Tuesday 28 July 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  LEISURE TRAVEL
LEISURE TRAVEL·28 Jan 2019

หมู่บ้าน Turtuk ลาดักห์ สุดชายแดนอินเดีย–ปากีสถาน

Words & Photography · KANT
หมู่บ้าน Turtuk ลาดักห์ สุดชายแดนอินเดีย–ปากีสถาน

Last Updated: 12 July 2026

TRAVELQuick Facts: หมู่บ้าน Turtuk ลาดักห์ สุดชายแดนอินเดีย–ปากีสถาน
TypeTravel Editorial
ByKANT
Updated12 Jul 2026
Turtuk เป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์ เพราะครั้งหนึ่ง ผืนดินตรงนี้เคยเป็นอาณาเขตของปากีสถาน แต่นับจากสถานการณ์สู้รบกันระหว่างปากีกับอินเดีย จบลงด้วยอินเดียเป็นฝ่ายชนะ Turtuk จึงอยู่ใต้การดูแลของอินเดียมานับตั้งแต่ปีค.ศ. 1971 เป็นต้นมาKANT พามาเที่ยวหมู่บ้าน TURTUK ที่เลห์ ลาดัก … พาไปเด็ดดอกไม้ที่ชายแดนอินเดีย … ซึ่งสะเทือนถึงทั้งปากีสถานไฮไลท์ของที่นี่คือดงดอกไม้ ให้เราถ่ายรูปราวกับอยู่สวนแถบยุโรปก็มิปาน ผู้คนก็น่ารัก อัธยาศัยดี มีความทำไร่ทำสวนอยู่กันเงียบๆ ไป พืชผลหลักของที่นี่คือแอปปริคอทครับในทริปเลห์ ลาดัก อินเดีย มีอยู่ 3 วันที่เราไปพักค้างกันที่นูบร้า วัลเลย์ ไฮไลท์คือไปเที่ยว Turtuk Village เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตีนเขา ริมลำธาร ห่างจากชายแดนปากีสถานราว 14 กิโลเมตรเท่านั้น  แต่หาคนไปเที่ยวและหารีวิวของที่นี่ได้น้อยมาก … เพราะมันไกลมากกกกกก

รู้จักหมู่บ้าน Turtuk

ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี้หน้าตาจะไม่เหมือนคนอินเดียเลย จะเป็นแขกขาว ตาคมโต จมูกดูสันเป็นคม การเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก และระหว่างทางจะเจอค่ายทหารตลอดเวลา เพื่อคอยรักษาการณ์จากสถานการณ์พิพาทตามแนวชายแดน อินเดีย-ปากีสถาน แต่ถึงกระนั้น เพื่อแลกกับความสวย เราก็ขอสู้ แต่พอไปอยู่จริงๆ ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอันตรายใดๆ นะ แถมยังเป็นจุดหมายที่เราประทับใจมาก “มองไปทางไหนก็มีแต่ดอกกกกกกก … ไม้ เต็มไปหมด”คนที่นี่ไม่มีเค้าของการเป็นคนอินเดียเลย เพราะส่วนใหญ่ญาติพี่น้องของเค้าก็อยู่ปากี มีการติดต่อข้ามแดนกันอยู่เป็นระยะ เพราะอีกเพียงแค่ 14 กิโลเมตรจากหมู่บ้านนี้ก็จะเป็นพรมแดนปากีสถาน หมู่บ้านนี้ยังนับเป็นจุดที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลต่ำสุดในทุกที่ทั้งหมดของทริปเลห์ ลาดัก ทำให้เราไม่รู้สึกเหนื่อยเพลียแต่อย่างใด ตรงกันข้ามเรากับตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศ เสียงน้ำไหล ใบไม้ที่กำลังจะเปลี่ยนจากสีเขียว เป็นสีเหลืองดูเหมือนวิวจะสวยและสดชื่นที่สุดด้วยตั้งแต่เดินทางมา

