Last Updated: 15 September 2026
ENGLISH SUMMARY
THE BARAI HUA HIN is the first The Unbound Collection by Hyatt hotel in Thailand, reopened on 18 June 2026 on Hua Hin beach in Prachuap Khiri Khan. The former eight-suite destination spa now holds 98 rooms and suites around Lek Bunnag architecture, an 18-treatment-room spa, White Cottage and the 19th-century McFarland House, plus a new two-storey Wellness Hub. Rooms start around THB 8,000 and suites from THB 19,500 per night.
สรุปตรง
THE BARAI HUA HIN คือ The Unbound Collection by Hyatt แห่งแรกในประเทศไทย เปิดเมื่อ 18 มิถุนายน 2569 ริมหาดหัวหินฝั่งเขาตะเกียบ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จากเดิมที่เป็นเดสติเนชันสปากับสวีตเพียง 8 ห้อง วันนี้ขยายเป็นห้องพักและสวีตรวม 98 ห้อง แบ่งเป็นห้องพัก 71 ห้องกับสวีต 27 ห้อง โดยมีเพนต์เฮาส์สองห้องนอน 2 ห้องรวมอยู่ในนั้น สถาปัตยกรรมยังเป็นงานของ เมธา บุนนาค (Lek Bunnag) ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ด้านสถาปัตยกรรม ปี 2554 ที่แปลคำว่าบาราย อ่างเก็บน้ำของอารยธรรมเขมรโบราณ ออกมาเป็นผนังปูนฉาบผสมสีปาดมือ ลานน้ำ และทางเดินที่ตั้งใจให้คนหลง สปายังอยู่ครบ 18 ห้องทรีตเมนต์กับไฮโดรเทอราพีอีก 3 ห้อง ภายใต้โปรแกรม Four Elements Retreat ห้องอาหารมี White Cottage กับ McFarland House เรือนไม้ศตวรรษที่ 19 ที่ยังยืนอยู่ที่เดิม ของใหม่คือ Wellness Hub สองชั้นและแนวคิด Sanook ที่ Hyatt หยิบมาเป็นตัวกลาง ราคาช่วงเปิดตัวห้องมาตรฐานเริ่ม 8,000 บาทต่อคืน สวีตเริ่ม 19,500 บาทต่อคืน เรื่องที่น่าสนใจที่สุดของที่นี่ไม่ใช่จำนวนห้อง แต่เป็นวิธีรักษาความเงียบเอาไว้ตอนห้องเพิ่มขึ้นสิบกว่าเท่า
| KANT Rating | 4.7 / 5 |
|---|---|
| Location | หัวหิน · ประจวบคีรีขันธ์ |
| Price | ห้องเริ่ม 8,000 บาท/คืน · สวีตเริ่ม 19,500 บาท/คืน |

โรงแรมส่วนใหญ่สร้างสปาไว้ในโรงแรม ส่วน THE BARAI HUA HIN กลับสร้างโรงแรมใหม่ขึ้นมาไว้รอบ ๆ สปา กานต์ว่า เรื่องนี้อธิบายตัวตนของสถานที่ได้ตรงกว่าคำว่า Wellness Resort หลายเท่า เพราะก่อนจะมีล็อบบี้ใหม่ ห้องพัก 98 ห้อง และชื่อพ่วงท้ายว่า The Unbound Collection by Hyatt ที่นี่มีสถาปัตยกรรมสีดินเผา มีทางเดินที่ตั้งใจให้คนหลง และมีอัตลักษณ์ของการเข้าพักที่แข็งแรงพอจะเป็นแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้ว เกือบยี่สิบปีต่อมาคือการขยายสิ่งที่คนจดจำให้รองรับแขกมากกว่าเดิม โดยโจทย์คือการรักษาพลังของต้นฉบับไว้ให้ครบ

นี่เป็นการมาพักที่ THE BARAI เป็นครั้งที่ 4 แล้วครับ ก่อนหน้านี้ ยังมีแค่ 8 สวีต แต่มีเสน่ห์มาก จากภาพจำของแขกคืออาคารสีแดงเข้มและสปา แต่หลายคนก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าที่นี่มี Residential Spa Suite ให้นอนค้าง ทำให้กลายเป็นเสน่ห์และความลึกลับชวนค้นหา ขณะเดียวกันก็จำกัดจำนวนคนที่จะเข้าถึงประสบการณ์ทั้งหมดของ THE BARAI ได้ไปในตัว

THE BARAI HUA HIN – The Unbound Collection by Hyatt แห่งแรกในไทย กลายเป็นรีสอร์ตริมทะเลเต็มรูปแบบ แต่งานสถาปัตยกรรม การบริการ อาหาร พื้นที่สาธารณะ และความเป็นส่วนตัวยังคงมีอยู่

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าโรงแรมทำใหม่แล้วสวยหรือไม่ เพราะความสวยเป็นทุนเดิมที่ THE BARAI มีเหลือเฟืออยู่แล้ว คำถามคือเมื่อจำนวนห้องเพิ่มขึ้นมากกว่าสิบเท่า ความสงบแบบเดิมจะอยู่ตรงไหน เพราะมีทั้งแขกที่เป็นคู่รัก คนมาคนเดียว ครอบครัว เด็ก ๆ และผู้เข้าพักที่ต้องการเพียงวันหยุดริมทะเล โรงแรมจะรักษาความเข้มข้นของสปาไว้ได้อย่างไรโดยไม่บังคับทุกคนให้ถือศีลกับความสุข

คำตอบอยู่ตามรอยต่อเล็ก ๆ ตั้งแต่การแบ่งสระ การเลือกวางห้องเดิมกับห้องใหม่ ไปจนถึงความคิดเรื่อง “Sanook” ที่ Hyatt นำมาใช้เป็นตัวกลางเพื่อสร้างประสบการณ์ดี ๆ ของการเข้าพักครั้งนี้
หัวหินเกิดจากรางรถไฟ ไม่ได้เกิดจากหาด

ก่อนจะพูดถึงตัวโรงแรมต่อ ต้องย้อนกลับไปที่เมืองก่อน เพราะหัวหินไม่ได้เกิดจากการที่ใครมาเจอหาดสวยแล้วสร้างโรงแรม หัวหินเกิดจากรางรถไฟ ในปี 2446 ทางรถไฟสายใต้มาถึงเพชรบุรี ต่อมา เฮนรี กิตตินส์ วิศวกรชาวอังกฤษที่ทำงานให้กรมรถไฟ เดินสำรวจแนวรางลงมาทางใต้แล้วไปเจอชายหาดยาวที่ยังไม่มีชื่อเสียงอะไร พอปี 2454 รถไฟมาถึงหัวหินจริง ๆ ระยะทางจากพระนครที่เคยกินเวลาหลายวันก็หดเหลือครึ่งวัน ปี 2456 รางยาวต่อลงไปถึงเขาเต่า ปี 2460 กรมรถไฟตัดถนนและปลูกห้องแถวไม้ในตัวเมือง แล้วปี 2465 ก็สร้างโฮเต็ลหัวหินขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

