Wednesday 19 August 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  HOTEL  ·  AROUND THE WORLD  ·  19 Aug 2026

รีวิวโรงแรม Andaz Tokyo Toranomon Hills โรงแรมวิวโตเกียวทาวเวอร์

กานต์พัก Andaz Tokyo Toranomon Hills สามคืน โรงแรม Andaz แห่งแรกของญี่ปุ่น บนชั้น 47–52 ของตึก Mori Building สูง 247 เมตร เช็กอินชั้น 51 ไม่มีเคาน์เตอร์ ห้อง Tower View เห็น Tokyo Tower เต็มบานกระจก

Words & Photography ·
กานต์ในยูกาตะมองออกไปยัง Tokyo Tower จากห้องพัก Andaz Tokyo
HOTELQuick Facts: รีวิวโรงแรม Andaz Tokyo Toranomon Hills โรงแรมวิวโตเกียวทาวเวอร์
LocationTokyo, Japan
TypeLuxury Hotel
KANT Rating4.7/5
ByKANT
Updated19 Aug 2026

ENGLISH SUMMARY

Andaz Tokyo Toranomon Hills is the first Andaz in Japan, opened on 11 June 2014 across floors 47 to 52 of Toranomon Hills Mori Tower, a 52-storey, 247-metre building by Nikken Sekkei that Mori Building used to convert the quiet Toranomon office district into an international business and lifestyle quarter. The hotel has 164 rooms including 8 suites. There is no reception counter: guests ride to the Andaz Lounge on level 51 and are checked in by a host on a tablet. Interiors are a two-hand job — Tony Chi & Associates handled the lobby, guest rooms and restaurants, while Shinichiro Ogata of SIMPLICITY took the level 52 Rooftop Bar, the level 37 AO Spa & Club and the Chapel. The whole palette runs on four materials: washi, Hokkaido walnut, matte basalt and bronze, with lighting by David Singer and Minako Koyama kept deliberately low so the washi diffuses it. A 1 King Bed Tower View room measures 50 sqm with a deep round soaking tub, Toto sanitaryware and Byredo amenities. The property connects directly to two subway lines, Toranomon Hills on the Hibiya line and Toranomon on the Ginza line. KANT rates it 4.7 out of 5, the only deduction being a breakfast menu that does not rotate much across a multi-night stay.

สรุปตรง

Andaz Tokyo Toranomon Hills คือ Andaz แห่งแรกของญี่ปุ่น เปิดเมื่อ 11 มิถุนายน 2014 อยู่บนชั้น 47–52 ของ Toranomon Hills Mori Tower อาคาร 52 ชั้น สูง 247 เมตร ที่ Mori Building ใช้เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนย่านโทราโนมอน มีห้องพัก 164 ห้อง รวม 8 สวีท เช็กอินที่ Andaz Lounge ชั้น 51 โดยไม่มีเคาน์เตอร์ต้อนรับ อินทีเรียเป็นงานสองมือ Tony Chi & Associates ดูแลล็อบบี้ ห้องพัก และห้องอาหาร ส่วน Shinichiro Ogata แห่ง SIMPLICITY ดูแล Rooftop Bar ชั้น 52, AO Spa & Club ชั้น 37 และ Chapel วัสดุหลักทั้งโรงแรมมีแค่สี่อย่าง คือ Washi ไม้วอลนัต หินบะซอลต์ และบรอนซ์ ห้อง Tower View ขนาด 50 ตารางเมตร มองเห็น Tokyo Tower เต็มบานกระจก ทำเลเดินเชื่อมรถไฟใต้ดินสองสาย คือ Toranomon Hills สาย Hibiya และ Toranomon สาย Ginza กานต์ให้ 4.7 เต็ม 5

Tokyo เป็นเมืองที่มีโรงแรมดีมากจนการบอกว่าโรงแรมแห่งหนึ่ง “หรู” หรือ “บริการดี” แทบไม่มีความหมายอะไรแล้ว โดยเฉพาะในระดับ Luxury การตัดสินใจเลือกโรงแรมจึงไม่ควรจบอยู่ที่จำนวนดาว ชื่อแบรนด์ หรือห้องพักมีขนาดกี่ตารางเมตร แต่ควรถามให้ลึกลงไปอีกว่า โรงแรมแห่งนั้นมี character ของตัวเองมากพอหรือไม่ และหลังจากเดินทางกลับแล้ว เราจะยังจำอะไรเกี่ยวกับมันได้

สำหรับ Andaz Tokyo Toranomon Hills คำตอบของกานต์คือ ประทับใจหลายอย่าง ไม่ใช่เพียง Tokyo Tower ที่มองเห็นจากห้องพัก แต่รวมถึงวิธีที่โรงแรมพาเราเคลื่อนตัวจากพื้นดินขึ้นไปอยู่เหนือเมือง วิธีที่แสงธรรมชาติถูกใช้กับพื้นที่ส่วนกลาง รายละเอียดของไม้และกระดาษวาชิ การนั่งดู Tokyo ค่อย ๆ เปลี่ยนจากเมืองธุรกิจในตอนกลางวันเป็น sea of lights ในยามค่ำ รวมถึงการที่โรงแรมสามารถทำให้การอยู่ในอาคารสูงเกือบ 250 เมตรยังรู้สึกอบอุ่นได้

ซัมเมอร์โตเกียวทริปนี้ กานต์พักที่ Andaz Tokyo Toranomon Hills คำนี้ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “ประตูเสือ” เพราะเคยเป็นประตูใต้สุดของปราสาทเอโดะ ที่นี่เป็น Andaz แห่งแรกในญี่ปุ่น เปิดตั้งแต่ปี 2014 กินพื้นที่ชั้นบนสุดของตึก Toranomon Hills ตึกเรือธงของ Mori Building มี 164 ห้อง รวม 8 สวีท

