Thursday 30 July 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  HOTEL
HOTEL·09 Dec 2021

รีวิว La A Natu

Words & Photography · KANT

Last Updated: 30 June 2026

ENGLISH SUMMARY

La-A-Natu Bed & Bakery is an eco boutique resort set among rice fields by the sea in Pranburi, near Hua Hin. This KANT review covers its rustic Thai-countryside design — rooms shaped like rice barns and fishing huts — its paddy-and-beach setting, and its slow, characterful atmosphere. Rates start around THB 5,000 per night.

สรุปตรง

La A Natu Bed & Bakery คือบูทีกรีสอร์ตริมหาดปราณบุรี อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซ่อนตัวระหว่างทุ่งนา ภูเขา และทะเลอ่าวไทย จุดที่ทำให้ต่างจากที่พักริมทะเลทั่วไปคืองานสถาปัตยกรรมไทย-ลาวที่จับคู่กับนาข้าวจริงรอบรีสอร์ต มีที่พัก 12 หลังใน 6 รูปแบบ ตั้งแต่ Tropical Village ถึง Loft Beachfront และ Vanilla Pool Suite พร้อมเบเกอรีและอาฟเตอร์นูนทีที่เป็นซิกเนเจอร์ จุดขายคือที่พักดีไซน์เชิงวัฒนธรรมท่ามกลางนาข้าวริมทะเลที่หาได้ยาก ราคาเริ่มต้นหลักสี่พันกว่าต่อคืน

Key Facts
KANT Rating 4.5 / 5
Locationปราณบุรี · ประจวบคีรีขันธ์
Priceเริ่มต้นราว 5,000 บาท/คืน

#โรงแรมนี้มีเรื่องเล่า EP6 : la a natu

ถ้าตัดคำว่าสามร้อยยอดออกไป🌴

ลาเอนาตูก็ #บาหลีเมืองไทย ดีๆ นี่เอ๊งงงงงง

เอาจริงกานต์ก็ไม่ค่อยชอบเท่าไรนักหรอกที่จะเปรียบสถานที่ท่องเที่ยวบ้านเราเป็นเหมือนเมืองนั้น ประเทศนี้ แต่สำหรับที่ la a natu มันดูเป็นฟีลแบบนั้นจริงๆ แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่เราว่า เป็นรีสอร์ตแบบไทยสไตล์ ผมให้ที่นี่ยืนหนึ่งในปราณบุรีเลยครับ la a natu ไม่ใช่รีสอร์ตหรูหรา Luxury แต่ที่นี่มีความเป็นบูทีค-ดีไซน์ในสไตล์ Bed Bakery และ Breakfast

ที่มาของชื่อ La A Natu

la a natu อ่านว่า ลาเอนาตู เป็นการกร่อนคำมาจากมาจากภาษาฝรั่งเศสคำว่า L’art et Nature ซึ่งแปลว่า “ศิลปะกับธรรมชาติ” หลายคนชอบเรียกว่าเป็นบาหลี (พอเห็นต้นไม้เยอะๆ ครึ้มๆ ก็เรียกบาหลีไว้ก่อน) จริงๆ แล้วการตกแต่งของที่นี่จะมีความเป็นไทยอีสานโมเดิร์นในแบบ “ลาวโซ่ง” มากกว่า มีเรือน 2 ชั้นใต้ถุนสูงยกโล่ง ปลูกเรียงรายกัน ใช้ไม้ไผ่เป็นสัจจะวัสดุในการตกแต่ง ประดับประดาด้วยข้าวของอุปกรณ์ทำไรไถนาเครื่องมือทำมาหาเลี้ยงชีพ เพราะที่นี่มีนาข้าวจริงๆ อยู่กลางรีสอร์ต ใกล้กันมีเล้าไก่ มีบ่อน้ำ มีไซเอามาประยุกต์เป็นโคมไฟเก๋ๆ ติดไว้ที่หน้ากระท่อมริมทะเล

