Last Updated: 10 July 2026
ENGLISH SUMMARY
The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok is a five-star hotel on Wireless Road in the embassy district, set on the historic grounds of the former Phetchaburi Palace. This KANT review covers its classic luxury atmosphere, its varied dining and celebrated afternoon tea, and its location by the Phloen Chit BTS. Rates start around THB 7,000 per night.
สรุปตรง
The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok คือโรงแรม 5 ดาว 374 ห้องบนถนนวิทยุ ใจกลางกรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนผืนดินวังกันทวาสเดิม ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัลยาลงกรณ์ พระธิดาในรัชกาลที่ 5 จุดที่ทำให้ต่างจากโรงแรมใจกลางเมืองทั่วไปคือการดึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ของวังเก่ามาเป็นแกนของงานออกแบบที่ผสานสไตล์เอเชียและยุโรปยุคศตวรรษที่ 19 ตั้งอยู่ใกล้ย่านสถานทูต ห้างหรู และสวนลุมพินี เชื่อม BTS เพลินจิตผ่านสกายวอล์ก ไฮไลต์คือห้องอาหารฝรั่งเศส บุฟเฟต์ The Glasshouse และร้านกวางตุ้ง-ไทย-ญี่ปุ่นที่ครบครัน จุดขายคือโรงแรมหรูเชิงมรดกที่เล่าความเป็นวังเก่ากลางถนนวิทยุ ราคาเริ่มต้นหลักเจ็ดพันต่อคืน
| KANT Rating | 4.8 / 5 |
|---|---|
| Location | วิทยุ · กรุงเทพฯ |
| Price | เริ่มต้นราว 7,000 บาท/คืน |

ชวนมาพัก The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok โรงแรมที่ดารา เซเลป นิยมมาจัดงานแต่งงานกันที่นี่ (ตอนนี้โรงแรมกำลังฮิตเพราะมีราคาพิเศษคืนละพันเปิดให้จองกันด้วยครับ)
กานต์พาไปชมห้อง “วิมานสยาม” ห้องสวีท ตีมสีขาวครีม ดีไซน์ไทยร่วมสมัย ที่คู่รักคนดังนิยมมาพักกันมากที่สุด ถือว่าเหมาะมากสำหรับโอกาสพิเศษครับ
เรื่องราว และประวัติโรงแรม
ความพิเศษที่สามารถเข้ามาอยู่ใน a Luxury Collection Hotel ในเชน Marriott คือเรื่องราวของโรงแรมที่น่าสนใจ สามารถดึงดูดให้นักเดินทางทั่วโลกต่างอยากมาพักผ่อนที่นี่ และ The Athenee ก็มีประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าเช่นกันครับ
ด้วยความที่พื้นที่ 4 ไร่ใจกลางกรุงเทพฯ บนถนนวิทยุแห่งนี้ เคยเป็นวังเก่า คือ “วังคันธวาส” ในสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ มาก่อน คอนเซปต์ในการออกแบบจึงนำเสนอเรื่องราวที่ “พระองค์หญิง” ทรงสนพระทัย ไม่ว่าจะเป็น การเดินทางท่องเที่ยว งานดีไซน์ แฟชั่น ทรงพระอักษร ตลอดจนเกมหมากฮอส
ผสานความเป็นโมเดิร์นไทยเข้ากับยุโรปคลาสสิคได้อย่างลงตัวครับ โดยเฉพาะ Iconic อย่างบันไดโค้งวนทั้ง 2 ด้าน ขึ้นตรงสู่ห้องบอลลรูม ตรงโถงกลางประด้วยแชนเดอร์เลียร์ทรงดอกบัวสีเหลืองทองซึ่งสั่งทำขึ้นพิเศษ จนกลายเป็น Signature Shot ที่หลายคนมาพักที่นี่แล้วต้องถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกและโรแมนติกมากเมื่อจัดงานแต่งงานที่นี
กานต์อยากจะค่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวของโรงแรม The Athenee แห่งนี้ร้อยเรียงไปทีละรูป ทีละเรื่อง อยากให้ค่อยๆ เปิดอ่าน ชมรูป แล้วซึมซับเอาความงดงามของ The Athenee ที่เปรียบเสมือนมงกุฏเพชรแห่งสยามไปพร้อมๆ กันครับ
#theAthenee#theAtheneeHotel#theAtheneeHotelaLuxuryCollection#aLuxuryCollectionHotel#Marriott
—
The Athenee เป็นโรงแรมที่ผสานความงามของไทยและยุโรปเข้าด้วยกัน ตกแต่งในรายละเอียดส่วนต่างๆ ได้อย่างปราณีตครับ ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียน ภาพวาด งานจิตรกรรม เครื่องเรือน หรือแม้กระทั่งผ้าม่าน ลายฉลุ ล้วนแล้วแต่บ่งบอกถึงความเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์ และการพักผ่อนได้อย่างลงตัว
ห้องพัก วิมานสยาม
คืนนี้กานต์อยู่ที่ห้องพัก “วิมานสยาม” ครับ เป็น ห้อง แบบ 2 ห้องนอน Penthouse Suite สามารถเข้าใช้ Club Lounge ได้ครับ
สอบถามรายละเอียดห้องพักได้ที่เบอร์โทร +662-650-8800

