Thursday 25 June 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  HOTEL
HOTEL·30 Nov 2023

รีวิว Hoshinoya Tokyo

Words & Photography · KANT
รีวิว Hoshinoya Tokyo — Hoshinoya Tokyo0 1

Last Updated: 22 June 2026

ENGLISH SUMMARY — HOTEL REVIEW

Hoshinoya Tokyo is a modern ryokan stacked into a tower in the Otemachi business district. This KANT review covers its tatami-floored rooms, its top-floor hot spring drawing on natural water, and how Hoshino Resorts brings the rituals of a countryside ryokan into the centre of the capital. Rates start around THB 28,000 per night.

สรุปตรง

Hoshinoya Tokyo คือเรียวกังหรูแนวตั้งในย่าน Otemachi ใจกลางกรุงโตเกียว ในเครือ Hoshino Resorts เป็นอาคารสูง 17 ชั้นที่ทำงานเหมือนเรียวกังในแนวตั้ง มีห้องพัก 84 ห้อง โดยแต่ละชั้นเป็นเรียวกังย่อมที่มีหกห้องเชื่อมด้วยโถงทาทามิและ ochanoma ค่าห้องเริ่มต้นราว 28,000 บาทต่อคืน ไฮไลต์คือออนเซ็นบนชั้น 17 ที่น้ำพุร้อนมาจากใต้ดินลึกเกือบหนึ่งไมล์ เปิดรับฟ้าด้านบน จุดที่กานต์ประทับใจคือการนำธรรมเนียมเรียวกังมาวางในตึกระฟ้ากลางย่านธุรกิจได้อย่างกลมกลืน เหมาะกับคู่รัก นักเดินทางที่อยากสัมผัสวัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบหรู และคนที่มองหาความสงบกลางโตเกียว

Key Facts
KANT Rating 4.7 / 5
LocationTokyo
Priceเริ่มต้นราว 28,000 บาท/คืน
Class5-star
ทางเดินภายใน Hoshinoya Tokyo ผนังลายโครงไม้ พร้อมภาพไลฟ์สไตล์การต้อนรับ

#ยกเรียวกังสุดหรูมาไว้ใจกลางโตเกียว

กานต์เพิ่งกลับจากไปพักผ่อนที่ Hoshinoya Tokyo โรงแรมที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านโอเทมาชิอันพลุกพล่าน นำเสนอความเงียบสงบของเรียวกัง (โรงแรมขนาดเล็ก) แบบดั้งเดิมเข้ากับประโยชน์ใช้สอยและความหรูหราของสถาปัตยกรรมร่วมสมัย เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการผสมผสานระหว่างประเพณีและความทันสมัยของญี่ปุ่นอย่างไร้ที่ติ

ด้านหน้าเป็นสวนสไตล์เอเทรียมชวนให้นึกถึงบ้านญี่ปุ่นโบราณ ตัวอาคารออกแบบโดย Rie Azuma สถาปนิกชื่อดัง เป็นไปตามหลักสุนทรียศาสตร์ของญี่ปุ่น คือWabi-Sabi (วาบิ-ซาบิ) ความงามของความไม่สมบูรณ์แบบ นำไปสู่ความสง่างามและความสงบ องค์ประกอบหลายอย่างภายเป็นงานฝีมือช่างท้องถิ่นเพื่อแสดงความเคารพต่อมรดกงานฝีมืออันยาวนานของญี่ปุ่น

โรงแรม (ไม่สิ!! ต่อไปขอเรียกว่าเรียวกัง) แห่งนี้ไม่มีทางเข้าขนาดใหญ่ มีเพียงโลโก้เล็กๆ ประดับผนัง ภายนอกเป็นเสาหินสีดำเรียบหรู Facade เป็นลวดลายที่เรียกว่า Shippō จากสมัยเอโดะ ทำให้เกิดความรู้สึกลึกลับและเป็นกันเอง ส่วนประตูทางเข้าขนาดใหญ่ทำจากไม้ไซเปรสแผ่นเดียวผ่าครึ่งทำให้รู้สึกอบอุ่น