เจ้านายและชาววังตามมาเป็นขบวน พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศร์วรฤทธิ์ ทรงสร้างตำหนักตากอากาศชื่อ “แสนสำราญสุขเวศน์” ไว้ก่อนใคร สมเด็จพระพันปีหลวงเสด็จมาประทับบ่อยจนชื่อเสียงของเมืองกระจายออกไปเอง หัวหินจึงเป็นเมืองตากอากาศแห่งแรกของสยามที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลทางวิศวกรรม ก่อนจะกลายเป็นเรื่องของรสนิยมในภายหลัง
ลำดับนี้สำคัญ เพราะมันอธิบายว่าทำไมหัวหินถึงมีดีเอ็นเอเรื่องการพักฟื้นติดตัวมาตั้งแต่ต้น ต่างจากเมืองทะเลอื่นของไทยที่โตขึ้นมาจากการท่องเที่ยวหมู่หรือจากธุรกิจกลางคืน คนกลุ่มแรกที่เดินทางมาหัวหินไม่ได้มาหาความสนุก เขามาเปลี่ยนอากาศ มาพักผ่อนตามคำแนะนำของหมอ มานอนให้ร่างกายฟื้น คำว่า wellness ที่โรงแรมทั้งเมืองใช้กันในวันนี้ จึงเป็นพื้นที่ของหัวหินจริง ๆ
หัวหินเหมาะกับ THE BARAI ด้วยเหตุผลที่ลึกกว่าการมีชายหาด เพราะเมืองนี้เติบโตขึ้นพร้อมทางรถไฟและวัฒนธรรมการตากอากาศของสยาม ภาพของหัวหินจึงไม่เคยผูกกับการหนีโลกไปอยู่เกาะห่างไกล แต่เป็นการถอยออกจากกรุงเทพฯ ในระยะที่ยังกลับสู่ชีวิตเดิมได้ง่าย การขับรถราวสามชั่วโมงลดพิธีรีตองของวันหยุดลงได้มาก เก็บเสื้อผ้าพอประมาณ ปิดโทรศัพท์ชั่วคราว แล้วเปลี่ยนจังหวะได้ตั้งแต่บ่ายวันเดียวกัน
บาราย และการแปลความของ เมธา บุนนาค
คำว่า BARAI มาจาก baray อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ของอารยธรรมเขมรโบราณ ในทางประวัติศาสตร์ น้ำรองรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรของชุมชน ส่วนคำอธิบายของโครงการนำภาพแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตมาต่อยอดสู่ความเป็นอยู่ที่ดีและความสงบ สถาปนิก เมธา บุนนาค (Lek Bunnag) ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ด้านสถาปัตยกรรม ประจำปี 2554 แปลความหมายนี้เป็นพื้นที่ร่วมสมัย เขาไม่จำลองปราสาทโบราณมาตั้งริมทะเลหัวหินตรง ๆ แต่เลือกใช้ผนังหนา ลานน้ำ เสา ช่องแสง ทางเดิน และสัดส่วนที่พาร่างกายเดินจากโลกภายนอกสู่พื้นที่ข้างใน

ภาพที่คนจำมักเป็นสีแดงเบอร์กันดีและดินเผา ทว่าสิ่งที่คุมอารมณ์จริงกลับเป็นแสง คุณเล็กเคยอธิบายสั้น ๆ ว่า “Light is the key” แล้วเปรียบแสงเหมือนหญิงสาวที่รักการเต้นรำ ส่วนตัวอาคารคือเวทีที่เตรียมไว้ให้เธอแสดง เมื่อเดินอยู่ข้างใน เราจะเข้าใจประโยคนี้โดยไม่ต้องอ่านแบบสถาปัตย์ แสงลอดช่องแคบ ตกบนผนังหนา สะท้อนผิวน้ำ และเปลี่ยนสีเดิมให้มีหลายอุณหภูมิในแต่ละชั่วโมงเลยครับ
The Unbound Collection by Hyatt แห่งแรกในไทย
THE BARAI เป็นโรงแรม The Unbound Collection by Hyatt แห่งแรกในไทย ซึ่งเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2016 เพื่อรวมโรงแรมอิสระระดับบนที่มีเรื่องราว ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม หรือบุคลิกเฉพาะเข้ากับระบบของ Hyatt โรงแรมยังรักษาชื่อและตัวตนของตัวเองไว้ได้ ขณะเดียวกันก็ได้เครือข่ายจัดจำหน่าย ฐานสมาชิก World of Hyatt ระบบปฏิบัติการ และความเชื่อมั่นจากแบรนด์ระดับโลกอีก กานต์ว่าโมเดลนี้เหมาะกับทรัพย์สินที่มีทุนทางวัฒนธรรมแข็งแรง แต่ต้องการขยายตลาดโดยไม่เปลี่ยนตัวเองให้เหมือนสาขาอื่น THE BARAI จึงเป็นกรณีที่ชัด เพราะมีเสียงมานานเกือบสองทศวรรษ
THE BARAI ถือไพ่แข็งตรงสถาปัตยกรรม เพราะโรงแรมได้สื่อสาร transformation ให้สัมผัสได้โดยไม่ต้องอธิบายมากนัก ธาตุทั้งสี่เชื่อมผลิตภัณฑ์หลายชนิดเข้าด้วยกัน และหัวหินให้บริบทการพักที่มีประวัติ ส่วน Hyatt เพิ่มการเข้าถึงตลาดโลก โรงแรมจึงได้รักษาความลุ่มลึกทางวัฒนธรรมพร้อมวัดผลด้านการนอน การเคลื่อนไหว และความรู้สึกด้วยภาษาที่คนร่วมสมัยไว้ใจได้
ห้องใหม่ที่เข้ามาคลายความเข้มของอาคารเดิม

จากเดิมมี 8 ห้องสวีต โรงแรมเติมห้องพักและสวีตใหม่ 90 ห้องจนมีทั้งหมด 98 ห้อง แบ่งเป็นห้องพัก 71 ห้องและสวีต 27 ห้อง โดยในกลุ่มสวีตรวมเพนต์เฮาส์สองห้องนอน 2 ห้องไว้แล้ว ห้องพักใหม่ทำหน้าที่สำคัญอีกอย่าง คือช่วยคลายความเข้มของสถาปัตยกรรมเดิมที่ดูเข้มข้น ประสบการณ์หลายคืนอาจหนักเกินไป เลยเปลี่ยนมาใช้ไม้สีอ่อน กระจก และระเบียงกว้าง ดูโปร่งสบาย ทำให้เรามองเห็นใบไม้ ท้องฟ้า หรือผิวน้ำโดยไม่ต้องตีความทุกมุม
เช็กอินใต้เพดานน้ำไหล

เรามาเช็กอินกันที่ด้านหน้าครับ ห้องขนาดไม่ใหญ่ แต่โดดเด่นด้วยเพดานที่เป็นน้ำไหล มาถึงก็ประทับใจแล้ว รายละเอียดระหว่างต้อนรับยังเชื่อมกับแนวคิด Four Elements ตั้งแต่ welcome drink ไปจนถึงกลิ่นในห้องตามธาตุที่แขกเลือก จังหวะเช็กอินจึงค่อย ๆ พาเราออกจากความเร่งรีบระหว่างทาง