คำว่า Andaz แปลว่า Personal Style ในภาษาฮินดี แบรนด์นี้เลยไม่มีเคาน์เตอร์เช็กอินแบบเดิม แต่ใช้ Host ยืนเช็กอินให้เราแทน เก๋มาก

ตึกเดียวที่เป็นเมืองทั้งเมือง — Toranomon Hills Mori Tower

นี่เป็นหนึ่งใน design decisions ที่ดีที่สุดของโรงแรม เพราะ Andaz เข้าใจว่า การ “มาถึง” สามารถถูกออกแบบใหม่ได้ โรงแรมทั่วไปอาจทำให้เรารู้สึกว่า “เราเข้ามาในโรงแรมแล้ว” แต่ Andaz Tokyo ทำตรงกันข้าม มันทำให้เรารู้สึกว่า เรากำลังเริ่มต้นอีกโลกหนึ่ง

สิ่งที่สัมผัสได้ตั้งแต่ arrival แทนที่จะมี lobby grand scale ที่ระดับถนนเหมือนโรงแรม Luxury แบบ traditional ผู้เข้าพักจะขึ้นไปยัง Andaz Lounge บนชั้น 51 เพื่อ check-in โดยไม่มีเคาน์เตอร์ Reception ขนาดใหญ่ที่สร้างระยะห่างระหว่าง staff กับ guest แต่ให้การต้อนรับเกิดขึ้นในพื้นที่ lounge ซึ่งมีบรรยากาศคล้าย private living room มากกว่า hotel lobby กานต์มองว่านี่เป็นหนึ่งใน design decisions ที่ดีที่สุดของโรงแรม

Toranomon Hills Mori Tower ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นมากกว่า skyscraper โดยรวมสำนักงาน residence hotel retail conference facilities และพื้นที่สีเขียวเข้าไว้ในโครงการเดียวกัน และใช้แนวคิด multi-level road system เพื่อเชื่อมโครงสร้างเมืองกับถนน Loop Road No.2

Andaz Tokyo เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2014 ในฐานะ Andaz แห่งแรกในญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนชั้น 47–52 ของ Toranomon Hills Mori Tower ซึ่งเป็นอาคารสูง 52 ชั้น ความสูง 247 เมตร ออกแบบโดย Nikken Sekkei และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ mixed-use ขนาดใหญ่ที่ Mori Building ใช้เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงย่าน Toranomon ให้กลายเป็น international business and lifestyle district

อาคาร Toranomon Hills Mori Tower สูง 52 ชั้น ที่ตั้งของ Andaz Tokyo

เราไม่ได้เพียง “มอง Tokyo” แต่กำลังอยู่ในฉากหนึ่งของ Tokyo นี่คือสิ่งที่ทำให้ Andaz แตกต่างจากโรงแรมที่มีวิวดีทั่วไป เริ่มตั้งแต่โถงทางเข้า

โถงทางเข้า Andaz Tokyo ที่เรียงโคมไฟสองข้างทางเดิน

ไฟดวงเล็กดวงน้อยที่ประดับ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและต้อนรับด้วยงานศิลปะและแสงไฟที่จัดวางอย่างพอเหมาะ

ทางเดิน Art Gallery ของ Andaz Tokyo กับงานศิลปะสีจัด
ประติมากรรมตัวอักษร ANDAZ ในโถงทางเข้าโรงแรม

เราขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 51 นี่คือการเปลี่ยนผ่านความรู้สึก (Transition) ที่ยอดเยี่ยม ภายในลิฟต์ตกแต่งด้วยงานกระดาษวาชิที่ปั๊มลวดลายแบบสามมิติ เล่นกับแสงเงาที่เปลี่ยนไปตามการเคลื่อนที่ แค่ช่วงเวลาไม่กี่วินาทีในลิฟต์ก็เป็นการปรับมู้ดของเราให้พร้อมรับกับสเปซด้านบนแล้ว

งานกระดาษวาชิปั๊มลวดลายสามมิติภายในลิฟต์ Andaz Tokyo

Washi กับ Origami — วัสดุชิ้นเดียวที่ทำหน้าที่เป็นเส้นเรื่อง

หนึ่งในเหตุผลที่ผมคิดว่า Andaz Tokyo ยังน่าสนใจหลังเปิดมาแล้วมากกว่า 10 ปี คือ งานออกแบบของมันไม่ได้พยายามวิ่งตาม trend Interior design ของโรงแรมได้รับการดูแลโดย Tony Chi & Associates และ Shinichiro Ogata แห่ง SIMPLICITY โดยแนวทางสำคัญคือการใช้ natural materials และ Japanese craftsmanship มากกว่าการเอา traditional Japanese motifs มาตกแต่งอย่างตรงไปตรงมา

โถงมืดกับประติมากรรมบรอนซ์และแผงไฟวาชิของ Andaz Tokyo

สิ่งที่กานต์ชอบที่สุดคือเกมดีไซน์สองมือ Tony Chi มาออกแบบล็อบบี้ ห้องพัก และร้านอาหาร ส่วน Shinichiro Ogata แห่ง SIMPLICITY ซึ่งเป็นดีไซเนอร์ที่เป็นเชฟด้วย ดูแลส่วน Rooftop Bar, สปา, และ Chapel สองสำเนียงในตึกเดียว แต่พูดภาษา “Made in Japan” เหมือนกัน

หัวใจของงานออกแบบชิ้นนี้คือ Washi และเป็นแนวคิดตั้งต้นที่ Chi ใช้มัน ไอเดียไม่ได้มาจากสถาปัตยกรรม แต่มาจาก Origami คือศิลปะการพับกระดาษที่การพับแต่ละครั้งสร้างรูปทรงใหม่ขึ้นมาหนึ่งรูป จากนั้นเอาตรรกะการพับนั้นมาออกแบบการเดินของแขก ตั้งแต่ Porte-Cochère พาเดินต่อไปตามทางเดิน Art Gallery เข้าไปอยู่ในตู้ลิฟต์ แล้วโผล่ออกไปรอในแต่ละพื้นที่ด้านบน