#เรียวกังที่สวยที่สุดของโตเกียวเชิญชวนให้เราไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากมาพักผ่อน

เมื่อมาถึงพนักงานจะขอให้เราถอดและเก็บรองเท้าเอาไว้ในตู้ไม้ ราวกับว่ากำลังจะเข้าไปเยี่ยมชมบ้าน เป็นการให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่น

ชั้น 2 เป็นแผนกต้อนรับ โดดเด่นด้วยเคาน์เตอร์รูปวงรีสีแดง นอกจากเช็คอินแล้วยังเป็นพื้นที่ให้เราสามารถมีส่วนร่วมในการสาธิตที่เน้นศิลปะญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมในแง่มุมต่างๆ เช่น พิธีชงชามัทฉะ ดนตรีคลาสสิกและการชิมสาเกในทุกวัน

จากนั้น พนักงานจะพาเราไปที่ห้องพัก แต่ละชั้นมีห้องพัก 6 ห้อง จากทั้งหมด 14 ชั้น รวม 84 ห้อง มีทั้งหมด 3 Type ได้แก่ ยูริ (Yuri) ซากุระ (Sakura) และห้องที่เราพักคือคิคุ (Kiku) ขนาดใหญ่ที่สุด 83 ตารางเมตร เป็นห้องมุมที่มีโต๊ะรับประทานอาหาร มุมทำงาน และโซฟาขนาดใหญ่ เปิดรับแสงธรรมชาติได้มากขึ้นเนื่องจากหันหน้าไปทางทิศใต้ หน้าต่างบานเลื่อนทำจากกระดาษโชจิ พื้นเสื่อทาทามิ ส่วนทีวีจะซ่อนตัวอยู่ในกระจกเงาเพื่อไม่ให้เราถูกรบกวนการพักผ่อน

ห้องน้ำมีอ่างล้างหน้า แบบ His & Her ทำให้รู้สึกสบายเป็นพิเศษ ด้านนอกเป็นฝักบัวแบบยืนและนั่งอาบสไตล์ออนเซ็น สำหรับชำระล้างร่างกายก่อนที่จะลงแช่ตัวในอ่างทรงลึกสีดำ ก่อนที่ช่วงค่ำเราจะได้นอนบนฟูกนุ่ม ๆ บนพื้นยกสูงเล็กน้อยสไตล์เรียวกังแท้ๆ แต่มีชุดเครื่องนอนสีขาวที่หรูหรา

ภายในห้องมีตู้เสื้อผ้าแบบวอล์กอิน ในลิ้นชักเตรียมชุดนอนและชุดกิโมโนเอาไว้ให้เราใส่ ช่วยเพิ่มกลิ่นอายในการเข้าพัก เอาเข้าจริงเราแทบจะไม่ได้ออกไปไหนเพราะมีกิจกรรมให้ทำตลอดเวลา

แต่ละชั้นมีเลานจ์ส่วนกลางหรือ Ochanoma ซึ่งแขกจากทั้ง 6 ห้องในแต่ละชั้นใช้ร่วมกัน บริการเครื่องดื่มฟรี เช่น ชา กาแฟ สาเก เบียร์ และของว่างตามฤดูกาล คอนเซปต์นี้ลักษณะแบบเอนกาวะซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม เป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างภายในและภายนอก ซึ่งมักพบในบ้านญี่ปุ่นโบราณ

ที่นี่มีห้องอาหารซึ่งไม่มีชื่อทั้งหมด 10 โต๊ะอยู่ชั้นใต้ดินและต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น แม้จะเป็นการรับประทานอาหารเช้าก็ตาม ห้องอาหารตกแต่งผนังด้วยดินเหนียวและหินคล้ายกับถ้ำ ร้านอาหารที่นี่เสิร์ฟสไตล์ Nippon Cuisine เป็นการทำอาหารที่เน้นไปที่ปลา ตามสไตล์เรียวกัง ทว่าจัดเตรียมและปรุงโดยใช้เทคนิคแบบฝรั่งเศส