กระทงทรงดอกบัวเป็นส่วนหนึ่งของพิธีต้อนรับแขก พนักงานจะให้เราเปิดกลีบทีละชั้น อ่านคำอวยพรที่ซ่อนอยู่ด้านใน แล้วกานต์ค่อยวางกระทงลงบนผิวน้ำ พิธีสั้น ๆ นี้เหมือนวางเรื่องระหว่างทางไว้ข้างหลัง ก่อนเริ่มต้นเวลาของเราใน THE BARAI ครับ

จากนั้น กานต์นั่งพักบนม้านั่งหินครู่หนึ่งก่อนขึ้นห้อง เงาสะท้อนจากน้ำกับต้นไม้ไหวอยู่บนผนังด้านหลัง รอบตัวมีเพียงที่นั่งหนึ่งตัวกับพื้นที่ว่าง พอได้นั่งเงียบ ๆ สักครู่ จังหวะจากพิธีลอยกระทงเมื่อครู่ก็ยังอยู่กับเรา

ระหว่างทางจากล็อบบี้ไปอาคารพัก ละอองน้ำลอยผ่านใบไม้หลายระดับ จนเส้นอาคารด้านหลังพร่าไปกับหมอก กานต์หยุดถ่ายภาพอยู่ตรงนี้ครู่หนึ่ง ทางเดินช่วงสั้น ๆ ผ่านสวนเลยกลายเป็นจังหวะพัก ก่อนเราเข้าสู่พื้นที่ส่วนตัว

จากล็อบบี้ เราเดินตามทางโค้งผ่านสวนไปยังอาคารห้องพัก อาคารส่วนใหม่สูงพอประมาณและถอยอยู่หลังต้นไม้เดิม ระเบียงแต่ละห้องหันออกสู่ร่มไม้ แทนที่จะมองชนผนังอาคารฝั่งตรงข้าม พอเดินเส้นนี้จริง กานต์รู้สึกว่าสวนอยู่ใกล้ห้องกว่าที่เห็นระหว่างทาง ห้องพักของเราอยู่ที่ชั้น 3 ครับ
ในห้องพัก

พอเปิดประตูเข้ามา สิ่งแรกที่เจอคือห้องนั่งเล่นแยกจากห้องนอน มีห้องน้ำแบบ Powder Room ด้านหน้าประตู ภายในมีโต๊ะอาหารสี่ที่นั่งและโซฟายาวอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เราเดินสำรวจต่อไปจนพบห้องนอนกับห้องน้ำอยู่ลึกเข้าไป พอพักหลายคืน เราเห็นประโยชน์ของการแบ่งโซนชัด มุมกินข้าว อ่านงาน และนอน ไม่ต้องเบียดกันอยู่รอบเตียงเดียว

มุมเครื่องดื่มอยู่ชิดผนังหลังโต๊ะอาหาร มีเครื่องชงกาแฟ แคปซูล ชา น้ำดื่ม และตู้เก็บของวางครบในจุดเดียว กานต์ชอบการซ่อนอุปกรณ์ไว้ในตู้สีเข้ม เวลาใช้งานไม่ต้องย้ายของบนโต๊ะกลางห้อง แผงลายคลื่นกับโคมแขวนเก็บมุมเครื่องดื่มให้เป็นส่วนเดียวกับห้องทั้งชุด

เมื่อเปิดโทรทัศน์ หน้าจอต้อนรับขึ้นชื่อ Mr. Jominta อยู่ตรงหน้า รายละเอียดเล็ก ๆ นี้บอกทันทีว่า ห้องเตรียมไว้ต้อนรับเราโดยเฉพาะ ด้านข้างเป็นกระจกเต็มความสูง เปิดออกสู่ระเบียงและสวน ในช่วงกลางวันแสงธรรมชาติเด่นกว่าหน้าจอขนาดใหญ่

โซฟายาววางชิดกระจก รับแสงผ่านม่านโปร่ง พนักพิงลึกกับเบาะชิ้นใหญ่จึงใช้ได้ทั้งนั่งเล่นและเอนตัวแบบเดย์เบด ส่วนมุมอ่านหนังสือที่กานต์ใช้จริงอยู่บนอาร์มแชร์อีกฝั่ง

เมื่อมาถึงห้อง กระเป๋าก็มารออยู่แล้วครับ พอเปิดกระเป๋า เราแขวนเสื้อผ้าไว้บนราวยาวด้านหนึ่ง แล้ววางกระเป๋าเดินทางบนชั้นฝั่งตรงข้าม ใน walk-in wardrobe มีเสื้อคลุม ตู้นิรภัย รองเท้าแตะ และช่องเก็บของครบ กระเป๋าไม่ต้องเปิดค้างไว้ในห้องนอน แสงในตู้สว่างพอเลือกเสื้อผ้าได้จริง ห้องเลยเรียบร้อยตลอดเวลาที่พัก

ห้องนอนแยกจากห้องนั่งเล่นด้วยประตู เตียง king-size อยู่กลางห้อง มีไฟหัวเตียงสองฝั่งและไฟต่ำใกล้ฐาน พื้นที่นอนแยกจากมุมกินข้าวกับมุมอ่านงานชัดเจน สีอ่อนกับของประดับเพียงไม่กี่ชิ้นค่อย ๆ ลดความวุ่นวายเมื่อถึงเวลาพัก

อีกมุมหนึ่งเผยให้เห็นโทรทัศน์จอใหญ่ โต๊ะยาว และประตูกระจกเต็มความสูงไปยังระเบียง ตอนเช้าเพียงเปิดม่าน ห้องก็รับแสงจากสวนได้เกือบทั้งแนว โต๊ะชิดผนังวางของใช้ชิ้นเล็กได้โดยไม่กินทางเดินรอบเตียง กานต์มองว่าห้องนี้เหมาะกับการพักหลายคืน เพราะมีทั้งพื้นที่วางของ ทางเดิน และแสงธรรมชาติครบ

ห้องน้ำวางอ่างล้างหน้าคู่แยกคนละฝั่ง กระจกสูงและไฟแนวตั้งให้แสงตรงใบหน้า ตรงกลางเปิดแนวสายตาผ่านห้องนอนไปถึงระเบียง แม้อยู่ในโซนด้านในก็ยังรู้สึกโปร่ง เคาน์เตอร์สองด้านเหลือพื้นที่วางของพอสมควร เหมาะกับการใช้งานพร้อมกันสองคน

บนโต๊ะมี welcome amenity รออยู่ตั้งแต่เราเข้าห้อง เป็นลำไยสดหนึ่งชาม วางคู่กับถั่ว ผลไม้อบแห้ง ขนมชิ้นพอดีคำ และการ์ดลายสีแดงของ THE BARAI ปริมาณพอแบ่งกันกินระหว่างจัดกระเป๋า กานต์ชอบที่ทุกอย่างหน้าตาเรียบง่าย หยิบกินสะดวก และวางไว้รองท้องได้พอดีครับ

หลังเก็บของเข้าที่เสร็จ กานต์นั่งพักอ่านหนังสือบนอาร์มแชร์ริมประตูกระจก แสงผ่านม่านโปร่งเข้ามาเพียงด้านเดียว อีกครึ่งห้องยังอยู่ในเงาสบายตา ตำแหน่งเก้าอี้อยู่ระหว่างโทรทัศน์ โต๊ะกลาง และระเบียง หยิบหนังสือมานั่งต่อได้โดยไม่ต้องขยับเฟอร์นิเจอร์
สระ ชายหาด และการแบ่งโซน

