Saturday 18 July 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  HOTEL
HOTEL·05 Sep 2020

รีวิว Four Seasons Resort Chiang Mai

Words & Photography · KANT
วิลล่าทรงล้านนาเปล่งแสงอุ่นยามค่ำท่ามกลางแมกไม้

Last Updated: 10 July 2026

ENGLISH SUMMARY

Four Seasons Resort Chiang Mai is a five-star resort set among the rice terraces of the Mae Rim valley, Chiang Mai. This KANT review covers its contemporary Lanna-style pavilions and villas, its working-rice-field setting and its signature Four Seasons service. Rates start around THB 13,000 per night.

สรุปตรง

Four Seasons Resort Chiang Mai คือรีสอร์ต 5 ดาวบนพื้นที่ 13 เฮกตาร์ (ราว 30 เอเคอร์) ในหุบเขาแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ งานออกแบบโดย Bill Bensley ที่วางพาวิลเลียนและวิลล่าสไตล์ล้านนาล้อมรอบนาข้าวขั้นบันไดซึ่งยังทำการเกษตรจริง รวม 64 พาวิลเลียน วิลล่าพร้อมสระ และเรสซิเดนซ์อีก 22 หลัง อยู่ใน MICHELIN Guide จุดเด่นไม่ได้อยู่ที่ความหรู แต่อยู่ที่บรรยากาศหมู่บ้านล้านนากลางทุ่งนาที่ทำให้เวลาช้าลง เป็นหมุดหมายรีสอร์ตภูเขาระดับบนสุดของไทย ราคาเริ่มต้นหลักหมื่นต้นๆ ต่อคืน

Key Facts
KANT Rating 4.5 / 5
Locationแม่ริม · เชียงใหม่
Priceเริ่มต้นราว 13,000 บาท/คืน
ภาพมุมสูงของ Four Seasons Resort Chiang Mai ท่ามกลางนาขั้นบันไดเขียวขจี

#ที่สุดของรีสอร์ตในเชียงใหม่คุณนึกถึงที่ไหน

กานต์นึกถึง #โฟร์ซีซั่นรีสอร์ต เป็นชื่อแรก🍃

หากถามถึงที่พักในเชียงใหม่ที่อยากไปมากที่สุดครับ

Four Seasons Resort Chiang Mai ออกแบบราวกับหลุดไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง

ซึ่งเราแทบคิดไม่ถึงว่าในหมู่บ้าน เอ๊ยย รีสอร์ตกลางดอยแม่ริม ทางไปม่อนแจ่ม

จะรวมเอาสุดยอดความอลังการของงานวิจิตรล้านนา มาไว้ในสถานที่นี้ได้

ธรรมชาติ และวิถีชีวิต

ตลอดระยะเวลาของการเข้าพัก

ผมได้สัมผัสกับคำว่า “ธรรมชาติของชีวิต” ในหลายๆ มิติครับ

ทั้งความสัมพันธ์ของน้ำ ฟ้า ป่า เขา คน และสัตว์

เพิ่งเคยได้อาบน้ำ “น้องควาย” เป็นครั้งแรกในชีวิตก็ที่นี่แหละ!!

ได้อู้กำเมืองกับอ้ายหนาน เป๋นคนเจียงฮาย

แต่ย้ายมาทำงานที่เชียงใหม่ มาเป็นพี่เลี้ยงให้กับพระเอกของรีสอร์ต

ได้เห็นถึงความผูกพันธ์ระหว่าง “คน” กับ “ควาย” ที่พึ่งพากันมาตั้งแต่ในอดีต

ซึ่งหาได้ยากจากวิถีชีวิตของคนเมือง

จึงกลายเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ …. ภายใต้ความธรรมดาของคนพื้นที่