การเดินทาง

จาก Hunder เราออกกันแต่เช้า ราว 3 ชั่วโมง กับระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร ผ่านทะเลทราย Hunder ยามเช้า ทรายสีทอง ส่องแสงสวยงามดีครับ บรรยากาศสองข้างทางขนาบด้วยภูเขาลูกใหญ่ และเแม่น้ำ Shyok แม่น้ำสายหลักที่ไหลไปยังปากีสถาน น้ำค่อนข้างเชี่ยว รถจะขับเลาะภูเขาสลับกับขับขนานแม่น้ำไปเรื่อยๆ น้ำเชี่ยวมากๆ เรากำลังตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศ 2 ข้างทางระหว่างทางจะพบเจอกับสะพานข้ามเแม่น้ำ Shyok ทั้งแบบสะพานรถข้ามและสะพานคนข้าม เนื่องจากอีกฝั่งจะเป็นลานสังเกตการณ์ของทางเจ้าหน้าที่ทหาร ยิ่งเข้าใกล้เขตชายแดนเท่าไร ก็ไม่ค่อยจะเจอคนหรือรถทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นรถทหารที่วิ่งร่วมอยู่บนเส้นทางเดียวกันกับเรา ซึ่งมีทั้งรถลาดตระเวน รถบรรทุกเชื้อเพลิงของทางการ รถบรรทุกขนสิ่งจำเป็นและหายากในเขตชายแดน  ถึงแม้สงครามในบริเวณนี้ดูเหมือนจะสงบลงแล้ว แต่ปัญหาการก่อการร้ายตามแนวชายแดนยังเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ อย่าแปลกใจหากไปแล้วจะเจอทหารเยอะมาก (ทหารห้ามถ่ายภาพนะครับ)บางจุดเป็นสะพานรถข้าม ลักษณะเป็นสิ่งปลูกสร้างกึ่งถาวร โครงสร้างเป็นเหล็ก ขนาด 1 เลนทำให้รถแล่นสวนผ่านกันไม่ได้ครับ ต้องรอการสับหลีกจากฝั่งตรงข้าม การเดินทางมา Turtuk ต้องออกตัวก่อนเลยว่า “ค่อนข้างลำบาก ช้า และเหนื่อย” ถนนหนทางยังไม่ค่อยดี ทางค่อนข้างคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา มีทั้งทางเรียบ ทางลูกรัง บางจุดก็เป็นทางเรียบทั่วไป และทางที่ไม่ใช่ทางปกติ มีการลัดแม่น้ำในบางช่วง เพื่อให้ไปได้เร็วขึ้น และยังเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง เนื่องจากอยู่ใกล้ชายแดนปากีสถาน เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญดังนั้นทางการอินเดียจึงไม่อนุญาตพลเมืองบางประเทศ อย่าง จีน ทิเบตหรือ ปากีสถาน เข้าใกล้หรือผ่านได้โดยง่าย ตลอดเส้นทางจึงมีจุดตรวจเอกสารการขออนุญาตเข้าพื้นที่ (Inner Line Permit) หลายต่อหลายจุด เพื่อเป็นการตรวจเช็คพลเมืองบางประเทศ เช่นประเทศมิตรไมตรี อย่างพี่ไทยเรา ก็ต้องทำใบเพอร์มิต หรือใบอนุญาตเข้าพื้นที่เสียก่อน เพราะถือว่าเป็นเขตควบคุมพิเศษ (Restricted Area)มองบรรยากาศสองข้างทางที่เป็นซอกเขาขนาบข้างถนนให้รถแล่นผ่านไปมาได้ แต่นานๆ จะเจอรถสวนผ่านมาสักคันนึง จอดรถถ่ายรูปกันบนสะพาน เบื้องหน้าคือลำธารและน้ำตกขนาดไม่ใหญ่ มองจากบนสะพานทั้ง 2 ด้าน มีความต่างกันในวิว บรรยากาศเป็นจุดถ่ายรูปที่ดูเก๋ดี ต้องปีนสะพานไต่เหล็กมาจนถึงตรงกลาง ด้านล่างเป็นลำธาร สูงพอสมควร ออกเดินทางกันต่อครับจากตรงนี้นับไปอีก 2 ชั่วโมงครึ่งจะถึง Turtuk  ถนนหนทางก็อย่างที่เห็น บางจังหวะก็เหมือนไม่ใช่ถนนให้รถแล่นผ่านได้ แต่เราก็ผ่านมันไปอย่างง่ายดายบางจุดจะเจอเจ้าหน้าที่ทำถนน ใช้แรงงานคนและเครื่องจักรขนาดเล็กเป็นหลัก ทำให้การก่อสร้างสาธารณูปโภค เป็นไปอย่างเชื่องช้า ทำงานภายใต้แสงแดดที่ร้อนระอุ  แต่อีกนัยหนึ่งก็คือเป็นการส่งเสริมให้คนมีงานทำ มีรายได้ ซึ่งคนงานส่วนใหญ่มาจากรัฐพิหาร รัฐที่ยากจนที่สุดของอินเดีย ที่ย้ายถิ่นฐานจากสภาพแวดล้อมที่แร้นแค้นและขาดแคลน เพื่อมาทำงานใช้แรงแลกกับเงินวันละ 100 รูปี ระหว่างนี้ก็จะรอให้เจ้าหน้าทีทำให้เสร็จและให้สัญญาณก่อนถึงจะผ่านไปได้และไม่เป็นการรบกวนการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะมากเกินไปนั่งรถต่อมาได้อีกราวๆ 1 ชั่วโมงจะเจอคาเฟ่เล็กๆ ริมถนน ขอเค้าเข้าห้องน้ำได้ครับ ลักษณะเป็นเป็นส้วมหลุมปกติ ผู้ชายแนะนำให้เดินไปด้านหลังกองหินจะสะดวกกว่าครับและไม่เหม็นด้วยเริ่มเข้าเขตชายแดนแล้วครับ มีป้ายต้อนรับ (อย่างไม่เป็นทางการ) บางจุดก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์ในการบ่งบอกการแบ่งเขปปกครองรถแล่นผ่านหมู่บ้าน Bogdang ซึ่งน่าจะเป็นหมู่บ้านเดียวที่เห็น หรือผู้คนมากระจุกตัวกันอยู่ตรงนี้ก็ไม่รู้ทำให้บรรยากาศดูคึกคัก ค่อยเห็นผู้เห็นคนหน่อย เป็นหมู่บ้านแรกที่ถนนตัดผ่านใจกลางตรงไปยัง Turtuk เลย จากนี้ไปก็อีกเพียงสิบกว่าโลจะถึงจุดหมายแล้วมาถึงแล้วเจอป้ายต้อนรับแบบเรียบง่าย
Way to Turtuk