กานต์ว่าตรงนี้แหละที่โรงแรมทั่วไปทำไม่ถึง เพราะส่วนใหญ่เลือกวัสดุสวยแล้ววางกระจายให้ทั่ว แล้วจบที่การตกแต่ง แต่ Chi ใช้วัสดุชิ้นเดียวทำหน้าที่เป็นเส้นเรื่อง เพราะเราไม่ได้เดินผ่านห้องสวยหลายห้องต่อกัน แต่กำลังเดินไปตามกระดาษแผ่นเดียวที่ค่อย ๆ พับตัวเปลี่ยนรูปไปเรื่อย ๆ

ตรรกะนี้ตรงกับ 露地 หรือทางเดินเข้าเรือนน้ำชา ที่ให้ความสำคัญกับการค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพจิตใจของแขกระหว่างทาง มากกว่าปลายทางครับ ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องความยับยั้งชั่งใจล้วน ๆ

พาเลตต์ทั้งโรงแรมมีวัสดุหลักแค่สี่อย่าง Washi กระจายแสง ไม้ให้ผิวอุ่นและลายที่มือจำได้ ไม้วอลนัต หินบะซอลต์เป็นหินภูเขาไฟผิวด้าน ให้ความเย็นและน้ำหนัก และบรอนซ์เป็นตัวสะท้อนแสงตัวเดียวในนี้ เอามาวางด้วยกันมันสวยมาก งานแสงที่ David Singer กับ Minako Koyama วางไว้ก็เดินตามหลักเดียวกัน คือกดค่าความสว่างลงต่ำ แล้วปล่อยให้ Washi ทำหน้าที่เกลี่ยแสงแทนโคมครับ

ในยุคที่หลายโรงแรมใช้คำว่า “Japanese-inspired” จนแทบไม่มีความหมาย Andaz Tokyo กลับเลือกภาษาที่ subtle กว่านั้น ไม่ว่าจะเป็น วาชิ ไม้ พื้นผิว สัดส่วน แสง partition และงานฝีมือ ทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความรู้สึกแบบญี่ปุ่น โดยไม่จำเป็นต้องบอกแขกซ้ำ ๆ ว่า “นี่คือญี่ปุ่น”

แผงไฟทรงโชจิที่กระจายแสงผ่านกระดาษวาชิ

นี่คือความต่างระหว่าง Japanese decoration กับ Japanese design thinking และเป็นเหตุผลว่าทำไม interior ของ Andaz Tokyo แม้จะมีอายุถึง 12 ปีในปี 2026 แต่ยังดูมีบุคลิก เพราะโรงแรมไม่ได้ออกแบบให้ “ทันสมัยที่สุด” แต่มันถูกออกแบบให้ ไม่ต้องทันสมัยตลอดเวลา

เช็กอินที่ชั้น 51 โดยไม่มีเคาน์เตอร์

เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้น 51 สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจที่สุดคือการที่โรงแรมกล้าหาญมากพอที่จะทลายกรอบเดิมๆ ของการทำโรงแรมระดับท็อปทิ้งไปจนหมด ที่นี่ไม่มีเคาน์เตอร์ต้อนรับตัวใหญ่ๆ หรือแถวคิวเช็กอินที่ดูเป็นทางการ

จุดต้อนรับชั้น 51 ของ Andaz Tokyo ที่ไม่มีเคาน์เตอร์เช็กอิน

โฮสต์ในชุดที่ดูแคชชวลแต่เนี้ยบจะเดินเข้ามาทักทายและพาเราไปนั่งพักที่ Andaz Lounge สั่งเครื่องดื่มเย็นๆ มาให้ แล้วจัดการขั้นตอนทุกอย่างผ่านแท็บเล็ตอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว

ฉากกั้นไม้กับแผงไฟวาชิและงานประติมากรรมกระต่ายใน Andaz Lounge

บรรยากาศใน Andaz Lounge มันช่างผ่อนคลายเหมือนเราแวะมาเพนต์เฮาส์ของเพื่อนที่มีเทสต์การใช้ชีวิตดีๆ มากกว่าการมาทำธุรกรรมเพื่อขอเข้าพัก นี่คือการทำลายกำแพงระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ซึ่งเป็นแก่นแท้ของแบรนด์ Andaz ที่ต้องการให้แขกรู้สึกถึงความเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด

มุมนั่งเล่นใน Andaz Lounge ชั้น 51

Andaz Lounge มีบริการเครื่องดื่ม ขนม ชา กาแฟ สั่งได้ตลอดทั้งวัน และช่วงเย็น 5 โมงจนถึงหนึ่งทุ่มจะมีฟรีโฟลว์ ให้เราดื่ม

Andaz Lounge ยามค่ำกับโต๊ะไม้ยาวและวิวเมืองโตเกียว

Evening Social ที่เลานจ์ในช่วงเย็นของทุกวัน ที่นี่จะเสิร์ฟไวน์ สาเก และคานาเป้ให้แขกทุกคนได้มานั่งทานฟรี มันไม่ใช่แค่การแจกของฟรี แต่มันคือกลยุทธ์ในการสร้างคอมมูนิตี้และดึงคนให้ออกมาจากห้องพัก เพื่อมาสัมผัสบรรยากาศยามเย็น สัมผัสแสงสีส้มที่สาดส่องเข้ามาในเลานจ์ และเกิดการปฏิสัมพันธ์กัน เป็นประสบการณ์ที่ทำให้โรงแรมมีชีวิตชีวา ไม่แข็งกระด้าง