วิวจากห้องพักโรงแรมจะมองเห็นหมู่ตึกน้อยใหญ่ในกลางกรุงเทพมหานคร สลับกันสวนเขียวร่มรื่นในบ้านพักของท่านฑูตสหรัฐฯ

พื้นที่ส่วนกลาง
Iconic Lobby ที่ เป็นบันไดทรงโค้งวนทั้ง 2 ด้าน ขึ้นไปสู่ห้องบอลล์รูมขนาดใหญ่ ตรงกลางประดับด้วยแชนเดอร์เลียร์สีทองทรงดอกบัวระยิบระยับ สลับกับสีเข้มของไม้ และสีสว่างของพื้นหินอ่อนและพรม ตรงกลางวางประดับด้วยพานพุ่ม อุบะมาลัย ทรงโปรดของพระองค์หญิง เป็นการต้อนรับเข้าสู่พื้นที่ของวังคันธวาสในอดีต

บริเวณสวนหยอ่มชั้น 4 จะเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นของ สมเด็จเจ้าฟ้าวไลย์อลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ผู้ทรงสร้างวังคันธวาส บนพื้นที่แห่งนี้

โถงต้อนรับชั้น 28 ตกแต่งได้อย่างคลาสสิค มีความเรียบหรู ด้วยความที่ชั้นนี้ห้องพักน้อย จึงได้ความเป็นส่วนตัวที่สูงมาก เราจะเดินเลี้ยวไปทางซ้ายเพื่อไปยังห้อง “วิมานสยาม” ครับ

ภายในห้องสวีท
ห้องพักและห้องสวีททุกห้องได้รับการออกแบบซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมไทย ให้มีความงามอย่างไทยร่วมสมัย
อย่างห้องวิมานสยามแห่งนี้ เน้นสีครีมอ่อน เบาสบายตา ตัดสลับกับเฟอร์นิเจอร์ไม้และเครื่องทองเหลือง ได้อย่างเรียบหรู
กระจกเงาบริเวณประตูทางเข้า ก็ให้ความรู้สึกถึงความโอ่อ่า สะท้อนถึงความรุ่งเรืองในด้านศิลปวัฒนธรรมแบบไทยได้อย่างดีครับ

ถัดจากบริเวณโถงประตูทางเข้าห้องวิมานสยาม จะพบกับห้องรับแขกขนาดใหญ่ ประดับประดาด้วยลวดลายฉลุที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น เน้นสีขาวครีม พร้อมเก้าอี้ไม้และหวายแบบโบราณนานมา ประดับประดาด้วยเครื่องปั้นเครื่องเรือน และภาพจิตรกรรม ทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนพักอยู่บนเรือนไทยสมัยก่อน

