไป

สะเต๊ะปีกไก่ยัดไส้ ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่าเชฟได้แรงบันดาลใจมาจากไหน เชฟจะนำปีกไก่มาเลาะกระดูกออก ก่อนนำเนื้อไก่ไปซูวี แล้วยัดกลับเข้าไป แล้วค่อยนำไปทอดกรอบ ก่อนเสิร์ฟคุณส้มจะราดน้ำสะเต๊ะที่เป็นซอสถั่ว พร้อมด้วยกะหล่ำดาวผัดเนย

จานนี้ผมชอบน้ำสะเต๊ะที่เป็นซอสถั่ว เข้มข้นเข้ากันดีกับไก่ทอดมาก

เมนูนี้ เป็นไฮไลท์ของเชฟเบิ้ม-ชยวีร์ ที่เป็นคนระนอง เลยจัดมาเป็นแกงเหลืองปูแบบทางใต้ที่มีความครีมมี่
รองจานด้วยใบเหลียงต้มกะทิ ก่อนนะนำเนื้อปู ผักดอง ออนท๊อปด้วยข้าวโพดบดได้ความหวานมาเพื่อตัดความเผ็ดร้อนของเครื่องแกง ห่อมาในกระทงทำจากแป้งพีโล่หรือแป้งธัญพืชนั่นเอง

จานต่อมาจะเป็น คาร์ปาชโชเนื้อวากิวสไลซ์ นำไปอบก่อน ราดด้วยกาลิคมาโย พริกและผิวมะกรูด และใบสะระแหน่ ราดด้วยวอร์มพอนสึ เพื่อให้เนื้อสะดุ้งเล็กน้อย
tea pairing จะเสิร์ฟเป็นชาหอมหมื่นลี้ ทานคู่กับเมนูเนื้อผมว่าเข้ากันดีมากครับ

คุณแนนซี่นำทรัฟเฟิลดำมาโชว์เพื่อเตรียมเมนูถัดไปซึ่งเป็นเมนคอร์ส

เมนูจานหลักคือ ต้มข่าปลาหิมะ วางปลาลงบนไข่ตุ๋นฝรั่งเศสเคลือบด้วยเจลชิตาเกะ เสิร์ฟพร้อมเห็ดป่า หอมแดง น้ำมันผักชี ก่อนเสิร์ฟคุณแนนซี่จะราดน้ำซุปต้มข่าและตามมาด้วยเห็ดทรัฟเฟิลดำจากอิตาลีสไลด์บาง ซึ่งเป็นพระเอกของซีซั่นนี้เลยก็ว่าได้

เตรียมเสิร์ฟชาเพื่อทานกับของหวาน

วนของหวานจานแรกสวยมากครับ ได้แรงบันดาลใจมาจากพวงมาลัย เชฟตั้งชื่อว่า “ดอกไม้ไทย” เป็นของหวานที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้นานาชนิด มีดอกมะลิ ดอกเอลเดอร์ ลาเวนเดอร์ และกุหลาบ ให้รสสัมผัสหวานเย็นอมเปรี้ยวของมูสเนื้อเนียน
ฝาด้านบนเป็นซอฟท์เมอแรงค์มะลิ ส่วนด้านในจะเป็นไวท์ช็อกและสโนว์มะพร้าว สีฟ้าๆ เป็นดอกเอลเดอร์ และอัญชัน เสิร์ฟพร้อมกับไอศครีมมะลิ ท๊อปด้วยแป้งทริลล์

Juice Pairing จะเป็นน้ำมะม่วงและสัปปะรด ผสมน้ำผึ้งเสาวรสและส้ม เพื่อให้เข้ากับของหวานจานถัดไป
ส่วน Tea Pairing จะเป็นชาลิ้นจี่มีความหวานอมเปรี้ยว หอมดีครับ

เครปที่สระบัวจะมีความพิเศษ คือทำโชว์กันสดๆ ที่โต๊ะเลยครับ เป็นเครปส้มที่ใส่ผิวมะกรูดลงไป

เมนู เครปสยาม เชฟประยุกต์จากเมนูเครปซูเซตต์แบบดั้งเดิมมาแปลงเป็นสไตล์ไทย ๆ โดยราดซอสเฟลมเบ้คาราเมล เสิร์ฟกับไอศกรีมมะพร้าวและเชอร์เบทมะม่วง

ของหวานคำเล็ก ๆ หรือ petit four ถือเป็นกิมมิคปิดท้ายของที่นี่ มีด้วยกันสี่แบบ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากตอนไป vacation ที่ทะเล ซึ่งก็จะต้องมีของคู่ใจเชฟคือบุหรี่ ทำจากช็อคโกแล็ตคาราเมล พันด้วยแป้งปอเปี้ยะ ด้านบนที่จุดควันแล้วเป็นป๊อปปี้ซี๊ด สามารถทานได้ทั้งชิ้นเลยครับ
ยกเว้นที่เขี่ยบุหรี่นะ

จานนี้บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทย จึงกลายเป็นเห็ดที่ทำจากมาร์ชเมลโล่วาซาบิอ่อนๆ ด้านบนโรยด้วยผงโกโก้ ชิ้นนี้ผมชอบมาก เนื้อสัมผัส ให้ความรู้สึกเหมือนเห็ดจริงๆ

จานนี้เป็นสายไหม เทด้วยน้ำเสาวรสสดที่อยู่ในกา เทเข้ารวมกันแล้วค่อยๆ จิบจะได้เพิ่มความสดชื่นครับ

