Last Updated: 3 July 2026
ENGLISH SUMMARY
KANT reviews R-HAAN, the two-Michelin-star Thai fine-dining room founded by Piti 'Todd' Bhirombhakdi and chef Chumpol Jangprai to carry Thai cuisine 'from the Thai kitchen to the world.' Built on sustainable Thai wisdom and premium local produce, it held two stars for three straight years (2020–2022) — a review of Thai food raised to a fine-dining experience.

รีวิวร้านอาหารไทยระดับ Michelin Star 2 ดาว![]()
![]()
R-HAAN “ห้วงทำนองแห่งภูมิปัญญาอาหารไทยที่ยั่งยืน”
กานต์ได้มีโอกาสไปรับประทานอาหารร้าน R-HAAN เป็นร้านระดับ Michelin Star ที่ตั้งใจนำเสนอประสบการณ์อาหารไทยแบบ Fine Dining มาครับ
เกี่ยวกับ R-HAAN
จุดเริ่มต้นของร้าน R-HAAN เกิดจากความตั้งใจของคุณต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี ที่ชื่นชอบและรักในอาหารไทย อยากที่จะยกระดับอาหารไทยให้เป็นที่รู้จัก “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ร่วมกับเชฟชุมพล แจ้งไพร สุดยอดเชฟอาหารไทย ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารมาอย่างยาวนาน เพื่อสร้างสรรค์อาหารและวัตถุดิบจากประเทศไทยให้ไปสู่สากล การันตีด้วยคุณภาพและความอร่อย จนทำให้ร้านอาหารได้รับ Michelin Star 2 ดาวมาครองติดต่อกันถึง 3 ปีซ้อน (2020-2022)
แนวคิดและคอนเซปต์
แนวคิดหลักของทางร้าน คือ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ทำให้ทุกเมนูเลือกใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดตามฤดูกาลภายในประเทศเป็นหลัก เช่น ปลาหมึกจากบางตะบูน ไก่เบตง เนื้อโคราชวากิว ฯลฯ จากนั้นนำมาปรุงตามแบบฉบับตำราอาหารไทยแท้โดยใช้เทคนิคแบบสากล
โดยเซ็ทอาหารที่นี่จะเปลี่ยนเมนูทุก 2 เดือนครับ แต่จะคงเมนูข้าวเหนียวมะม่วงกับต้มยำกุ้งเอาไว้ ไม่ว่าเราจะมาช่วงเวลาไหนก็จะมีเสิร์ฟตลอด ผมชอบไอเดียที่นำเครื่อง Syphon Coffee Maker มาใช้ในการกลั่นสมุนไพรเครื่องต้มยำต่าง ๆ ให้ผสมเข้ากับรสของซุปจนออกมาเข้มข้นถึงใจมากครับ
เมนูไฮไลท์
เมนูที่ผมชอบมีอีกหลายจานเลยครับ “ยำผักหวานไข่มดแดง” นำผักหวานป่ามาทำให้เป็นเลเยอร์ ปรุงรสให้เปรี้ยวนิด ออนท๊อปด้วยไข่มดแดงแม่เป้ง กัดเข้าไปจะให้ความรู้สีกหอมหวานมัน ผมว่านี่แหละคาร์เวียร์แบบไทยแท้
“ต้มข่าคาปูชิโน่หมึกหอมบางตะบูน” ก็อร่อยมากครับ เคี่ยวซอสต้มข่าจนเข้มข้นถึงเครื่อง เวลาเสิร์ฟจะเห็นเป็นเลเยอร์ของปลาหมึกที่นำไปตุ๋นกับไวน์ขาวจนนุ่มวางไว้ด้านล่างถ้วย จากนั้นราดด้วยซอสต้มข่า แต่งหน้าด้วยรูปหัวใจคล้ายกับการทำ Latte Art เมนูนี้อร่อยมากครับ
ผมเปรียบ R-HAAN เป็นเหมือนวงมโหรี ที่นำเครื่องดนตรีไทยหลากหลายมาไว้ในวงเดียวกัน ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่า สามารถบรรจงบรรเลงสำรับไทยแต่ละจานออกมาได้ถึงแก่น ถึงรสชาติอร่อย กลมกล่อม จนกลายเป็นห้วงทำนองแห่งภูมิปัญญาอาหารไทยที่ยั่งยืนได้อย่างยอดเยี่ยม
รีวิวนี้กานต์มารับประทานคอร์สอาหารสำรับหน้าร้อน ที่เพิ่งเปิดตัวไปครับ เดี๋ยวจะไล่เรียงไปในแต่ละจานและอธิบายผ่านแคปชั่นรูปด้านในครับ
เมนูที่ร้าน R-HAAN จะปรุงรสตามแบบฉบับตำรับอาหารไทยแท้แต่ใช้เทคนิคแบบสากลครับ
เวลารับประทานเราจึงได้สัมผัสครบทั้ง 5 องค์ประกอบคือวัตถุดิบสดใหม่จากท้องถิ่น เครื่องปรุง ความร้อนในการปรุงอาหารให้สุก ความสมดุลของรสชาติและแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมไทย
จนกลายเป็นคอร์สอาหารที่มีด้วยกันกว่า 18 เมนู ซึ่งสำรับจะถูกเสิร์ฟแยกมาแบบส่วนตัวครับไม่ต้องแชร์กัน
แต่ละเมนูเต็มไปด้วยวัตถุดิบที่บางชนิดผมก็ไม่เคยรับประทานมาก่อน บางชนิดผมเคยทานเมื่อตอนเป็นเด็ก จึงสร้างความตื่นเต้นตั้งแต่แรกเห็น