Tropical Cottage กระท่อมริมทะเล

ผมชอบเรียกที่นี่ว่า “รีสอร์ตน้องควายแห่งสามร้อยยอด” รีสอร์ตไม่ใหญ่แต่บรรยากาศดี ผมชอบกระท่อมของที่นี่มากที่สุด เป็นห้อง Tropical Cottage กระท่อมแม่ชะม้อยติดทะเล คือดูสวยและรวยสุดในหมู่บ้านลาเอนาตู ปลูกบ้านอยู่ริมหาด ลมพัดเย็นสบายทั้งวัน เป็นธรรมชาติที่สดชื่นที่แท้ทรู

ออนเซ็นและกิจกรรมยามเช้า

ให้แสงแดดสาดเข้ามาปลุกเราในทุกเช้า ให้ตื่นแต่มาถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น จากนั้นก็ไปแช่ออนเซ็นอุ่นๆ ให้สบายตัว ก่อนไปทานข้าว ทีแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจว่ามาทะเลทำไมต้องมีออนเซ็น พอสัมผัสกับลมเย็นๆ จนหนาวเลยเข้าใจเลยว่า ออนเซ็นอุ่นๆ เป็นอะไรที่ช่วยได้ดีจริงๆ

มีเพียงรีสอร์ตไม่กี่แห่งที่ไปแล้วก็อยากกลับไปอีก ก็ไม่รู้ติดใจอะไรเหมือนกัน มันเป็นความรู้สึกที่พูดยาก แต่สัมผัสได้ ผมยกให้ la a natu เป็นหนึ่งในนั้น แม้จะไม่ได้สวยหรูมากเท่าไร แต่ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์ถูกใจผมเหลือเกินครับ

ไม่ได้มาเที่ยวเขาสามร้อยยอดนานมาก ทั้งๆ ที่ขับรถเลยหัวหินมาอีกราว 30 นาที ก็ถึงที่ la a natu bed & bakery ที่นี่เป็นทั้งรีสอร์ตและเปิดให้เข้ามาทานอาหารและเบเกอรี่อร่อยๆ ในบรรยากาศริมทะเล ฟีลดี๊ดี

เงาแขกนั่งชมแสงอาทิตย์เหนือผืนทะเล

อยากเอาเวลาในช่วงส่งท้ายปีไปนั่งทอดเวลาที่ริมทะเลชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าให้สบายใจ

โคมไฟแขวนระหว่างเสาไม้ไผ่ริมหาด

ผมชอบ กระท่อม ของที่นี่ที่สุดคือ Tropical Cottage จะมี 3 หลังเรียงกันไปมีชื่อว่า ต้นหอม ตะไคร้ ใบมะกรูด วิวหน้าห้องก็จะได้ประมาณนี้

ภาพมุมสูงของวิลล่าริมหาดกับเกลียวคลื่น

ภาพรวมที่กานต์ถ่ายมาฝากจะเห็นว่า มีความเป็นธรรมชาติสูงและครบครันทั้ง ทะเล น้ำ ฟ้า ป่าเขา และบ้านเรือนเรียงรายอยู่ริมทะเล

เกร๋วๆ

แขกยืดเส้นยืดสายบนหาดยามเช้าท่ามกลางกองฟาง

จะพาบินโดรนไปดูภาพมุมสูงกัน

ภาพมุมสูงของแหลมและแนวชายฝั่งกับขุนเขา

ผังรีสอร์ตและประเภทห้องพัก

ดูผังรีสอร์ตกันก่อน มีห้องไม่เยอะนะครับ แค่ 12 ห้องเท่านั้น type แตกต่างกันไป

จริงๆ แล้วลาเอนาตู อยู่อำเภอสามร้อยยอดนะครับ ไม่ใช่ปราณบุรี แต่เรียกแบบนี้เพราะคนทั่วไปเข้าใจง่ายกว่า เอาเป็นว่าขับรถเลยมาจากหัวหินอีกเล็กน้อยก็ถึงครับ

บรรยากาศจะคนละเรื่องกับหัวหินเลย ที่นี่จะมีแต่ความเงียบสงบ ธรรมชาติแวดล้อม ไม่พลุกพล่าน เหมาะแก่การมาปลีกวิเวก พักผ่อนสบายๆ ริมทะเล