Evening Social ที่ Andaz Lounge เสิร์ฟไวน์และคานาเป้

ด้านในจัดวางโต๊ะไม้จริงและเก้าอี้ กระจายไปในหลายจุดแบบหลวมๆ ทำให้ดูผ่อนคลาย ไม่อึดอัด เราชอบตรงที่มีมุมส่วนตัวให้นั่ง สำหรับพักผ่อน หรือแวะจิบเครื่องดื่มเย็นๆ หลังกลับจากเดินช้อปปิ้งมา

โต๊ะไม้จริงและเก้าอี้กระจายตัวใน Andaz Lounge

ในมุมของการออกแบบภายใน การดึงตัว Tony Chi ดีไซเนอร์ระดับโลกชาวไต้หวัน-อเมริกัน มาทำงานร่วมกับ Shinichiro Ogata สถาปนิกชาวญี่ปุ่น คือความชาญฉลาดในการผสานมุมมองแบบตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน ทั้งสองคนตีความรากเหง้าของวัฒนธรรมญี่ปุ่นออกมาใหม่ให้มีความเป็นสากลและร่วมสมัย

เคาน์เตอร์ไม้แผ่นเดียวใน Andaz Lounge ของ Andaz Tokyo

พวกเขาไม่ได้ยกเอาความเป็นญี่ปุ่นแบบเดิมๆ มาวางโต้งๆ แต่ใช้วิธีถอดรหัสวัสดุและเส้นสาย แล้วนำมาประกอบร่างใหม่

วัสดุหลักทั้งโรงแรมจึงเป็นวอชิ ไม้วอลนัต หินอ่อนขัด ปูนฉาบ ทองแดง ห้องพักใช้ระบบแผงกั้นที่ยกตรรกะมาจากโชจิ แบ่งส่วนนอนออกจากส่วนนั่งเล่นโดยไม่ต้องก่อผนังทึบ

ห้องพัก 1 King Bed, Tower View บนชั้น 47

ห้องพักเราอยู่ชั้น 47 โถงทางเดินระหว่างลิฟต์สวยมาก เป็นมุมที่ดูเรียบง่าย มีมิติ

โถงทางเดินระหว่างลิฟต์ชั้น 47 ของ Andaz Tokyo
ทางเดินชั้นห้องพักที่เปิดปลายทางออกสู่แสงธรรมชาติ

ห้องที่ผมพักเป็น 1 King Bed, Tower View ออกแบบด้วย natural materials, Japanese-inspired partitions, deep soaking tub และหน้าต่างกว้างที่เปิดมุมมองไปยัง Tokyo Tower

ป้ายเลขห้อง 4725 หน้าห้องพัก Tower View ของ Andaz Tokyo

ข้อมูลทางการของ Andaz ระบุว่าห้องนี้มีขนาด 50 ตารางเมตร อาจฟังดูไม่ได้ใหญ่มากสำหรับโรงแรม luxury ในเมืองใหญ่ แต่ใน Tokyo นี่ถือว่าเป็นขนาดที่ดีมาก

ที่สำคัญกว่าพื้นที่คือ การจัดวางพื้นที่ เพราะห้องไม่ได้พยายามเอาทุกอย่างมายัดไว้ในพื้นที่เดียว มันมีจังหวะของ bedroom, work / living space และ bathroom ที่ทำให้เกิด perception ของพื้นที่มากกว่าตัวเลข 50 ตารางเมตร อย่างด้านหน้าห้องตรงนี้ก็เป็นเก้าอี้สำหรับสวมรองเท้าก่อนออกจากห้อง

ทางเข้าห้องพักกับเก้าอี้พับสำหรับสวมรองเท้า

เลย์เอาต์ของห้องถูกคิดมาแบบคนเข้าใจอินทีเรียดีไซน์ที่เน้นการไหลเวียนของพื้นที่ (Fluidity) โทนห้องเป็นผนังไม้ทาสีขาว พรมสีเขียวอ่อน หินอ่อนสีคาปูชิโน เก้าอี้หนังสีแดงคั่นไว้จุดเดียว

ห้อง 1 King Bed Tower View ขนาด 50 ตารางเมตรของ Andaz Tokyo
รายละเอียดในห้องพัก โคมไฟติดผนัง ชามเซรามิก และเก้าอี้หนัง

ฝั่ง Tower View มองออกไปเจอ Tokyo Tower กับแนวสวนพระราชวังหลวง ม่านเป็นระบบไฟฟ้า สั่งเปิดจากเตียงได้ ตื่นมากดปุ่มแล้วเมืองค่อยเลื่อนขึ้นมาเต็มบานกระจก ฟังดูเป็นลูกเล่น แต่พอห้องอยู่ชั้น 47 ขึ้นไป มันเปลี่ยนลำดับการรับรู้ตอนเช้าไปทั้งหมดครับ

เตียงนอนใหญ่และหนาแน่นดี กานต์เป็นคนชอบนอนที่นอนไม่นิ่มอยู่แล้วถูกใจมาก หัวเตียงมีปลั๊กไฟ โทรศัพท์ นาฬิกาปลุก โคมไฟอ่านหนังสือ

มีการ์ดต้อนรับ วางเอาไว้ให้บนโต๊ะ พร้อมกับขนมโบราณสไตล์โตเกียว

การ์ดต้อนรับเขียนมือจากผู้จัดการทั่วไป Andaz Tokyo

ได้เครื่องดื่มแช่เตรียมไว้ให้หนึ่งขวด เย็นๆ ชื่นใจ

ด้านในห้องไม่ลืมที่จะจัดเซ็ทกาน้ำและถ้วยชา สำหรับดื่มในวันพักผ่อนของเรา ชอบโต๊ะทำงานมากเค้าใช้ไม้วอลนัตฮอกไกโดมาทำ