ด้วยความที่เป็นเรียวกัง แน่นอนว่าต้องมีออนเซ็นในตัว ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นบนสุด ด้วยท่อส่งน้ำมาจากความสูง 1,500 เมตรจากใต้ถนนในโตเกียว โดยมีทั้งพื้นที่ในร่มและกลางแจ้ง ด้านหน้าจะเป็นห้องแต่งตัวและโถงอาบน้ำแบ่งแยกชายและหญิง

ที่นี่ไม่มีฟิตเนส เราจึงใช้วิธีวิ่งบนเส้นทาง 5 กิโลเมตรที่วนรอบพระราชวังอิมพีเรียลแทน ส่วนตอนเช้าจะมีกิจกรรมที่เรียกว่า Kenjutsu ศิลปะการป้องกันตัวแบบญี่ปุ่นซึ่งจะต้องไปฝึกกันบนชั้นดาดฟ้า เพื่อรับพลังแสงแรกของวัน บรรยากาศดีมาก

โดยรวมแล้ว HOSHINOYA Tokyo สะท้อนถึงหลักปรัชญาของโรงแรมได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือการมอบประสบการณ์แบบญี่ปุ่นแท้ๆ แม้ห้องพักไม่มีวิวสวยจากตึกพักชั้นสูงๆ ให้ดูชมเหมือนกับการเข้าพักที่ Aman Tokyo, Four Seasons หรือโรงแรมห้าดาวอื่นๆ แต่ถึงกระนั้น ภายในก็ยังมีดีไซน์ที่น่าดึงดูดมากพอด้วยการนำเอาแก่นแท้ของเรียวกังมาอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของเมืองร่วมสมัย โดยมีสภาพแวดล้อมอันเงียบสงบและการต้อนรับที่ยอดเยี่ยม

จองห้องพัก https://hoshinoya.com/tokyo/en/

#Hoshinoya#Tokyo#HoshinoyaTokyo#Hoshinoresorts#Japan

เราชอบไอเดียการออกแบบบริเวณนี้ ผนังด้านข้างที่เห็นเป็น “ตู้เก็บรองเท้า” ที่ซ่อนไว้ในลวดลายแบบญี่ปุ่นสมัยเอโดะ มันเจ๋งมาก

เมื่อมาถึงพนักงานจะรอต้อนรับเราอยู่บริเวณนี้ ซึ่งดูจากทางเข้าจะนำเสนอความเรียบง่าย เหมือนไม่มีโรงแรมหรืออะไรทั้งสิ้น

ห้องเสื่อทาทามิ บรรยากาศพิธีชงชาแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

พิธีชงชาแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม

ห้องพัก เตียงสไตล์ฟูก ฉากโชจิและผนังโทนน้ำเงินอันเรียบสงบ

ที่นอนแบบเรียวกังแท้ๆ แต่หนาและนุ่มดีมาก อยากซื้อกลับไปไว้ที่บ้านเลย นอนสบายสุดๆ

ภาพไลฟ์สไตล์บนดาดฟ้า สวมกิโมโนรับวิวเส้นขอบฟ้าโตเกียว

กิจกรรมนี้ดี ชื่อว่า Kenjutsu ศิลปะการป้องกันตัวแบบญี่ปุ่นซึ่งจะต้องไปฝึกกันบนชั้นดาดฟ้า เพื่อรับพลังแสงแรกของวัน บรรยากาศดีมาก

ล็อบบี้โรงแรม ฝ้าไม้ระแนงในบรรยากาศโทนเข้มสงบ

ทางเข้าอีกด้านสำหรับรถยนต์สามารถมาลง Drop-Off ตรงนี้ได้

ทางเข้าโรงแรม ต้นไม้ประธานและป้ายชื่อ Hoshinoya Tokyo
ทางเข้าทั่วไปสำหรับเดินเข้าออก ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางตึกออฟฟิศต่างๆ
รายละเอียดผนังไม้บริเวณทางเข้า งานฝีมือประณีต