ป้าย la a natu บนผนังไม้ไผ่ กับแขกที่นั่งอยู่

เช็คอินกันที่ล็อบบี้เป็นใต้ถุนโล่งๆ ลมพัดเย็นสบายทั้งวัน

ทางเดินทอดผ่านดงมะพร้าวริมทะเล

พอได้กุญแจห้องมาก็จะเดินไปที่กระท่อมซึ่งหันหน้าเข้าหาทะเล

ภาพชุดกระท่อมมุงจางและเตียงเดย์เบดท่ามกลางมะพร้าว

ผมสังเกตว่าการตกแต่งของที่นี่จะเน้นความเป็นธรรมชาติ ใช้สัจจะวัสดุที่เรียบง่ายและหาได้ทั่วไปสไตล์บ้านเรือนไทยอีสานแบบลาวโซ่ง ผสมบ้านดิน มี “เฉลว” หรือ ฉลิว คือ เส้นตอกไม้ไผ่หรือหวายเส้น หักขัดกันเป็นมุม นำมาทำเป็นโลโก้ น่ารักมากครับ

ให้สัมผัสที่อบอุ่น เป็นมิตร เป็นกันเอง เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อนมากกว่า

ทางเดินระหว่างอาคารไม้ไผ่สไตล์รัสติกกับต้นไม้เขียว

ห้องแบบกระท่อมจะมีทางเข้าประตูหลังบ้าน (จริงๆ คือประตูหลัก) แต่อยู่ด้านหลัง เพราะหันหน้าเข้าหาทะเล เป็นมุมทางเดินที่ร่มรื่นมาก ต้นไม้เยอะ

บังกะโลมุงจางท่ามกลางดงมะพร้าวและโขดหิน

หลังใหญ่ด้านซ้ายจะเป็น ส่วนต้อนรับและร้านอาหาร ถัดไปจะเป็นพูลวิลล่า ส่วนกระท่อม 3 หลังจะอยู่ฝั่งขวา ส่วนด้านหลังกระท่อมจะเป็น Tropical Village วิวทุ่งนา ตั้งชื่อน่ารักว่า ข้าวเหนียว, ข้าวฟ่าง, ข้าวตอก, ข้าวเม่า

รายละเอียดสถาปัตยกรรมไม้ไผ่ผนังระแนงของ la a natu

ทางเข้าหลักด้านหลัง ฟีลลิ่งดีมาก มีความธรรมชาติสูง เข้ามาจะเจอบ่อน้ำร้อนออนเซ็นก่อนเลย

ห้องพักสไตล์รัสติกกับเบาะรองนั่งโทนฟ้าและงานไม้

ด้านในแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือด้านขวาเป็นห้องน้ำ ตรงกลางเป็นโถงนั่งเล่น มีเก้าอี้ที่นั่งจัดวางไว้เยอะมาก ส่วนด้านซ้ายเป็นห้องนอน

หน้าต่างเปิดรับวิวทะเลในห้องโทนมืด

วิวจากห้องนอนจะเห็นแบบนี้เลย ใกล้ชิดทะเลสุดๆ แล้ว

ห้องนอนโทนมืดกับเตียงและแสงจากหน้าต่าง

ที่นี่มีน้องควาย คอยอยู่เป็นเพื่อนเราในทุกห้อง ห้องนอนที่มีหน้าต่างเปิดออกไปรับลมได้

แขกสวมหมวกสานยืนข้างผนังไม้ไผ่

ด้านนอกเป็น Onsen เซ็ตอุณหภูมิน้ำอุ่นไว้ที่ 37 องศา สามารถปรับได้ ตอนแรกก็แปลกใจว่ามาทะเลร้อนจะตายทำไมให้มาแช่น้ำอุ่น

ตอนนี้เข้าใจแล้วครับ เพราะว่าลมทะเลพัดเราทั้งวัน อากาศที่นี่เหมือนจะร้อนแต่เย็นจากลม จึงเหมาะกับการแช่น้ำอุ่นๆ ปรับอุณหภูมิในร่างกาย และยังช่วยคลายความเมื่อยล้า เหมาะแก่การมาทิ้งตัวพักผ่อนแบบไม่ต้องคิดอะไรมากครับ