ชุมชนท้องถิ่น

ที่โฟร์ซีซั่นเชียงใหม่ เน้นใช้แรงงานของคนท้องถิ่นเป็นหลัก

นัยว่าเพื่อให้เกิดการรักษ์บ้านเกิด มีการจ้างงาน สร้างรายได้

ช่วยให้แม่อุ้ย ป้อหนาน ได้อยู่กับกิจวัตรประจำวันที่คุ้นเคย

ยังทำนาทำไร่ทำสวนก็ทำกันต่อไป ทำมันในรีสอร์ตนี่แหละ

เป็นความสัมพันธ์ของทุนกับวิถี ที่ยังเอื้อต่อกันได้ดีในระดับหนึ่ง

สะท้อน “ธรรมชาติที่แท้จริงของทุกชีวิต” ได้ดีครับ

สุขภาพ และเวลเนส

ตอนนี้ทางรีสอร์ตชูจุดขายเรื่องการพักผ่อนที่ดีต่อสุขภาพ

ในบรรยากาศแบบธรรมชาติรายล้อม Live with Nature

ผมว่าเหมาะมากหากใครมองหารีสอร์ตที่เต็มไปด้วยสีเขียวแบบนี้

มีคุณสุดา อายุรเวชจากอินเดีย มาคอยให้ปรึกษาเรื่องสุขภาพ

พร้อมกับจัดโปรแกรมการดูแลกายและใจให้เราด้วยครับ

อย่างกรณีของกานต์ คุณสุดา บอกว่าเป็นความดันต่ำ

พร้อมกับให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองในช่วงการเข้าพักที่นี่

แต่ถ้าเป็นเรื่องการดูแล “หัวใจ”

คุณสุดาบอกว่า “ตัวใครตัวมัน” ครับ 555

#KANT#leisuretravel#journalisttravel

#hotellifestyle#luxurytravel

#ท่องเที่ยวพักผ่อน#ชอบนอนโรงแรมสวย

#FSChiangMai#FourSeasons

Director & Photographer – Kant Jominta

Assistant Photographer – Natchaka Prasertsada

FACEBOOK – KantJournal

INSTAGRAM – KantJournal

YOUTUBE CHANNEL – KantJournal

WEBSITE – www.KantJournal.com

บรรยากาศ และสระว่ายน้ำ

#ยกมือทาบอก พร้อมกับอุทานเบาๆ
คุณพระ!! นี่สระว่ายน้ำรึ

ใหญ่ ยาว ราวกับริ้วขบวนแห่งานลอยกระทง

แขกสวมหมวกอยู่ริมทุ่งนาของรีสอร์ตยามแสงทองในหุบเขาเขียวครึ้ม

กานต์ชอบฟีลลิ่งของรูปนี้ครับ ทำให้นึกไปว่า ตอนที่ถ่ายเรากำลังคิดอะไรอยู่

ผมกำลังรอ Sunset Cocktail ขณะนั่งชมตะวันยามจะลับขอบฟ้า หมอกลอยมาบางๆ ช่วยสางทอแดดสีทองให้จางลง ขลิบด้วยสีเขียวของต้นไม้ ให้ความรู้สึกถึงการพักผ่อนในวันสบายๆ ที่แท้จริง

ชาวนากำลังอาบน้ำให้ควายริมทุ่งนา วิถีพื้นถิ่นในผืนที่ของรีสอร์ต

ขอแปลงร่างเป็นพี่คล้าวสักวัน มาอาบน้ำให้พระเอกของรีสอร์ต ตื่นเต้นดี

ภาพมุมสูงของวิลล่าทรงล้านนาท่ามกลางนาขั้นบันไดและสระน้ำ

ภาพมุมสูงที่โชว์เลย์เอ้าท์ของรีสอร์ตที่แวดล้อมด้วยอาคารที่พัก และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตรงกล่างเป็นอ่างน้ำขนาดใหญ่ ถัดมาเป็นนาขั้นบันได ซึ่งทำนากันจริงๆ ในรีสอร์ต โดยมีเซ็นเตอร์เป็นสระว่ายน้ำที่เว่อร์วังอลังการที่สุด เท่าที่เคยเห็นมา

รอบๆ จะเป็นอาคารที่พัก หันหน้าเข้าหานาข้าว เป็นบรรยากาศแบบธรรมชาติ ที่หาได้ยากสำหรับคนเมืองใหญ่ในปัจจุบัน

มุมต่าง ๆ ของพื้นที่ส่วนกลาง ทั้งลานกลางแจ้ง สวน และอาคารล้านนาโทนเข้ม

โฟร์ซีซั่น อยู่แม่ริมครับ ทางไปม่อนแจ่ม แต่จะเจอแยกให้เลี้ยวซ้ายเข้ามา ข้างในกว้างขวางมาก รั้วไล่ยาวตั้งแต่โซนเรสสิเดนท์ จนมาถึงรีสอร์ต

จอดรถไว้ที่ Car Parking จากนั้นจะมีรถบัคกี้มารับ เพื่อเข้าไปยังล็อบบี้เช็คอิน ซึ่งจะผ่านงานสถาปัตยกรรมที่อลังการงานสร้าง ดูด้วยตาเปล่า จะเห็นหลายอารยธรรมที่ผสานเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมที่เรารับเอามาอย่างหลากหลายตั้งแต่ในอดีต