จานนี้ ผมเอาผมฟันแทบแตก เพราะต้องคอยหาดูว่า ไข่มุกชิ้นไหนคือทานได้ ทำจากกาแฟโกปี๊เคลือบด้วยไวท์ช็อกสีมุก ทำซะเหมือนเชียว

ผมว่า Winter Journey เป็นการทานอาหารที่สนุกมากครับ เหมือนเราได้ร่วมเดินทางไปกับเชฟโดยมีคุณส้ม คุณแนนซี่ช่วยนำทาง ทานกันเพลินจนถึงสี่ทุ่มเลยครับ แขกโต๊ะอื่นกลับกันหมดแล้ว

Sra Bua by Kiin Kiin ร้านอาหารไทยในรูปแบบ Fine Dining ที่อยากแนะนำมาให้ลองทานกันดูครับ ซึ่ง Winter Journey จะเสิร์ฟไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคมนี้เท่านั้น ให้บริการทุกวันพุธถึงวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
จองโต๊ะได้ที่ โทร 0-2162-9000
อีเมล: dining.siambangkok@kempinski.com
Sra Bua ปี 2026: เมนูและการเปลี่ยนแปลง
เวลามีเพื่อนต่างชาติมาถามว่าร้านไหนในกรุงเทพฯ ที่ทำให้อาหารไทยกลายเป็นงานศิลปะได้น่าตื่นเต้นที่สุด กานต์มักจะ Recommend ชื่อของ Sra Bua by Kiin Kiin ที่โรงแรม Siam Kempinski เพราะที่นี่ยังคงยืนหนึ่งครับ
แม้ร้านนี้จะอยู่มานานและกวาดดาวมิชลินมาต่อเนื่อง กินเองมาก็หลายปี แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการเดินทางที่ไม่เคยหยุดนิ่งของร้าน ล่าสุดช่วงปลายปี 2025 เป็นต้นมา ทางร้านมาพร้อมคอนเซปต์ที่ลึกซึ้งขึ้นอย่าง Whispers of the Land (เสียงกระซิบจากผืนดิน) ซึ่งไม่ได้ขายแค่ความว้าวของ Molecular Gastronomy แบบที่เคยเป็น แต่มาเน้น Storytelling ของวัตถุดิบไทย (Thai Terroir) ผสมผสานกับเทคนิคของเชฟที่ซับซ้อนขึ้น
อยากให้ลืมภาพ Molecular Gastronomy แบบที่แค่ทำควันฟุ้งๆ ไปได้เลยครับ รอบนี้เชฟ Henrik Yde-Andersen และเชฟเบิ้ม-ชยวีร์ พาเราดำดิ่งลงไปหาราก (Root) ของวัตถุดิบไทยจริงๆ
เชฟหยิบเอาวัตถุดิบบ้านๆ หรือสมุนไพรท้องถิ่นที่ปกติเราจะเจอแค่ในแกงป่าหรือร้านอาหารพื้นเมือง มาปัดฝุ่นใหม่แล้วจับใส่ชุดราตรีขึ้นโต๊ะ Fine Dining ได้อย่างเนียนนี
Sra Bua ไม่ได้ขายแค่อาหารอร่อย แต่ยังแถมความประหลาดใจมาให้เราด้วยในทุกคำ Core Idea ของเขาคือการ Deconstruct หรือรื้อโครงสร้างอาหารไทยที่เราคุ้นเคย อย่างต้มยำกุ้ง, แกงเขียวหวาน, หรือแม้แต่สตรีทฟู้ด แล้วประกอบร่างใหม่ในหน้าตาที่เราดูไม่ออกเลยว่าเป็นเมนูอะไร จนกว่าจะได้ตักเข้าปาก
แบ่งเมนูเป็น 2 เส้นทางให้เลือกเดิน คือ Root (5 คอร์ส) สำหรับคนชอบความกระชับ และ Harvest (7 คอร์ส) สำหรับคนที่อยากเสพงานศิลป์แบบเต็มอิ่ม ทั้งสองคอร์สมีจุดร่วมคือการดึงรสชาติของ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในไทยออกมาได้ฉูดฉาดมาก (นั่งไม่นานเหมือนที่ผ่านมา อิอิ)
สิ่งที่ Sra Bua ทำได้เก่งเสมอต้นเสมอปลายและเรายังชอบมากที่สุด คือ Snacks ครับ โดยเฉพาะแคปหมูน้ำพริกหนุ่มที่อร่อยมาก มันเหมือน Overture ของการแสดงออเคสตราที่พาเราค่อยๆ เดินทางสู่อาหารไทย
การมา Sra Bua รอบนี้จึงเหมือนการได้กิน Geography of Thailand เข้าไปในคำเดียวครับ มันคือการพิสูจน์ว่าวัตถุดิบไทยท้องถิ่น ถ้าอยู่ในมือคนที่เข้าใจและให้เกียรติมันก็สามารถเปล่งประกายเทียบชั้น Truffle หรือ Caviar ได้สบายๆ
เราสั่งเครื่องดื่มมา Pairing เป็นแบบ Zero Proof มี Wine ด้วยนะเผื่อใครชอบ
ใครที่ชอบรสชาติที่มี Story และอยากลิ้มรสความลับของผืนดินไทยที่ซ่อนอยู่ แนะนำที่นี่เลยครับ มาทานแล้วอยากให้ลองสังเกตวัตถุดิบเหล่านี้ในจานดูครับ กานต์ว่ามันสนุกกว่ากินแค่ความอร่อยเฉยๆ แน่นอนครับ
ชวนอ่านรายละเอียดของเมนูแต่ละจานในแคปชั่นกันต่อนะครับ
จองโต๊ะได้ที่ https://srabuabykiinkiin.com/en/contact
![]()
ติดตามกานต์ผ่าน IG ได้ที่ www.instagram.com/kant.co.th