ห้องรับแขกจะอยู่ตรงกลาง เมื่อเดินมาทางซ้ายจะเป็น Master Bedroom สีขาวครีม ประดับด้วยบัวผนัง ลูกฝัก และลายฉลุแบบโบราณที่ออกแบบขึ้นมาใหม่ ให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น
ผมเปิดโคมไฟสีโทนอบอุ่นเพื่อให้ห้องดูมีมิติ ห้องนอนใหญ่เป็นเตียงสีขาว ออกแบบลวดลายเสาสีด้านเป็นลายเฉพาะให้เข้ากับดีไซน์ของห้อง ขนาดหมอนอิงยังต้องมีลายเป็นเอกลักษณ์
ห้องนี้มักได้รับความนิยมจากคู่บ่าวสาว เมื่อมาจัดงานแต่งงานที่นี่ครับ ช่วยเติมเต็มคืนแห่งความสุขได้โรแมนติกมากขึ้นไปอีก

บริเวณผนังประดับด้วยภาพถ่ายในอดีต เพื่อเสริมบรรยากาศแลเรื่องราวให้ดูคลาสสิคมากยิ่งขึ้น
ส่วนผ้าม่านจะสังเกตว่าออกแบบและตัดเย็บใหม่ ให้เข้ากับลายฉลุทรงกลมที่ประดับอยู่ทั่วห้องครับ

ด้านในเป็นห้องน้ำสีขาวครีม เสริมกระจกเงาเพิ่มความกว้างขวางสบายตา ตรงกลางเป็นอ่างอาบน้ำรูปไข่พร้อมฝักบัวทองเหลืองให้ความรู้สึกที่คลาสสิคมากๆ ครับ อีกอย่างที่ชอบคือพื้นหินอ่อนปูสีดำสลับขาวลายหมากฮอส ผมว่าดูโมเดิร์นดี ทำให้ห้องนี้ดูหรูหรามากขึ้นไปอีก
เป็นห้องน้ำที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งที่ผมเคยเห็นมาครับ

ห้องน้ำถูกใจผมมากครับ ดูหรูหรา สวยงามคลาสสิค อย่างกระจกเงาจะเป็นทรงโค้งเข้าไป ส่องแล้วทำให้ดูหล่อขึ้น 555
ส่วน Amenity ก็เตรียมไว้ให้พร้อมสรรพ ใช้ของ Penhaligon’s (เพนฮาลิกอนส์) จาก London เป็นแบรนด์เครื่องหอมเก่าแก่ของอังกฤษ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ที่มีความโดดเด่นด้วยกลิ่นของธรรมชาติ
แบรนด์นี้เคยรังสรรค์น้ำหอมให้บุคคลสำคัญในอดีตมาแล้วหลายท่าน เหมาะมากสำหรับการนำมาใช้ในห้องพักสำหรับแขกคนพิเศษของโรงแรมเช่นนี้

ห้องรับแขกที่ออกแบบได้อย่างหรูหราทว่าคงความคลาสสิคแบบไทยเอาไว้

ลองเปิดม่านจะเห็นวิวของอาคารน้อยใหญ่ ให้ความรู้สึกเหมือนพักเรือนไทยใจกลางเมือง เป็นฟีลลิงที่แตกต่างมากครับ
ส่วนตัวเป็นของชอบพักโรงแรมใจกลางเมืองได้วิว City Scape อยู่แล้ว

มาดูห้องรับประทานอาหารกันบ้างครับ เป็นห้องขนาดใหญ่ตกแต่งอย่างหรูหราขนาด 10 ที่นั่ง โต๊ะกลางเป็นไม้มะฮอกกานีที่ใหญ่โตกว้างขวางมากครับ
โดยรอบห้องประดับด้วยภาพจิตรกรรมรูปต่างๆ แต่จะเห็นรูปหนึ่งซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบห้องนี้คือพระที่นั่งวิมานเมฆครับ