เป็นสถานที่ที่สร้างความอัศจรรย์ใจให้กับกานต์ได้ตั้งแต่ก้าวย่างแรกครับ

ผนังจัดแสดงของใช้ในช่องโค้งเรียงเป็นแถวภายใต้แสงไฟอุ่น

งานดีไซน์ของที่โฟร์ซีซั่นเชียงใหม่ คือเก๋มาก มีความร่วมสมัยอยู่ในที ตีความอัตลักษณ์แบบล้านนามาประยุกต์ให้ดูโมเดิร์นขึ้น เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงการอยู่ร่วมกันระหว่างตะวันตก คือเชนโรงแรมชื่อดังระดับโลกอย่าง Four Seasons กับวิถีชีวิตแบบ Lanna Style

ภาพมุมสูงของศาลาล้านนาที่กระจายตัวท่ามกลางนาขั้นบันไดและป่าเขียว

บ้านพักแต่ละหลังจะปลูกเรียงรายกันไป คล้ายหมู่บ้านทางเหนือ แต่ละเรือนจะมีด้วยกัน 2 ชั้น วิวตรงระเบียงบ้านจะเป็นนาข้าวแบบขั้นบันได ซึ่งสวยงามมาก

แต่เมื่อมองในมุมสูงขึ้นไปจะพบว่า ที่รีสอร์ตปลูกเรือนซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้หนาทึบ ดูกลมกลืนกับธรรมชาติมาก ยิ่งบรรยากาศในตอนเช้าๆ ที่หมอกลงต้องกับแสงอาทิตย์ส่อง เป็นภาพที่ชวนมองยิ่งนักครับ

ภาพมุมสูงของอาคารทรงล้านนาที่ซ่อนตัวในป่าครึ้ม

ที่นี่มีด้วยกันหลาย type ทั้งที่เป็นห้องเดี่ยวในบ้านแต่ละชั้น หรือที่เป็นวิลล่า พูลวิลล่า และเรสซิเดนท์ ปลูกเรียงรายกันไปแบบไม่ได้วางเลย์เอ้าท์ เป๊ะๆ เหมือนรีสอร์ตทั่วไป

เพื่อให้เกิดความรู้สึกเหมือนการปลูกบ้านเพื่อการอยู่อาศัยในหมู่บ้านแถบทางเหนือที่ต่างคนต่างปลูกเรือนตามที่ดินของตนเอง ซึ่งขนาดและพื้นที่ไม่เท่ากัน ทำให้รู้สึกถึงความสัมพันธ์และการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมท้องถิ่น

ห้องนอนกับเตียงนุ่ม หน้าต่างบานใหญ่เปิดวิวสวน งานไม้ล้านนาและโคมไฟ

ห้องพักของกานต์จะเป็น UPPER RICE TERRACE PAVILION ซึ่งเป็นห้องชั้นบนหันหน้าเข้าหาทุ่งนานั่นเองครับ ซึ่งทำให้เรามองเห็นวิวได้ไกลไปถึงดอยสุเทพเลยครับ

ภายในตกแต่งด้วยงานผ้าไหมและผ้าฝ้าย ตลอดจนการดีไซน์ที่เน้นความเป็นล้านนาร่วมสมัย และยังสัมผัสได้ถึงความ Luxury ครับ

ห้องมีขนาดกว้างมาก แยกสัดส่วนแต่และฟังก์ชั่นการใช้งานชัดเจนดี ที่ชอบคือวิวจากหน้าต่างบานใหญ่นี่แหละครับ ทำให้ทุกเช้าที่ตื่นมา เราสามารถทักทายต้นไม้และแสงแดดได้จากในห้องนอนกันเลยทีเดียว

รายละเอียดในห้องพัก ทั้งตะกร้าสาน โคมไฟ และมุมพักผ่อนในแสงอุ่น

ความเก๋ของโฟร์ซีซั่นคือการเตรียมของว่างเอาไว้ให้ทานในห้องเป็นแบบ DIY นิดหน่อย นอกจาก Coconut Chia Pudding ซึ่งเป็นเมล็ดมหัศจรรย์ที่ดีต่อสุขภาพเราแล้ว ยังมี Infuse Lemon มาเป็นลูกเลยครับ พร้อมกับมีดให้เราสไลด์เป็นแผ่นบางๆ แล้วแช่ไว้ในน้ำแร่ที่ใส่ใบมินต์เข้าไป ช่วยในเรื่องการ Detox ได้ดีเลยทีเดียว สมกับที่เป็น Wellness Luxury Resort จริงๆ. ครับ

