Thursday 30 July 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  HOTEL
HOTEL·04 Oct 2021

ศรีประกาศ เชียงใหม่ อาคารโคโลเนียลล้านนาริมน้ำปิง กับเรื่องเล่าจากทายาทรุ่นที่ 3

Words & Photography · KANT
บ้านไม้สักสองชั้นทรงล้านนาของศรีประกาศ เชียงใหม่ มองจากสนามหญ้าด้านหน้าในแสงยามเช้า

Last Updated: 27 July 2026

ENGLISH SUMMARY

Sri Prakard is a century-old Lanna-colonial building on the old Chiang Mai to Lamphun road by the Ping River, named after Luang Sri Prakard, a former mayor of Chiang Mai. Once a wartime infirmary and later the city fourth hotel, it is now under restoration. This KANT feature is a site visit and conversation with Kingkaew Sucharitphanit, his third-generation descendant, about the building history and its future.

สรุปตรง

ศรีประกาศ คืออาคารโคโลเนียลล้านนาสองชั้น อายุกว่าร้อยปี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง บนถนนเชียงใหม่-ลำพูนสายเก่า ไม่ไกลจากขัวเหล็ก ชื่ออาคารมาจากหลวงศรีประกาศ อดีตนายกเทศมนตรีเชียงใหม่ ก่อนหน้านั้นที่ดินผืนนี้เคยเป็นบ้านของศรีโหม้ วิชัย คนเชียงใหม่คนแรกที่เดินทางไปอเมริกา ตัวอาคารเคยทำหน้าที่เป็นสถานพยาบาลในช่วงสงคราม อันเป็นต้นกำเนิดของโรงพยาบาลจินดาสิงหเนตร ก่อนจะปรับมาเป็นโรงแรมลำดับที่สี่ของเมือง บทความนี้คือการลงพื้นที่และบทสนทนากับพี่อ้อ กิ่งแก้ว สุจริตพานิช ทายาทรุ่นที่สามของหลวงศรีประกาศ ว่าด้วยที่มาของอาคาร ร่องรอยการใช้งานที่ยังหลงเหลือ และการบูรณะที่กำลังดำเนินอยู่ ที่นี่ยังไม่เปิดรับแขก บทความจึงไม่มีการให้คะแนน

Key Facts
Locationเชียงใหม่
บ้านไม้สักสองชั้นทรงล้านนาของศรีประกาศ เชียงใหม่ มองจากสนามหญ้าด้านหน้าในแสงยามเช้า

✨🙏🏻✨สวัสดี, ศรีประกาศ Sriprakard Chiangmai

อาคารโคโลเนียลล้านนาอายุ 100 กว่าปีที่เป็นโรงแรมมาก่อน

อดีต #แลนด์มาร์กตำนานเชียงใหม่ ที่ไม่ว่าใครมาก็ต้องเช็คอิน

_

ไม่ไกลจากขัวเหล็ก หรือสะพานเหล็ก จุดถ่ายรูปเช็คอินที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์หลายเรื่องที่มาถ่ายทำกันที่เชียงใหม่ เป็นที่ตั้งของเรือนโบราณหลังใหญ่ สร้างขึ้นก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สภาพก็เป็นไปตามอายุขัย นับจนถึงปัจจุบันได้ 117 ปี

ที่มา และประวัติ

“ศรีประกาศ” คือชื่อของอาคารริมแม่น้ำปิง บนถนนเชียงใหม่-ลำพูนสายเก่าหลังนี้ ในอดีตเคยเป็นโรงแรมลำดับที่ 4 ของเมืองเชียงใหม่ เป็นแลนด์มาร์กที่มาก่อนกาลเวลา เพราะถือว่าเป็นสถานที่พักค้างแรมที่มีชื่อเสียงมาก ตั้งอยู่ระหว่าง 3 ชุมชนคือสันป่าข่อย ท่าสะต๋อยและวัดเกตการาม

กานต์ได้พบและพูดคุยกับพี่อ้อ-กิ่งแก้ว สุจริตพานิช ทายาทรุ่นที่ 3 ของหลวงศรีประกาศ ซึ่งได้กรุณาบอกเล่าเรื่องราวของอาคารอนุรักษ์แห่งนี้ไว้อย่างน่าสนใจ จึงอยากนำมาเล่าต่อให้ได้อ่านกันครับ