ร้าน R-HAAN ตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 9 นะครับ ดินเนอร์จะเริ่มเวลา 18.00 น. ผมมาถึงก่อนเวลาเล็กน้อยครับ เผื่อเก็บภาพบรรยากาศภายในร้านมาฝากกัน

ด้านหน้าทางเข้า จะพบกับรูปปั้นของคุณประจวบ ภิรมย์ภักดี ซึ่งเป็นคุณปู่ของคุณต๊อด-ปิติ พร้อมกับข้อความที่ว่า “เราเป็นคนไทย อาหารเย็น ต้องมีน้ำพริก ผักจิ้มในสำรับอาหาร” เรียกได้ว่า ท่านเป็นคนที่รักอาหารไทยมาก

อาหารเริ่มเสิร์ฟแล้วครับ จานแรกเป็น Amuse Bouche สุดเก๋ Welcome to Thailand เสิร์ฟมาในกล่องไม้สีทอง นำเสนอเป็นรูปแผนที่ประเทศไทยทำจากเปลือกลอปสเตอร์ภูเก็ตนำไปบดละเอียด จัดวางอาหารจาก 5 ภาค

Amuse Bouche : Welcome to Thailand จะเริ่มจาก
•”แอ่วเหนือ” เป็นไส้อั่วหมูคุโรบุระน้ำพริกหนุ่ม
•”ยำอีสาน” ใช้ปลาร้าหมัก 18 เดือนทรงเครื่องจากโคราช อบชีสพาเมซานและมอสซาเรลล่าชีสจากเชียงใหม่แล้วรองด้วยข้าวเกรียบ
•”เที่ยวกลาง” เป็นเมนูทอดมันปลากรายปากน้ำโพอาจาดซเฟียทานแล้วเข้ากันดีมากครับ
•”ล่องใต้” จะเป็นไก่เบตงแท้ๆ นำมาย่างซอสกอ
และ
•ปิดท้ายด้วย “พบกันตะวันออก” ใช้เส้นจันทน์มาผัดปูแล้วห่อด้วยแป้งเครปที่ทำจากกุ๋ยช่าย เป็นเมนูที่ทานง่ายทุกคำ