ด้านขวาในสุดเป็นห้องนอนเล็กขนาด 2 เตียงเดี่ยวครับ ออกแบบให้เข้ากับห้องนอนใหญ่ ทั้งเสาเตียง หมอน โคมไฟ และดีไซน์ภายในห้อง สำหรับแขกที่มาพักเป็นแฟมิลี่ ห้องนี่ก็ดูลงตัวดีครับ

ส่วนตัวชอบมุมนี้ ด้วยความที่เป็นคนชอบนั่งอ่านหนังสือ อยู่นิ่งๆ ดื่มด่ำกับความสุขระหว่างเข้าพัก ผมว่าเหมาะมาก หากมีหนังสือเล่มโปรดติดมือมาสักเล่มแล้วใช้เวลานั่งอ่านตรงนี้

ภาพวิวจากห้องนอนครับ จริงๆ หมู่ตึกเพื่อนบ้านไม่ได้อยู่ใกล้ จึงไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอึดอัดมากเท่าไรนัก แต่มองออกไปจะได้ความรู้สึกแบบเมืองฟ้าอมรตึกรามบ้านช่องมากมาย เป็นความศิวิไลซ์ของชีวิต

มีห้องครัวสำหรับเตรียมอาหารด้วยครับ บริการเครื่องดื่มชากาแฟไว้พร้อม

ห้องวิมานสยามจะเป็น Club lounge access สามารถเข้ามาใช้บริการคลับที่ชั้น 26 ได้มีบาร์เครื่องดื่มให้บริการ

ส่วนการตกแต่งยังคงความโมเดิร์นไทยและยุโรปคลาสสิคเอาไว้ได้อย่างลงตัว แต่ที่แปลกไปคือการจัดวางผังใหม่ให้ดูโล่งสบายตามหลัก Social Distancing และเพื่อความเป็นส่วนตัวของแขกคนพิเศษครับ
The Athenee เป็นโรงแรมที่มีมาตรฐานสูงมากในการให้บริการ มีมาตรการเข้มงวดในเรื่องความสะอาด การเว้นระยะห่าง และปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อ และจากรัฐบาลไทยอย่างเคร่งครัด เพื่อให้แขกที่พักมีความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยเมื่ออยู่ในโรงแรม

วิวจากคลับในห้องส่วนตัว สำหรับใครที่จะเจรจาธุรกิจ หรือต้องการความเป็นส่วนตัว
วิวสวยมากครับ

ลงมาดูส่วนอื่นบริเวณรอบๆ โรงแรมกันบ้าง
โถงล็อบบี้ที่สวยงามอลังการ เหมือนสวรรค์ใจกลางเมืองที่มีชีวิตชีวา ดีไซน์แบบไทย

ขึ้นบันไดวนมาชั้น 2 จะเป็นห้องบอลล์รูมขนาดใหญ่ กว่า 6,000 ตารางเมตร จึงเป็นที่นิยมสำหรับคนดังผู้กว้างขวางในการจัดงานขนาดใหญ่ที่มีแขกเหรื่อมากมาย
ที่สำคัญ The Athenee เป็นโรงแรมแห่งแรกของโลกที่ได้รับประกาศนียบัตร มาตรฐาน ISO 20121 Event Sustainability Management System หรือ มาตรฐานระบบการบริหารการจัดงานอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านการดำเนินงานภายใต้การควบคุมดูแลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ เศรษฐกิจ เพื่อความยั่งยืน

ชั้นหนึ่งเป็น The Glaz bar ผมว่าสวยงามมาก ดูหรูหราด้วยสีทองขลิบดำ ทำให้ได้ฟีลแบบบาร์ไทยสไตล์ตะวันตก ที่ดูโมเดิร์นมากๆ

ส่วนชั้น 4 เป็นสระว่ายน้ำ ตกแต่งในสไตล์ทรอปิคอล ที่เก๋คือการเอาศาลาไทยไปไว้ริมสระ สีเขียวของต้นไม้และสวนตัดสลับกับสีฟ้าของน้ำในสระ สวยงามมาก
ช่วงนี้สระจะกั้นด้วยลู่ตามนโยบายของรัฐบาลในการป้องกันโควิดครับ

