Thursday 9 July 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  HOTEL
HOTEL·09 Jul 2026

รีวิวโรงแรม Andaz Singapore

Words & Photography · KANT
รีวิวโรงแรม Andaz Singapore — AndazSingapore 4 e
HOTELQuick Facts: รีวิวโรงแรม Andaz Singapore
LocationSingapore
TypeLuxury Hotel
ByKANT
Updated9 Jul 2026

โรงแรมบางแห่งทำให้เราประทับใจตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าห้อง Andaz Singapore เป็นแบบนั้น ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าตึก มันก็มีรายละเอียดให้เราค่อย ๆ สังเกตไปทีละอย่าง

กานต์พักที่นี่มาแล้วพอเข้าใจว่าทำไมหลายคนถึงติดใจจนกลับมาซ้ำ และก็เห็นด้วยว่ายังมีบางจุดที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้

ข้อได้เปรียบที่ชัดที่สุดของ Andaz คือที่ตั้ง โรงแรมเชื่อมตรงกับสถานีรถไฟฟ้า Bugis ที่ชั้นใต้ดิน เราเดินขึ้นลิฟต์จากชานชาลามาถึงล็อบบี้ได้เลยโดยไม่ต้องออกไปโดนแดด จากสนามบินชางงีก็ราวครึ่งชั่วโมง

รอบโรงแรมเป็นย่านที่คึกคักและมีเสน่ห์ที่สุดย่านหนึ่งของสิงคโปร์ เดินไม่กี่นาทีก็ถึง Haji Lane, Arab Street และ Kampong Glam ถัดไปอีกหน่อยเป็น Little India กับย่านศิลปะ Bras Basah ข้าง ๆ ตึกยังมี Atlas บาร์ระดับโลกที่ควรหาโอกาสแวะ ที่นี่อยู่ห่างจาก Orchard กับ Marina Bay ไปบ้าง แต่ก็แลกมากับบรรยากาศย่านเก่าที่มีเสน่ห์กว่า และจะไปไหนในเมืองก็สะดวกอยู่แล้วเพราะมีรถไฟฟ้าอยู่ใต้ตึก

สำหรับกานต์ ถ้าใครมาสิงคโปร์เพื่อดูงานดีไซน์ งานสถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมของย่าน ทำเลแบบนี้ตอบโจทย์กว่าโรงแรมหรูริมอ่าวหลายเท่า

การเช็กอินที่นี่ไม่เหมือนที่อื่น เราต้องขึ้นลิฟต์ตัวแรกไปที่ล็อบบี้ชั้น 25 ก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนไปขึ้นลิฟต์อีกตัวถึงจะถึงห้อง หลายคนงงกับระบบนี้ แต่พอประตูเปิดออกที่ชั้น 25 ก็จะเห็นว่าที่นี่ไม่มีเคาน์เตอร์เช็กอินแบบทางการ มีแต่พนักงานเดินเข้ามาต้อนรับถึงตัว ยื่นเครื่องดื่มเย็น ๆ ให้ แล้วนั่งเช็กอินกันสบาย ๆ เหมือนคุยกันที่โต๊ะกาแฟ กานต์ว่าตรงนี้แหละที่ทำให้ Andaz ดูต่างจากโรงแรมเชนทั่วไปได้ชัดที่สุด

Andaz คือแบรนด์ไลฟ์สไตล์ของ Hyatt ที่ เน้นความเป็น ท้องถิ่น/indigenous เล่าเรื่องย่านที่โรงแรมตั้งอยู่ ที่นี่เปิดปี 2017 เป็น Andaz แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นแห่งที่ 17 ของแบรนด์ มี 342 ห้อง รวมสวีท 26 ห้อง กระจกสูงจรดเพดานทุกห้อง

สำหรับคนที่ชอบนอนโรงแรมดีไซน์เหมือนกานต์ นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ Andaz Singapore น่าพูดถึงครับ ตัวตึก DUO เป็นงานของ Ole Scheeren สถาปนิกชาวเยอรมันที่ออกแบบด้วยการเฉือนมวลอาคารออกเป็นวงโค้งเว้า เพื่อคืนพื้นที่ลานสาธารณะให้เมือง แล้วหุ้มตึกด้วยตะแกรงหกเหลี่ยมลายรังผึ้งที่ช่วยทั้งบังแดดและระบายลม พอยืนมองจากถนน เราจะรู้สึกตัวเล็กเหมือนเป็นช่องเล็ก ๆ ช่องหนึ่งบนตึกใหญ่

พอเข้ามาข้างใน André Fu สถาปนิกคนโปรดของกานต์ ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนไปคนละอย่าง เขาเอาทางเดินแคบ ๆ ที่เกิดจากรูปตึกที่บิดเบี้ยว มาทำให้กลายเป็นเหมือนตรอกในย่านตึกแถว แล้ววางทั้งโรงแรมให้เหมือนย่านเก่าที่ถูกยกขึ้นมาไว้บนตึก