จากนั้น เราก็จะเดินจากห้องไปสระว่ายน้ำ ชายหาดและห้องอาหารด้านหน้า เราเดินผ่านสวนช่วงหนึ่ง เส้นทางคดไปตามต้นไม้ใหญ่กับพุ่มไม้ จนบางมุมแทบไม่เห็นอาคาร ทางเดินค่อย ๆ เผยพื้นที่ถัดไปแทนการเปิดให้เห็นทั้งหมดตั้งแต่ต้น

ตรงกลางเป็น Forest Pool สระทรงลากูนกลางรีสอร์ต ขอบสระคดเลาะไปตามต้นไม้เดิม มีเตียงพักบางส่วนวางอยู่ในน้ำตื้น อาคารพักหลายหลังล้อมสระ แต่เรือนยอดสีเขียวกรองสายตาไว้ จากมุมนี้ ผิวน้ำแทรกอยู่ตามช่องว่างระหว่างต้นไม้ ส่วนอาคารรอบสระดูกลืนไปกับร่มเงา ที่นี่มีห้องแบบ Pool Access ด้วยนะครับ

สระว่ายน้ำอีกจุดจะอยู่ฝั่งหน้าชายหาด รูปทรงสระเปลี่ยนจากเส้นโค้งแบบลากูนมาเป็นสระหลายระดับ ทางเดินกับแปลงต้นไม้แทรกอยู่ระหว่างแต่ละส่วน มุมนี้หันกลับเข้าหาอาคาร เห็น Jacuzzi Pool อยู่ทางซ้ายและสระหลักทอดต่อไปด้านใน ระยะจริงกระชับกว่าที่ภาพมุมกว้างชวนให้คิด สวนแบ่งกลุ่มสระ Beach Pool ออกเป็นหลายมุมพัก

เราหยุดมอง Beach Pool จากพื้นไม้รอบสระ จากเตียงพักมองลอดแนวต้นไม้ไปเห็นทะเล ส่วนที่กำลังตีฟองด้านหน้าคือ Jacuzzi Pool ก่อนต่อไปยังสระหลัก โรงแรมกำหนดพื้นที่นี้สำหรับแขกอายุ 13 ปีขึ้นไป ส่วนครอบครัวที่มีเด็กเล็กใช้ Forest Pool ได้

ระหว่างเดินเล่นเลียบสระ กานต์เก็บภาพเงากิ่งไม้ที่ทอดลงบนผิวน้ำไว้หนึ่งเฟรม ระลอกเล็กแยกเงาออก ก่อนประกอบกลับเป็นรูปใหม่อยู่เรื่อย ๆ ความเคลื่อนไหวเบามาก แสง เงา และผิวน้ำเลยกลายเป็นช่วงพักสายตาสั้น ๆ ระหว่างวัน

จาก Beach Pool เราเดินลงสู่สนามหญ้าริมทะเล เตียงพักกระจายใต้ต้นไม้และร่มสีอ่อน มีระยะห่างพอให้บทสนทนาของแต่ละคู่ไม่ชนกัน ไกลออกไปยังเห็นคนเดินกับม้าบนชายหาด ภาพตรงหน้ามีทั้งความสงบของรีสอร์ตและชีวิตจริงของเมืองชายฝั่งหัวหิน

สนามหญ้าฝั่งทะเลวางเตียงกับร่มไว้ห่างกันพอสมควร แขกเลือกได้ทั้งมุมใต้ต้นไม้และมุมเปิดรับฟ้า พื้นที่โรงแรมจบตรงแนวหาด ส่วนชายหาดยังเป็นทางที่คนท้องถิ่น นักวิ่ง และแขกจากบริเวณอื่นใช้ร่วมกัน ความเป็นส่วนตัวของโซนนี้มาจากระยะหายใจบนสนามหญ้า มากกว่าการกั้นทะเลออกจากหัวหิน

ทะเลหัวหินตอนเช้ายังเรียบจนเรือประมงดูคล้ายเส้นดินสอบาง ๆ บนกระดาษสีทอง กานต์ยืนดูคนบนเรือทำงานอยู่พักหนึ่ง ตรงหน้าเรา ชีวิตประจำวันของชุมชนยังเดินคู่ไปกับโลกของรีสอร์ต ชายฝั่งนี้มีทั้งภาพวันพักและวิถีของคนหัวหินอยู่ในเฟรมเดียวกันครับ

ชอบหัวหินตอนเช้า ๆ เพราะเราได้เห็นวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ทั้งพระบิณฑบาต เรือหาปลา และคนที่มาวิ่งชายหาดตอนเช้า รวมถึงเราในฐานะนักท่องเที่ยวด้วย
White Cottage บ้านสีขาวที่กินได้ทั้งวัน

จากสวน สู่ห้องอาหารแบบ All Day Dining ที่ White Cottage เป็นอาคารสีขาวที่ค่อย ๆ ปรากฏหลังพุ่มไม้ กานต์หยุดอยู่ตรงทางเข้าบ้านสีขาวก่อนเดินเข้าไปด้านใน อาคารนี้สืบมาจาก “บ้านชมคลื่น” โรงแรมเก็บโครงไม้เดิมไว้แล้วนำกลับมาประกอบใหม่ สัดส่วนจึงยังเป็นบ้านตากอากาศริมทะเล มากกว่าห้องอาหารหลักของโรงแรมครับ

ที่นั่งมีให้เลือกหลากหลายทั้งแบบ indoor และ outdoor ก่อนไปนั่งโต๊ะ กานต์เดินดูทั้งเฉลียงใต้ชายคา โต๊ะกลางสวน และมุมชิดสระ พื้นที่กลางแจ้งหันไปทางสนามหญ้ากับทะเล ส่วนห้องแอร์อยู่ถัดเข้าไปเพียงไม่กี่ก้าว มื้อเช้านี้เราเลือกนั่งด้านใน เฉลียงยังดูน่านั่งต่อหลังอาหาร เพราะมีร่มเงาและระยะระหว่างโต๊ะค่อนข้างดี

ด้านในเป็นห้องใหญ่ที่วางม้านั่งบุนวมยาวด้านใน โต๊ะอยู่ใกล้หน้าต่าง มองเห็นสวนได้แม้อยู่ในห้องแอร์ เพดานลาดสูงช่วยให้ห้องยังโปร่ง แม้ช่วงเช้ามีแขกเข้ามาพร้อมกันหลายโต๊ะ พอกลับมาอีกครั้งตอนค่ำ ห้องเดิมเปลี่ยนอารมณ์ด้วยแสงอุ่นและเสียงดนตรี แต่ยังรักษาความรู้สึกแบบบ้านริมทะเลไว้ครบ

มื้อเช้าที่ White Cottage ใช้รูปแบบ semi-buffet ขนมปัง น้ำผลไม้ และของหยิบง่ายอยู่บนเคาน์เตอร์ ส่วนจานร้อนสั่งจากเมนูและปรุงใหม่ในครัวเปิดด้านหลัง กานต์ชอบระบบนี้ตรงที่จานหลักออกมาตามออร์เดอร์ ขณะเดียวกันเรายังมองเห็นทีมครัวทำงานจากหน้าเคาน์เตอร์ได้