คอนเซปต์ และบรรยากาศ
มารอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คืออยากกินอาหารไทยสไตล์ใหม่ๆ ต้องมาที่นี่ครับ

Sra Bua ในคอนเซปต์ Whispers of the Land นี้เหมาะกับคนที่ Move on จากความตื่นเต้นหวือหวาแบบเด็กๆ มาสู่ความรื่นรมย์ที่เน้น Story ของวัตถุดิบ และความยั่งยืนครับ กานต์ว่าเป็นมื้อที่จบแล้วมีเรื่องให้คุยต่อได้อีกเยอะเลย

Signature อีกอย่างของร้านก็คือปรุงอาหารกันสดๆ ที่โต๊ะเลยครับ

ร้านมีทั้งมื้อกลางวัน 3 คอร์ส และมื้อเย็น 5 กับ 7 คอร์สนะครับ กานต์มาตอนเย็นเพราะจะได้กินเยอะกว่า บรรยากาศก็อบอุ่นสไตล์ไทยโมเดิร์นรับ ร้านปรับใหม่ให้ดูสว่างขึ้นนะ มีหมอนและเบาะผ้าสีสันสดใสเข้ามาช่วยดึงอารมณ์ให้สนุกขึ้น

เป็นธรรมเนียมของ Sra Bua ที่จะเริ่มต้นด้วยพลังงานแบบ street food เพื่อ warm up ให้ปากและจิตใจพร้อมรับสิ่งที่จะตามมา เริ่มจากเครื่องดื่มสไตล์ไทยๆ ก่อนเลยครับ ตัวนี้เป็น Honey Wine จากเชียงใหม่ หอมกลิ่นดอกไม้ป่า สาโทก็มีนะครับ

มาถึงปุ๊บ พนักงานก็จะพาเราไปนั่งที่ Lounge เช่นเคยครับ ที่นั่งจะมีกระจายกันไปหลายจุดนะครับ

ของว่าง และคำต้อนรับ
เริ่มตั้งแต่คำต้อนรับและของว่างคำเล็ก ๆ ที่หยิบแรงบันดาลใจจากสตรีทฟู้ดไทย คำนี้เป็นไก่สะเต๊ะ วางบนหนังไก่กรอบและราดด้วยซอสถั่ว

แกงไทยสามรสอย่างมัสมั่นแกะกับแก่นตะวันและมูสแกงเขียวหวานโรล ที่ถูกทำให้อยู่ในรูปแบบคำเดียว ทุกอย่างยังคงรสชาติไทยแท้แต่เปลี่ยนเนื้อสัมผัสให้สนุกขึ้น

แคปหมูกรอบในรูปแบบพัฟที่เบาราวขนมอบ กรอบนอกหนุ่มใน สอดไส้น้ำพริกหนุ่มเชียงใหม่

Sea Snail Kiss แค่ชื่อก็เซ็กซี่แล้วครับ เป็นการนำหอยหวาน และกุ้ง คลุกซอสผักชีกระเทียมมานำเสนอในรูปแบบพอดีคำ

เมี่ยงคำเวอร์ชันร่วมสมัย ที่จะมาปรุงกันใหม่ๆ เสิร์ฟกันถึงโต๊ะ

ส่วนเจลลี่สเตอเจียนคาร์เวียร์วางบนดอกบัว จานนี้เรายกไปทานกันต่อที่โต๊ะใหญ่ครับ

เจลลี่คาร์เวียร์รสเบาๆ ใสๆ กลิ่นหอมบาง ๆ จานนี้ช่วยรีเฟรชลิ้นก่อนเข้าสู่จานหลักได้ดีเลยครับ

ต้มโคล้งปลากรอบ ต้มซุปปลาแห้งกับเครื่องเทศต้มกันสดๆ เลยครับ แต่มาในร่างของ Smoked Fish Soup กลิ่นรมควันอ่อนๆ ของปลากระมงดรายเอจจ์เสิร์ฟกับใบชิโสะชุบแป้งทอด และ Smoked Mackerel Mayo หยดลงบนเนื้อปลา ดูแล้วเป็นอาหารไทยภาคกลางแต่ได้กลิ่นอายสแกนดิเนเวียนแทรกเข้ามา

ต้มยำกุ้งที่เรียกตัวเองว่า Shellfish Essence เพราะรสชาติถูกกลั่นกรองออกมาจนเข้มข้นกว่าต้มยำที่คุณรู้จัก เสิร์ฟมาพร้อมราวิโอลีกุ้ง และ Crispy Prawn Cake ทุก element คือกุ้ง แต่ทุก texture ต่างกันสิ้นเชิง

เทซุปต้มยำจากหอยลงไป ได้อารมณ์ไทยๆ เว่อร์ ก้นถ้วยจะมีเนื้อกุ้งอยู่ด้วย

เราเลือกเครื่องดื่มมา Pairing เป็น Zero Proof ครับ แก้วแรกจะเป็นแอปเปิ้ลไซเดอร์ผสมน้ำผึ้ง เพื่อบาลานซ์รสชาติกับซุปที่เผ็ดๆ

จานหลัก และไฮไลต์
เมนูต่อไปเตรียมแล้วครับ ขนเตาย่างกันมาวางใกล้ๆ เลยทีเดียว เนื้อวากิว