มุมที่เห็นวิธีคิดนี้ชัดที่สุดคือ The Sunroom บนชั้น 25 ที่ Fu บอกว่าเป็นพื้นที่โปรดของเขาเอง เพดานเป็นลายตารางหมากรุกที่ได้แรงบันดาลใจจากสถาปนิก Rudolph Schindler มีเฟิร์นห้อยลงมาเป็นม่านสีเขียว มีชากาแฟและขนมวางให้หยิบฟรีทั้งวัน คุกกี้มะพร้าวของที่นี่อร่อยจนกานต์เข้าใจเลยว่าทำไมแขกประจำถึงพูดถึงมันบ่อย ๆ

ทริปนี้เราพักห้อง 1 King Bed with City View ห้องพักซ่อนลูกเล่นไว้ตั้งแต่หน้าประตู André Fu ทำประตูบานเกล็ดสีมะม่วงสุกแบบตึกแถวเก่า กับตู้จดหมายเล็ก ๆ ที่ซ่อนกริ่งไว้ข้างใน เหมือนเรากำลังจะเข้าบ้านในตรอก แทนที่จะเป็นห้อง 3419 ข้างในเป็นโทนไม้สีน้ำตาลตัดเหลืองมัสตาร์ด ผนังบุไม้สีงาช้างไล่ขึ้นไปจรดเพดาน หน้าต่างเปิดกว้างสูงจรดพื้น มองเห็นอ่าวไกลๆ มินิบาร์เติมของกินของดื่มท้องถิ่นไว้ให้หยิบฟรี รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้ห้องรู้สึกเป็นบ้านมากกว่าที่พัก

มื้อเช้าที่ Alley on 25 คือที่ที่ไอเดียตรอกของ Fu ที่ดูเก๋มาก เพราะเขาไม่ทำห้องบุฟเฟต์ใหญ่ห้องเดียว แต่กระจายอาหารเป็นหลายห้องเชื่อมกันด้วยตรอกเล็ก ๆ เราต้องเดินลัดเลาะไปเก็บของกินทีละอย่าง กว่าจะครบก็เหมือนได้เดินสำรวจตลาดเช้าในย่านเก่า มีสถานีไข่ ชีส น้ำผลไม้ กาแฟ ของกินจากทั่วโลก และเพราะแบ่งเป็นหลายห้อง มันเลยไม่อึกทึกเหมือนบุฟเฟต์โรงแรมใหญ่ทั่วไป

มื้อกลางวันเราทานที่ 5 ON 25 เป็นอาหารกวางตุ้งร่วมสมัยบนชั้น 25 ชอบตรงที่เอาเสาวรสมาเชื่อมจนเป็นสีแดง หวาน หอม เรียกน้ำย่อยได้ดี ส่วนพรีดินเนอร์ เราไปดื่มกันที่ Mr Stork บาร์บนดาดฟ้าชั้น 39 มีกระโจมและเคาน์เตอร์ตั้งอยู่กลางสวนเขตร้อน มองเห็นเมืองได้รอบ 360 องศา ช่วงพระอาทิตย์ตกคือเวลาที่ดีที่สุด ส่วนมื้อค่ำแนะนำเป็นที่ 665°F บนชั้น 38 เป็นสเต๊กเฮาส์ที่ย่างเนื้อและซีฟู้ดด้วยเตา Pira มีห้องไวน์ The Cellar ที่มองออกไปเห็นมารีนาเบย์ เนื้อดีมากครับ

Andaz Singapore น่าจะเหมาะกับคนที่มาสิงคโปร์แล้วอยากได้ทำเลที่เดินเข้าย่านเก่าและขึ้นรถไฟฟ้าได้ทันที ลงตัวกับคนที่สนใจงานดีไซน์และสถาปัตยกรรม และเหมาะกับคนที่ชอบโรงแรมที่มีคาแรกเตอร์มากกว่าโรงแรมหรูที่สมบูรณ์แบบแต่ไม่มีเรื่องเล่า ส่วนคนที่มองหาบริการระดับลักชัวรีที่อบอุ่นสม่ำเสมอทุกจุด หรืออยากได้สปาเต็มรูปแบบ อาจต้องชั่งใจดูสักหน่อย ที่นี่มันจะดูเก๋ๆ มากกว่าหรูหรา

อ่านรีวิวต่อด้านในแคปชั่นได้เลยนะครับ
ดูรายละเอียดห้องพักและจองโรงแรม www.andazsingapore.com
📸✨ ติดตามกานต์ผ่าน IG ได้ที่ www.instagram.com/kant.co.th