ไฮไลท์ของที่นี่คือ มะพร้าวสดทั้งลูกแช่อยู่ในอ่างน้ำแข็งบนรถเข็นข้าง White Cottage แขกมองเห็นวัตถุดิบชัดตั้งแต่ยังไม่เปิดเสิร์ฟ และไม่ต้องเติมน้ำแข็งลงในน้ำมะพร้าวอีก กานต์ชอบความตรงไปตรงมาของวิธีเสิร์ฟนี้ครับ

กานต์เริ่มมื้อด้วยครัวซองต์และน้ำผลไม้บรรจุขวดจากเคาน์เตอร์ แล้วกลับมาสั่งจานร้อนที่โต๊ะ ขนมปังจัดไว้ในตะกร้าขนาดพอดีและเติมเป็นรอบ ๆ ไลน์อาหารกระชับ เดินเลือกของได้ง่าย ระหว่างรอครัวทำจานร้อน เราก็มีของชิ้นเล็กรองท้องพอดี

โต๊ะเช้าของกานต์เริ่มจากครัวซองต์ ตามด้วย Eggs Royale ที่วาง smoked salmon กับไข่ลวกบน English muffin และราด hollandaise ด้านหน้าคือ หมูปิ้งกับข้าวเหนียว มีโยเกิร์ต กราโนลา น้ำผลไม้ และกาแฟเย็นวางร่วมกัน อาหารยกออกมาทีละจาน ขนาดพอแบ่งกันชิม โต๊ะเช้าค่อย ๆ เต็มขึ้น เราไม่ต้องลุกไปตักหลายรอบ

อีกมื้อเราลองจานจากเมนูอาหารเช้าตามสั่ง มี Eggs Royale จานปลากับซอสสมุนไพร และ THE BARAI TOAST ชิ้นใหญ่ทางขวา บน brioche ของ THE BARAI TOAST มีสับปะรดย่าง ไอศกรีมมะพร้าว และ coffee caramel sauce เราจำจานนี้ได้จากอุณหภูมิร้อน–เย็นในคำเดียว รสหวานมีสับปะรดเข้ามาตัดพอดี

มื้อกลางวันก็ฝากท้องที่นี่เช่นกัน เลือกเป็นอาหารจานเดียวทานง่าย ๆ อย่างข้าวซอยกุ้ง (ไม่เอาเนื้อเลยขอเป็นกุ้งแทน) เชฟแยกน้ำแกงมาในกา ค่อย ๆ รินลงชามตรงหน้า หมี่กรอบจึงยังกรอบตอนเริ่มกิน ส่วนมะนาว หอมแดง ผักดอง และเครื่องปรุงวางแยกมาอีกจาน ผมชอบจังหวะเสิร์ฟเล็ก ๆ ตรงโต๊ะนี้ครับ วิธีนี้รักษาเนื้อสัมผัสและเพิ่มความเคลื่อนไหวให้จานตรงหน้า

ส่วนมื้อกลางวันอีกมื้อ เราเลือกจานผักกับอาหารทะเลมาวางร่วมกัน ด้านขวาบนคือ Tiger Prawn Satay เสิร์ฟกับซอสถั่ว ข้าวเกรียบ และผักดอง ด้านล่างคือ ปลาย่าง มีหอยกับซุปสีเหลืองที่พนักงานรินตอนเสิร์ฟ อีกสองจานเป็นสลัดและยำเห็ดสมุนไพร เมื่อนำมาวางรวมกัน โต๊ะนี้มีทั้งผัก อาหารทะเล และรสไทยครบ ยำเห็ดรวมคืออร่อยมาก สั่งสองมื้อติด นี่เป็นหน้าตาของอาหารแนว wellness ที่จริงจังและอร่อยมาก

ส่วนมื้อค่ำของ White Cottage จะมีวงดนตรี 3 ชิ้นเล่นสด นักร้องหญิงยืนร่วมกับคีย์บอร์ด เพอร์คัสชัน และเครื่องเป่า พื้นที่แสดงใช้เพียงมุมหนึ่งของห้อง ดนตรีสดเปลี่ยนบรรยากาศบ้านสีขาวหลังเดิมจากห้องอาหารเช้าให้เป็นพื้นที่ของมื้อค่ำ


มื้อนี้สั่งมาเยอะหน่อย อยากสั่งมาแชร์กัน จานบนโต๊ะไล่ตั้งแต่ dip กับแครกเกอร์ธัญพืช Avocado Dip กับแครกเกอร์ข้าวเหนียวดำ มียำเห็ดรวมที่ชอบมาก ต้มจิ๋วกุ้งก็อร่อยรสเปรี้ยวเผ็ดนิด ๆ ทานกับข้าวขยำปู ไปจนถึงสับปะรดกับไอศกรีมลิ้นจี่

ปิดท้ายมื้อค่ำด้วย Signature อย่าง Tiramisu บริกรถือใส่ชามใหญ่มาข้าง ๆ โต๊ะ ได้ฟีลโฮมมี่เหมือนทานข้าวบ้านเพื่อน ของหวานคืออร่อยมากทุกจาน ใครมาอย่าลืมสั่งทานนะครับ

อีกหนึ่งมุมถ่ายรูปที่สวยตอนค่ำ นั่นก็คือสะพานโค้งภายในรีสอร์ต ที่ไฟซ่อนตามราวคอยบอกแนว ขณะที่ฟ้ายังเหลือสีชมพูอยู่ปลายสายตา สะพานเส้นนี้เป็นทางที่เราใช้ข้ามไปอีกฝั่ง พอเห็นท้องฟ้าตรงปลายทาง กานต์จึงหยุดถ่ายภาพ
McFarland House บ้านหมอฝรั่งที่ยังรับแขก

ในบรรดาคนที่ได้ที่ดินริมหาดในยุคนั้น มีหมอฝรั่งอยู่คนหนึ่งชื่อ Dr. George Bradley McFarland ท่านเป็นหมอที่เปิดคลินิกทันตกรรมเอกชนแห่งแรกของไทย และเป็นคนทำพจนานุกรมไทย-อังกฤษที่สมบูรณ์ที่สุดในเวลานั้นเมื่อปี 2482 ที่ดินผืนที่ท่านปลูกบ้านตากอากาศริมหาดหัวหิน เป็นที่พระราชทานจากรัชกาลที่ 6

บ้านหลังนั้นเป็นเรือนไม้สองชั้นทรงศาลาไทยริมทะเล อายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 19 วันนี้มันยังยืนอยู่ที่เดิม อยู่ในเขตโรงแรม และเปลี่ยนสถานะเป็นห้องอาหารชื่อ McFarland House ซึ่งเราจะมาทานอาหารเย็นกันที่นี่ ห้องอาหาร Modern European เน้นเมนูจากเตาถ่าน กานต์ชอบที่บ้านเก่าหลังนี้ยังรับแขกทุกวัน เราจึงเข้าใจประวัติผ่านการนั่งกินข้าวและมองทะเลจากตัวเรือนจริง