จานสลัดจะเป็นเมนู “ยำผักหวานไข่มดแดง” ที่นี่นำผักหวานป่ามาจากฟาร์มที่นครสวรรค์ใช้หลายส่วนมากเลยครับ เริ่มจากใบผักหวานแก่ ได้นำมาบดทำคอร์โรฟีลเจลลี่ รองไว้ด้านล่าง ชั้นต่อมาจะเป็นอโวคาโด้จากฝาง เชียงใหม่ นำไปบดละเอียด ราดด้วยน้ำยำสมุนไพรโรยด้วยไข่เป็ดจากไชยาดองเกลือจนแข็งแล้วขูดโรยด้านบนเพื่อเพิ่มรสอูมามิ ตกแต่งด้วยยอดผักหวานอ่อน
ส่วน on top จะเป็นไข่มดแดงแม่เป้ง ซึ่งมีราคาสูงมาก ถ้าเราซื้อไข่มดแดงมา 1 กิโลกรัม จะเหลือใช้ปรุงอาหารได้เพียง 1 ขีดเท่านั้น เพราะคัดมาแต่แม่เป้งจริงๆ
ผมอยากเรียกวัตถุดิบเลอค่าชนิดนี้ว่าเป็น Haven Caviar ซึ่งเป็นเมนูที่ผมชอบมาก เพราะเคยทานไข่มดแดงมาตั้งแต่เด็ก กัดเข้าไปจะได้รสมันๆ milky ดีมากเข้ากันกับรสจัดจ้านของน้ำยำสลัดครับ

จานนี้เป็น อาหารเรียกน้ำย่อยจานแรก มีด้วยกัน 3 อย่าง เวลารับประทานจะไล่เรียงจากตรงกลาง เป็นต้มกะทิแห้วจากสุพรรณบุรีหยอดลงในแป้งทองม้วนใบผักชี ท๊อปด้วยไข่ปลาคาร์เวียร์จากโครงการหลวง
ตามด้วย ปลาแห้งแตงโม ที่เหมาะสำหรับรับประทานในช่วงฤดูร้อน โดยเลือกใช้ปลาช่อนแดดเดียวตากแห้งในระบบปิดจากอ่างทอง ซึ่งถือว่าอร่อยที่สุดในประเทศไทย ท๊อปบนแตงโมด้วยน้ำยำคาร์เวียร์ ทานกับหอมแดงสับทอด
คำสุดท้ายด้านบนจะเป็นทอดมันซีฟู๊ดอันดามัน ทำออกมาในรูปแบบ Croquette แต่เป็นไส้แกงคั่วแบบภาคใต้ รสชาติจัดจ้านดีมาก ทำให้อยากรับประทานจานต่อไปในทันที

Appetizer จานที่ 2 เป็นไข่พะโล้แบบโบราณแต่ใช้เทคนิคการสร้างสรรค์สมัยใหม่ เลือกใช้ไข่เป็ดจากชัยนาท ซึ่งมีกระบวนการเลี้ยงแบบอิสระในทุ่งแบบปิด โดยจะนำไข่เป็ดไป Confit ในน้ำมันรำข้าวที่อุณหภูมิ 77 องศา เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อให้ไข่แดงสุกพอดี ส่วนไข่ขาวจะนำไปนึ่งรวมกับเห็ดหอม ฟักทองบด หั่นเป็นเต๋า เสิร์ฟพร้อมกับ Sponge Cake ข้าวไรซ์เบอร์รี่โดยใช้ไมโครเวฟในการ cooking เพียง 1 นาที
แต่ผมว่าทีเด็ดอยู่ที่ซอสที่แหละครับ เป็นครั้งแรกของผมที่ได้ทานไข่พะโล้ไทยแบบไม่มีเครื่องเทศใดๆ ที่เราคุ้นเคย จะมีเพียงสามเกลอคือรากผักชี กระเทียม พริกไทย ผสมกับน้ำตาลอ้อย น้ำตาลมะพร้าว หัวน้ำปลา หัวซีอิ้ว ขาหมู ขาไก่ ใช้เวลาเคี่ยวนานกว่า 4 ชั่วโมงจนกลายเป็นซอสพะโล้ที่หอมและข้น เวลาเสิร์ฟจะค่อยๆ ราดซอสลงไปบนไข่ เวลาทานให้ตัดไข่แดงออกเป็น 4 ส่วน ทานกับซอสสลับกับ Sponge Cake จะเข้ากันดีมาก
จานนี้นอกจากอร่อยแล้วยังจัดจานออกมาได้สวยงามน่ารับประทานมากครับ