โต๊ะทำงานไม้วอลนัตฮอกไกโดกับชุดกาน้ำชาในห้องพัก

ในห้องพักคือ Heritage ที่ถอดออกมาเป็นวัสดุจริง ไม้วอลนัตจากฮอกไกโด กระดาษ Washi ในลิฟต์ ฉากกั้นที่ได้แรงจาก Fusuma กับ Shoji ห้องแบ่งครึ่งระหว่างที่นอนกับห้องน้ำเป๊ะๆ เพราะให้เกียรติวัฒนธรรมการอาบน้ำของญี่ปุ่น อ่างแช่ลึกทุกห้องเลยล่ะ

ห้องแต่งตัวและห้องน้ำจะอยู่หน้าประตูฝั่งตรงข้าม ตกแต่งแบบคลาสสิคดี ข้าวของเครื่องใช้อำนวยความสะดวกจัดให้มาครบ มีไดร์เป่าผมของ Dyson ด้วย

อ่างล้างหน้าและโคมไฟวาชิในห้องน้ำ Andaz Tokyo

ห้องน้ำมีอ่างแช่ทรงกลมลึกแบบที่อ้างวัฒนธรรมแช่น้ำของญี่ปุ่นมาตรง ๆ วาง Amenities ใช้ของ Byredo เตรียมไว้ครบ ส่วนสุขภัณฑ์เป็นของ Toto

อ่างแช่ทรงกลมและ Amenities ของ Byredo ในห้องน้ำ Andaz Tokyo

ช่วงค่ำ โรงแรมวางยูกาตะผ้าฝ้ายคู่กับเสื้อคลุม แช่น้ำอุ่นสักหน่อย ค่อยสบายตัว

ยูกาตะผ้าฝ้ายลายจุดที่โรงแรมเตรียมไว้ในห้องพัก

วิวจากห้องพักของเรายามค่ำคืน มองเห็น Tokyo Tower ชัดเจนมาก

Tokyo Tower ยามค่ำคืนมองจากห้องพักชั้น 47 ของ Andaz Tokyo

AO Spa & Club ชั้น 37 กับ Blend Bar ที่ลอกยาก

เราไปเดินสำรวจโรงแรมกันบ้างดีกว่า ซึ่งต้องกดลิฟต์ลงมาชั้น 37 ซึ่งเป็น AO Spa & Club

ทางเดินสู่ AO Spa & Club ชั้น 37 ของ Andaz Tokyo

เริ่มจากสระว่ายน้ำกันก่อน สระว่ายน้ำเป็นสระในร่มความยาว 20 เมตร ผนังกระจกสูงเปิดรับแสงธรรมชาติพร้อมวิวเมืองโตเกียว รวมถึงมีอ่างจากุซซี่คาร์บอเนตและบ่อนวดตัว ที่น่าแปลกคือมีเส้นกั้นกลางสระระหว่างแขกโรงแรมกับสมาชิกคลับ ทำให้ไม่สามารถว่ายไปในเขตของเค้าได้ แต่วิวฝั่งคลับจะมองออกไปเห็นพระราชวังหลวงกับอ่าวโตเกียว

ฟิตเนสเครื่องเล่นเยอะ เปิด 24 ชั่วโมง แต่ไม่กว้างมาก มีห้องอาบน้ำแยกชายหญิงแบบออนเซ็น ซาวน่า บ่อน้ำเย็น

ฟิตเนสเปิด 24 ชั่วโมงของ AO Spa & Club

สปาสวยมาก AO Spa แต่งสีขาว ออกแบบโดย Shinichiro Ogata แห่ง SIMPLICITY ออกแบบคอนเซปต์ Blend Bar ตอนเดินเข้าไปจะรู้สึกเหมือนร้านปรุงยาแบบ Apothecary ที่ดูเรียบโก้ บนโต๊ะกลางห้องจะเต็มไปด้วยสมุนไพรสด ดอกไม้ ผลไม้ตามฤดูกาล และเครื่องเทศนานาชนิด คอนเซปต์ของที่นี่เขาใช้คำว่า Jiyujizai (จิยูจิไซ) ซึ่งแปลว่าอิสระและการควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือการคืนอำนาจให้เราเป็นคนออกแบบทรีตเมนต์ของตัวเองทั้งหมด

Blend Bar ที่ AO Spa โต๊ะสมุนไพรสดให้เลือกกลิ่นเอง

Ogata วางคอนเซปต์หยินหยางให้ทั้งชั้นนี้ โดยอ้างอิงงานของ Carlo Scarpa แทนที่จะมีเคาน์เตอร์ต้อนรับ เขาทำ Blend Bar เป็นโต๊ะสมุนไพรที่ปลูกงอกออกมาจากตัวโต๊ะจริงๆ ให้เราเลือกกลิ่นเอง กานต์ว่านี่คือ detail ที่แบรนด์อื่นลอกยากมาก

ห้องนั่งรอก่อนเข้าทำทรีตเม้นท์ เทอราปิสต์จะยื่นเมนูมาให้เรานั่งอ่านและจิ้มเลือกกลิ่นที่มีอยู่แล้วแบบสปาอื่นๆ เขาจะให้เรานั่งคุยกันก่อนว่าวันนี้ร่างกายเราต้องการอะไร อยากได้ความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า หรืออยากผ่อนคลายลึกๆ เพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการลุยงาน จากนั้นเขาจะให้เราเลือกหยิบส่วนผสมตรงหน้า เช่น ใบมินต์สดๆ โรสแมรี่ หรือผลไม้อบแห้งที่ทางโรงแรมทำเองแบบไร้สารปรุงแต่ง นำมาโขลกผสมกับเกลือสปาและน้ำมันกันสดๆ ตรงนั้นเลย มันเป็นโมเมนต์ที่ทำให้เรารู้สึกถึงความคราฟต์ และสัมผัสได้ถึงความเคารพในรสนิยมส่วนบุคคล ซึ่งในมุมของแบรนดิ้ง นี่คือการสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงความรู้สึกลูกค้าได้อย่างเหนือชั้น