บริเวณสระจะมีบาร์เครื่องดื่ม สามารถสั่งมาจิบได้ตลอดเวลา เพื่อเติมเต็มช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

แอบแวะเข้าไปทักทายเชฟมนตรี ซึ่งกำลังง่วงอยู่กับการถ่ายภาพขณะปรุงยำส้มโอ ซึ่งสูตรพิเศษของห้องอาหาร Smooth Curry ที่ผมจะไปทานเย็นนี้ครับ

Smooth Curry เป็นห้องอาหารไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากห้องนั่งเล่นของพระองค์หญิง การตกแต่งจึงเน้นความสดใสสบายตา
เป็นห้องอาหารตำรับชาววังที่รังสรรค์ด้วยสูตรแบบดั้งเดิม เพิ่มเติมด้วยเทคนิคการปรุงแบบสมัยใหม่ เพื่อให้เกิดความโมเดิร์นไทยมากขึ้น
พนักงานเสิร์ฟข้าวเกรียบน้ำพริกเผามาเรียกน้ำย่อยก่อนครับ

ผมถามน้องบริกรว่า มีเมนูอะไรใหม่นำเสนอในช่วงนี้บ้าง จะเป็นน้ำพริกกะท้อนครับ ทานกับข้าวตัง รสชาติหวานหอมดี มีความ juicy ของกะท้อนเล็กน้อย
แต่เมนูอื่นๆ ก็น่าสนใจผมสั่งเส้นหมี่แกงปูมา เพราะเห็นว่าเป็นเมนูแนะนำจากหลายๆ ท่านที่เคยมาทานที่นี่
อีกจานเป็นกุ้งมังกรผัดซอสมะขาม จานนี้รสชาตดีเลยทีเดียว หวานอมเปรี้ยวนิดๆ หนึบๆ ด้วยเนื้อกุ้ง
นอกจากนี้ยังลองสั่งแกงสิงหลมาทานด้วยครับ

เชฟมนตรีเล่าว่า แกงสิงหล เป็นแกงโบราณ ที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวสิงหลที่อาศัยอยู่ในศรีลังกา ที่นำมาเผยแพร่ในไทยสมัยรัชกาลที่ 2
รสชาติดั้งเดิมแกงชนิดนี้ จะหนักเครื่องเทศแต่เราจะลดความฉุนของเครื่องเทศลง แล้วเพิ่มรสกลมกล่อมเข้าไปแทน และเพิ่มความหอมด้วยการอบควันไม้ ก่อนทานจึงต้องเปิดฝาก่อนครับ หอมจริงๆ

บริเวณชั้น 3 ของ The Athenee มีห้องอาหารตั้งอยู่ 4 ห้องครับไล่จากในสุดคือ
Smooth Curry เป็นอาหารไทยชาววัง
The Silk Road เป็นห้องอาหารจีน
Kintsugi ของเชฟ Jeff Ramsey เป็นห้องอาหารญี่ปุ่น
ส่วนห้องอาหารสีแดงผมเคยพามาทานแล้ว ชื่อว่า The Allium
ซึ่งช่วงนี้หากแขกที่มาเข้าพักจะสามารถรับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารนี้ครับ สวยมาก

The Allium ในเวอร์ชั่น ห้องอาหารเช้า จัดโต๊ะยาวตรงกลางเป็นไลน์บุฟเฟต์ ที่จัดวางขนมปัง เบเกอรี่ สลัดและอื่นๆ อีกมากมาย ด้านในเป็นครัวเปิด ให้ความรู้สึกเป็นกันเองมากๆ

ผมเลือกนั่งในห้องส่วนตัวของ The Allium ซึ่งมีทั้งแบบโต๊ะใหญ่และโซฟาขนาด 2-3 คนได้ ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบายดี มองออกไปเห็นแปลงผักสวนครัวของเชฟ Roxanne ที่ปลูกเอาไว้ปรุงอาหารในตอนเย็นด้วย