ชายนั่งทำงานบนแล็ปท็อปที่โต๊ะในห้องพัก จอแสดงตรา Four Seasons Chiang Mai

มุมโต๊ะทำงานที่แยกสัดส่วนกับการพักผ่อนได้อย่างชัดเจน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับธุรกิจของเราให้ลื่นไหล ไม่ติดขัดครับ

ชายแช่น้ำในอ่างอาบน้ำกลางแจ้งที่ล้อมด้วยไม้ระแนงและต้นไม้เขียว

ด้านในสุดเป็นห้องน้ำ ซึ่งโดดเด่นด้วยอ่างอาบน้ำ กึ่งเอ้าท์ดอร์ สามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายนอก รวมถึงบรรยากาศของต้นไม้ใบหญ้าที่รายล้อม เป็นฟีลลิ่งของการพักผ่อนที่ดีเยี่ยมจริงๆ ครับ

แขกรับคำแนะนำจากพนักงานที่โต๊ะ พร้อมอุปกรณ์จัดวางบนผ้าทอ

กานต์นัดคุณ Sudha Nair หรือเรียกง่ายๆ ว่าคุณสุดาก็ได้ครับ เป็น Naturopath ที่ Wellness Lounge ซึ่งคล้ายๆ กับศูนย์ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพและการดูแลร่างกายภายในรีสอร์ต

เธอเป็นคนอินเดียครับ ซึ่งอย่างที่ทราบกันว่าอินเดียเป็นต้นตำรับของยาโลก มีศาสตร์ความรู้ทางอายุรเวชมากมาย ซึ่งผมเองก็คุ้นเคยกับทางอินเดียเป็นอย่างดี

ได้มีโอกาสปรึกษาคุณสุดาเยอะเลยครับ เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพโรคภัย

ภาพระยะใกล้ของการวัดความดันที่แขน กิจกรรมดูแลสุขภาพ

คุณสุดาให้ผมลองวัดความดัน ซึ่งก็พบว่าความดันต่ำ ทำให้ต้องมีการดูแลสุขภาพ เรื่องของอาหารและการออกกำลังกายให้ครบสูตร

ผมว่าใครที่มองหาสถานที่พักผ่อนและได้ดูแลสุขภาพไปด้วยระหว่างการเข้าพัก น่าจะเป็นประโยชน์มาก เพราะตลอดการเข้าพัก จะมีการให้คำแนะนำเรื่องเมนูอาหารที่เหมาะกับสุขภาพเรา (ซึ่งห้องอาหารข้าว มีให้บริการตั้งแต่มื้อเช้าเลยครับ) ตลอดจนการออกกำลังกาย ฟิตเนส โยคะ ว่ายน้ำ การทำสมาธิกำหนดลมหายใจ เรียกได้ว่า ถ้าจบทริปแล้วสุขภาพกายสุขภาพใจแข็งแรงดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ชายสวมหมวกยืนท่ามกลางต้นหมากและต้นปาล์ม

ตอนบ่ายแก่ๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เข้ากับคอนเซปต์ล้านนากันบ้าง เป็นชุดเสื้อม่อฮ่อม ซึ่งผมก็คุ้นเคยดีแหละ ใส่มาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ยังรู้สึกดีอยู่

เสื้อม่อฮ่อมก็คือผ้าฝ้ายย้อมคราม ย้อมหลายครั้งจนเป็นสีน้ำเงินเข้ม นำมาตัดเย็บเป็นเสื้อและกางเกงสะดอ (คล้ายกับกางเกงเล) เนื้อผ้าฝ้ายจะช่วยให้สวมใส่สบาย ไม่ค่อยร้อนครับ

ชายกำลังป้อนหญ้าให้ควายริมทุ่งนาของรีสอร์ต

แคมเปญในช่วงบ่ายของเราคือการอาบน้ำน้องควาย ซึ่งเป็นพระเอกของที่นี่ ตัวนี้ชื่อเท่ ครับ อีกตัวชื่อโทน เป็นควายเผือก

นอกจากนี้ยังมีดาวรุ่งน้องใหม่มาอีก 2 ตัว ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้

เป็นประสบการณ์อาบน้ำควายครั้งแรกในชีวิตที่สนุกและตื่นเต้นดีเหมือนกันครับ มีให้ลองทุกวันช่วงบ่าย สอบถามได้จากทางหน้าฟรอนท์นะครับ