จากนั้นก็จะเป็นในส่วนของน้ำยำที่ตำกันสดๆ เลยครับ ใครชอบเผ็ดไม่เผ็ดแจ้งได้เลยนะครับ ได้กลิ่นสมุนไพรสด เช่น สะระแหน่และผักชี ทำให้จานนี้ยังคงความสดแบบอาหารไทยได้ดีมาก

จานเนื้อที่ได้แรงบันดาลใจจาก “ยำเนื้อ” ไทย เนื้อคุณภาพสูงสุกพอดี ด้านล่างเป็นซุกีนีย่างและมีการ์นิเต้ หรือเครื่องสมุนไพรเป็นน้ำยำที่บาลานซ์เปรี้ยว เผ็ด และเค็มอย่างลงตัวเลยครับ กินแล้วให้ความสดชื่นแบบไทย แต่มีความละเมียดแบบอาหารยุโรป

เมนู Catch of the Day เป็นพล่าปลาสดที่จับได้มาในวันนั้น ยำมาในลูกสัปปะรด กลิ่นหอมรสอมเปรี้ยวเข้ากันกับความสดของสมุนไพรไทย ทำให้รีเซ็ตทุกอย่างที่ผ่านมา

แก้วนี้เป็นน้ำผลไม้สด 3 ย่าง คือ สาลี่จีน ฝรั่งแดง มะนาว ใช้ความสดชื่นของผลไม้มาทานคู่กับยำ

กะเพราหมึกดำ จานนี้ชอบมาก กะเพรา Never Die มาในเวอร์ชันหมึกดำและไข่แดงดอง ต้องเคาะไข่แดงให้แตกก่อน ที่จะเคลือบเส้นหมึกให้รสนวลเนียน รสจัดจ้านดีมาก

ปลากะพงสามรส กับผักกูดทอดกรอบ จานนี้กรอบนอกนุ่มในเนื้อปลามาก เกล็ดยังตั้งอยู่เลย

แกงเหลืองปูสูตรของคุณยายเชฟเบิ้ม กับเส้นขนมจีนด้านใน เป็นขนมจีนน้ำยาปูที่อร่อยมาก เราว่าเมนูนี้เป็นตัวแทนของความเชื่อมโยงระหว่างวัตถุดิบของไทยกับเทคนิคสมัยใหม่

ห่อหมกล็อปสเตอร์ภูเก็ต วางบนซอสลอปสเตอร์บิสก์โฟม รสชาติกลมกล่อมมาก ท๊อปด้วยซอสสโนว์แกงแดง Sinnature ของเชฟเบิ้ม

Main Course จานแรกเราเลือกเป็น เนื้อออสเตรเลียนวากิวสโลว์คุ๊ก 12 ชั่วโมง เสิร์ฟกับซอสแกงสไตล์พริกแกงใต้ทำเอง และหน่อไม้น้ำ ห่อด้วยผักกาดขาว ด้านบนเป็นแผ่นมันฝรั่งผสมหอมแดงที่เบิร์นกันบนโต๊ะเลยครับ ทานกับข้าวหอมมะลิสุรินทร์

อีกจานนี้คือ Signature ที่ห้ามพลาดเช่นกันครับ อกเป็ดจากโคราช นำมาทำเป็นแบบพะโล้ เสิร์ฟคู่กับ Duck Live และข้าวอบกุนเชียง อร่อยมาก นัวๆ เค็มๆ น่าจะเป็นเป็ดพะโล้ที่หรูหราที่สุดเท่าที่เคยกินมาครับ

เครื่องดื่มแก้วต่อมา มีกานพูล โปยกั๊ก ใบมะกรูดแห้งและเติมความหวานด้วยพุทธาแห้งไทย ชาใบหม่อนรสชาติเข้ากันกับเป็ดพะโล้มาก

ของหวาน
ของหวานเป็นข้าวเหนียวมะม่วง ที่ฟังดูธรรมดาที่สุดในเมนู แต่นี่คือข้าวเหนียวมะม่วง Sra Bua edition มันต้องไม่ปกติ ต้องลองครับ

เครื่องดื่มแก้วสุดท้ายทานคู่กับของหวาน เป็นชาโคล์ดบูร์ ดีเหมือนกันจะได้ไม่หวานมาก

Flower of Thailand ขนมหวานจานนี้ชอบมากครับ ทำออกมาสวยเลยดูเหมือนพวงมาลัยดอกมะลิ เป็นซิกเนเจอร์ของร้านที่เล่าเรื่องราวส่วนตัวของ Chef Henrik ที่เขาโดยสารแท็กซี่กรุงเทพฯ และได้กลิ่นมะลิจากพวงมาลัยหลังรถเมื่อปี 2006 จนกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างจานนี้ขึ้นมา

อีกจานเป็นดอกบัวขาวที่กลายเป็นของหวาน elegant ที่เรียบง่ายแต่ซ่อนเลเยอร์ของรสชาติไว้ข้างใน สะท้อนชื่อและ DNA ของร้านในคำเดียว

ปิดท้ายด้วย Petit Four สนุกอีกละ มาพร้อมกับความขี้เล่นแบบไทยๆ หาดูว่าอันไหนคือขนมกินได้ 555

สรุป และมุมมองแบรนด์
ใครชอบความสนุกแบบไทย รสชาติแท้แต่หน้าตาโมเดิร์น อยากชวนให้แวะไปลอง Sra Bua by Kiin Kiin นะครับ
บันทึกมื้อก่อนหน้า