ถึงหมู่บ้าน และวัฒนธรรมบัลติสถาน

รถจะต้องจอดไว้ที่ริมถนนและลานจอดด้านล่างครับ ส่วนเราก็เดินขึ้นมาต่อด้านบนเพื่อจะข้ามฝั่งไปยัง Turtuk  สังเกตใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี ถ้ามาเดือนตุลาคมจะสวยกว่านี้ครับ มีความเปลี่ยนสีเปลี่ยนใบกันทั้งเมืองมาถึงแล้วก็ต้องสัมผัสน้ำใสๆ จากสายธารเป็นการทักทายกันก่อนครับ น้ำเย็นมาก อุณหภูมิน่าจะเลขตัวเดียว เป็นน้ำที่เกิดจากหิมะละลายในช่วงฤดูร้อน ไหลมาเป็นลำธารขนาดเล็กที่พาดผ่านไปรอบหมู่บ้านแผนผังท่องเที่ยวภายในหมู่บ้านครับ ที่นี่มีร้านอาหารอยู่ 3-4 ร้าน บริการอาหารอินเดีย และอาหารจีน (รสชาติอินเดีย) ให้ทานครับ แนะนำว่าพกอาหารกลางวันจากที่โรงแรมมาทานจะดีกว่าชาว Baltistan เคยมีอาณาจักรเป็นของตัวเอง ใช้ภาษาของตัวเอง จนกระทั้งมีการพิพาทเรื่องดินแดน จนทำให้อินเดียบุกยึดแผ่นดินตรงส่วนนี้จากปากีสถานส่วนภายในหมู่บ้านยังมีหลุมหลบภัย ให้ได้ไปชม เมื่อครั้งหมู่บ้านนี้ต้องตกอยู่ภายในสงครามระว่างอินเดียกับปากีสถาน เข้ามาในหมู่บ้าน ต้องใช้การเดินเท้าเพื่อชมบรรยากาศเท่านั้นครับ เราเดินไปเรื่อยๆ ตามลำธารธรรมชาติ เพื่อเข้าไปในหมู่บ้านที่เน้นทำการเกษตร จะเห็นทุ่งข้าวสาลีซึ่งขณะนี้ถูกเก็บเกี่ยวเกือบหมดแล้วTurtuk ประกอบด้วยสองหมู่บ้าน หนึ่งในนี้คือ Pharol ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา มีค่ายทหารเล็กๆ คอยดูสถานการณ์และมีบริการเกสต์เฮาส์หลายแห่ง แต่ราคาก็ไม่ได้แพงมากนัก อาหารเหมาะสำหรับคนที่ทานค่อนข้างง่าย แต่อร่อย ทุกอย่างเป็นมังสวิรัติเพราะมันเป็นเรื่องยากที่จะเลี้ยงสัตว์เพื่อรับประทาน