ห้องนั่งรอก่อนเข้าทรีตเมนต์ที่ AO Spa ของ Andaz Tokyo

ทางเดินไปห้องทรีตเม้นท์ ใช้สีขาวอมเทา ดูคลาสสิคดี สเปซทั้งหมดจึงคุมโทนความนิ่งแบบเซน แต่ก็ไม่ได้ดูเชยหรือประดิษฐ์จนเกินงาม แสงและเงาถูกจัดวางมาอย่างตั้งใจเพื่อปรับความรู้สึกและจังหวะก้าวเดินของเราให้ช้าลงตั้งแต่ประตูทางเข้า

ทางเดินสีขาวอมเทาไปยังห้องทรีตเมนต์ของ AO Spa

ที่นี่มีห้องสวีทส่วนตัวเพียงแค่ 5 ห้องครับ ซึ่งให้ความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟมาก ห้องกว้างขวางและมีหน้าต่างบานใหญ่สูงจรดเพดาน

ห้องสวีททรีตเมนต์ของ AO Spa กับอ่างแช่และวิวเมืองโตเกียว

ได้ลองสครับเกลือและสมุนไพรสดที่เราเพิ่งเบลนด์มาให้กลิ่นและสัมผัสที่ออร์แกนิกจริงๆ พอนวดสครับเสร็จ ได้ไปล้างตัวในห้องอาบน้ำส่วนตัวแล้วกลับมานวดน้ำมันต่อ ท่ามกลางเพลงบรรเลงเบาๆ และกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่เราเป็นคนเลือกเอง มันคือการทิ้งตัวที่ตัดขาดจากความวุ่นวายของโตเกียวด้านนอกอย่างสิ้นเชิง

ผ้าคลุมตา ANDAZ บนเตียงทรีตเมนต์ที่ AO Spa

Rooftop Bar ชั้น 52 และ the SUSHI ที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง

ส่วน Rooftop Bar บนชั้น 52 คืออีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด บาร์กึ่งเปิดโล่งที่รับลมธรรมชาติและมองเห็นวิวอ่าวโตเกียวในยามค่ำคืน เป็นสเปซที่มีไดนามิกสูงมาก การตกแต่งด้วยไม้และแสงไฟสลัวๆ สร้างบรรยากาศที่เหมาะกับการมานั่งคุยงานหรือพักผ่อน

ค็อกเทลของที่นี่ก็มีคาแรคเตอร์ชัดเจนด้วยการดึงเอาชาญี่ปุ่นหรือผลไม้ตามฤดูกาลมาเป็นเบส รสชาติมีความซับซ้อนแต่ดื่มง่าย

และที่ซ่อนตัวอยู่เงียบๆ หลังบาร์แห่งนี้คือ the SUSHI เคาน์เตอร์โอมาคาเสะขนาด 8 ที่นั่ง ที่ให้ความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟและเป็นส่วนตัวสุดๆ เป็นการจัดสรรพื้นที่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนที่ต้องการความเงียบสงบท่ามกลางความคึกคักได้อย่างลงตัว

the SUSHI เป็นร้าน omakase ขนาดเล็กที่มี sushi counter เพียง 8 ที่นั่ง เน้น traditional Edo-mae sushi และวัตถุดิบตามฤดูกาล ข้อดีคือไม่ต้องออกจากโรงแรมเพื่อเปลี่ยนจาก rooftop cocktail ไปสู่ omakase

The Tavern — Grill & Lounge และมื้อเช้าที่กินยาวกว่าตั้งใจ

ที่ The Tavern ชั้น 51 มีประติมากรรมไม้ดัดด้วยไอน้ำของศิลปินอังกฤษ Charlie Whinney แขวนลงมาจากเพดานเป็นเส้นยาว

The Tavern ชั้น 51 กับโคมไฟช่อดาวและเก้าอี้หนังสีส้ม

The Tavern – Grill & Lounge เป็นห้องอาหารหลักที่ให้ความรู้สึกโปร่งสบายในตอนเช้า และเปลี่ยนมู้ดเป็นความหรูหราแบบคลาสสิกในตอนค่ำ

เคาน์เตอร์บาร์ของ The Tavern กับหน้าต่างสูงและวิวโตเกียว

สเปซตรงนี้ถูกคิดมาให้มีชีวิตชีวาไปตามช่วงเวลา ตอนเช้าจะเปิดรับแสงธรรมชาติเต็มๆ ให้ความรู้สึกเฟรชและโปร่งสบาย แต่พอพระอาทิตย์ตกดิน มู้ดจะถูกสวิตช์ให้ดูดาร์กและเซ็กซี่ขึ้น เป็นการเล่นกับอารมณ์ของผู้ใช้งานที่ไหลลื่นมากครับ

มีที่นั่งด้านในที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูง ช่วงบ่ายถึงค่ำคือแขกเยอะมาก

มุมนั่งส่วนตัวด้านในของ The Tavern ที่ Andaz Tokyo

ถ้าเป็นแนวคิดแบบเก่า ความหรูหราของอาหารเช้าโรงแรมอาจจะวัดกันที่ความยาวของไลน์บุฟเฟต์ ยิ่งมีสเตชันเยอะยิ่งดูอลังการ แต่ในยุคนี้สำหรับคนที่ให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพและการใช้ชีวิต ความลักชัวรีคือความสงบและคุณภาพที่ถูกคัดสรรมาแล้ว ตลอด 3 คืนที่ผมไปพัก ผมสังเกตเห็นเลยว่าเขาจงใจลดสเกลความวุ่นวายของการเดินตักอาหารลง แล้วไปโฟกัสที่ระบบกึ่งบุฟเฟต์ควบคู่กับการสั่ง A La Carte แบบทำสดใหม่จานต่อจานแทน