ที่น่าชวนแฟนมาทานมากที่สุดในเวลานี้
พูดจริงๆ นะ ถ้าผมมีแฟนจะพามาขอแต่งงานที่นี่แหละ![]()
ว่าแล้วก็เขิลวุ้ย![]()
SRA BUA by Kiin Kiin โรงแรม Siam Kempinski Hotel Bangkok
เป็นห้องอาหารที่สวยมาก หรูหราสมชื่อชั้นรางวัลมิชลินสตาร์
ช่วยเสริมบรรยากาศของอาหารมื้อนี้ให้พิเศษมากขึ้น
เหมาะกับวันพิเศษเลยนะ ผมว่า …
ด้วยสีสัน บรรยากาศเอย รสชาติอาหาร เรื่องราวที่แทรกในแต่ละจาน
ล้วนตกผลึกมาจากประสบการณ์การเดินทางมาแล้วทั่วโลก
ของเชฟ Henrik เชฟชาวเดนมาร์ก
ผู้ที่ท้ายที่สุดก็ตกหลุมรักในเสน่ห์อาหารไทยอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
เชฟนำอาหารไทยมาตีความ และเล่าเรื่องแบบใหม่ครับ
ใส่เทคนิคการปรุงอาหารแบบล้ำสมัยจากทั่วโลกเข้าไป
แต่เชื่อไหมว่า ออกมาแล้วรสชาติยังคงเป็นอาหารไทยตำรับแท้
แต่เรื่องหน้าตา … ต้องบอกเลยว่า … หืม ใช่เหรอ!!
“แกงแดง” จะไม่ได้มาในชาม มีน้ำแกงฉ่ำๆ อีกต่อไป
ในส่วนของอาหารนั้น “เซอร์ไพรส์กานต์ในทุกจาน” ครับ
ตั้งแต่สแนคเรียกน้ำย่อยทานกันเล่นๆ ที่เล้าจน์
จนไปถึงอาหาร 8 คอร์สที่จับเข้าคู่กับไวน์ได้เป็นอย่างดี
ก่อนจะไปจบที่ Petite Four ซึ่งสนุกมาก!!
เชฟให้เราค้นหาขนม 4 อย่างที่ซ่อนอยู่ในของเล่น
เป็นจุดเด่นที่ปิดท้ายมื้ออาหารที่น่าประทับใจ
ใครหยิบพริกผิดเม็ดนี่ … น้ำตาเล็ดเลยนะครับ 555
จานอาหารทั้งหมดนี้รวมกัน กลายเป็น The Journey Set
การเดินทางของอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเวลานี้
เข้าไปเริ่มทานตอน 6 โมงเย็น เงยหน้ามาอีกทีเที่ยงคืน ไม่รู้ตัว![]()
กานต์จะค่อยๆ เขียนเล่าไปในแคปชั่นของแต่ละรูปนะครับ
อยากให้เปิดอ่านแล้วละเลียดบรรยากาศแต่ละจานไปด้วยกัน
ตอนนี้ ห้องอาหารสระบัว ฉลองการกลับมาเปิดอีกครั้งหลังโควิด
ด้วยเมนูระดับ iconic ตลอด 10 ปี มีมาให้ทานแบบรวบยอด
จองผ่าน Line @siamkempinskihotel ได้เลยครับ
Director & Photographer – Kant Jominta
Assistant Photographer – Tanyarat Saisud
FACEBOOK – kant.co.th
INSTAGRAM – kant.co.th
YOUTUBE CHANNEL – kantcoth
WEBSITE – kant.co.th
บรรยากาศห้องอาหาร Sra Bua by Kiin Kiin
บรรยากาศของห้องอาหารสระบัว บาย กิน กิน ดีมากๆ เลยครับ โดยเฉพาะใครที่เชิญแขก VIP ต่างชาติมาทาน น่าจะชอบโต๊ะแบบ Thai Pavilion เป็นศาลาไทยทรงสูงที่รายล้อมด้วยสระบัวสมชื่อห้องอาหาร
แค่บรรยากาศ การออกแบบตกแต่งภายใน ก็โดดเด่นมากแล้วครับ

ถ้าไม่บอกคงเดาไม่ออกว่านี่คือ “แกงแดง”
ในรูปแบบใหม่ซึ่งเป็น Signature Dish ของที่นี่
ชื่อว่า Frozen Red Curry with Lobster Salad
รสชาติจัดจ้าน หอมเครื่องพริกแกงมากครับ

ที่นี่จะมีการจับคู่เครื่องดื่ม ให้เข้ากับอาหารในแต่ละจาน ส่วนมากจะเป็นไวน์ที่มีรสสัมผัสโดดเด่นแตกต่างกันออกไป
เมื่อนำมาเข้าคู่รวมกับอาหาร จะเสริมอรรถรสให้จานนั้นอร่อยมากขึ้นไปอีก
8 คอร์ส 7 แก้ว … มึนเลยเรา

สระบัว บาย กิน กิน เป็นห้องอาหารไทยร่วมสมัยที่ตกแต่งในสไตล์โมเดิร์น มีการนำวัสดุแบบไทยอย่างไม้มาเป็นหลัก นำผ้าไหมลวดลายแบบเรียบหรูมาบุเป็นเบาะนั่ง ช่วยสร้างสไตล์การตกแต่งร้านที่เติมเต็มความเป็นไทยร่วมสมัยไว้ในทุกจุด งดงามมากครับ

ด้านในเป็นศาลาไทย ซึ่งเป็นที่นั่งในมุมสุดพิเศษ อาจจะต้องจองไว้ก่อนล่วงหน้า แต่รับรองว่า บรรยากาศคือมีระดับมากขึ้น