มุมต่าง ๆ ของวิถีพื้นถิ่น ทั้งควายและยุ้งข้าวไม้ทรงล้านนา

มาเที่ยวบ้านเท่ กับ โทน กันครับ คอกควายจะอยู่ด้านในสุดของรีสอร์ตฝั่งตรงข้ามสระว่ายน้ำครับ เดินจากห้องพักมาจะไม่ไกล แต่ถ้าถือโอกาสเดินออกกำลังกายมาทางสระว่ายน้ำก็พอได้เหงื่อ หรือจะเดินลัดคันนามาก็ได้ครับ

ผมชอบโซนนี้เป็นพิเศษ เพราะค่อนข้างเงียบ ให้อารมณ์เหมือนปลูกบ้านอยู่ท้ายหมู่บ้าน ก็จะไม่ค่อยมีคนมากนัก

ศาลาล้านนาท่ามกลางต้นปาล์มและทุ่งนา มีพนักงานยืนเรียงต้อนรับ

ราวห้าโมงเย็นมีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ซึ่งผมสังเกตเห็นจากหน้าต่างห้องพัก เป็นภาพของชาวนาที่เป็นคนงานของรีสอร์ต เดินเรียงแถวกันลัดเลาะตามคันนา เพื่อจะมายังใจกลางรีสอร์ต

มาพร้อมฉิ่ง ฉาบ กลองยาว เมื่อตั้งแถวได้ก็กลายเป็นคอนเสิร์ตย่อยๆ แบบ live show ร้องเพลงให้เราฟัง บรรยากาศคึกครื้นดี มีแขกแต่ละห้องพากันออกมายืนปรบมือตามกันที่ระเบียง

เอาจริงๆ ก็ฟังไม่ค่อยถนัดหูนัก แต่รู้สึกได้ด้วยใจว่ามันเพราะ สนุกสนานและเซอร์ไพรส์มากครับ

ทุ่งนาเขียวขจีกับชาวนาและแนวต้นปาล์ม

ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวนที่ทำงานอยู่ที่นี่ ส่วนมากเป็นคนในพื้นที่ครับ เพื่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ อีกทั้งยังได้ทำให้รู้สึกว่ารีสอร์ตเป็นส่วนหนึ่งของที่อยู่อาศัยที่อยู่กันมาตังแต่สมัยปู่ย่าตายาย

คนงานในรีสอร์ตจึงปฏิบัติกับเรา ราวกับเจ้าบ้านที่พร้อมจะอำนวยความสะดวกในทุกเรื่อง ยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายตลอดเวลา เพื่อให้เราฐานะแขกของเจ้าบ้านรู้สึกว่า อบอุ่น มีความสุข

มุมต่าง ๆ ของค็อกเทลและบาร์เทนเดอร์ขณะรังสรรค์เครื่องดื่ม

ตกเย็นไปนั่งเล่นที่บาร์กัน เป็นส่วนหนึ่งของห้องอาหาร “ข้าว” ครับ

บาร์เทนเดอร์กำลังปรุงเครื่องดื่ม Signature ให้ลอง มี 2 แก้ว คือ Mokcha กับ Gincy เป็นการผสานรสชาตของผลไม้สดเข้าไปในเครื่องดื่มสูตรพิเศษของทางบาร์ครับ

คู่รักนั่งในเลานจ์ล้านนาที่อบอุ่นด้วยแสงโคมและช่องโค้งประดับ

บรรยากาศที่ห้องอาหารข้าว และบาร์ ตกแต่งสวยมาก ชอบโคมไฟและแผงไฟประดับผนังที่ซ่อนไว้ในกระด้งบ้าง ถาดข้าวบ้าง กระติ๊บบ้าง เก๋ดีครับ

วิลล่าทรงล้านนาเปล่งแสงอุ่นยามค่ำท่ามกลางแมกไม้

จากห้องอาหารข้าว แอบมองไปยังเรือนของตัวเอง พนักงานกำลังจัดเตรียม In Sala Dining ให้ครับ ทานอาหารเย็นในบรรยากาศสบายๆ ที่ศาลาบ้านของตัวเอง

แสงตอนเย็นๆ ที่โฟร์ซีซั่นเชียงใหม่ สวยจับใจจริงๆ ครับ

ชายถือแก้วไวน์ยืนริมหน้าต่างวิลล่าล้านนา มองออกสู่สวน

อ่ะ กลับเข้ามาจิบวอร์มรอในห้องก่อน พร้อมกับมองวิวไปด้วย บรรยากาศแบบนี้ ต้องซักหน่อย!!