Egg Benedict – the Signature Dish

จริงๆ ใครที่จองโปรของ AWC ไป เมื่อมาพักที่ The Athenee ช่วงนี้ ควรลงมาทานอาหารเช้าด้วย แม้โปรจะไม่รวม แต่
1. อาหารเช้าจ่ายเพิ่มในราคาลด 50% ซึ่งถูกมาก
2. อาหารเครื่องดื่มจัดหนักมาก ทั้งไลน์บุฟเฟต์และอลาคาร์ต
3. อาหารเช้าของที่นี่ขึ้นชื่อว่าอร่อยอยู่แล้ว
4. แต่ในครั้งนี้ความพิเศษในส่วนของอาหารเป็นการผนึกกำลังกันของทีมเชฟอาหารไทย ซึ่งแกงเผ็ดปลาหมึกอร่อยมาก (ควรสั่ง) ส่วนทีมเชฟฝรั่งเศส ทำขนมปังอร่อยเว่อร์
5. เนื่องจากแขกไม่เยอะมาก โรงแรมจึงเปิดให้ทานที่ห้องอาหารฝรั่งเศส The Allium Bangkok
6. The Allium Bangkok เป็นห้องอาหารที่สวยมาก สีแดงสดใส เมื่อเดือนก่อนมาทานดินเนอร์ว่าสวยแล้ว มาเจอแสงเช้า ยิ่งสวยเข้าไปใหญ่ ได้เห็นแปลงผักสวนครัวของเชฟร็อกซานก็คราวนี้
7. แค่มาถ่ายรูปก็คุ้มแล้ว

The Athenee Hotel จึงเป็นอีกโรงแรมที่กานต์ประทับใจในทุกเรื่องราวและทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้น เรื่องมาตรฐานการให้บริการแทบไม่ต้องพูดถึง เพราะถือว่าดีเยี่ยมอยู่แล้ว
ยิ่งช่วงนี้มีโปรจาก AWC คืนละพัน สำหรับคนไทย ได้ข่าวว่าจองกันสายแทบไหม้ ถือเป็นโอกาสดีหากใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศมากพักผ่อนที่นี่ครับ
คำถามที่พบบ่อย
The Athenee Hotel Bangkok อยู่ที่ไหน และเดินทางอย่างไร
ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ (Wireless Road) ใจกลางกรุงเทพฯ บนผืนดินวังกันทวาสเดิม ใกล้ย่านสถานทูต ห้างเซ็นทรัลเอ็มบาสซี และสวนลุมพินี เชื่อมต่อสถานี BTS เพลินจิตผ่านสกายวอล์ก ทำให้เดินเข้าออกย่านช้อปปิ้งและใจกลางเมืองได้สะดวก พร้อมบริการรถรับส่งของโรงแรมสำหรับแขกที่ต้องการความเป็นส่วนตัว
ราคาเริ่มต้นเท่าไร และคุ้มไหม
ราคาเริ่มต้นราว 7,000 บาทต่อคืน ปรับขึ้นตามฤดูกาลและประเภทห้อง ไปจนถึงสวีตขนาดใหญ่และ Royal Suite ด้วยทำเลบนถนนวิทยุ เรื่องราวประวัติศาสตร์วังเก่า และมาตรฐาน Luxury Collection ของ Marriott ราคานี้คุ้มค่าในกลุ่มโรงแรมหรูใจกลางเมืองที่มีทั้งสเกลใหญ่ ห้องกว้าง และบริการระดับสูง
จุดเด่นและไฮไลต์คืออะไร
เรื่องราวของวังกันทวาสเดิมที่ถูกนำมาเป็นแกนของงานออกแบบผสานสไตล์เอเชีย-ยุโรปยุคศตวรรษที่ 19 คือไฮไลต์ที่ทำให้ The Athenee ต่างจากโรงแรมร่วมสมัยทั่วไป พร้อมห้องอาหารหลากหลายทั้งฝรั่งเศส กวางตุ้ง ไทย และญี่ปุ่น บุฟเฟต์ The Glasshouse และอาฟเตอร์นูนทีที่ขึ้นชื่อ รวมถึงสปาและสระว่ายน้ำกลางเมือง