ทางเข้ามีเพียงประตูไม้บ้านใหญ่ ดูไม่ออกเลยว่าเป็นโรงแรมหรือเรียวกังอะไร นำเสนอเพียงความเรียบง่ายที่ไม่ธรรมดา

ทางเดินผนังลายโครงไม้ พื้นทาทามิและฉากโชจิแบบญี่ปุ่น

พนักงานจะรอต้อนรับเรา พร้อมกับขอให้เราถอดรองเท้าเหมือนเข้าไปพักบ้านคนญี่ปุ่น จากนั้นจะเก็บไปไว้ในกล่องซึ่งมีเลขห้องเล็กๆ ติดไว้อยู่ ถ้าจะรับรองเท้าก็สามารถแจ้งพนักงานได้

ช่องโทโคโนมะจัดต้นไม้ประดับ ขับงานไม้โทนอบอุ่น

ด้านในยกพื้นขึ้นมาสำหรับจัดแสดงศิลปะการจัดดอกไม้ขั้นสูงแบบญี่ปุ่น จะเปลี่ยนไปตลอดเวลา

เคาน์เตอร์ต้อนรับทรงโค้งเคลือบแดง ตัดกับงานศิลปะบนผนัง

กดลิฟต์ขึ้นมาชั้น 2 จะเป็นในส่วนของแผนกต้อนรับ มีเพียงเคาน์เตอร์สีแดงขัดเป็นทรงกลมดูเรียบง่าย ไม่มีอะไรที่รกสายตาปรากฎให้เห็น

เลานจ์และห้องสมุด ชั้นไม้และมุมนั่งเล่นโทนอบอุ่น

ด้านในเป็นพื้นที่นั่งของแขกระหว่างเช็คอิน ฟีลเหมือนเรียวกังที่เคยไปพัก ผนังอีกด้านเป็นตู้โชว์ของ (ขาย) เป็นที่ระลึกจากทางโรงแรม

โอจะโนมะประจำชั้น ที่นั่งเตี้ยและฉากโชจิเรียบงาม

อีกฝั่งก็มีที่นั่งเช่นกันแต่จะส่วนตัวกว่าเพราะมีที่กั้นเพื่อบังสายตา

มุมรับประทานอาหารประจำชั้น โต๊ะไม้ยาวและชั้นวางของ

จากนั้น พนักงานจะพาเราขึ้นมายังห้องพักซึ่งอยู่ชั้นบน ตั้งแต่ชั้น 3-ชั้น 16 ซึ่งเราพักชั้นนี้ ทุกชั้นจะตกแต่งเหมือนกัน

ทางเดินงานไม้โทนเข้ม ผนังลายโครงไม้เรียบนิ่ง

โถงทางเดินระหว่างเข้าห้องพัก จะดูมืดๆ เรียบๆ ตามสไตล์ญี่ปุ่น ทุกชั้นจะวางผังเหมือนกัน มี 6 ห้อง ที่นี่จะมีห้องพักแค่ 3 แบบตั้งชื่อตามดอกไม้คือ Sakura , Yuri และ Kiku

ห้องพักผนังน้ำเงิน มุมชงชาในดีไซน์ญี่ปุ่นร่วมสมัย

ห้องพักของเราเป็นห้อง Type สูงสุด คือ Kiku ห้องใหญ่มาก มีโถงทางเดินเข้าห้องเพื่อตรงสู่ห้องนอนและมุมแต่งตัว หรือจะเดินมาอีกด้านเพื่อไปยังมุมนั่งเล่นก็ได้เช่นกัน

ห้องนอน เตียงฟูกริมฉากโชจิในบรรยากาศนุ่มลึก

ห้องนี้ตกแต่งด้วยสีน้ำเงินเข้ม ดูเรียบนิ่งเท่มาก ตกแต่งในสไตล์เรียวกังโบราณ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผนังบานเลื่อนที่ทำจากกระดาษสา หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่าโซจิ ทุกอย่างเป็นไม้ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติแบบเรียวกังญี่ปุ่น มุมพักผ่อนมีเพียงฟูกนอนขนาดใหญ่กว่าเรียวกังทั่วไป ปูไว้ดีมาก ตึงแน่นเปรี้ยะ!!