Andaz Singapore เป็นโรงแรมในเครือ Hyatt ที่วาง Position ตัวเองให้เป็น Lifestyle Luxury Hotel ซึ่งถ้ามองในมุมของการสร้างแบรนด์ถือว่าทำได้น่าสนใจและเฉียบคมมากครับ แทนที่จะนำเสนอความหรูหราแบบดั้งเดิมที่ดูเข้าถึงยาก โรงแรมกลับเลือกที่จะดึงเอา DNA ของย่านรอบข้างอย่าง Bugis และ Kampong Glam มาเป็นแกนหลักในการออกแบบ

หัวใจของงานสำหรับคนอ่านสาย design คือ André Fu (สตูดิโอ AFSO ฮ่องกง) ที่ Hyatt จ้างมาออกแบบภายใน — คนเดียวกับ The Upper House ฮ่องกง และ Waldorf Astoria Bangkok กานต์ชอบงานของเค้ามาก เดี๋ยวมีตามไปนอนอีกหลายโรงแรมเลย

ทำเลคือพระเอก โรงแรมตั้งอยู่บนจุดตัดทางวัฒนธรรมที่ Kampong Glam, Little India และย่านศิลปะ Bras Basah Bugis มาบรรจบกัน ห่างสนามบินชางงี 20-30 นาที และห่าง CBD แค่ 5 นาที เชื่อมตรงกับสถานี Bugis MRT ผ่านทางเดินใต้ดิน Haji Lane เดินถึง การวางแบรนด์ Vertical City ที่ยกประสบการณ์ street dining ขึ้นไปไว้บนฟ้าจึงสมเหตุสมผลกับทำเลนี้

ตัวโรงแรมตั้งอยู่บนชั้น 25 ถึง 39 ของอาคาร Duo Tower ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวเยอรมัน Ole Scheeren แค่รูปทรงตึกภายนอกก็ดูโดดเด่นล้ำสมัยแล้ว แต่พอเดินเข้ามาข้างใน ประสบการณ์ที่แบรนด์อยากให้เรารู้สึกคือการได้ค้นพบเสน่ห์ของย่านชุมชน ในมุมมองใหม่ที่ถูกยกระดับขึ้นมาบนตึกระฟ้า

รอบๆ โรงแรมมี art วางไว้หลายจุดมาก เหมาะสำหรับคนชอบเสพงานศิลป์

แนวคิดของ Andrey Fu คือภูมิทัศน์แห่งความฝันของทางเดินทอดยาว ที่ดึงเทคนิคและรายละเอียดตกแต่งจากย่านท้องถิ่นเข้ามาแบบแยบยล โดยตีความจากตรอกซอกซอยและตึกแถวของ Kampong Glam–Bugis

ทางเข้าหลักจะอยู่ชั้นบน ถ้าใครนั่งรถมาจะจอดเทียบหน้าประตูพอดี มีป้ายสีทองต้อนรับ

เดินเข้ามาจะเจอพื้นที่ต้อนรับชั้นล่างก่อนนะครับ มีความเก๋ด้วยการใช้โต๊ะกลมดีไซน์โมเดิร์นตั้งอยู่กลางสเปซ ทำให้พนักงานและแขกมีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ จุดเด่นอีกอย่างคือฉากหลังที่เป็นงานศิลปะสิ่งทอสีสันจัดจ้าน ชวนให้นึกถึงความมีชีวิตชีวาและเสน่ห์ของชุมชน Kampong Glam ที่อยู่ใกล้เคียง เป็นการนำบริบทของวัฒนธรรมท้องถิ่นมาตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์น

มีพื้นที่ให้เราได้นั่งรอก่อนเช็คอินหรือหลังเช็คเอ้าท์ จัดวางเหมือนห้องนั่งเล่นส่วนตัว โทนสีอบอุ่นของเฟอร์นิเจอร์ไม้และเบาะหนัง ตัดกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมตารางหกเหลี่ยมด้านนอกที่มองผ่านกระจกบานใหญ่ การเล่นแสงเงาสีวอร์มไลท์สะท้อนกับตู้ไม้บิลต์อิน ยิ่งทำให้มุมนี้ดูมีมิติ เป็นการเบลนด์งานอินทีเรียเข้ากับความล้ำสมัยของเปลือกอาคารได้อย่างลงตัวครับ

พื้นที่ตรงนี้ให้อารมณ์เหมือนเรากำลังเดินอยู่ในอาร์ตแกลเลอรีส่วนตัวเลยครับ การใช้กรอบเสาไม้และแสงไฟสร้างเส้นนำสายตา พุ่งตรงไปที่ประติมากรรมรูปใบหน้าลายเส้นแบบมินิมอลที่ปลายทาง เป็นการจัดวางสเปซที่จงใจเล่นกับจังหวะการเดิน สร้างความรู้สึกสงบและปรับมู้ดของแขกให้ช้าลง ก่อนจะเดินเข้าสู่พื้นที่พักผ่อนส่วนอื่นๆ