แขกอาบน้ำในห้องอาบน้ำกลางแจ้งสไตล์รัสติก

ถ้าจะอาบน้ำจริงๆ จะอยู่ด้านในเป็นแบบเปิดโล่ง Outdoor Shower ผมชอบมากครับ ดูเก๋ดี มีความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

โคมไฟแขวนระหว่างเสาริมทะเลยามอาทิตย์ตก

แสงแดดตอนเช้าคือสวยมาก เวลานอนริมทะเลแบบนี้ผมไม่ค่อยปิดม่าน เพราะอยากได้ฟีลแบบปลุกให้เราตื่นด้วยแสงแรกของวัน

ชิงช้าไม้ไผ่บนหาดกับแขกที่นั่งเล่น

หน้าบ้านมีชิงช้า ทำจากไม้แบบคราฟท์มากๆ นั่งรับลมเย็นๆ ริมทะเลได้สบายใจ บาหลีมั้ยล่ะแกรรรรรร

แขกในชุดดำนั่งยิ้มบนโขดหิน

ถัดจากชิงช้าจะเป็นหินก้อนใหญ่เอามาเป็นพนังกั้นไว้ นั่งรับลมตรงนี้ได้ แต่อาจจะต้องระวังนิดนึงครับ

เงาต้นมะพร้าวตัดกับท้องฟ้ายามอาทิตย์ตก

หรือจะไปนั่งรับวิตามิน D ตอนเช้าๆ ริมทะเลก็ได้ครับ

ขุนเขายามอาทิตย์อัสดงกับรีสอร์ตเบื้องล่าง

วิวพระอาทิตย์ตกก็สวยไม่แพ้กัน

แขกในชุดขาวเดินเลียบผนังไม้ไผ่

เดินสำรวจรอบๆ ดีกว่า รีสอร์ตมีขนาดไม่ใหญ่ แต่ใช้เวลาถ่ายรูปได้ทั้งวันเพราะมุมเยอะมาก

รายละเอียดผนังสานลายไม้ไผ่

มีงานศิลปะจัดวางแบบประปราย ให้ความรู้สึกถึงบูทีครีสอร์ตมากๆ

ภาพชุดชุดน้ำชายามบ่ายพร้อมแซนด์วิชและกาน้ำชา

ขึ้นมาทานอาฟเตอร์นูนที เป็นอภินันทนาการ สำหรับทุกห้องครับ ถ้าชอบเค้กมะพร้าว อย่าลืมสั่งมาทานเพิ่มได้ครับ

แขกในชุดดำยืนหน้าผนังลายพื้นผิวโทนเข้ม

ใกล้ๆ กับที่นั่งทานข้าว ทานขนม จะเป็นสระว่ายน้ำที่มียุ้งฉางขนาดใหญ่ตั้งไว้

ต้นตาลใบพัดตัดกับท้องฟ้าสีคราม

วิวจากชั้นบนที่เรามานั่งทานขนมกัน บรรยากาศคือดี มีต้นตาลด้วย ลมพัดเย็นสบายทั้งวัน

วิลล่ามุงจางท่ามกลางแมกไม้กับแขกบนทางเดิน

ยอมรับว่า ลาเอนาตู เป็นรีสอร์ตที่ไม่ใหญ่ แต่ให้ความรู้สึกที่ดีมากในการเข้าพัก ทั้งความเป็นกันเองของพนักงาน เหมือนมาเที่ยวบ้านเพื่อน แล้วดูแลอย่างดี

ทางเดินสไตล์รัสติกภายในรีสอร์ต

ผมชอบงานออกแบบตกแต่งของที่นี่ ไม่เน้นหรูหราแต่ว่ามีดีไซน์ที่สวยงามเป็นธรรมชาติที่กลมกลืนกันไปหมดไม่ว่าจะเป็น นาเอย ฟ้าเอย ทรายเอย ทะเลเอย

ดงมะพร้าวและบังกะโลของรีสอร์ต

เป็นรีสอร์ตที่น่าจะถูกใจคนชอบสีเขียวของต้นไม้ และสีฟ้าของน้ำทะเล ผมว่าถ่ายรูปออกมายังไงก็สวย