ห้องน้ำ อ่างล้างหน้าคู่และงานไม้ในโทนเข้ม

ห้องน้ำสวยมาก ดูเรียบหรู แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือตรงกลางเป็นอ่างล้างหน้าแบบ His & Her พร้อม Amenities ของโรงแรมเป็นแบรนด์ญี่ปุ่น LIRIO เน้นส่วนผสมจากธรรมชาติ

ด้านขวาเป็นห้องสุขา ส่วนด้านซ้ายเป็นห้องอาบน้ำที่มีทั้งแบบฝักบัว นั่งอาบและอ่างอาบน้ำหินขัดสีดำขนาดใหญ่

พื้นที่สปาและออนเซ็น อ่างหินใต้แสงฝ้าดีไซน์พิเศษ

วันแรกเรายังไม่อาบน้ำ เอ๊ยยย เรากดลิฟต์ไปที่ชั้น 17 เพื่อจะไปยังออนเซ็นครับ จะมาอาบน้ำและแช่ออนเซ็นที่นี่

ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าออนเซ็น ตู้ไม้และโต๊ะเครื่องแป้ง

บรรยากาศภายในออนเซ็น เหมือนอยู่ในเรียวกังตามต่างจังหวัดเลยครับ มีตะกร้าผ้า โต๊ะเครื่องแป้งขนาดใหญ่ เปลี่ยนเสื้อผ้ากันในนี้เลยครับ เราไปก่อนเวลาเปิดเล็กน้อยเพื่อเก็บภาพ

(ภาพถ่ายในออนเซ็นได้รับอนุญาตจากทางโรงแรมเรียบร้อยแล้วครับ

บ่อออนเซ็นในร่ม พื้นไม้และบรรยากาศโทนเข้มผ่อนคลาย

ด้านในเป็นพื้นที่อาบน้ำ ชำระล้างก่อนลงไปแช่ออนเซ็น เหมือนเป็นบรรยากาศของเรียวกังที่เราคุ้นเคยเลยครับ

ทางเข้าออนเซ็น แสงลอดผ่านช่องแนวตั้งสร้างความสงบ

บ่อออนเซ็นจะมี 2 จุดคือด้านในเป็นพื้นที่ในร่มใกล้กับจุดอาบน้ำ

บ่อออนเซ็นเปิดสู่ท้องฟ้า ผ่านช่องแนวตั้งบนผนังสูง

ส่วนด้านนอกจะเป็นพื้นที่เอ้าท์ดอร์แบบกึ่งปิด เพราะตอนนี้เราอยู่ชั้น 17 ของตึกสูงใจกลางโตเกียวนะครับ ผนังด้านข้างเปิดได้ และมีช่องแสงเปิดจากด้านบนลงมาให้เรานั่งแช่น้ำมองท้องฟ้าได้เลยครับ

ห้องนอน เตียงฟูกริมฉากโชจิลายอาซาโนฮะ

แช่ออนเซ็นแล้วจะมานวดต่อที่สปาก็ได้ซึ่งอยู่ชั้นเดียวกันแต่คนละฝั่ง

ห้องทรีตเมนต์สปา ผนังหินและแสงดีไซน์ดรามาติก

หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว เราลงไปทานดินเนอร์กันที่ห้องอาหาร ชั้น B1 ซึ่งไม่มีชื่อและไม่ต้องกลัวหลงเพราะมีอยู่ห้องเดียว