ว่าซั่น!!

มุมนี้ถ่ายย้อนจากศาลาด้านนอก ทะลุหน้าต่างบานกระจกเข้ามาครับ สวยดี

แมกไม้และรีสอร์ตยามโพล้เพล้ในบรรยากาศนุ่มนวล

มองจากบ้านผม ไปยังบ้านเท่ กับโทน เปิดไฟแล้ว ใกล้ได้เวลาเข้านอน

เป็นบรรยากาศแห่งท้องนา ธรรมชาติที่งดงามในความรู้สึกจริงๆ ครับ

ชายนั่งรับประทานอาหารค่ำใต้แสงเทียนบนระเบียงยามค่ำ

พนักงานที่ห้องอาหารจัดเตรียมบรรยากาศได้สวยงาม ประทับใจมากครับ จัดโต๊ะได้หรูหรา ประดับประดาโดยรอบศาลาด้วยเชิงเทียนอันเล็กๆ ราวกับดาวประดับดิน

บรรยากาศที่ดีย่อมทำให้อาหารมื้อนี้อร่อย และประทับใจเป็นพิเศษครับ

มุมต่าง ๆ ของอาหารไทยจัดจานในมื้อค่ำใต้แสงเทียน

อาหารจัดมาได้หลากหลาย วาไรตี้ และรสชาตดีมาก ตอนเลือกเมนู ผมเน้นอาหารไทยเป็นหลัก เชฟเลยจัดหนักทั้งปลาทอด ผัด ยำ ส้มตำ แกง

รสจะออกแนวฝรั่งทานได้ ไม่ได้จืดแต่ก็ไม่ได้จัดจ้านจนเกินไป เป็นอาหารไทยที่ปรุงได้รสกำลังพอเหมาะ บางจานอาจจะค่อนไปทางติดเค็มปลายลิ้นนิดๆ

แกงเขียวหวานไก่ใส่ยอดมะพร้าว คืออร่อยมากครับ กลมกล่อมหอมเครื่องแกงดีจริงๆ

โต๊ะอาหารค่ำใต้แสงเทียนกับแจกันดอกไม้แห้งและแก้วไวน์

ของหวานคืออร่อยที่สุด เป็นไอศครีมกะทิโฮมเมดที่เสิร์ฟฟมาในลูกฝรั่งที่คว้านเม็ดออกหมด รสชาตของมะพร้าวกับฝรั่งไปด้วยกันได้ดี

วิวยามค่ำของรีสอร์ตท่ามกลางแมกไม้ แสงไฟสะท้อนผืนน้ำ

บรรยากาศตอนกลางคืน เมื่อมองออกมาจากนอกบ้าน แสงไฟระยิบระยับในยามค่ำคืน เหมือนบ้านตามชนบทจริงๆ ครับ

ภาพระยะใกล้ของเตียงนอน ผ้าปูขาวสะอาดตา หัวเตียงผ้าทอล้านนาและโคมไฟ

ความโฟร์ซีซั่น ความหมอนเยอะ มีความปักโลโก้ให้ดูหรูหราขึ้นอีก

แขกพักผ่อนบนเตียงที่ขนาบด้วยโคมไฟและหัวเตียงงานสาน

นอนหลับสบายๆ ในบรรยากาศแห่งการพักผ่อนที่แท้ทรู ผมจึงตื่นแต่เช้าตรู่ มีเวลาเช็คเมลล์ อ่านข่าวสารผ่านทางออนไลน์ ขณะเดียวกัน เมื่อรู้สึกว่ามันเริ่มตึงๆ ไปก็มองออกไปทางหน้าตา ช่วยให้ผ่อนคลายได้ดีขึ้น

หัวนอนตกแต่งสวยมากกกกก

วิลล่าทรงล้านนาท่ามกลางสวนเขียว

เช้านี้ มีความชงกาแฟจากในบ้าน สวมชุดคลุมแล้วมายืนบริเวณชานศาลา เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด ซึ่งเป็น Rare Item ที่หาได้ยากสำหรับชีวิตคนเมืองแบบเรา

กลิ่นหอมๆ ของกาแฟร้อน คละเคล้ากับกลิ่นดินจากฝนที่ตกลงมาเมื่อคืน เช้านี้ จึงสดชื่นเป็๋นพิเศษ เป็นของขวัญจากธรรมชาติ