ดงมะพร้าวในแสงพลบค่ำ

บ้านอีกแบบที่ยอดฮิตของที่นี่คือ Tropical Village ถ้าช่วงที่ข้าวกำลังขึ้นต้นคงสวยมาก

แขกถือสิ่งของในบรรยากาศโทนมืด

ลาเอนาตู เป็นรีสอร์ตเพียงไม่กี่ที่ ที่คุณกานต์ยอมตื่นเช้าเพื่อมารับแสงแรกของวัน ในบรรยากาศของธรรมชาติที่บริสุทธิ์มาก พูดแล้วก็อยากไปอีกละ

แขกในชุดดำยิ้มหน้าผนังลายพื้นผิวโทนเข้ม

รอบๆ มีจุดถ่ายรูปเยอะอยู่นะ เดินไปทางซ้ายจะมีเขาเล็กๆ มีดงกระบองเพชรอยู่

อ่ะ สักหน่อย!!

แขกในชุดดำกับฉากหลังโทนมืด

ยืนหนึ่ง ริมเลปราณ

พระอาทิตย์ตกเหนือผืนทะเล

la a natu bed & bakery เป็นรีสอร์ตริมทะเลที่เหมาะแก่การพักผ่อนจริงๆ ไม่อยากแนะนำให้ออกไปไหน อยากให้ใช้เวลาอยู่ในบ้านน้องควายให้เต็มที่ หยิบนิยายเล่มโปรดมานั่งอ่านริมทะเล ให้เสียงคลื่นกระทบฝั่งเป็นซาวน์เปิดคลอเบาๆ กับคนที่เรารัก เพียงเท่านี้ ผมว่าก็มีความสุขมากแล้วครับ

จองโรงแรมนี้เลย คลิก >> Trip.com

คำถามที่พบบ่อย

La A Natu อยู่ที่ไหน และเดินทางอย่างไร

La A Natu Bed & Bakery ตั้งอยู่ริมหาดปราณบุรี เขตสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขับรถจากกรุงเทพราว 2 ชั่วโมงครึ่งก็ถึง ตัวรีสอร์ตล้อมรอบด้วยเนินเขา นาข้าว และทะเล จุดเด่นคือทำเลที่มีทั้งหาดส่วนตัวอยู่ด้านหน้าและทุ่งนาอยู่ด้านหลัง ทำให้ได้บรรยากาศชนบทริมทะเลที่หาได้ยากในระยะขับรถใกล้กรุงเทพ

ราคาเริ่มต้นเท่าไร และคุ้มไหม

ราคาห้องพักของ La A Natu เริ่มต้นในหลักพันปลายถึงหมื่นต้น ๆ ต่อคืนตามประเภทห้องและฤดูกาล รีสอร์ตมีที่พักเพียง 12 หลัง แบ่งเป็นบังกะโลริมหาดและกระท่อมไม้ไผ่ยกพื้นกลางทุ่งนา จึงเงียบสงบและเป็นส่วนตัว สิ่งที่ทำให้คุ้มคืองานดีไซน์เฉพาะตัวที่ผสานสถาปัตยกรรมไทย–ลาวเข้ากับงานร่วมสมัย รวมถึงเบเกอรีและอาหารเช้าที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่

จุดเด่นและไฮไลต์คืออะไร

ไฮไลต์ของ La A Natu คือสถาปัตยกรรมไทย–ลาวที่ตีความใหม่ให้ร่วมสมัย โดยมีกระท่อมไม้ไผ่ยกพื้นกลางนาข้าวเป็นภาพจำของรีสอร์ต ชื่อ Bed & Bakery มาจากเบเกอรีของที่นี่ที่เสิร์ฟเค้กและขนมอบพร้อมน้ำชายามบ่าย สระว่ายน้ำดาดฟ้าที่มองเห็นทั้งนาข้าวและทะเล รวมถึงหาดส่วนตัวด้านหน้า ทำให้ทุกมุมของที่พักถูกออกแบบมาเพื่อการถ่ายรูปและพักผ่อน

Share
KANT
BULLETIN

A weekly dispatch, considered.