เมนูต่อมาเรียกว่าเป็น Chef Journey ผมชอบมากตั้งชื่อว่า “ต้มข่าคาปูชิโน่หมึกหอมบางตะบูน” มีความลงตัวระหว่าง Western Cooking กับ Innovation ผสานเข้ากับตำราอาหารไทย
ที่นี่ใช้ปลาหมึกหอมจากบางตะบูน นำไปตุ๋นกับไวน์ขาว Chenin Blanc ของ PB Valley เขาใหญ่ ไวน์ตัวนี้ผมเคยทานครับจะให้รสชาติกลมกล่อม มีความหอมของกลิ่นดอกไม้เบาๆ ได้ความสดชื่นเพราะผสมน้ำผึ้ง เลมอนและกลิ่นโอ๊ก จึงเหมาะกับซีฟู้ดมาก พอนำมาตุ๋นกับปลาหมึกและดีหมึกจึงไปด้วยกันได้ดี
ส่วนตัวต้มข่า จะใช้มันฝรั่งอ่อนจากลำพูนผสมเข้ามาในต้มข่ารสเข้มข้น ใส่ลงไปในถ้วยที่มีหมึกหอมตุ๋นไวน์รองอยู่ด้านล่างจนกลายเป็นเลเยอร์เหมือนกาแฟคาปูชิโน่ เพิ่มกิมมิคด้วยการวาด Latte Art รูปหัวใจเล็กๆ น่ารักดีครับ เสิร์ฟคู่กับพาเมซานชีสทอดกรอบ

ก่อนจะไปถึง Main Course นั้น ตามหลักของ Fine Dining แล้วจะต้องเสิร์ฟซอร์เบท (Sorbet) หรือไอศกรีมที่ไม่ใช่ครีมมีรสเปรี้ยวนำ เพื่อล้างปากก่อนเสิร์ฟอาหารจานหลักต่อไป
ที่ร้าน R-HAAN เสิร์ฟเป็นซอร์เบทมะขามหวานจากเพชรบูรณ์ ซึ่งผมว่าเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าเป็นแหล่งมะขามหวานที่รสชาติดีที่สุดในประเทศไทย ด้านล่างเป็นเจลลี่พริกเกลือทานแล้วเข้ากันได้ดี ตอนเสิร์ฟจะมีลูกเล่นเล็กน้อย โดยใช้น้ำแข็งแห้งเข้ามาสร้างความตื่นตาตื่นใจในการรับประทาน

Main Course ของที่นี่จะเสิร์ฟเป็นสำรับครับ ซึ่งจะต้องประกอบไปด้วยเครื่องจิ้มคือน้ำพริก แกงและซุป ที่ร้านจะมีให้เลือก 2 แบบครับ ซึ่งคิดเผื่อมาแล้วสำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อและคนที่ไม่ทานเผ็ด
ส่วนน้ำพริกและเครื่องจิ้มจะมีให้เลือกเป็น น้ำพริกไข่ปูเสิร์ฟพร้อมหนวดปลาหมึกทอด หรือหลนปูเสริฟพร้อมไข่เค็ม ส่วนแกงจะเป็น แกงขี้เหล็กเนื้อโคราชวากิว หรือ แกงเผ็ดอกเป็ดออร์แกนิคกับลิ้นจี่