กานต์เลือกโต๊ะริมระเบียงชั้นสองในช่วงก่อนฟ้ามืด จากโต๊ะตรงนี้ เรามองผ่านราวไม้ไปเห็นสนามหญ้า สระ และทะเลเรียงกันสามระยะ หลังคาทรงสูงบังแดด ส่วนพื้นที่เปิดโล่งรับลมจากชายฝั่งเกือบรอบด้าน พอนั่งอยู่ตรงนี้ บ้านเก่าเล่าเรื่องตัวเองได้ดีกว่าป้ายประวัติ ระเบียงยังมีสัดส่วนแบบบ้านพัก นั่งแล้วไม่รู้สึกห่างจากสนามหญ้ากับทะเล

มื้อนี้สั่ง The George Bradley Burger เมนูซิกเนเจอร์ที่ใช้ชื่อเจ้าของบ้านเดิม ข้างในเป็นเนื้อบด 200 กรัม หอมใหญ่คาราเมล แตงกวาดอง ชีส Gruyère และซอส MFH เสิร์ฟกับเฟรนช์ฟรายส์หั่นมือ พร้อมซอสมะเขือเทศและ garlic aioli เนื้อกับชีสรสเข้ม แตงดองคอยตัดไม่ให้ทั้งคำหนักเกินไป เป็นเบอร์เกอร์คลาสสิกที่เข้ากับบรรยากาศสบาย ๆ ของบ้านริมทะเลครับ


McFarland House อยู่ใกล้ทั้ง Beach Pool และชายหาด เดินมาแวะกินมื้อหนึ่งได้ง่าย กานต์ชอบที่มีความ Heritage ของเรือนเก่าและต้นไม้ มีแนวแผ่นหินพาเราเลาะพุ่มไม้ไปยังกรอบสีแดงใกล้ชายหาด เดินเพียงไม่กี่ช่วงก็เห็นทะเลอยู่หลังต้นสน กานต์ใช้ทางเล็ก ๆ เหล่านี้เชื่อมระหว่างสวน สนามหญ้า และแนวหาดตลอดการพัก กรอบสีแดงกลายเป็นจุดจำทาง โดยไม่ต้องมีป้ายขนาดใหญ่ตั้งกลางสวน
Wellness Hub และ Tranquility Court

ของที่เติมเข้ามาใหม่คือ Wellness Hub อาคารสองชั้นที่รวมฟิตเนสเปิด 24 ชั่วโมง ห้องโยคะ โซนองค์รวม และร้านขายของสุขภาพไว้ในตึกเดียว Wellness Hub คือสัญญาณชัดว่า THE BARAI ไม่ต้องการจำกัดคำว่าเวลเนสไว้ในสปา กิจกรรมจึงแน่นทั้งวันมีตั้งแต่ Hatha Yoga, restorative yoga, breathwork, meditation, tai chi, aqua aerobics, Muay Thai ไปจนถึงกิจกรรมเบาอย่างวาดภาพบนทรายและอยู่กับต้นไม้ ภายใต้แนวคิด Sanook ที่ให้ความสำคัญกับความสุข ความเบา และจังหวะส่วนตัว

ตอนบ่าย เรานัดทำสปาไว้ อยากเดินผ่าน Tranquility Court เป็นสระที่มีความยาว 30 เมตร รองรับทั้งการว่ายน้ำ โยคะ และไทชิ พื้นที่นี้สงบเงียบและงดงามเพราะไม่รีบประกาศตัวเป็นสระออกกำลังกายหรือสระพักผ่อนเพียงอย่างเดียว เพราะน้ำทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นผิว แสง เสียง และพื้นที่เคลื่อนไหว เมื่อคนน้อย เราจะรู้สึกเหมือนกำลังว่ายอยู่ในลานส่วนตัวของอาคาร

ตรงนี้จะเป็นเส้นแบ่งระหว่าง THE BARAI กับ HYATT REGENCY นะครับ แขกสามารถเดินมาทานอาหารที่โรงแรมนี้ได้ โดยเดินผ่านกรอบประตูสีแดงหลายชั้น พอข้ามประตู ก็จะเป็นฝั่งของ THE BARAI ครับ ทั้งสองโรงแรมเดินเชื่อมถึงกันในระยะสั้น
เดินเข้าสปา ผนัง สี และทางที่ตั้งใจให้หลง

มาถึงด้านหน้าสปาแล้วครับ หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นศิลาแลง แต่ที่จริงไม่ใช่จากหินศิลาแลงก่อเป็นก้อน แต่มันคือปูนฉาบที่ผสมสีลงไปในเนื้อ แล้วปาดด้วยมือเป็นลายวนหยาบ ๆ ทิ้งร่องรอยเกรียงไว้ให้เห็นเต็มผนัง วิธีนี้ต่างจากการทาสีทับตรงที่สีไม่ได้อยู่แค่ผิว แต่ฝังอยู่ในเนื้อปูนทั้งชั้น เวลาแดดส่องเฉียง ๆ ร่องลายวนจะจับเงาเป็นริ้ว ด้านนอกสุดเป็นสีดินเผาอมชมพู ผนังใหญ่ที่สอบเข้าหากันเหมือนกำแพงปราสาท ตรงกลางเจาะช่องทางเข้าเป็นลิ่มลึก ขอบบนของช่องโค้งเข้าไปเหมือนรอยที่ใครมาเฉือนมวลปูนออกไปหนึ่งชิ้น พื้นในช่องทาสีแดงเข้มจนเกือบดำ ยืนอยู่หน้าทางเข้านี้ตอนบ่าย จะเห็นความต่างของสองสีชัดมาก

ต่อมาเป็นสีเลือดหมู ใช้กับทางเดินและช่องแคบระหว่างอาคาร ตรงทางขึ้น THE BARAI Suites ทุกอย่างเป็นสีนี้หมด ทั้งผนัง ทั้งขั้นบันได ทั้งพื้น แม้กระทั่งพรมเช็ดเท้าที่วางอยู่ก็ย้อมมาให้เป็นสีเดียวกัน ผลของการทำแบบนี้คือสีเขียวใบเดียวที่ยื่นเข้ามาในกรอบภาพ กลายเป็นของที่เด่นที่สุดในฉากทันที ที่นั่นมีกิ่งลั่นทมกิ่งหนึ่งแทงเข้ามาในช่องว่างระหว่างเสาสองต้น และมันชนะทั้งผนัง

สถาปัตยกรรมที่ดีต้องเปิดมุมมองให้คนเห็นทุกอย่างทันที แต่ THE BARAI กลับเลือกทำตรงข้าม เพราะทางเดินไม่ได้พาเราไปถึงจุดหมายด้วยเส้นตรง สองข้างทางโดยเฉพาะด้านในสปาคือมืด มีผนังสูงบีบมุมมองให้แคบลง มุมหักตัดสิ่งที่อยู่ข้างหน้าออกจากสายตา และลานเปิดเล็ก ๆ ทำหน้าที่คล้ายจังหวะหยุดระหว่างประโยค ร่างกายลดความเร็วลงเอง ราวกับกำลังจะหลุดไปอีกจุดหนึ่ง