โรงแรมมีงานอาร์ตแทรกตัวอยู่ในทุกจุด อย่างงานเพนต์ผนังที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดให้คนมีส่วนร่วมโดยเฉพาะครับ ลวดลายพฤกษศาสตร์สีสันจัดจ้านเว้นพื้นที่ตรงกลางไว้คล้ายรูปหัวใจหรือปีก

โถงลิฟต์ตรงนี้ให้อารมณ์เหมือนเรากำลังเดินอยู่ในอาร์ตแกลเลอรีส่วนตัวเลยครับ การใช้กรอบเสาไม้และแสงไฟสร้างเส้นนำสายตา พุ่งตรงไปที่ประติมากรรมรูปใบหน้าลายเส้นแบบมินิมอลที่ปลายทาง เป็นการจัดวางสเปซที่จงใจเล่นกับจังหวะการเดิน สร้างความรู้สึกสงบและปรับมู้ดของแขกให้ช้าลง ก่อนจะเดินเข้าสู่พื้นที่พักผ่อนส่วนอื่นๆ

ดีไซน์ของโคมไฟนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากโคมไฟถนนยุคเก่า และตะเกียงตามตึกแถว (Shophouse) แบบดั้งเดิม Fu นำมาตีความใหม่ให้ดูโมเดิร์นและมินิมอลขึ้น โดยเลือกใช้แก้วทรงกลมสีขุ่น (Frosted Glass) หรือแก้วสีนม คาดด้วยเส้นสายของโครงโลหะสีบรอนซ์หรือทองเหลืองรมดำ ทำให้ได้วัสดุที่ดูคราฟต์และมีความคลาสสิกแฝงอยู่

เคาน์เตอร์เช็คอินจะอยู่บนชั้น 25 ลักษณะเหมือนกันทุกที่เลยครับ เห็นใจพนักงานอยู่นะต้องยืนทั้งวัน

โถงลิฟต์ไม่ได้สว่างจ้าแบบโรงแรมทั่วไป Fu เลือกใช้แสงนวลอุ่นเพื่อรักษาอารมณ์ตรอกไว้ตั้งแต่ก่อนถึงห้อง

ได้คีย์การ์ดมาละ เราจะขึ้นลิฟต์ไปห้องพักชั้น 34 โถงทางเดินตรงกลางตึกทำเป็น Atrium เปิดโล่งทะลุถึงกันทุกชั้น ดีไซน์เล่นกับรูปทรงเรขาคณิต ตัดกับราวกันตกกระจกใส พอแสงวอร์มไลท์ตกกระทบกับประตูห้องที่เป็นงานไม้ ดูอบอุ่นและมีมิติมากครับ

กิมมิกหน้าห้องพัก เลขห้อง 3419 เป็นป้ายโลหะทองแดงรมดำดูคลาสสิกเหมือนตู้จดหมายหน้าบ้าน ตัวคีย์การ์ดเป็นลายกราฟิกสีสดใส เอามาแตะเข้าห้องกับประตูไม้ที่มีเท็กซ์เจอร์ชัดเจนแล้วดูคอนทราสต์กันแบบสนุกๆ ดี

เปิดเข้ามาจะเจอโซน Walk-in closet และตู้เสื้อผ้าแบบเปิดโล่ง สเปซกว้างพอให้กางกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ได้สบาย ถัดเข้าไปด้านในเป็นโซนห้องน้ำ คุมโทนด้วยงานไม้และกระเบื้องลายหิน ดูสว่างสบายตาครับ

เตียงนอนไซส์ใหญ่ ที่นอนดีมาก ดีที่สุดเท่าที่เคยนอนมา เพราะว่าชอบที่นอนแน่นๆ แบบไม่ยวบ จัดสเปซแบบสมมาตรดูเรียบหรู คุมโทนด้วยสีไม้และแสงไฟวอร์มไลท์ ด้านขวามือมีประตูบานเลื่อนไม้บานใหญ่ที่เปิดเชื่อมพื้นที่กับโซนห้องน้ำได้ ทำให้ห้องดูโปร่งขึ้น

มุมหัวเตียงเน้นความเรียบง่าย คุมโทนด้วยผนังไม้สีอ่อนและเบาะหัวเตียงสีเทา ไฮไลต์คือโคมไฟติดผนังดีไซน์เรโทรที่ให้แสงนวลๆ มีโทรศัพท์และแผงสวิตช์ไฟจัดไว้ใกล้มือ ใช้งานสะดวก

มุมนั่งเล่นในห้อง มีโซฟานุ่มๆ กับโต๊ะไม้กลมที่ความสูงพอดี นั่งพิมพ์งานบนแล็ปท็อปได้เพลินๆ สเปซตรงนี้ลงตัวมากสำหรับการนั่งทำงานชิลๆ ระหว่างทริปครับ

อีกมุมทำงานในห้อง จัดโต๊ะและเก้าอี้ที่นั่งสบายใช้งานได้จริง มีโคมไฟติดผนังไซส์ใหญ่ดีไซน์เก๋คอยให้แสงสว่าง จะนั่งเคลียร์งานหรือจัดระเบียบความคิดมุมนี้ก็เหมาะครับ