ผนังหินชั้นในพื้นที่ออนเซ็น จัดแสงเน้นพื้นผิวธรรมชาติ

ห้องอาหารตกแต่งเรียบง่ายสไตล์ญี่ปุ่นด้วยการจัดวางหิน แจกัน ไม้ ราวกับเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานศิลปะ ผนังประดับด้วยหินขนาดใหญ่เพื่อให้รู้สึกเหมือนอยู่ในถ้ำ

ช่องจัดวางชุดน้ำชาในโทนมืดสลัว เรียบและสงบ

ห้องอาหารของเราถูกจัดวางไว้แบบเรียบง่าย ภายในห้องมีตู้จัดวางโชว์แจกันไว้ 2 ใบ (แต่เป็นแจกันเก่าหายาก)

ห้องรับประทานอาหาร โต๊ะยาวใต้แสงโคมในบรรยากาศเป็นส่วนตัว

ถามพนักงานว่าทำไมเขาถึงตกแต่งแบบโล่งๆ ใช้สีดำ เหมือนไม่มีอะไรเลย

พนักงานบอกว่า ต้องการให้เราได้ใช้เวลากับอาหารตรงหน้าและรสชาติมากกว่าจะโฟกัสอย่างอื่นครับ

รายละเอียดถาดไม้และถ้วยเคลือบ งานเสิร์ฟแบบไคเซกิ

อาหารค่ำจะเสิร์ฟสไตล์ฝรั่งเศสผสมญี่ปุ่น คือเป็นเมนูญี่ปุ่นที่ใช้เทคนิคขั้นสูงในการปรุงอาหาร เสิร์ฟเป็นคอร์สครับ อาจจะมีเมนูที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน

ภาพการจัดจานไคเซกิอย่างประณีต บรรยากาศโทนเข้ม

ส่วนอาหารจานหลัก แน่นอนว่าต้องเลือกเป็นเนื้อวากิวเท่านั้น เสิร์ฟพร้อมกับซอสที่รสชาติละมุนอ่อนโยนไม่กลบรสชาติของเนื้อเลยครับ ส่วนเนื้อก็คือดีมาก นุ่มละลายในปากเลยครับ

ภาพไลฟ์สไตล์มื้ออาหารส่วนตัวที่เคาน์เตอร์

กินข้าวคนเดียวอีกแล้วจ้าาาาาา

มัทฉะและขนมวากาชิ จัดเสิร์ฟอย่างพิถีพิถัน

ปิดท้ายมื้ออาหารด้วยมัจฉะอุ่นๆ พร้อมช็อคโกแล็ต

ห้องนอน บรรยากาศการจัดเตียงฟูกริมฉากโชจิ

จากนั้น ก็ได้เวลาเข้านอนครับ ตั้งแต่นอนฟูกมาทั่วญี่ปุ่น ผมยกให้ที่นี่นะ ค่อนข้างหนาแต่นุ่มกว่า เพราะปกติเราจะเจอแบบนุ่มคือนิ่มติดพื้นไปเลย กับแบบก้อนแข็งๆ ที่ำสำคัญคือสะอาดมากกกกก

เงาลายอาซาโนฮะทาบผ่านฉากโชจิ งานแสงและเงาแบบญี่ปุ่น

ส่วนบานเลื่อนสามารถเปิดได้จะเจอกับลวดลายญี่ปุ่นโบราณสมัยเอโดะซึ่งกลายเป็นภาพจำของญี่ปุ่นไปเสียแล้ว

ภาพไลฟ์สไตล์สวมกิโมโนบนดาดฟ้า รับวิวเมืองโตเกียว

ตอนเช้า เราจองทำกิจกรรมที่ถือว่าเป็นไฮไลท์เลยครับ นั่นคือไปออกกำลังกายบนชั้นดาดฟ้า (ของอีกตึก) ซึ่งอยู่ติดกัน เรียกว่า Kenjutsu ศิลปะการป้องกันตัวแบบญี่ปุ่นซึ่งจะต้องไปฝึกกันบนชั้นดาดฟ้า เพื่อรับพลังแสงแรกของวัน บรรยากาศดีมาก