วิธีคิดเช่นนี้ต่างจากโรงแรมอื่น ๆ ที่สร้างจุดถ่ายภาพแล้วหวังให้ภาพนั้นทำงานแทนประสบการณ์ แต่ที่ THE BARAI ก็มีมุมให้ถ่ายรูปเยอะขึ้นมากก็จริง ทว่าความงามหลักเกิดจากลำดับการเคลื่อนตัว มิใช่จุดใดจุดหนึ่ง หากตัดโถงสีแดงออกมาอยู่เดี่ยว ๆ เราอาจได้ฉากอลังการ แต่เมื่อร้อยมันเข้ากับความมืด ทางเลี้ยว ผิวน้ำ และห้องทรีตเมนต์สีเย็นลง ความอลังการนั้นจึงกลายเป็นกระบวนการทางอารมณ์

ด้านในสวยมาก ตรงกลางเป็นบ่อน้ำโบราณ ตามชื่อ BARAI ที่มาจากคำเขมรโบราณ หมายถึงอ่างเก็บน้ำขนาดมหึมาที่ขุดขึ้นด้วยแรงคนในยุคเมืองพระนคร บารายทำหน้าที่เก็บน้ำหลากไว้ใช้ในหน้าแล้ง หล่อเลี้ยงนาข้าวของทั้งอาณาจักร และในเวลาเดียวกันก็เป็นภาพจำลองมหาสมุทรที่ล้อมเขาพระสุเมรุตามคติจักรวาลวิทยา ราวกับเป็นเส้นเลือดใหญ่ของอาณาจักร ที่เป็นทั้งแหล่งน้ำ ความสงบ การเยียวยา และความศักดิ์สิทธิ์ในคราวเดียวกัน

สปายังอยู่ครบทั้ง 18 ห้องทรีตเมนต์ แต่ละห้องมีสระเปิดโล่งส่วนตัวอยู่ด้านนอก บวกห้องไฮโดรเทอราพีอีก 3 ห้อง ปรัชญาที่ใช้จัดระเบียบทุกอย่างคือธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ พนักงานอธิบายเพิ่มเติมว่า Earth สำหรับการลงหลัก มั่นคง Water สำหรับการปล่อยวาง Air สำหรับความกระปรี้กระเปร่า และ Fire สำหรับแรงกระตุ้น โปรแกรมของที่นี่จึงมีชื่อว่า Four Elements Retreat เป็นคอร์สที่ประกอบด้วยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ทำทรีตเมนต์ ไฮโดรเทอราพี การเคลื่อนไหว และโภชนาการ ที่ผสมศาสตร์การแพทย์แผนจีน การบำบัดด้วยคลื่นเสียง และพลังงานบำบัดเข้าด้วยกัน

ตรงกลางมีอ่างน้ำที่วางเอาไว้ บนผนังรอบสีน้ำเงินอินดิโก ที่ปาดหยาบจนเห็นร่องเกรียงเต็มผนัง ตรงกลางเป็นกรอบประตูสีดินเผาอมชมพูซ้อนบัวหลายชั้น หน้าประตูมีอ่างน้ำทรงดอกบัวสีแดงสดวางบนฐาน รอบฐานโรยกรวดดำมัน แล้วพื้นด้านหน้าเป็นทรายที่คราดเป็นร่องไว้ ตามทฤษฎีคู่สีตรงข้าม เมื่อน้ำเงินกับแดงวางชนกันตรง ๆ แบบนี้ถือว่าเสี่ยง แต่พอผนังมีเนื้อหยาบและอ่างมีผิวมัน ความต่างของพื้นผิวเข้ามาช่วยรับน้ำหนักไว้ ผลที่ได้จึงกลับดูสงบ และพบธาตุทั้ง 4 ธาตุดินอยู่ในทรายที่คราด ธาตุน้ำอยู่ในอ่าง ธาตุไฟอยู่ในสีของอ่างและของผนังทั้งโรงแรม ส่วนธาตุลมอยู่ในแผงระแนงไม้ที่กรองแสงเข้ามาเป็นริ้ว

ประตูไม่ได้เป็นบานเดียว แต่เป็นวงกบซ้อนกันหลายชั้น แต่ละชั้นบัวลดหลั่นเข้าไปทีละระดับ วงกบซ้อนชั้นแบบนี้ยืมมาจากกรอบประตูหลอกของปราสาทเขมร ที่ซ้อนบัวเข้าไปหลายชั้นเพื่อบอกว่าข้างในสำคัญกว่าข้างนอก คุณเล็ก เมธา บุนนาค เอากลไกนั้นมาใช้กับห้องนวด แล้วมันทำงานได้จริง เดินเข้าไปแล้วรู้สึกว่ากำลังเข้าไปข้างในของอะไรบางอย่าง มากกว่าการเข้าห้องเฉย ๆ

ในห้องทรีตเมนต์ห้องหนึ่ง ผนังปลายห้องเป็นแผงสีดำเจาะช่องรูปดาวเรียงเป็นตาราง แล้วปิดช่องด้วยกระจกสี แดง น้ำเงิน เขียว เหลือง ขาว สลับกันไปทั้งแผง เวลามีแสงจากข้างนอกส่องผ่าน ดาวพวกนี้จะติดขึ้นมาทีละดวงบนผนังที่มืดสนิท

ทรีตเมนต์ครั้งที่กานต์จำได้ชัดเป็น relaxation massage 60 นาที เทอราปิสต์ไม่ได้รีบพาเข้าห้องแล้วเริ่มจับเวลา เธอถามสภาวะร่างกาย น้ำหนักมือ และกลิ่นที่เราอยากอยู่ด้วย จากตัวเลือกหลายแบบ กลิ่น lavender ดูเรียบง่ายที่สุด ทว่าความคุ้นเคยของมันช่วยให้สมองหยุดประเมินสิ่งใหม่และยอมพักได้เร็ว