มุมมินิบาร์จัดของไว้ให้ครบถ้วน เติมให้ทุกวันฟรี มีเครื่องชงกาแฟ Nespresso กาน้ำร้อน กาน้ำชาใสๆ ส่วนน้ำดื่มเลือกใช้แบบกล่องกระดาษรักษ์โลก พิมพ์ลายกราฟิกสีสันสดใสวางคู่กัน

ลิ้นชักเก็บของตรงมินิบาร์ แบ่งช่องจัดระเบียบไว้อย่างดี มีทั้งแก้วทรงสูง แก้วกาแฟเซรามิก แน่นอนว่าชาต้องแบรนด์ TWG และพวกน้ำตาล ครีมเทียม เตรียมไว้ให้ครบพร้อมชงดื่มได้เลยครับ

วิวจากกระจกบานใหญ่ในห้อง มองออกไปเห็นสกายไลน์ของสิงคโปร์ บริเวณอ่าว และชิงช้าสวรรค์ Singapore Flyer แบบเกือบเต็มตา

หลังเตียงนอนจะเป็นห้องน้ำ เชื่อมต่อกัน มุมอ่างล้างหน้าในห้องน้ำ จุดเด่นต้องยกให้กระจกเงาทรงกลมที่ซ่อนไฟวงแหวนเอาไว้ ดูโมเดิร์นและสว่างชัดเจนดีครับ ตัวเคาน์เตอร์ใช้หินตัดกับผนังลายไม้ ช่วยเบรกความแข็งกระด้างให้ดูอบอุ่นขึ้น

ทางโรงแรมเลือกใช้สบู่และแชมพูของ Byredo กลิ่น Eleventh Hour แบบขวดปั๊ม ผนังกรุด้วยกระเบื้องลายไม้คุมโทนต่อเนื่องมาจากด้านนอกครับ

ทางเข้าโซน Sunroom ครับ ดีไซน์ทำออกมาคล้ายๆ เรือนกระจก ใช้โครงเหล็กสีดำกรุกระจกใส ตัดกับงานไม้และพื้นหินอ่อน ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งและเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งเล่น

รวมมู้ดของโซน Sunroom ในมุมต่างๆ สเปซนี้มีที่นั่งให้เลือกเยอะมาก ทั้งอาร์มแชร์ โซฟา บรรยากาศดูรีแลกซ์สุดๆ แถมมีมุมของว่างและเครื่องดื่มให้เดินไปหยิบได้สบายๆ

ฟีลเหมือนห้องนั่งเล่นหรือห้องทานข้าวที่บ้านเลยครับ โซฟายาวนั่งสบายติดหน้าต่างบานใหญ่ที่รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ มีชั้นวางของประดับเซรามิก ช่วยเติมบรรยากาศให้ดูผ่อนคลาย

บรรยากาศตรงโซนบาร์ช่วงที่แสงสาดเข้ามาสวยพอดี งานบิลต์อินตู้ไม้และชั้นวางขวดเหล้าดูเรียบหรู มีเก้าอี้สตูลทรงสูงให้ไปนั่งจิบเครื่องดื่มแล้วมองวิวเมืองผ่านหน้าต่างบานใหญ่ได้เลย

ก่อนไปนั่งที่รูฟท๊อปบาร์ แวะมานั่งเล่นที่กระโจม Teepee ก่อนครับ เป็นกิมมิกที่ให้ความรู้สึกเหมือนมาแคมป์ปิ้งพักผ่อนกลางสวนบนตึกสูง ได้ความเป็นส่วนตัวและซ่อนตัวจากความวุ่นวายได้ดีเลยครับ

วิวเมืองสิงคโปร์จากมุมสูงได้สวยเลยครับ เราจะเห็นความคอนทราสต์ที่ลงตัวระหว่างตึกสูงสมัยใหม่ กับกลุ่มตึกแถวหลังคาสีส้มในย่านอนุรักษ์อย่าง Kampong Glam แถมยังมองเห็นโดมสีทองของมัสยิดสุลต่านเด่นๆ ด้วย

รูฟท็อปคนเยอะมากครับ คนสิงคโปร์เลิกงานแล้วก็มานั่งชิลๆ รับลมวิวตึกระฟ้า กิมมิกน่ารักๆ คือแก้วค็อกเทลที่ทำเป็นรูปช้าง ถ่ายรูปออกมาแล้วดูมีสไตล์ดีครับ

สั่งอาหารมาทานเล่นระหว่างดื่มเครื่องดื่ม สายของกินน่าจะถูกใจสิ่งนี้ มีทั้งมินิเบอร์เกอร์ ของทอดกรอบๆ สีสันจัดจ้าน แล้วก็เฟรนช์ฟรายส์ราดซอสเยิ้มๆ เหมาะจะสั่งมาแชร์กันตอนนั่งดื่มครับ