พี่อ้อได้เล่าย้อนถึงความเป็นมาของย่านนี้ที่มีความผสมผสานระหว่างคนไทยล้านนากับชาวตะวันตก “จะเห็นว่ามีอาคารที่เกี่ยวกับคริสตจักรอยู่เยอะมากในย่านนี้ เนื่องจากที่นี่ในอดีตเป็นเขตนอกคูเมือง บ้านเรือนในย่านนี้จึงมีลักษณะผสมผสานระหว่างคริสเตียนกับล้านนาและมีกลิ่นอายของจีนเข้ามาเล็กน้อย เนื่องจากช่างน่าจะเป็นชาวจีน”

ย้อนกลับไป ก่อนหน้าจะมาเป็นโรงแรมศรีประกาศ ที่นี่เคยเป็นบ้านของศรีโหม้ วิชัย คนเชียงใหม่คนแรกที่เดินทางไปอเมริกา เมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว ในอดีตอาคารหลังนี้ถูกใช้งานมาหลายรูปแบบ ต่างกรรมต่างวาระ ทั้งเคยเป็นโรงเรียนพัฒนาวิทยา สวนสัตว์เอกชนเชียงใหม่ สำนักพิมพ์สหายชาวสวน และเมื่อพ่อหลวงศรีโหม้ได้ขายอาคารหลังนี้ให้กับหลวงศรีประกาศ หรือ นายฉันท์ วิชยาภัย เขยเชียงใหม่ที่เคยเป็น ส.ส.คนแรกของเวียงพิงค์ ก่อนจะดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เชียงใหม่มีสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ซื้อรถดับเพลิง สร้างโรงพยาบาล สนามกีฬา โรงเรียน สนามเด็กเล่น สร้างสะพานคอนกรีตข้ามน้ำแม่ข่า และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนครูบาศรีวิชัยในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ

หลวงศรีประกาศ ได้พัฒนาบทบาทของอาคารหลังนี้ให้เป็นสถานพยาบาลในระหว่างสงครามต้นกำเนิดโรงพยาบาลจินดาสิงหเนตร ก่อนจะปรับปรุงให้เป็นโรงแรมขนาด 24 ห้องพักที่ต่อเติมอาคารขึ้นใหม่ทางด้านหลัง เพื่อรับรองแขกบ้านแขกเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และเหล่าพ่อค้า คหบดีที่ขึ้นมาเชียงใหม่ พร้อมทั้งเปิดภัตตาคารศรีประกาศ หนึ่งในร้านอาหารชื่อดังของเมืองเชียงใหม่ในอดีต

อาคาร และการอนุรักษ์

ศรีประกาศเป็นอาคารแบบโคโลเนียลล้านนา มีด้วยกัน 2 ชั้น ทาสีเหลืองสีเดียวกับดอกลมแล้งที่ปลูกอยู่ใกล้ๆ เป็นอาคารครึ่งปูนครึ่งไม้ที่ใส่อัตลักษณ์ของบ้านสไตล์ล้านนาเอาไว้หลายอย่าง เช่น บานเลื่อนที่ทำหน้าที่แทนหน้าต่าง ภาษาเหนือเรียกว่า “ฝาไหล” สามารถเปิดปิดเพื่อให้แสงเข้าหรือป้องกันแสง กระจายอยู่ทั่วตัวอาคาร หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาที่ทำตะขอเอาไว้เกี่ยวกับระแนง ผนังปูนเปลือย มีไม้ระแนงตีเป็นช่องลมโดยรอบ ชั้นล่างมีประตูเปิดเข้าสู่ห้องโถงด้านใน เรียกว่า “ต๊อม” และมีลานโล่งอยู่ชั้นบนของบ้านเรียกว่า “เติ๋น” ชื่อเรียกเหล่านี้กานต์เรียกเองตามความเข้าใจในฐานะที่คุ้นเคยกับบ้านล้านนาลักษณะมาตั้งแต่เกิดครับ

ผมเดินเข้าไปยังห้องโถงชั้นล่าง ซึ่งอยู่ระหว่างการบูรณะพบร่องรอยการใช้งานและพักอาศัย เพราะยังมีเก้าอี้ที่เป็นชุดรับแขกของบ้านหลวงศรีประกาศ อายุเกือบ 100 ปี มีโต๊ะตั่งวางไว้ทั่วบริเวณห้อง เพราะหลายครั้งที่ใช้จัดงานเลี้ยงและทำกิจกรรมต่างๆ ผมชอบโต๊ะริมหน้าต่างที่ติดเหล็กดัดสไตล์โบราณเอาไว้ มีโคมไฟส่องสว่างเล็กน้อย เพราะอาศัยแสงจากภายนอกเข้ามาเพิ่ม มีม่านผ้าลูกไม้คอยบังไว้ให้ความเป็นส่วนตัว มุมนี้เป็นมุมสบายๆ ของหลวงศรีประกาศที่ชอบมานั่งอ่านหนังสือในช่วงบ่ายวันหยุด