ที่นั่งถูกจัดวางไว้โดยเป็นไปตามข้อบังคับเรื่องการรักษาระยะห่าง ยิ่งทำให้เราได้รับความเป็นส่วนมากยิ่งขึ้นไปอีก
แต่ที่โดดเด่นคือ “สระบัว” ที่เป็นเอกลักษณ์ ตั้งอยู่กลางร้าน ช่วยให้เราผ่อนคลายไปพร้อมความสวยงามของการออกแบบ เสริมด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกบัวที่ลอยมาปะทะจมูกเมื่อเดินเข้ามา
ก่อนที่บริกรจะเชิญเราไปนั่งที่เล้าจน์ก่อนครับ

สแน็คและเครื่องดื่มต้อนรับที่เล้าจน์
เมื่อมาถึงบริกรจะเชิญเราไปนั่งที่เล้าจน์ เพื่อปรับบรรยากาศก่อนการรับประทาน จะเริ่มจาก Welcome Refreshment เป็นน้ำตะไคร้ ใบเตยที่ช่วยให้เราผ่อนคลาย
จากนั้น การเดินทางในมื้ออาหารจะเริ่มต้น จากการรับประทานสแน็คที่เล้าจน์ครับ เชฟนำเครื่องดื่มเป็น Orange Splash มาให้ลองชิม รสชาติหอมสดชื่นดี เปิดรสสัมผัสในปากได้ดีครับ

สแน็คจานแรกเป็น ขนมเมอแรงค์ซีอิ๊ว ออนท๊อปด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์รสหวาน ทานคู่กับซอสวาซาบิโยเกิร์ต อร่อยมาก ส่วนในถุง จะเป็นข้าวรสต้มข่าไก่ เป็นเหมือนอาหารนักบินอวกาศ ที่เรียกว่า Astronaut Bag สามารถทานได้ทั้งถุงเลยครับ

จานนี้เป็น “ไก่สะเต๊ะ” จากปกติจะมาเป็นไม้เสียบทานคู่กับอาจาด แต่เชฟทวิสปรับให้ตัวซอสอาจาดเป็นแบบไอศกรีมท๊อปด้านบน ด้านล่างเป็นเท๊กเจอร์เหมือนหนังไก่บางกรอบ
อีกคำเป็น พลอยปทุม คล้ายๆ ซาลาเปาด้านในเป็นไส้หมู ได้แรงบันดาลใจมาจากม้าฮ่อ คือมีหมู มีสัปปะรด ซึ่งเป็นวัตถุดิบแบบไทย ตัวไส้จะมีรากผักชี หมู พริกไทย ห่อไส้ในแป้งพัฟเพรสตรี้ ท๊อปด้วยสัปปะรดกวน

สแน็คจานต่อมาผมชอบวิธีการพรีเซนเทชั่น เล่นใหญ่ไฟกระพริบมาก จัดเสิร์ฟมาในครอบแก้วใส ที่สโมคกลิ่นหอมอ่อนๆ เอาไว้ แต่คุณปอร์เช่ ซึ่งเป็นผู้ดูแลร้านอาหารเล่าว่า เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากตอนนั่งตุ๊กๆ แล้วได้กลิ่นควันท่อไอเสีย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทย 555
ร้ายไม่ใช่เล่นเลยครับ แต่มันก็คือความจริงอย่างที่เชฟเขาเข้าใจ
เอาละถ้าอยากรู้ว่าเป็นอะไร … ต้องเปิดดูรูปต่อไปครับ

เฉลยยยย มันคือไส้อั่วครับ นำไปย่างจนหอมมาก จากนั้นนำมาสโมคอีกรอบ จะได้กลิ่นกาบมะพร้าวหอมๆ ทานคู่กับน้ำพริกหนุ่มและแคปหมู
สงสัยจานนี้ เชฟจะได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทางไปเชียงใหม่แน่ๆ

จานนี้สวยมาก เป็นทาร์ทาร์ทูน่า ปรุงมาในรสกะทิกับตะไคร้แบบไทยๆ เสิร์ฟมาในดอกบัว

“เมี่ยงคำ” ที่เชฟผู้ช่วย มาปรุงให้ทานกันสดๆ ครับ เครื่องเมี่ยงคำเยอะมาก แต่ที่เด็ดสุดคือต้องยกให้น้ำเมี่ยงคำครับ รสชาติเป็นเอกลักษณ์แต่กลมกล่อมมาก ชอบจานนี้ที่สุด

เมื่อทานสแน็คจบ (ซึ่งก็ใกล้จะอิ่มแล้ว) บริกรจะเชิญเราไปนั่งที่โต๊ะ ซึ่งจะเริ่มเข้าสู่การเดินทางของอาหารจานหลัก มีด้วยกัน 8 คอร์ส
จานแรกเป็นต้มยำกุ้ง … ซึ่งครั้งแรกที่เห็นจะงงว่า “ไหนอ่ะ ต้มยำ” เห็นแต่ข้าวเกรียบกุ้ง หน้าซาชิมิ และขนมปังหน้ากุ้งหอมน้ำมันงามาก

อาหาร 8 คอร์สกับไวน์ Pairing
เครื่องต้มยำจะอยู่ในหลอดไซฟ่อน ใช้ความร้อน กลั่นน้ำซุปที่ผสมเครื่องเทศเอาไว้ ให้ค่อยๆ ร้อน รสชาติคือหอมและได้รสเครื่องต้มยำแบบสดๆ