รูฟท็อปบาร์ Mr. Stork ในช่วงหัวค่ำ คนก็ยังแน่นมาก เคาน์เตอร์บาร์ออกแบบหลังคาให้มีลักษณะคล้ายกระโจม แสงไฟวอร์มไลท์สีส้มสะท้อนกับโครงสร้างไม้ ตัดกับท้องฟ้ากลางคืนแล้วมู้ดดีมากครับ เหมาะจะมานั่งดริ้งก์รับลมชิลๆ

ทางเดินเข้าห้องอาหาร 665°F ชอบสีแดงเลือดนกแบบนี้ บอกคาแรคเตอร์ร้านได้ชัดเจนเลย มีกิมมิกเป็นรูปวัวอยู่ด้านบนและปลาอยู่ด้านล่าง สื่อถึงคอนเซปต์ร้านที่เน้นสเต๊กเนื้อระดับพรีเมียมและซีฟู้ดคุณภาพสูงนั่นเอง

ทางเดินเข้าห้องอาหาร 665°F บรรยากาศจะดรอปความสว่างลงมา ใช้โทนสีเข้มขรึมอย่างสีเบอร์กันดีตัดกับทองเหลืองและงานไม้ คุมมู้ดให้ดูเท่และคลาสสิก เตรียมปรับอารมณ์ก่อนเข้าสู่มื้ออาหารมื้อพิเศษ

ซุ้มประตูโค้งอิฐแดงที่เชื่อมเข้าสู่ The Cellar ซึ่งเป็นโซนไพรเวทของ 665°F ครับ กิมมิกคือเขาจงใจออกแบบให้เหมือนเรากำลังเดินเข้าไปในห้องเก็บไวน์ใต้ดินสไตล์ยุโรป แต่ถูกยกขึ้นมาไว้บนตึกสูงแทน

บรรยากาศภายในห้องอาหารดีมาก ตกแต่งสวยโคมไฟแก้วทรงกลมแขวนไล่ระดับใต้เพดานไม้ดัดโค้ง มีมุมห้องไพรเวทที่มีโต๊ะยาวและกระจกบานใหญ่รับวิวเมืองเต็มตา มี The Cellar ที่โดดเด่นด้วยเพดานโค้งสีเทอร์ควอยซ์และตู้โชว์ไวน์ ถือเป็นห้องอาหารที่งานอินทีเรียมีเสน่ห์และเก็บดีเทลได้ดีมากๆ ครับ

เราจองไว้เป็นห้อง private นะครับ เงียบสงบดี มีความคุมโทนดูอบอุ่นด้วยผนังกรุไม้และการซ่อนไฟหลืบตามชั้นวางและหลังเบาะที่นั่ง ดูเรียบหรูและให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัว ไม่พลุกพล่านครับ

อาหารมาเป็น 4 คอร์ส มีให้เลือก 2 แบบ เลยสั่งมาลองให้หมดครับ

เริ่มจาก Starter จานบนคือ Blue Swimmer Crab Cake เมนูซิกเนเจอร์ที่นำเนื้อปูม้ามาทำเป็นก้อน ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟคู่กับซอสรสจัดจ้าน

ส่วนจานล่างคือสลัดมะเขือเทศที่น่าจะใช้มะเขือเทศ Momotaro หวานฉ่ำ ทานคู่กับชีสเนื้อเนียน ช่วยเปิดต่อมรับรสได้สดชื่นดีครับ

ซุปดีมากทั้งคู่ ทั้ง Traditional French Onion Soup เมนูคลาสสิกที่เด่นตรงน้ำซุปกระดูกวัวรสชาติลุ่มลึก โปะด้านบนด้วยชีส Gruyère อบจนเยิ้มและเกรียมกำลังดี

อีกถ้วยเป็นซุปข้นสไตล์ Lobster Bisque หรือ Minestrone ที่ทำจากกุ้งมังกร เสิร์ฟพร้อมฟองโฟมนุ่มๆ และเนื้อล็อบสเตอร์ชิ้นโตครับ

เมนคอร์สของที่นี่ทีเด็ดคือเนื้อที่ย่างในเตา Pira Oven ครับ

จานแรกเป็นเนื้อสเต๊กชิ้นหนา น่าจะเป็น Striploin หรือ Tenderloin ย่างมาแบบได้ที่ เสิร์ฟแบบเรียบง่ายพร้อมกระเทียมย่าง พริก และหน่อไม้ฝรั่ง

ส่วนอีกจานอลังการมาก เป็นเนื้อติดกระดูกชิ้นโตย่างมาฉ่ำๆ ท็อปด้วยซอสหรือเนยเยิ้มๆ รสชาติเข้มข้นสะใจสายเนื้อแน่นอน