เดินชมหมู่บ้าน และทุ่งดอกเกา

แคมเปญแรกของเราในครั้งนี้คือการปีนต้นแอปปริคอท ตัวต้นไม่สูงมากแต่ปีนยากเพราะไม่มีกิ่งก้านให้ไต่ขึ้นได้โดยง่ายแคมเปญที่สองคือโพสต์ท่ากับดอกไม้ยังไง ให้ดอกมากกว่าดอกไม้ดอกไม้นี้มีชื่อว่า ดอกเกาครับ ดูไกลๆ ก็เหมือนสวยดี มีความกระจุ๋มกระจิ๋มน่ารัก ยิบๆ ยับ แต่พอเข้าไปใกล้ๆ กลิ่นค่อนข้างแรงครับสวยแต่รูปจริงๆเป็นมุมที่ถ่ายรูปสวยมาก จริงๆ สำหรับทุ่งดอกเกา เวลาถ่ายภาพให้มีดอกไม้เป็นโฟร์กราวด์ หรือฉากหน้า เอาแบบว่าไม่ต้องชัดมาก เน้นตัวแบบหรือคน ให้เด่นๆ แต่ก็ไม่ลืมบริบทรอบข้าง ก็จะช่วยให้รูปภาพนั้นดูดีขึ้นมาได้หน้าตานายแบบไม่ค่อยดี ต้องอาศัยเทคนิคการถ่ายรูปเข้าช่วยครับ แหะๆชาว Turtuk ไม่ใช่ชาวปากีสถาน ตัวเค้าจะบอกว่าเป็นชาว Baltistan ภายนอกดูจะขี้อาย แต่ก็ไม่ถึงกับกลัวกล้องครับ ดูนิ่งๆ ไม่ตื่นเต้นเท่าไร มียิ้มให้เล็กน้อยเมื่อยกกล้องขึ้นมาถ่าย พูดภาษาอังกฤษได้เล็กน้อย คนที่นี่พูดภาษา Urdu, Ladakhi, Balti และ Hindi เป็นหลักวิถีชีวิตที่นี่ดำเนินชีวิตตามแบบของชาวมุสลิมที่เคร่งครัด แต่อัธยาศรัยไมตรีของผู้คนที่นี่ ก็ดูใจดี เปิดกว้าง โดยรวมก็ถือว่ามีอัธยาศัยไมตรีที่ดีต่อนักท่องเที่ยวครับต้นไม้ใหญ่จะเป็นต้นแอปปริคอท และแอปเปิล ที่กำลังออกลูกดกอยู่เต็มต้น บางส่วนตกหล่นเกลื่อนกลาดอยู่ตามพื้นดิน เราได้ลิ้มรสชาติแอปปริคอทสดๆ จากต้น และสามารถซื้อผลิตภัณฑ์จากแอปปริคอทเป็นของฝากกลับไปทานได้ครับเที่ยวราวๆ 2 ชั่วโมงก็ทั่วหมู่บ้าน แนะนำให้หาอะไรทานก่อนกลับ เพราะเกรงว่าจะนั่งรถอีกนานครับ จากนั้นก็ได้เวลาลงจากหมู่บ้านเพื่อเตรียมตัวกลับนูบร้าวัลเลย์แล้วครับ บรรยากาศยามเย็นช่วงอำลาหมู่บ้าน Turtuk กลับเข้าสู่ Hunderการเดินทางช่วยสร้างโอกาสให้มนุษย์ต่างถิ่น ต่างภาษา ต่างศาสนา และต่างวัฒธรรม ได้เกิดปฏิสัมพันธ์ต่อกันนั่นจึงเป็นที่มาของภาพนี้ครับ
Share
KANT
BULLETIN

A weekly dispatch, considered.