แกงขี้เหล็กเนื้อโคราชวากิวแบบโบราณ เครื่องแกงรสชาติดีเข้มข้น ไม่มีรสขมของยอดขี้เหล็กเลยครับ ส่วนเนื้อคือนุ่มมาก

หลนปูเสิร์ฟพร้อมไข่เค็ม น่าจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่ทานเผ็ด ที่ร้าน R-HAAN จะใช้ปูไข่จากตราดและจันทบุรีนำมาหลนด้วยกะทิสดจนข้น เสิร์ฟพร้อมกับไข่เค็มไชยา
แต่ที่ผมชอบมากคือดีเทลของเครื่องจิ้มครับ ซึ่งผมเคยอ่านจากตำราแม่ครัวหัวป่าก์ ว่าต้องมีทั้งผักต้ม ผักสดและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว จำพวกมะม่วง ชมพู่ ฝรั่งในสำรับเครื่องจิ้มด้วยครับ

ส่วนใครที่ชอบทานรสเผ็ดแนะนำให้เลือกเป็นน้ำพริกไข่ปูเสิร์ฟพร้อมกับหนวดปลาหมึกกะตอยไปทำเป็นแดดเดียวนำไปทอดแล้วรมควันด้วยกาบมะพร้าวหอม
แกงเผ็ดอกเป็ดออร์แกนิคกับลิ้นจี่ ของที่ร้าน R-HAAN เป็นสูตรโบราณซึ่งหาทานได้ยากมีเครื่องเทศมากถึง 8 ชนิด โดยเริ่มจากนำเป็ดไทยไป Sous Vide ก่อนเพื่อให้เนื้อสัมผัสนุ่มจากนั้นค่อยนำมาย่าง
ที่ผมชอบมากอีกอย่างคือน้ำปลาพริกครับ R-HAAN น่าจะเป็นร้านอาหารไทย Fine Dining ร้านเดียวในโลกที่เสิร์ฟน้ำปลาพริกมาด้วยและอร่อยมาก โดยใช้น้ำปลาออร์แกนิคหมักนาน 18 เดือน ซอยพริกขี้หนูสวนได้ละเอียดดีมาก อร่อยจนอยากขอเชฟห่อพริกน้ำปลาเอากลับไปทานต่อที่บ้าน

ซุปจะมีให้เลือกระหว่าง ต้มยำกุ้งแม่น้ำ หรือต้มแซ่บสมุนไพรวากิว ซึ่งความครีเอทจะอยู่ที่การสกัดรสชาติเข้มข้นของเครื่องต้มยำและต้มแซ่บโดยใช้เครื่อง Syphon Coffee Maker ทำให้ได้รสชาติของซุปที่หอมมาก เป็น Innovative Cooking ที่น่าสนใจ
โดยเชฟชุมพลเล่าว่า เป็นคนแรกของโลกที่คิดค้นวิธีการนี้ขึ้นมา ผมได้ลองดมกลิ่นเครื่องสมุนไพรหลังจากที่สกัดออกมาแล้ว ได้กลิ่นที่หอมขึ้นกว่าเดิมมากครับ

ต้มยำกุ้งแม่น้ำสูตรโบราณจะไม่มีน้ำพริกเผา ไม่มีกะทิ ไม่มีนม ไม่มีครีม จึงเป็นน้ำซุปต้มยำที่ใช้หัวกุ้งมาต้มเป็นซุปและมีความข้นด้วยมันกุ้งแท้ๆ ให้รสชาติที่กลมกล่อม
ที่ร้าน R-HAAN ทำแบบรสไม่จัดจ้านมากนะครับจะได้ซดได้คล่องคอมากขึ้น ตัวกุ้งแม่น้ำยอมรับเลยว่าสด เนื้อกุ้งหวานกรอบเด้งดีมากครับจานนี้ชอบ