จบของคาวก็ต้องต่อของหวาน จานแรกคือ Lemon Tart เปรี้ยวอมหวาน ท็อปด้วยเมอแรงก์เบิร์นไฟลวดลายสวยงาม เสิร์ฟพร้อมไอศกรีม อีกจานคือเค้กช็อกโกแลตลาวา เนื้อเข้มข้น ทานคู่กับไอศกรีมและผลไม้คอมโพต อร่อยลงตัวครับ

สั่งไวน์แดงมาจิบคู่กับเนื้อเข้ากันได้ดีมาก

ก่อนกลับขอแวะผ่านไปดูฟิตเนสสักหน่อยฟิตเนสมีขนาดไม่ใหญ่เท่าไหร่นะ

แต่ด้วยความที่สิงคโปร์เป็นเมืองที่มีฟิตเนสกระจายอยู่ทั่วประเทศก็เลยทำให้อาจจะไม่ต้องมีฟิตเนสที่ใหญ่โตมาก เพราะสังเกตว่าไป 2 ครั้ง ก็ไม่มีแขกเลย

มื้อเช้าเราคือไฮไลต์เลยครับ Alley on 25 ห้องอาหารใหญ่ ซอยแยกออกเป็นหลายห้อง แยกร้านอาหารเป็นเจ็ดหลังที่หน้าตาต่างกัน เดินวนไปเรื่อย ๆ ก็เจอมุมใหม่ทีละมุม ทั้งส่วนของอาหารและโซนที่นั่งที่กระจายกันไป ช่วงแน่นจะเป็นหลัง 8 โมงครับ แขกลงมาทานอาหารเช้าเยอะมาก

มุมที่นั่งทานอาหารมุมนี้ดึงดูดสายตาด้วยงานเพนต์ผนังสีสันสดใส เล่าเรื่องราววิถีชีวิตของคนสิงคโปร์ ตัดกับโต๊ะไม้สีดำและเก้าอี้สาน ทำให้สเปซดูสนุกและมีลูกเล่น ไม่น่าเบื่อครับ

ไลน์อาหารร้อนจัดสเตชั่นได้น่าสนใจครับ มีลูกเล่นใช้โคมไฟทรงแคปซูลแขวนเรียงกัน ด้านล่างมีหม้ออุ่นอาหารสีสันจัดจ้านเรียงราย แถมยังเอาพวกกระป๋องซอสมะเขือเทศกับโหลเครื่องเทศมาจัดวางเป็นพร็อพให้ดูมีชีวิตชีวาเหมือนเดินเข้ามาในครัวจริงๆ

โซนนี้จัดวางพวกของเย็นได้ดูสะอาดตาและเป็นระเบียบมาก ใช้ตู้แช่กระจกบานใหญ่เก็บพวกโคลด์คัท สลัด และโยเกิร์ต ส่วนตรงกลางทำเป็นเคาน์เตอร์วางผลไม้สดและชามเซรามิก จัดสเปซได้ชวนให้เดินไปหยิบของมากครับ

สเตชั่นนี้คือมุม Asian Delights และ Auntie’s Laksa ตกแต่งด้วยโคมไฟทองแดงส่องสว่างลงมาที่ชามลวดลายสไตล์เอเชียและเครื่องปรุงต่างๆ ดูขลังและกระตุ้นความอยากอาหารได้ดีทีเดียวครับ อย่าลืมลอง Laksa

มุมนั่งทานอาหารเช้าจะอยู่ลึกเข้าไปด้านในทำให้ค่อนข้างเงียบสงบ ดู Cozy ดีครับ เป็นเบาะโซฟาโค้งเข้ามุม นั่งสบายๆ จิบกาแฟยามเช้าพร้อมอาหารเต็มโต๊ะ ฉากหลังมีดีเทลตกแต่งเก๋ๆ อย่างผ้ากันเปื้อนยีนส์แขวนประดับผนังไว้ด้วย

รูปนี้รวมไฮไลต์อาหารเช้าไว้เพียบเลยครับ เผื่อใครสายกิน มีทั้งมุมเบเกอรี่ที่มีขนมอบหลากหลาย โซนอาหารท้องถิ่นอย่างนาซิเลอมัก มุมชีสบอร์ดที่มาพร้อมรังผึ้งสดๆ สเตชั่นหั่นแฮม โซนทำลักซาแบบชามต่อชาม และที่เก๋สุดคือเครื่องคั้นน้ำส้มสดที่ให้เรากดเองได้เลย

มุมนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบความสว่างและสดชื่น เป็นโต๊ะริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองออกไปเห็นพื้นที่สีเขียวด้านนอก นั่งทานไส้กรอก ไข่ดาว พร้อมเช็กข่าวสารในมือถือไปด้วย ได้บรรยากาศยามเช้าที่ชิลสุดๆ