ไลน์อาหารเช้ากึ่งบุฟเฟต์ที่ The Tavern ของ Andaz Tokyo

โซนเบเกอรีไม่ได้มีแค่ครัวซองต์หรือขนมปังแผ่นธรรมดา แต่เป็นอาร์ทิซานเบรดที่อบมาสดใหม่ กลิ่นเนยและแป้งหอมฟุ้ง มีโคลด์คัตและชีสระดับพรีเมียมจัดเรียงอย่างสวยงามบนแผ่นหินและตู้ไม้ ไฮไลต์ที่ผมมองว่าเขาใส่ใจมากคือโซนผลไม้สดและน้ำผลไม้ ที่นี่เขาจะดึงเอาผลไม้ตามฤดูกาลของญี่ปุ่นมาเป็นตัวชูโรง เช่น พีช เมลอน หรือสตรอว์เบอร์รีที่รสชาติหวานฉ่ำเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงสมูทตี้ที่เบลนด์มาแบบเข้มข้น ไม่ใช่น้ำผลไม้กล่องสำเร็จรูป มันคือการส่งมอบความสดชื่นที่จริงใจตั้งแต่คำแรก

โซนอาร์ทิซานเบรด น้ำผลไม้ และผลไม้ตามฤดูกาลของญี่ปุ่น

ชอบอาหารเช้าของที่นี่มาก รสชาติดี มีความ Authentic แบบญี่ปุ่น แต่แอบเบื่อเล็กน้อยถ้ามาพักหลายวัน เพราะเมนูจะไม่ได้เปลี่ยนและมีไม่เยอะมาก

เวลาที่ควรลงมาคือก่อนเจ็ดโมง ห้องยังโล่ง ได้โต๊ะริมกระจก และได้ของที่เพิ่งออกจากครัวรอบแรก เพดานห้องอาหารบางส่วนเปิดโล่งทะลุขึ้นไปถึงชั้นดาดฟ้า แสงเช้าจึงตกลงมาจากข้างบนแทนที่จะเข้าด้านข้างอย่างเดียว ประติมากรรมไม้ดัดของ Charlie Whinney เหนือหัวเปลี่ยนเงาไปเรื่อย ๆ ตามเวลา มื้อเช้าที่นี่จึงกินยาวกว่าตั้งใจไว้เสมอ

ไฮไลต์ที่สะท้อนความประณีตและถือเป็นลายเซ็นของที่นี่คือเซ็ตอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม (Traditional Japanese Breakfast) เขาเสิร์ฟมาในกล่องไม้และถาดที่จัดคอมโพสิชันมาอย่างสวยงาม

เซ็ตอาหารเช้าญี่ปุ่นดั้งเดิมของ Andaz Tokyo เสิร์ฟในกล่องไม้

เรื่องของเครื่องดื่มก็เป็นอีกจุดที่เติมเต็มมื้อเช้าได้สมบูรณ์ กาแฟสกัดมาได้บอดี้ที่แน่นและหอม ส่วนชาก็มีซีเลกชันของชาญี่ปุ่นชั้นดีให้เลือกจิบรับแสงตอนเช้า การเสิร์ฟมาในแก้วเซรามิกที่จับถนัดมือยิ่งทำให้รู้สึกถึงความใส่ใจในรายละเอียด

ชาญี่ปุ่นเสิร์ฟจากกาเหล็กในมื้อเช้าที่ The Tavern

Eggs Benedict ที่นี่เขาใช้ไข่ไก่เกรดพรีเมียมของญี่ปุ่นที่ไข่แดงมีสีส้มสดและรสชาติเข้มข้นมาก วางบนอิงลิชมัฟฟินที่โทสต์มากรอบนอกนุ่มใน ราดด้วยซอสฮอลแลนเดซที่ตีมาใหม่ๆ รสชาติกลมกล่อมไม่เลี่ยน ตัดกับความเค็มอ่อนๆ ของสโมกแซลมอนหรือแฮม นอกจากนี้ยังมีเมนูอย่าง Avocado Toast ที่จัดเสิร์ฟมาอย่างมีสไตล์ หรือถ้าชอบของหวานก็จะมีกลุ่มแพนเค้ก วาฟเฟิล และเฟรนช์โทสต์ที่ทำสดใหม่ แป้งนุ่มฟูและใช้ไซรัปคุณภาพดี

Eggs Benedict อโวคาโดโทสต์ ครัวซองต์ และแพนเค้กที่ The Tavern

มุมมองแบรนด์และการลงทุน — เมืองแนวตั้งที่เอาโรงแรมไว้ตรงหัวใจ

โรงแรมอยู่สูงมาก เช็คอินชั้น 51 วิวดีสุดๆ แต่เสน่ห์จริงของ Andaz Tokyo อยู่ที่วิธีที่ Mori Building วางโรงแรมให้เป็นหัวใจของเมืองแนวตั้ง มีทั้ง office, residence, retail และ hospitality เรียงตัวอยู่ในแกนเดียวกัน นี่คือโมเดล vertical mixed-use ที่กำลังนิยม แถมยังทำเลดีมาก เชื่อมต่อรถไฟใต้ดิน 2 สาย ช้อปปิ้งเสร็จก็เข้าโรงแรมได้เลยสะดวกมาก

สองสายที่ว่าคือ Toranomon Hills สาย Hibiya ที่เดินเชื่อมเข้าตัวอาคารได้ตรง กับ Toranomon สาย Ginza ที่อยู่ฝั่งทางเข้าหลัก ส่วนหมุดที่คนมาโตเกียวต้องไปอยู่แล้ว Tokyo Tower ห่างราวหนึ่งกิโลเมตร Ginza ราว 1.4 กิโลเมตร Roppongi ราว 1.6 กิโลเมตร และพระราชวังหลวงราว 1.8 กิโลเมตร

โดยรวมชอบบรรยากาศของที่นี่แม้ไม่ได้ตั้งอยู่ในย่านที่พลุกพล่านแบบชิบูย่า แต่นั่นแหละคือเสน่ห์ของโทราโนมอนที่ให้ความสงบ เป็นระเบียบ และให้ความเป็นส่วนตัวสูง เหมาะกับการกลับมาพักผ่อนหลังจากวุ่นวายมาทั้งวัน