เดินขึ้นบันไดมาก มีเสียงเล็กน้อยเป็นร่องรอยความผุผัง เมื่อขึ้นไปชั้นบน จะพบว่ามีห้องถูกซอยแบ่งออกเป็นหลายห้อง ภายในห้องพัก ตอนนี้เป็นเพียงห้องโล่งๆ และมีห้องน้ำอยู่ด้านในสุดของห้องพัก

อนาคตของอาคาร และย่านริมน้ำปิง

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เมืองเชียงใหม่ที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอาคาร ร้านค้า สถานบันเทิงเกิดขึ้นริมแม่น้ำปิง ทำให้อาคารโครงสร้างไม้ลักษณะนี้ไม่เหมาะที่จะรับรองแขกพักค้างอีกต่อไป กอปรกับเชียงใหม่มีโรงแรมใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย โรงแรมศรีประกาศจึงได้ปิดตัวลงเมื่อปีพ.ศ.2545

“ที่ดินตรงนี้จะสร้างอาคารใดๆ ขึ้นมาอีกไม่ได้ เพราะติดเรื่องกฎหมายผังเมืองที่ต้องการให้เก็บโซนนี้ไว้เป็นที่โล่ง จึงไม่สามารถรื้อได้ ซึ่งในใจก็ไม่อยากให้รื้อ จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ เหมือนในต่างประเทศ ก็เลยนำอาคารมาทำเป็นสถานที่จัดกิจกรรมที่ดีและเป็นประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับน้ำใจจากผู้คน ชุมชน นักท่องเที่ยว มูลนิธิ เป็นจำนวนมากในความต้องการอยากจะฟื้นฟูและอนุรักษ์อาคารนี้เอาไว้ ซึ่งต้องใช้เวลาในการซ่อมแซม เพื่อให้อาคารศรีประกาศหลังนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง”

กานต์ จอมอินตา – สัมภาษณ์ / ถ่ายภาพ

อ้างอิงข้อมูลเพิ่มเติม

https://www.facebook.com/sriprakard/
https://themomentum.co/sriprakard-chiangmai-weaving-our…/
https://www.matichonweekly.com/column/article_130302
ป้ายไม้ตั้งพื้นรูปบ้านวางอยู่กลางโถงไม้ มีบันไดและม้านั่งยาวอยู่ด้านหลังในแสงสลัว
ภาพขาวดำอารมณ์ย้อนยุค ชายสวมหมวกนั่งที่โต๊ะกลมริมหน้าต่างบานเกล็ด มีแจกันดอกไม้วางบนโต๊ะ
โคมระย้าหลายดวงส่องสว่างเหนือผนังเก่าสีหม่น มีภาพถ่ายใส่กรอบแขวนอยู่ด้านล่าง
ประตูไม้บานใหญ่ของเรือนเก่า มีเงาคนยืนอยู่ในช่องประตูมืด
เรือนไม้หลังคากระเบื้องของศรีประกาศ ท่ามกลางต้นไม้เขียวครึ้ม
โต๊ะกลมพร้อมแจกันดอกไม้ตั้งริมหน้าต่าง ใต้โคมไฟห้อยสีขาว
ทางเดินภายในเรือนไม้ ผนังเก่าผุกร่อน แสงลอดผ่านหน้าต่างบานเล็ก
ห้องรับประทานอาหารไม้สักโทนเข้ม โต๊ะยาวทอดตัวอยู่ใต้โคมระย้า
ผนังไม้เก่าพร้อมบานหน้าต่างไม้ ร่องรอยกาลเวลาเด่นชัด
ภาพเขียนลายดอกไม้ใส่กรอบแขวนบนผนังปูนเปลือยที่ผุกร่อน
ชั้นหนังสือไม้เรียงเล่ม รับแสงที่สาดเข้ามาเป็นลำ
มุมไม้ภายในเรือน มีป้ายอักษรจีนสีแดงแขวนบนผนัง ใต้โคมไฟห้อย
บันไดไม้เวียนขึ้นชั้นบน พร้อมโคมไฟทรงกลมสีขาว
ระเบียงไม้และราวกันตกแบบเรือนล้านนา มองลงมาจากชั้นบน
ชานไม้และศาลาโปร่งของเรือนเก่า เปิดรับลมและแสงธรรมชาติ
ห้องไม้ภายในเรือน มีบานประตูไม้เปิดทิ้งไว้
ทางเดินไม้โทนมืดทอดยาวสู่ช่องประตูที่มีแสงสว่างอยู่ปลายทาง
ห้องมืดมองออกไปเห็นแสงเมืองผ่านหน้าต่างลูกกรง
ผนังไม้ภายนอกของเรือนเก่า สีซีดตามกาลเวลา
ใต้ถุนเรือนไม้ ทางเดินและราวไม้ทอดยาวในแสงสลัว
โครงหลังคาไม้และราวกันตกบนชั้นใต้หลังคา แสดงงานช่างเรือนโบราณ
พื้นผิวผนังไม้กระดานเรียงซ้อน
ผนังไม้ระแนงตั้ง แสงลอดผ่านช่องไม้เป็นริ้ว
ช่องประตูมืด มีถังดับเพลิงสีแดงติดผนัง
หน้าต่างบานมืดที่มีแสงลอดเข้ามา
เรือนไม้ของศรีประกาศ มองเห็นบานหน้าต่างและต้นไม้รายรอบ
เรือนไม้หลังคากระเบื้องเก่าของศรีประกาศ ตัดกับท้องฟ้าสีคราม