สระว่ายน้ำเป็นสระ infinity อยู่ชั้น 25 ติดกับห้องอาหาร มองออกไปเห็นเส้นขอบฟ้าของเมืองและอาคารต่างๆ สระว่ายน้ำขนาดไม่ใหญ่แต่คนก็ไม่แน่น มีสระเด็กแยกด้วย ข้อควรรู้คือพอฟ้าเริ่มร้องเมื่อไหร่ ทางโรงแรมจะปิดสระทันที เพราะสิงคโปร์ฟ้าผ่าบ่อย ทั่วอาคารก็จะมีป้ายเตือนบอกอยู่หลายๆ จุด

มื้อกลางวันก่อนกลับ แวะมาทานที่ร้านอาหาร 5 ON 25 (五悦亭) เป็นห้องอาหารจีนกวางตุ้งสไตล์โมเดิร์นที่ตั้งอยู่บนชั้น 25 ของโรงแรม Andaz Singapore ครับ งานดีไซน์และการนำเสนอเมนูของที่นี่จะมีความร่วมสมัยแต่ยังคงรสชาติดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างดี

เมื่อมาถึงพนักงานก็จะรินชาร้อนให้ก่อนตามสไตล์ร้านอาหารจีน กาเซรามิกเพนต์ลายดอกไม้จีนสวยมาก ถ้าใครไม่ชอบชาร้อนเหมือนกานต์ อยากแนะนำให้สั่ง Sparkling Tea ที่ทางร้านทำเองครับ รู้สึกดีเพราะมันซ่าๆ กานต์ว่าเป็นการจับคู่เครื่องดื่มที่ช่วยตัดเลี่ยนระหว่างมื้อได้ดีครับ

เมนูจานแรกเป็นของว่างเรียกน้ำย่อย (Appetizer) เสิร์ฟมาในถ้วยเล็กใบฝั่งซ้ายคือ ขานกกระทาทอดพริกเกลือ (Crispy Australian Jumbo Quail Legs) ส่วนถ้วยขวาคือ เปลือกเสาวรสหมักน้ำผึ้งดอกไม้ (Marinated Passion Fruit Peel) รสชาติเปรี้ยวอมหวานช่วยเปิดต่อมรับรส

เปลือกเสาวรสที่เอาไป Marinade ทีแรกนึกว่ามะเขือเทศ กินแล้วไม่รู้เลย เพราะมันหวานหอมมาก ด้วยน้ำหม้กซึ่งเชฟไม่ยอมบอกว่าใช้อะไร

ต่อมาเป็นซุปปลาสไตล์ฮ่องกง นวลๆ ลื่นคอดี ในซุปมีส่วนผสมพรีเมียมอย่างปลาหิมะ ปลิงทะเล และกระเพาะปลา ท็อปด้านบนด้วยแผ่นแป้งกรอบและผักชี

ข้าวต้มซุปล็อบสเตอร์สไตล์ฮ่องกง หรือ เป่าฟาน (Pao Fan) ตัวน้ำซุปล็อบสเตอร์สีส้มทองเข้มข้นจากการเคี่ยวเคียงคู่มากับเนื้อล็อบสเตอร์ชิ้นโตตรงกลาง โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย ชามนี้อร่อยมาก

ส่วนตัวเป็นคนชอบทานล็อบสเตอร์อยู่แล้ว พอเอามาเคี่ยวทำเป็นซุปข้าวต้มยิ่งอร่อยเว่อร์

เมนูจานหลักเป็น ปลาหิมะทอดราดซีอิ๊ว (Crispy-Fried Black Cod Fillet) เสิร์ฟพร้อมผักคะน้าฮ่องกง (Kai Lan) และต้นหอมซอย เนื้อปลาทอดมาจนผิวข้างนอกกรอบแต่เนื้อข้างในยังนุ่มชุ่มฉ่ำ ซอสเหมือนซอสน้ำมันหอยกลมกล่อม

มะม่วงสาคูส้มโอ (Mango Sago Pomelo) รสชาติหวานนวลชื่นใจ คลายความคิดถึงบ้านไปได้นิดนึง (พูดเหมือนมาอยู่นาน) เสิร์ฟพร้อม Petit Four แบบจีนโมเดิร์น

ก่อนกลับมีกิมมิคเล็กน้อย มีกล่อง Express Checkout มาตั้งไว้หน้าลิฟต์ ดีไซน์เหมือนตู้ไปรษณีย์ น่ารักดีครับ หย่อนคีย์การ์ดลงในกล่องได้เลย

โดยรวมแล้วถือเป็นการเข้าพักที่ลงตัว ได้ซึมซับการเล่าเรื่องของแบรนด์ผ่านสถาปัตยกรรม รสชาติอาหาร และการบริการที่ลื่นไหล แม้จะไม่ดูพินอบพิเทา แต่ก็เป็นสไตล์แบบ Andaz เค้าล่ะเนอะ

Kant.
Bulletin A weekly dispatch, considered.
KANT BRIEF

Curated, Every Sunday.