ต้มแซ่บสมุนไพร ใช้เนื้อวากิวจากโคราชเสิร์ฟเป็น Consomme หรือซุปใสแบบเดียวกันกับต้มยำกุ้ง โดยราดน้ำซุปที่กลั่นสมุนไพรด้วยเครื่อง Syphon ราดลงไปในเนื้อสดที่สไลด์บาง จะได้ซุปเนื้อที่สุกกำลังพอดี มีความหอมหวานและได้ความนุ่มมากครับ
ตอนเสิร์ฟจะมีกิมมิคเล็กๆ ด้วยการซ่อนเอ็นเนื้อตุ๋นเอาไว้ด้านล่างถ้วย เพื่อเพิ่มรสสัมผัสที่หลากหลายในการรับประทาน

ข้าวหอมมะลิใหม่จากทุ่งสัมฤทธิ์ โคราช ผมเข้าใจว่า ข้าวสวยของที่ร้าน R-HAAN ไม่ได้หุงในหม้อใหญ่แล้วคดใส่ถ้วยดินเผาก่อนเสิร์ฟ แต่น่าจะเป็นการหุงทั้งหม้อดินเผานี้ไปเลยครับ เพราะสังเกตได้ว่าข้าวจะติดหม้อดีกว่า ตรงนี้เป็นการตั้งข้อสังเกตของผมเองนะครับ แต่ข้าวเรียงเม็ดสวย หอมนุ่มทานอร่อยมาก

ได้เวลาของ Dessert แล้วครับ จะมีให้เลือก 2 แบบ

ข้าวเหนียวมะม่วง จะเป็นเมนูยืนพื้นมีเสิร์ฟตลอดทั้งปี ความน่าสนใจของเมนูนี้ คือการใช้มะม่วงถึง 3 สายพันธุ์ คือน้ำดอกไม้ มหาชนกและอกร่อง
ส่วนข้าวเหนียวมูนนั้น เป็นข้าวพันธุ์สันป่าตองมาจากเชียงราย ทางร้านนำข้าวมาแช่ ขัดและมูนข้าวเหนียวเองทุกวันครับ เสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีมกะทิ เคียงคู่มากับขนมดอกกุหลาบ สวยงามน่ารับประทานมาก

ส่วนของหวานอีกเมนูที่ให้เราเลือกจะเปลี่ยนไปตามเซ็ทเมนูในแต่ละฤดูกาลครับ ตอนนี้ที่ร้านเสิร์ฟเป็นแตงไทยน้ำกะทิ ของหวานสุดโปรดของเชฟชุมพล เสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีมเนื้อตาล ขนมดอกกุหลาบและขนมเผือก

ส่วนของหวานอีกเมนูที่ให้เราเลือกจะเปลี่ยนไปตามเซ็ทเมนูในแต่ละฤดูกาลครับ ตอนนี้ที่ร้านเสิร์ฟเป็นแตงไทยน้ำกะทิ ของหวานสุดโปรดของเชฟชุมพล เสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีมเนื้อตาล ขนมดอกกุหลาบและขนมเผือก

Petit Four ขนมชิ้นเล็กๆ ที่นิยมเสิร์ฟปิดท้ายมื้ออาหาร จะได้ทานคู่กับชาหรือว่ากาแฟ ในฤดูกาลนี้มีด้วยกัน 4 แบบ คือ ช็อกโกแลต พะโล้ เป็นส่วนผสมที่ผมไม่คิดว่าจะเข้ากันได้ แต่พอกัดลงไป หอมอร่อยมากครับ
ส่วนอีก 3 คำจะเป็นขนมทองชมพูนุช ขนมกล้วยและมัสมั่นอัลมอนด์