กานต์ในยูกาตะมองออกไปยัง Tokyo Tower จากห้องพัก Andaz Tokyo

สิ่งที่กานต์อยากให้จับไว้คือ ตึกนี้เปิดปี 2014 แล้วโทราโนมอนที่ตอนนั้นยังเป็นย่านออฟฟิศเงียบ ๆ ทุกวันนี้กลายเป็นที่ตั้งของ Toranomon Hills Station Tower กับสถานีรถไฟใต้ดินที่สร้างขึ้นใหม่ทั้งสถานี โรงแรมจึงเป็นตัวเปิดย่าน ไม่ใช่ผู้ตามเข้ามาทีหลัง โมเดลนี้คือสิ่งที่ผู้พัฒนาไทยพูดถึงมาหลายปีในชื่อ mixed-use แนวตั้ง แต่ของที่นี่เดินมาก่อนสิบกว่าปีและพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าอยู่ได้จริง

ในแง่แบรนด์ Andaz วางตัวเองไว้ตรงกลางระหว่าง lifestyle กับ luxury ซึ่งเป็นช่องที่แคบและพลาดง่าย แต่โตเกียวคือเมืองที่คอนเซปต์นี้ทำงานได้ดีที่สุด เพราะงานฝีมือท้องถิ่นมีของจริงให้หยิบมาใช้ ไม่ต้องประดิษฐ์ขึ้นมาเอง เรื่องราวของแบรนด์ Andaz กานต์เขียนแยกไว้อีกตอนหนึ่ง ส่วนใครอยากเทียบกับ Andaz สาขาอื่นในภูมิภาค ลองอ่าน รีวิว Andaz Singapore และ Andaz One Bangkok ดูครับ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและจองโรงแรมได้ที่ เว็บไซต์ทางการของ Andaz Tokyo Toranomon Hills

คำถามที่พบบ่อย — Andaz Tokyo Toranomon Hills

Andaz Tokyo Toranomon Hills อยู่ที่ไหน และเดินทางไปอย่างไร

โรงแรมอยู่ที่ Toranomon Hills Mori Tower เลขที่ 1-23-4 Toranomon เขตมินาโตะ โตเกียว 105-0001 กินพื้นที่ชั้น 47 ถึง 52 ของอาคาร การเดินทางสะดวกที่สุดคือรถไฟใต้ดินสองสาย สถานี Toranomon Hills สาย Hibiya เดินเชื่อมเข้าตัวอาคารได้โดยตรง และสถานี Toranomon สาย Ginza อยู่ฝั่งทางเข้าหลัก หมุดสำคัญรอบตัวก็อยู่ในระยะเดินหรือแท็กซี่สั้น ๆ Tokyo Tower ราวหนึ่งกิโลเมตร Ginza ราว 1.4 กิโลเมตร Roppongi ราว 1.6 กิโลเมตร และพระราชวังหลวงราว 1.8 กิโลเมตร ตัวย่านโทราโนมอนเงียบและเป็นระเบียบกว่าชิบูย่าหรือชินจูกุอย่างเห็นได้ชัด

Andaz Tokyo ห้องพักและงานออกแบบเป็นอย่างไร

โรงแรมมีห้องพัก 164 ห้อง รวม 8 สวีท ห้องอย่าง 1 King Bed Tower View ที่กานต์พักมีขนาด 50 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่มากสำหรับโตเกียว จุดที่ทำให้ห้องรู้สึกกว้างกว่าตัวเลขคือการแบ่งจังหวะระหว่างส่วนนอน ส่วนนั่งเล่นทำงาน และห้องน้ำ โดยใช้ฉากกั้นที่ยกตรรกะมาจาก Shoji แทนผนังทึบ อินทีเรียเป็นงานร่วมของ Tony Chi & Associates กับ Shinichiro Ogata แห่ง SIMPLICITY วัสดุหลักทั้งโรงแรมมีแค่สี่อย่าง คือ Washi ไม้วอลนัตจากฮอกไกโด หินบะซอลต์ และบรอนซ์ ห้องน้ำมีอ่างแช่ทรงกลมลึกทุกห้อง สุขภัณฑ์ Toto และ Amenities ของ Byredo

Andaz Tokyo เหมาะกับใคร และกานต์ให้คะแนนเท่าไหร่

เหมาะกับคนที่มาโตเกียวแล้วอยากได้ความสงบมากกว่าความคึกคัก เหมาะกับนักเดินทางที่ให้น้ำหนักกับงานออกแบบและงานฝีมือญี่ปุ่น รวมถึงคนที่เดินทางเพื่อธุรกิจแล้วอยากอยู่ในอาคารเดียวที่มีทั้งออฟฟิศ ร้านค้า และห้องอาหารครบ ส่วนคนที่มาโตเกียวเพื่อช้อปปิ้งย่านฮาราจูกุหรือชิบูย่าเป็นหลัก อาจรู้สึกว่าต้องนั่งรถไฟเพิ่มอีกช่วงหนึ่ง กานต์ให้ 4.7 เต็ม 5 หักจากจุดเดียวคือเมนูอาหารเช้าที่ไม่ค่อยเปลี่ยน ถ้าพักหลายคืนติดกันจะเริ่มรู้สึกซ้ำ นอกนั้นทั้งงานออกแบบ การบริการแบบไม่มีเคาน์เตอร์ และประสบการณ์ที่ AO Spa ทำได้ในระดับที่หาที่เทียบยาก

บทความนี้เขียนจากการเข้าพักจริงของกานต์ 3 คืน ข้อมูลราคาและรายละเอียดบริการอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับโรงแรมโดยตรงก่อนเดินทาง

แชร์บทความนี้
KANT
BRIEF

A weekly dispatch, considered.