มุมต่าง ๆ ของวิลล่าและศาลารับประทานอาหารริมน้ำ

ตอนเช้าเราทานอาหารที่ห้องอาหารข้าว เช่นเคยครับ ห้องอาหารตกแต่งสไตล์ล้านนาร่วมสมัย คล้ายกับบรรยากาศโดยรวมของห้องพักและรีสอร์ต

แบ่งออกเป็น 2 โซนคือในห้องปรับอากาศและด้านนอก ริมสระน้ำซึ่งมีรูปปั้นประดับอยู่

เมนูอาหารเช้ากับชามผลไม้สดหลากสี

คุณสุดาได้แนะนำให้ผมสั่งเมนู Journey of Wellbeing ซึ่งเน้นธัญพืชเป็นหลัก ผมเลยลองสั่ง Superfood Bolw มาลองทาน มีทั้งมะม่วง อโวคาโด ผักโขมปั่นกับน้ำมะพร้าว โรยด้วยมะพร้าวคั่วกรอบและโกจิเบอรี่

อยากบอกว่าอร่อยมาก จนติดใจ ตอนนี้ต้องเอามาทำเองที่บ้าน ทานในตอนเช้า

ชายเดินบนทางเดินท่ามกลางทุ่งนาและแมกไม้

สายๆ ไปว่ายน้ำเล่นที่สระใหญ่กันครับ บรรยากาศดีมาก มองไปทางไหนก็สีเขียว

ภาพมุมสูงของศาลาหลักและสระน้ำของ Four Seasons Resort Chiang Mai กลางนาขั้นบันได

ถ้าอยากรู้ว่าสระว่ายน้ำขนาดใหญ่แค่ไหน ลองเทียบสเกลกับผมซึ่งนั่งอยู่ขอบสระด้านนอกดูสิครับ

ผมกลายเป็นคนตัวเล็กนิดเดียวเอง

มุมต่าง ๆ ของสปา ห้องทรีตเมนต์ผนังโทนแดงอิฐ

หลังจากว่ายน้ำพอให้ได้เหงื่อ ก็ได้เวลาทำสปา ตามที่นัดหมายเอาไว้

พอรถมารับ กลายเป็น GM ที่ขับมาส่งถึงที่สปา ซึ่งจะอยู่ฝั่งใกล้กับทางเรสซิเด้นท์

เป็นสปาที่หรูหรา อลังงานงานสร้าง ตกแต่งเหมือนอยู่วัดทางภาคเหนือ แค่ทางเข้าเราก็รู้สึกได้ถึงความสงบนิ่งในจิตใจ

มุมต่าง ๆ ของสปา ทั้งทางเดินโค้งและเลานจ์สไตล์ล้านนา

ชอบโทนสีที่เลือกใช้สีแดงเป็นเบส จากนั้นก็แบ่งออกไปอีกหลายเฉดทั้งแดงเลือดหมู แดงเลือดนก แดงชาด แดงก่ำ แดงหมากสุก ไปจนถึงแดงโกเมน ที่เข้มเกือบไปทางดำ ดูมีความหมายลึกล้ำมาก

ภายในจะประดับภาพเขียนแบบที่เราพบเห็นตามจิตรกรรมฝาผนังในวัดทางภาคเหนือครับ

แขกรับบริการนวดในห้องทรีตเมนต์ที่ตกแต่งด้วยผ้าทอสีแดง

พี่เล็กเป็นเทอราพิส มือเอกในวันนี้ เห็นตัวบางๆ แบบนี้ แรงดีมากครับ จังหวะกดจี้ปล่อยคลาย ทำได้เป็นธรรมชาติมาก ด้วยความเก๋าประสบการณ์ ซึ่งหากได้ยาก

คู่รักผ่อนคลายในอ่างอาบน้ำของสปาทรงประติมากรรม

หลังนวดเสร็จ ก็ไปแช่ในอ่างน้ำที่ผสมอโรม่าเข้าไปเพื่อให้ผ่อนคลายมากขึ้น หอมสดชื่นมากขึ้น

มุมต่าง ๆ ของอาหารไทยจัดจานอย่างประณีตบนจานสีเข้ม

มื้อกลางวัน ยังคงทานที่ห้องอาหารข้าวเช่นเคยครับ ลองสั่งมาทานหลายๆ อย่าง อะไรที่เขาแนะนำ ผมก็สั่งตาม 555 ที่ชอบสุดคือแดงเผ็ดทะเลใส่ลิ้นจี่ อันนี้หอมมาก ส่วนส้มตำไม่ต้องพูดถึง รสชาตจัดจ้านดี เป็น 2 จานที่โดดเด่นเป็นพิเศษครับ