เนื่องจากเป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ จึงห้ามพกกล้องขึ้นไป ไม่อนุญาตให้วางอะไรไว้ที่พื้น แต่โทรศัพท์เอาไปได้จะมีซองซิปใส่ไว้ให้ เมื่อฝึกเสร็จถึงจะอนุญาติให้โพสต์ท่าถ่ายรูป

ทางเดินโทนเข้ม จัดวางงานศิลปะอย่างเรียบนิ่ง

จากนั้น ก็ไปอาบน้ำแต่งตัวลงมาทานอาหารเช้ากันที่ห้องอาหารเดิมซึ่งไม่มีชื่อ

ภาพไลฟ์สไตล์มื้ออาหารและน้ำชา บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง

คราวนี้เปลี่ยนห้องบ้างแต่ยังได้บรรยากาศคล้ายๆ กัน พนักงานเสิร์ฟอาหารเช้ามาในกล่อง เราเลือกเป็นเซ็ตอาหารญี่ปุ่น

อาหารเช้าชุดญี่ปุ่น จัดเสิร์ฟครบสำรับบนถาด

แค่การออกแบบกล่องก็กินขาด เปิดออกมาแล้วสามารถจัดวางเรียงกันได้อย่างลงตัว เมนูหลักเป็นแซลม่อนย่างซีอิ้ว พร้อมข้าวญี่ปุ่นที่หุงในหม้อนี้เลยครับ เสิร์ฟเพื่อเราคนเดียว 1 หม้อ

อาหารเช้าในห้องพัก น้ำส้มและเบเกอรีบนถาดไม้

อีกเช้าเราเลือกทานที่ห้องเป็นอาหารแบบอเมริกัน เพื่อให้ได้ฟีลที่แตกต่างกัน

เลานจ์และห้องสมุด ฉากโชจิและชั้นไม้ พร้อมภาพไลฟ์สไตล์

สายๆ มานั่งเล่นที่พื้นที่ส่วนกลางซึ่งแต่ละชั้นจะมีเหมือนกัน เรียกว่า Ochanoma ซึ่งแขกจากทั้ง 6 ห้องในแต่ละชั้นใช้ร่วมกัน แต่เราไม่เคยเจอแขกคนอื่นเลยครับ

มุมรับประทานอาหารประจำชั้น โต๊ะไม้ยาวโทนอบอุ่น

เราเลยชอบมานั่งทำงานที่ห้องนี้ มีชา กาแฟ สาเก ขนม ของว่างทานได้ฟรีและเติมตลอดเวลา แทบไม่เคยมีขยะเหลือในถัง ของเติมตลอด เป็นเล้าจน์ที่หรูหราสุดละ

ห้องพัก ฉากโชจิและเดย์เบดบนเสื่อทาทามิ

มุมทำงานมีให้เลือกนั่งหลายจุดมาก อย่าลืมว่า 1 ชั้น แขกใช้งานแค่ 6 ห้อง มากสุดก็ 12 คน แต่มีที่นั่งจัดไว้เยอะมาก

ภาพไลฟ์สไตล์มุมชงชาริมฉากโชจิ บรรยากาศเซน

จากนั้น ไปเข้าร่วมพิธีชงชา หรือ Tea Ceremony ศิลปะแบบญี่ปุ่นโบราณแท้ๆ เสียดายวันที่เราไปไม่ได้เจอพิธีชงชาชุดใหญ่จากในพระราชวังอิมพีเรียล

ภาพไลฟ์สไตล์สวมกิโมโน คุกเข่าทำพิธีบนเสื่อทาทามิ

พนักงานกำลังสาธิตและสอนเราชงชา ซึ่งพบว่า เราใช้แปรงชงมัทฉะ หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ฉะเซ็น ผิดวิธีมาโดยตลอด คือไม่ได้ตีหมุนเป็นวงกลม แต่ให้ตีขึ้นลง เพื่อให้เกิดฟองที่นุ่ม ก็เป็นความรู้ใหม่