จากนั้น บริกรจะนำต้มยำมาเทใส่ในชามของเรา ให้เรานำหลอดฉีดยา ซึ่งด้านในเป็นเต้าหู้ขาว มาฉีดใส่ลงไปในชาม จะหน้าตาคล้ายมาม่าต้มยำกุ้ง ไอเดีย เก๋ดีครับ

ที่นี่จะมีการจับคู่ไวน์กับจานอาหารด้วยนะครับ อย่างจานแรกที่เราทานคือต้มยำ จะจับคู่กับไวท์ ไวน์ REFLEXION Gruner Veltliner ปี 2017 จากออสเตรีย
อาหาร 8 คอร์ส จะ Pairing กับเครื่องดื่ม 7 ตัวด้วยกัน

จานต่อมา จะมีโชว์เคสคือปรุงน้ำยำกับกันสดๆ เลยครับ เครื่องปรุงน้ำยำประกอบด้วย กระเทียม พริกขี้หนู น้ำเสาวรส น้ำส้มยุซุ น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ และน้ำปลาแท้ ตำให้เข้ากัน

สลัดแตงกวาญี่ปุ่น ม้วนทำเป็นสลัดคู่กับแอปเปิ้ลผักชีและใบมิ้นท์ ราดด้วยน้ำยำที่ปรุงกันสดๆ โปรตีนจะเป็นปลากะพง ทอดทั้งเกล็ดและหนังปลา เชฟตั้งใจทอดให้เกล็ดปลาตั้งขึ้นมาเหมือนหลังไดโนเสาร์ ซึ่งต้องค่อยๆ ทอด ราดน้ำมันลงไปเรื่อยๆ สามารถทานได้ทั้งชิ้น

จานนี้ ทานคู่กับ ไวท์ไวน์ที่ให้กลิ่นของกรีนฟรุ๊ต คล้ายแอปเปิ้ลเขียว จะได้เข้ากันดีกับจานที่มีผลไม้สีเขียว รสชาติไวน์จะติดหวานนิดหน่อย หอมอร่อยดีครับ

“แกงเหลืองปู” ทานกับใบชะพลูทอดกรอบ เป็นเมนูใหม่ของเชฟเบิ้ม ชยวีร์ ซีเนียร์ Head Chef ของที่นี่ ได้แรงบันดาลใจมาจานน้ำยาปู เพราะเชฟเป็นคนระนอง เลยอยากลองนำเสนออาหารใต้สไตล์ใหม่ ทานคู่กับซอสข้าวโพดพิวเร่ หวานหอม ครีมมี่ มีรสเผ็ดติดปลายลิ้นนิดๆ อร่อยมาก

แกงแดงกับล็อปสเตอร์ เป็น Signature ของที่นี่ ซึ่งวิธีการนำเสนอเก๋มาก เชฟจะใส่ไนโตรเจนเหลวลงไปที่ก้นภาชนะเพื่อรักษาความเย็นของไอศครีมแกงแดงให้คงที่
แกงแดงจะเสิร์ฟมาในรูปแบบของไอศครีม พร้อมโฟมลิ้นจี่ เพื่อตัดความเลี่ยน เราจะทานไอศครีมคู่ไปกับล็อบสเตอร์ น้ำแกงรสชาติดีเข้มข้น แต่ไม่เผ็ดร้อนจนเกินไป รสชาติเข้ากันได้ดีทั้งหมดทั้งมวล

ตับห่านซอสพลัมไวน์ เสิร์ฟพร้อมเหล้าบ๊วย

เนื้อวากิว นำไปซูวีด้วยอุณหภูมิ 62 องศา เป็นเวลา 48 ชั่วโมง จากนั้นจะนำไปเซียร์ ทำให้เนื้อจะนุ่มและหอมมาก ทานคู่กับซอสพิวเรจากถั่วแระญี่ปุ่น และขิงดอง ส่วนซอสหอยนางรมสด ห้องอาหารต้องจ้างเชฟมา 1 คนพิเศษ เพื่อทำให้หน้าที่แกะหอยนางรมและเคี่ยวกับกับกระชาย กระเทียม พริกไทยอ่อน เป็นเวลา 1 วันเต็มๆ ซึ่งต้องคอนโทรลหม้อเคี่ยวตลอดเวลามิเช่นนั้น ซอสหอยนางรมจะไหม้ได้ และก็ไม่ผิดหวังเพราะแค่ทานซอสกับข้าวหอมมะลิก็อร่อยแล้ว

ของหวานและ Petite Four
Banana Cake, Salted Ice Cream and Caramelised Milk เป็นเค้กกล้วยหอมสดทานคู่กับไอศกรีมนมสุดพิเศษที่มีความหอมของเนย นม และคาราเมลที่หวานกำลังดี เพิ่มรสสัมผัสในการรับประทานด้วยมะพร้าวและอัลมอนด์สไลซ์เคลือบน้ำตาลและซอสคาราเมล

Mango Sticky Rice เชฟจัดการแปลงโฉมข้าวเหนียวมะม่วงที่เราคุ้นเคย มาเสิร์ฟโดยการราดซอสกะทิลงบนขนมสายไหม ถึงจะไปเจอข้าวเหนียวมะม่วงด้านล่าง
จานนี้อร่อยมาก

จบจากคอร์สอาหาร จะเป็นรายการของ Petite Four ซึ่งมาในรูปแบบของเล่น 4 ชนิด คือโป๊ยกั๊ก อบเชย พริก และตัวต่อ ซึ่งจะมีช็อคโกแล็ต รูปทรงนั้นๆ ซ่อนปะปนไว้ให้เราค้นหา