มุมต่าง ๆ ของบาร์และชุดน้ำชายามบ่าย

ยังไม่ทันจะย่อยดี ช่วงบ่ายมี Afternoon Tea อีก เพราะที่นี่ขึ้นชื่อมาก ช่วงนี้เป็นเมนูลูกฟิกซ์ครับ สั่งตรงจากสวนออร์แกนิคแถวเชียงใหม่ นำมาทำเป็นขนมได้หลายตัว แต่ผมขอเปลี่ยนจากทานคู่กับชา มาเป็นกาแฟแทน ก็อร่อยเข้ากันได้ดีครับ

วิลล่าทรงล้านนาท่ามกลางสวนเขียวครึ้มยามแสงทอง

#โดยสรุป โฟร์ซีซั่น รีสอร์ต เชียงใหม่ เป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่มาพร้อมกับอัครสถานแห่งการพักผ่อนที่แสนประทับใจ

ทั้งในส่วนของคอนเซปต์ดีไซน์ บรรยากาศที่เนรมิตหมู่บ้านล้านนาเอาไว้ที่นี่ ยิ่งเวลาผ่านไปนาน บรรยากาศของสีเขียว แมกไม้ยิ่งโตสูงใหญ่ ให้ร่มเงาและความสดชื่นดี

หากเปรียบโฟร์ซีซั่นเป็นปุถุชน ตลอดระยะเวลาที่เปิดให้บริการมา ที่นี่คงเป็นรีสอร์ตที่ไม่ได้มีแค่อารมณ์ในการให้บริการห้องพัก แต่ยังเต็มไปด้วยเหตุผลในทุกแอคชั่น ว่าทุกอย่างที่เกิด “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี” ซึ่งพร้อมผสานเข้ากันและมอบคืนกลับไปยังแขกผู้เข้าพัก ให้ได้รับประสบการณ์อันโดดเด่นจากมนต์เสน่ห์ที่มีมานานกว่า 20 ปี ของโฟร์ซีซั่น รีสอร์ต เชียงใหม่ 

คำถามที่พบบ่อย

Four Seasons Resort Chiang Mai อยู่ที่ไหน และเดินทางอย่างไร

ตั้งอยู่ในหุบเขาแม่ริม ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ขึ้นไปทางเหนือ ท่ามกลางนาขั้นบันไดและภูเขาที่มักมีหมอกปกคลุม จากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ขับรถราว 30-40 นาทีก็ถึงรีสอร์ต พื้นที่กว่า 32 เอเคอร์จัดวางเป็นเหมือนหมู่บ้านไทย มีนาข้าวที่ทำจริง บ่อบัว และควายประจำรีสอร์ต ทำให้รู้สึกห่างจากความวุ่นวายของเมืองทั้งที่ขับรถถึงได้ไม่ยาก

ราคาเริ่มต้นเท่าไร และคุ้มไหม

ราคาเริ่มต้นหลักหมื่นต้น ๆ ต่อคืนสำหรับพาวิลเลียน และขยับขึ้นไปถึงหลักแสนสำหรับเรสซิเดนซ์หลายห้องนอนพร้อมสระส่วนตัว ราคานี้คือราคาของ Four Seasons ที่ติดอันดับรีสอร์ตดีที่สุดของไทยมายาวนาน สิ่งที่ได้คือพาวิลเลียนกว้างขวางพร้อมศาลาไทยส่วนตัว บริการระดับแบรนด์ และทำเลกลางนาข้าวที่หาไม่ได้จากโรงแรมในตัวเมืองเชียงใหม่

จุดเด่นและไฮไลต์คืออะไร

งานออกแบบจำลองหมู่บ้านล้านนา วางพาวิลเลียนล้อมรอบนาขั้นบันได บ่อบัว และทะเลสาบ แต่ละหลังมีระเบียงและศาลาไทยกลางแจ้งมองวิวหุบเขา ด้านอาหารมีห้องอาหารที่ตีความอาหารเหนือและเอเชียอย่างประณีต รวมถึง Rice Barn ที่จัดมื้อค่ำกลางแจ้งริมนาข้าวใต้แสงจันทร์ และโรงเรียนสอนทำอาหารชื่อดัง จุดเด่นคือการได้สัมผัสวิถีชนบทล้านนาในระดับบริการห้าดาว

Share
KANT
BULLETIN

A weekly dispatch, considered.