ห้องพักสไตล์เรียวกังร่วมสมัย งานไม้และโคมไฟกระดาษ

ส่วนช่วงเย็นมีสาเกให้ดื่มฟรี มีเหล้าญี่ปุ่นด้วย นั่งจิบได้ทุกวันที่ล็อบบี้เล้าจน์

อาคาร Hoshinoya Tokyo เผยผนังลายโครงไม้คล้ายลายกิโมโนยามค่ำ

เอาเป็นว่า ชอบมาก ตอนนี้ให้ยืนหนึ่งในใจ สำหรับความเป็นเรียวกังในโตเกียว เป็นการส่งมอบประสบการณ์แบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ดีมากให้กับเรา

จองห้องพัก https://hoshinoya.com/tokyo/en/

จองโรงแรมนี้เลย คลิก >> Trip.com

คำถามที่พบบ่อย — Hoshinoya Tokyo

Hoshinoya Tokyo อยู่ที่ไหน เดินทางอย่างไร

Hoshinoya Tokyo ตั้งอยู่ในย่านโอเทมาจิ ใจกลางโตเกียว ติดกับสวนพระราชวังอิมพีเรียลและล้อมรอบด้วยตึกสำนักงานของย่านการเงิน เดินไม่กี่นาทีก็ถึงสถานีรถไฟใต้ดินโอเทมาจิและสถานีโตเกียว ทำให้ต่อรถไปไหนมาไหนในเมืองได้สะดวก หากบินลงสนามบินฮาเนดะใช้เวลาราว 30 นาทีโดยรถยนต์ ส่วนนาริตะอยู่ห่างออกไปราวหนึ่งชั่วโมงครึ่ง เป็นทำเลที่ให้ทั้งความสงบของเรียวกังและความได้เปรียบของย่านธุรกิจในที่เดียว

Hoshinoya Tokyo มีจุดเด่นด้านงานออกแบบอย่างไร

ตึกสูงหลังนี้ออกแบบโดยรีเอะ อาซึมะ แห่ง Azuma Architect & Associates ที่ตีความเรียวกังขึ้นใหม่ในแนวตั้ง โดยห่อหุ้มอาคารด้วยลวดลายโคมงะตะฉลุโลหะคล้ายผ้ากิโมโน แต่ละชั้นมีหกห้องและโอชะโนะมะ หรือเลานจ์ส่วนกลางแบบเสื่อทาทามิ เชื่อมถึงกัน ผู้เข้าพักถอดรองเท้าตั้งแต่ล็อบบี้และเดินบนทาทามิตลอดการพัก จุดที่กลายเป็นภาพจำคือออนเซ็นบนดาดฟ้าที่เปิดสู่ท้องฟ้าโตเกียวด้วยน้ำพุร้อนธรรมชาติ

Hoshinoya Tokyo เหมาะกับใคร

ในเชิงแบรนด์ Hoshinoya คือเรือธงระดับบนสุดของเครือโฮชิโนะ รีสอร์ต และสาขาโตเกียวคือการพิสูจน์ว่าความเป็นญี่ปุ่นแท้ขายได้ในราคาพรีเมียมกลางเมืองหลวง เหมาะกับนักเดินทางที่อยากสัมผัสพิธีกรรมของเรียวกังโดยไม่ต้องออกไปต่างจังหวัด ทั้งคู่รักที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและนักธุรกิจที่เห็นคุณค่าของการพักที่ช้าลงหลังวันอันเร่งรีบ กานต์มองว่านี่คือบทเรียนเรื่องการวางตำแหน่งราคาด้วยวัฒนธรรม ไม่ใช่ทำเลหรือสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงอย่างเดียว

Kant.
Bulletin A weekly dispatch, considered.
KANT BRIEF

Curated, Every Sunday.