อย่างพริกแดง ก็ต้องเดาว่า “เม็ดไหน” ซึ่งเหมือนกันไปหมด เรียกได้ว่า ถ้าทายไม่ถูก หยิบไปแล้วใส่เข้าปากเลย คงมีเผ็ดน้ำตาไหลกันบ้าง 555
ดีนะที่ผมหยิบได้ถูกหมดเลย เป็นกิมมิคปิดท้ายมืออาหารที่สนุกดีครับ จบการเดินทางด้วยความสุข

#โดยสรุป สระบัว บาย กิน กิน คุ้มไหม … ผมว่าคุ้มมาก กับไอเดียที่ใส่มาแบบไม่ยั้ง เป็นการรับประทานอาหารไทยแนวใหม่ที่อร่อย สร้างสรรค์และสนุก เป็นประสบการณ์ใหม่ที่ประทับใจมาก อยากให้มาลองกัน เดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม ยังคงเป็นเมนู Iconic อยู่ ควรรีบมา
จากนั้น จะเปลี่ยนเมนูใหม่เกือบทั้งหมด ซึ่งผมก็คงต้องไปทานอีกครั้ง
เซตเมนูไอคอนนิค มีดังนี้
•เซตเมนูมื้อกลางวัน 4 คอร์ส ราคา 1,850++ บาท/ท่าน •เซตเมนูมื้อค่ำ 8 คอร์ส ราคา 3,200++บาท/ท่าน
และยังมีเซตพิเศษเมนู 6 คอร์ส ราคา 2,600++บาท/ท่าน ทั้งมื้อกลางวันและมื้อค่ำไว้เป็นทางเลือก
และตัวเลือกแพ็คเกจไวน์ แพริ่ง (wine pairings) จับคู่กับอาหารเพิ่มเติมในทุกเซตเมนู
•เมนู 4 คอร์ส ราคา 1,200++บาท
•เมนู 6 คอร์ส ราคา 1,800++บาท
และเซตเมนู 8 คอร์ส ราคา 2,300++บาท
คำถามที่พบบ่อย — Sra Bua by Kiin Kiin
Sra Bua by Kiin Kiin อยู่ที่ไหน และเป็นร้านแบบไหน
ห้องอาหารอยู่ในโรงแรม Siam Kempinski Bangkok ย่านปทุมวัน เป็นไฟน์ไดนิ่งอาหารไทยที่กวาดดาวมิชลินมาต่อเนื่องหลายปี ผู้วางรากคือเชฟ Henrik Yde-Andersen เชฟชาวเดนมาร์กจากร้าน Kiin Kiin โคเปนเฮเกน คุณพ่อของเชฟเคยอยู่เมืองไทยและคุ้นเคยกับย่านสยาม ปทุมวันเป็นอย่างดี เชฟจึงเข้าใจอาหารไทยลึกกว่าที่คนนอกทั่วไปจะเข้าถึงได้ ทุกวันนี้ทำงานร่วมกับเชฟเบิ้ม-ชยวีร์ อาหารเสิร์ฟเป็นคอร์ส เลือกได้ตั้งแต่ 4 คอร์ส 6 คอร์ส ไปจนถึง 8 คอร์ส และร้านเปลี่ยนเซตเมนูตามฤดูกาลอยู่เสมอ
ไฮไลต์ของ Sra Bua by Kiin Kiin คืออะไร
ตั้งแต่ปลายปี 2025 ร้านเดินมาที่คอนเซปต์ Whispers of the Land หรือเสียงกระซิบจากผืนดิน เลิกขายความว้าวของ Molecular Gastronomy แล้วหันไปเล่าเรื่องวัตถุดิบไทยหรือ Thai Terroir แทน สมุนไพรพื้นบ้านที่เคยเจอแค่ในแกงป่าถูกจับใส่ชุดราตรีขึ้นโต๊ะไฟน์ไดนิ่ง จานที่กานต์จำได้แม่นคือข้าวมันไก่ลาวา เมี่ยงคำร่วมสมัยที่มาปรุงกันสดถึงโต๊ะ เจลลี่คาร์เวียร์วางบนดอกบัว ต้มโคล้งปลากรอบที่มาในร่าง Smoked Fish Soup และต้มยำกุ้งที่เรียกตัวเองว่า Shellfish Essence ปิดท้ายด้วย Petit Four ที่ซ่อนขนมสี่อย่างไว้ในของเล่นให้ค้นหาเอง
ไปทานที่ Sra Bua by Kiin Kiin ควรเตรียมตัวอย่างไร
ควรจองล่วงหน้าและเผื่อเวลาให้มื้อยาว รอบที่กานต์ไปเริ่มทานหกโมงเย็น เงยหน้าขึ้นมาอีกทีคือเที่ยงคืน มื้อนั้นเป็น 8 คอร์ส ราคา 3,400 บาท++ ไม่รวมเครื่องดื่ม ส่วนแพ็กเกจจับคู่เครื่องดื่มมีให้เลือกหลายทาง จับคู่ด้วยน้ำผลไม้ 790 บาท++ ต่อท่าน จับคู่ด้วยชา 890 บาท++ ต่อท่าน ส่วนไวน์แพริ่งอยู่ที่ 1,400 บาท++ สำหรับ 4 คอร์ส และ 2,200 บาท++ สำหรับ 6 คอร์ส ใครไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็เลือกสาย Zero Proof ได้ ราคาเหล่านี้เป็นราคาช่วงที่กานต์ไป ควรเช็กกับทางร้านอีกครั้ง