คำถามที่พบบ่อย

ศรีประกาศ อยู่ที่ไหน และไปดูได้อย่างไร

อาคารศรีประกาศตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง บนถนนเชียงใหม่-ลำพูนสายเก่า ฝั่งตรงข้ามเมืองเก่า ไม่ไกลจากขัวเหล็กหรือสะพานเหล็ก จุดถ่ายรูปที่เคยปรากฏในภาพยนตร์หลายเรื่องที่มาถ่ายทำในเชียงใหม่ ย่านนี้เป็นย่านที่คนไทยล้านนากับชาวตะวันตกอยู่ร่วมกันมาแต่เดิม จึงยังเห็นอาคารเก่าหลายหลังเรียงอยู่ริมน้ำ ขณะที่เขียนบทความนี้ตัวอาคารอยู่ระหว่างการบูรณะ ยังไม่เปิดให้เข้าชมหรือเข้าพักเป็นการทั่วไป ผู้ที่สนใจติดตามความคืบหน้าได้จากช่องทางของศรีประกาศโดยตรง

อาคารศรีประกาศ มีความเป็นมาอย่างไร

ที่ดินผืนนี้เดิมเป็นบ้านของศรีโหม้ วิชัย คนเชียงใหม่คนแรกที่เดินทางไปอเมริกา ต่อมาหลวงศรีประกาศ อดีตนายกเทศมนตรีเชียงใหม่ ได้พัฒนาอาคารหลังนี้ให้ทำหน้าที่เป็นสถานพยาบาลในช่วงสงคราม ซึ่งกลายเป็นต้นกำเนิดของโรงพยาบาลจินดาสิงหเนตร ก่อนจะปรับปรุงเป็นโรงแรมลำดับที่สี่ของเมืองเชียงใหม่ และเป็นแลนด์มาร์กที่ใครมาเยือนก็ต้องแวะ ตัวอาคารเป็นงานโคโลเนียลล้านนาสองชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ ทาสีเหลืองสีเดียวกับดอกลมแล้งที่ปลูกอยู่ใกล้กัน

สภาพปัจจุบันของอาคารเป็นอย่างไร

ห้องโถงชั้นล่างอยู่ระหว่างการบูรณะ ยังพบร่องรอยการใช้งานและการพักอาศัยเดิม รวมถึงชุดรับแขกที่ตกทอดมา ส่วนชั้นบนถูกซอยแบ่งเป็นหลายห้องตามการใช้งานยุคที่เป็นโรงแรม บันไดไม้ยังมีเสียงและร่องรอยความผุพังตามอายุ กิ่งแก้ว สุจริตพานิช ทายาทรุ่นที่สามของหลวงศรีประกาศ เล่าว่าที่ดินตรงนี้ติดข้อกำหนดผังเมืองที่ต้องการรักษาโซนนี้ไว้เป็นพื้นที่โล่ง จึงสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาไม่ได้ การเก็บรักษาอาคารเดิมจึงเป็นทางเดียวที่เหลืออยู่

Share
KANT
BULLETIN

A weekly dispatch, considered.