ร้าน R-HAAN อยู่ในซอยทองหล่อ 9 นะครับ ตัวร้านดีไซน์ภายนอกดูแล้วมีความร่วมสมัย แต่เมื่อเข้ามาด้านในจะได้กลิ่นอายความเป็นไทยคลาสสิค สูงมากครับ คล้ายกับเรือนไทยภาคกลาง มีการประดับตกแต่งด้วยฝาเรือนไม้ทาสีแดงชาด แขวนอุบะตาข่าย ปูพื้นด้วยไม้สักแท้ ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในเรือนไทย
ห้องที่ผมนั่งรับประทานจะเป็นห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ที่ไว้รองรับแขก VIP จัดที่นั่งได้ประมาณ 20 ท่าน

บรรยากาศเป็นไปแบบสบายๆ พนักงานทักทายยิ้มแย้มแจ่มใส พอแจ้งการจองไปก็ขอให้เรานั่งรอที่เล้าจน์สักครู่ ซึ่งดูโดยรวมแล้วผมชอบมากครับ ไม่ค่อยรู้สึกเกร็ง เหมือนเวลาไปร้านอาหาร Fine Dining อื่นๆ

ภายในร้าน จัดวางโต๊ะที่นั่งไว้แบบหลวมๆ จะได้นั่งรับประทานกันแบบสบายๆ ไม่รู้สึกอึดอัดหรือแน่นจนเกินไป มีทั้งโต๊ะแบบ 1 ที่นั่ง โต๊ะคู่สำหรับ 2 ท่าน โต๊ะกลม 4 ที่นั่ง ประดับตกแต่งด้วยภาพวาดที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นไทยตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เสริมสร้างบรรยากาศของความเป็นร้านอาหารไทยระดับ Michelin Star 2 ดาว

บริเวณโถงทางเข้าร้าน R-HAAN จะเป็น Hall of Fame ที่ประดับด้วยรางวัลต่างๆ ที่ได้รับมามากมายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Michelin Star 1 ดาว ในปีแรกที่เปิดคือ 2019 จากนั้นก็คว้า Michelin Star 2 ดาวติดต่อกันมา 3 ปีคือ 2020-2022
รางวัลร้านอาหารไทยยอดเยี่ยมจากนิตยสาร Bangkok Best Dining & Entertainment และรางวัล 1 ในร้านอาหารชั้นนำในกรุงเทพจากนิตยสาร Tatler และอีกมากมาย ซึ่งต้องบอกว่าร้าน R-HAAN ได้รับรางวัลมาเยอะมากจริงๆ ครับ

คุณต๊อด ปิติ และเชฟชุมพล ตั้งใจให้ร้าน R-HAAN เป็น Wisdom of Thai Cuisine Made in Thailand เพื่อนำเสนอ “ห้วงทำนองแห่งภูมิปัญญาอาหารไทยที่ยั่งยืน” เพราะนอกเหนือไปจากเรื่องการสนับสนุนและคัดสรรวัตถุดิบภายในประเทศไทยมารังสรรค์ผ่านเมนูอาหารแล้ว ยังนำเสนอรสชาติให้เข้าไปได้ถึงแก่นของอาหารไทยแท้ทั้ง 8 รสชาติ คือเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด ขม ฝาด และซ่า
จากการที่ผมได้รับประทานมาในทุกเมนูของฤดูกาลนี้ต้องบอกว่าอาหารของร้าน R-HAAN “ครบเครื่อง ครบรสและกลมกล่อม” จริงๆ ครับ
เรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีของผมที่ได้ร่วมเดินทางไป Journey ทั่วทุกภูมิภาคของไทยไปพร้อมกับเชฟชุมพลและทีมงาน ผ่านจานอาหารที่รังสรรค์มาให้เราได้รับประทานกันครับ
ราคา 3,812++ บาท/ท่าน
สามารถเลือกไวน์แพริ่งคู่อาหารได้ในราคา 3,200++ บาท/ท่าน
ดินเนอร์จะเริ่มเวลา 18.00-22.00 น.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่ www.r-haan.com
อีเมลล์ reservation@r-haan.com
Line @r.haan
โทร 095-141-5524 (ระหว่างเวลา 13.00-16.00 น.