หลังนวด กานต์ยังจำความรู้สึกตอนนั่งนิ่งในพื้นที่พักได้มากกว่ารายละเอียดท่ามือทั้งหมด แต่นี่ไม่ใช่การลดคุณค่าฝีมือเทอราปิสต์ ในทางตรงกันข้าม มันแสดงว่าทรีตเมนต์ สถาปัตยกรรม และเวลาผ่อนคลายหลังทรีตเมนต์จบได้ออกแบบต่อเนื่องกันดี
ความเงียบเมื่อห้องเพิ่มขึ้นสิบเท่า
ความเงียบไม่ได้หมายความว่า โรงแรมจะต้องไม่มีคน เพราะโรงแรมขนาด 98 ห้องย่อมมีเสียงจานในมื้อเช้า เสียงเด็กกระโดดน้ำ มีรถกอล์ฟขับผ่าน และกลุ่มที่เดินไปชายหาดหรือเข้าคลาส กานต์มองว่าความหรูอยู่ตรงการควบคุมเสียงเหล่านี้ด้วยการออกแบบผัง งานสถาปัตยกรรม การให้เวลากับตัวเอง และการส่งมอบประสบการณ์การบริการ
กานต์จึงชอบโรงแรมนี้ตรงที่ไม่บังคับให้เราสวมบทเป็นคนมีรสนิยมตลอดเวลา เราสามารถลงสระโดยไม่คิดเรื่องภาพ กินขนมครกเพิ่มได้โดยไม่รู้สึกว่าทำลายโปรแกรมลดน้ำหนัก และกลับห้องด้วยผมเปียกโดยไม่มีใครสนใจ ความสบายใจแบบนี้เป็น quiet luxury ที่จับต้องได้ และเห็นผลกับเรามากที่สุด
มุมมองแบรนด์และการลงทุน
“It’s a hotel within a hotel. But not everyone knows that The Barai has these rooms designed by Lek Bunnag.” — Marco Avitabile, General Manager
ประโยคนี้ Marco Avitabile พูดกับ Monocle ตอนที่ยังสร้างไม่เสร็จดี แต่กานต์อ่านแล้วหยุดอยู่ตรงท่อนหลัง เพราะมันเป็นคำสารภาพที่แปลเป็นภาษาบ้าน ๆ คือ เรามีของดีอยู่ในมือมายี่สิบปี แล้วเราก็ปล่อยให้คนเดินผ่านมันไปยี่สิบปีเหมือนกัน
การเข้า The Unbound Collection ของ THE BARAI จึงไม่ได้เปลี่ยนหินใหม่สักก้อน ไม่ได้เปลี่ยนองศาของช่องดาวบนกำแพง ไม่ได้เปลี่ยนความยาวของอ่างน้ำกลางลาน แต่มันเปลี่ยนแค่เรื่องเดียว คือเปลี่ยนลำดับที่คนจะพูดถึง จากเดิมที่ต้องเอ่ยชื่อสปา มาตอนนี้ก็สามารถเอ่ยชื่อโรงแรมได้เลย
และนี่เป็นเหตุผลที่คอลเลกชันแบรนด์กำลังโตเร็วกว่าแบรนด์เชนทั่วไปทั้งอุตสาหกรรม เพราะสิ่งที่ตลาดขาดแคลนที่สุดตอนนี้ไม่ใช่ห้องพักคุณภาพดี แต่คือเรื่องราวที่มีคุณค่าของแต่ละสถานที่ต่างหาก

หลังกานต์มอง THE BARAI ทั้งจากความทรงจำใน Pool Suite และรูปแบบใหม่ปี 2026 สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือทิศทางการเติบโต มากกว่าจำนวนห้องที่เพิ่มขึ้น โรงแรมเก็บสปา 18 ห้องทรีตเมนต์ ห้องสวีตเดิม ลานน้ำ ทางเดิน และภาษาธาตุทั้งสี่ไว้ จากนั้นสร้างรูปแบบของการพักแบบร่วมสมัยขึ้นรอบแกนเดิม ไม่หลงลืมสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แม้กระทั่งการเกรดทรายหรือคราดทรายให้เป็นลวดลาย (Sand Raking) เป็นศิลปะที่มอบความสวยงามและฝึกสมาธิได้อย่างดีเยี่ยม วิธีนี้ให้เกียรติความทรงจำพร้อมยอมรับว่าธุรกิจต้องเข้าถึงคนมากกว่าเดิม
ราคาและการจอง
ช่วงเปิดตัว ห้องพักมาตรฐาน Forest View with Balcony ขนาด 50 ตารางเมตรพร้อมระเบียง 9 ตารางเมตร เริ่มต้นราว 8,000 บาทต่อคืน รวมอาหารเช้าสองท่านที่ White Cottage ถัดขึ้นไปเป็น Pool View 8,500 บาท กลุ่มห้อง Deluxe ขนาด 60 ตารางเมตร 9,500–10,000 บาท และ Pool Access 10,500 บาท ส่วนฝั่งสวีต THE BARAI Balcony Suite เริ่ม 19,500 บาทต่อคืน และ THE BARAI Pool Suite 21,500 บาทต่อคืน โดยราคาสวีตรวมอาหารว่างและเครื่องดื่มตลอดวัน บริการก่อนมื้อค่ำ ทรีตเมนต์สปา 60 นาที บัตเลอร์ และห้องอบไอน้ำ ราคาชุดนี้เป็นแพ็กเกจช่วงเปิดโรงแรม ตรวจสอบเมื่อเดือนกันยายน 2569 วันเสาร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์มีค่าบริการเพิ่ม
จองโรงแรมได้ที่ www.thebaraihuahin.com
คำถามที่พบบ่อย
THE BARAI HUA HIN อยู่ที่ไหน และเดินทางอย่างไร
โรงแรมตั้งอยู่ริมหาดหัวหินฝั่งเขาตะเกียบ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ติดกับ Hyatt Regency Hua Hin และเดินเชื่อมถึงกันได้ผ่านกรอบประตูสีแดงที่ทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งของสองโรงแรม จากกรุงเทพฯ ขับรถลงใต้ราวสามชั่วโมง หรือเลือกนั่งรถไฟสายใต้ลงสถานีหัวหิน เส้นทางเดียวกับที่ทำให้เมืองนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2454 ส่วนผู้ที่บินมาลงสนามบินหัวหินต่อรถเข้าตัวเมืองใช้เวลาไม่นาน กานต์ว่าระยะสามชั่วโมงจากกรุงเทพฯ คือเหตุผลที่หัวหินยังชนะเกาะไกล ๆ ในวันหยุดสั้น
ราคาเริ่มต้นเท่าไร และครอบคลุมอะไรบ้าง
ช่วงเปิดตัว ห้องพักมาตรฐาน Forest View with Balcony ขนาด 50 ตารางเมตร เริ่มต้นราว 8,000 บาทต่อคืน รวมอาหารเช้าสองท่านที่ White Cottage ขยับขึ้นไปเป็น Pool View 8,500 บาท ห้อง Deluxe ขนาด 60 ตารางเมตร 9,500–10,000 บาท และ Pool Access 10,500 บาท ฝั่งสวีตเริ่มที่ THE BARAI Balcony Suite 19,500 บาทต่อคืน รวมอาหารว่างและเครื่องดื่มตลอดวัน บริการก่อนมื้อค่ำ ทรีตเมนต์สปา 60 นาที บัตเลอร์ และห้องอบไอน้ำ ส่วน THE BARAI Pool Suite อยู่ที่ 21,500 บาทต่อคืน ราคาชุดนี้เป็นแพ็กเกจช่วงเปิดโรงแรม ตรวจสอบเมื่อกันยายน 2569
จุดเด่นของ THE BARAI HUA HIN คืออะไร
จุดเด่นอยู่ที่สถาปัตยกรรมของ เมธา บุนนาค (Lek Bunnag) ศิลปินแห่งชาติปี 2554 ที่ใช้ปูนฉาบผสมสีปาดมือ ผนังสอบเข้าหากันแบบกำแพงปราสาท และวงกบซ้อนชั้นที่ยืมมาจากกรอบประตูหลอกของปราสาทเขมร ต่อด้วยสปา 18 ห้องทรีตเมนต์พร้อมสระส่วนตัวและห้องไฮโดรเทอราพีอีก 3 ห้อง ภายใต้โปรแกรม Four Elements Retreat ฝั่งอาหารมี White Cottage สำหรับมื้อทั้งวัน และ McFarland House เรือนไม้ศตวรรษที่ 19 ของ Dr. George Bradley McFarland ที่วันนี้เสิร์ฟอาหาร Modern European จากเตาถ่าน ส่วนของใหม่คือ Wellness Hub สองชั้นที่รวมฟิตเนส 24 ชั่วโมงกับห้องโยคะไว้ด้วยกัน



