Last Updated: 18 October 2026
ENGLISH SUMMARY
Sra Bua by Num Weerawat is the new chapter of Sra Bua at Siam Kempinski Hotel Bangkok, reopened on 31 July 2026 under chef Weerawat "Num" Triyasenawat, co-founder of Samuay & Sons in Udon Thani. The kitchen starts from ingredients, seasons and producers across Thailand. Before dinner, guests tour a Fermentation Library and a rotating exhibition of about 30 heritage Thai rice varieties. Dinner offers two tasting menus at THB 4,900++ each: the Signature Biodiversity Journey (plants, seafood and meat) and the Plants & Roots Forward Journey (plant-based), with wine or zero-proof pairings. Lunch runs Wednesday to Sunday from THB 2,900++. Interiors by TasteSpace, uniforms by Milin, ceramics by Aor Sutthiprapha. KANT rating 4.7/5.
สรุปตรง
Sra Bua by Num Weerawat คือร้านอาหารไทยไฟน์ไดนิ่งในโรงแรม Siam Kempinski Hotel Bangkok ย่านปทุมวัน เปิดโฉมใหม่เมื่อ 31 กรกฎาคม 2026 ต่อจาก Sra Bua by Kiin Kiin ที่อยู่คู่โรงแรมมาตั้งแต่ปี 2010 ครัวอยู่ในมือเชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Samuay & Sons ที่อุดรธานี ร้านตั้งต้นเมนูจากวัตถุดิบ ฤดูกาล และเครือข่ายผู้ผลิตทั่วประเทศ ก่อนเข้าโต๊ะ แขกจะได้เดินดูตู้ Fermentation Library กับนิทรรศการข้าวพันธุ์พื้นเมืองราว 30 สายพันธุ์ มื้อค่ำมีเมนูให้เลือกสองทาง Signature Biodiversity Journey ใช้ทั้งพืช สัตว์น้ำ และเนื้อสัตว์ ส่วน Plants and Roots Forward Journey ใช้พืชตลอดมื้อ ราคาเท่ากัน 4,900 บาท++ ต่อท่าน มื้อกลางวันเปิดวันพุธถึงอาทิตย์ เริ่ม 2,900 บาท++ ห้องใหม่ออกแบบโดย TasteSpace ชุดทีมบริการเป็นงานของ Milin ส่วนสระบัวกลางห้องยังอยู่ที่เดิม
| KANT Rating | 4.7 / 5 |
|---|---|
| Location | Siam Kempinski Hotel Bangkok · ปทุมวัน กรุงเทพฯ |
| Price | มื้อค่ำ 4,900 บาท++ · มื้อกลางวัน 2,900 บาท++ ต่อท่าน |
| Hours | มื้อค่ำทุกวัน 18:00–23:30 น. · มื้อกลางวัน พุธ–อาทิตย์ 12:00–15:00 น. |

ใครตามกานต์มาตลอดก็คงรู้ว่าเราเป็นแฟนพันธุ์แท้ Sra Bua ร้านนี้อยู่กับ Siam Kempinski Hotel Bangkok มาตั้งแต่ปี 2010 ก่อนกลับมาในชื่อ Sra Bua by Num Weerawat เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 พอรู้ว่าคนดูแลคือเชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ จากอุดรธานี ก็ยิ่งมีเหตุผลให้สนใจเข้าไปอีก เพราะกานต์เป็นแฟน Samuay & Sons เสียด้วยสิ ร้านที่เราผูกพันกับเชฟที่เราตามงานมา พอมาอยู่ด้วยกันก็อยากรู้เลยครับว่าจะออกมาเป็นอย่างไร
เชฟหนุ่มเริ่มคิดอาหารจากวัตถุดิบ ฤดูกาล และแหล่งที่มา ก่อนค่อยตัดสินใจว่าจะปรุงออกมาแบบไหน ชื่อเกษตรกร ชาวประมง หรือคนเก็บของป่าจึงเกี่ยวกับสิ่งในจานตั้งแต่ต้น วัตถุดิบที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ร้านก็ปรับเมนูอาหารตามของที่ได้มา ทว่า รากเหง้าอีสานของเชฟยังอยู่ ส่วนเมนูก็ไปหาวัตถุดิบจากหลายพื้นที่ของไทย แต่พอมาอยู่ในโรงแรม ก็ทำให้แขกจากหลายประเทศก็มีโอกาสรู้จักวัตถุดิบเหล่านี้ผ่านอาหารหนึ่งมื้อได้ทันที
ก่อนนั่งโต๊ะ มีข้าวกับของหมักให้คุยกันก่อน
คำว่า Biodiversity หรือความหลากหลายทางชีวภาพ ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่นะครับ แต่พอเราได้เห็นข้าว ผัก ผลไม้ และโหลของหมักอยู่ตรงหน้า ก็เริ่มเข้าใจง่ายขึ้น เชฟเหมือนพาเราไปรู้จักคันนา แปลงผัก และบ่อปลา ผ่านวัตถุดิบในชุดจัดแสดง มีข้าวต่างสายพันธุ์วางไว้ให้เทียบกัน ส่วนของหมักก็มีเวลาเข้ามาช่วยเปลี่ยนสี กลิ่น รส เราเลยเริ่มสนุกกับมื้ออาหารได้ตั้งแต่ยังไม่ต้องจำศัพท์อะไรเลย
กานต์ทึ่งกับ Fermentation Library มาก โหลแก้วเรียงอยู่ในช่องไม้เป็นแถว มองเห็นวัตถุดิบกับน้ำหมักตั้งแต่สีเหลืองอำพันไปถึงแดงม่วง ถัดมามีเมล็ดข้าวสีขาวนวล น้ำตาล แดง และม่วงเข้มเรียงเป็นแถบยาว พร้อมกระสอบผ้าใบเล็กกับรวงข้าว เชฟชวนรู้จักทั้งสายพันธุ์และถิ่นปลูกก่อนจะได้กิน พอข้าวกลับมาอยู่บนโต๊ะ เราจึงมีเรื่องให้สนใจเพิ่มจากคำถามว่าหุงนุ่มหรือเปล่า




กานต์ชอบมากนะกับการเล่าเรื่องข้าวและที่มาให้ชัดแบบนี้ ปกติเรามักนึกถึงกับข้าวก่อน แล้วค่อยมีข้าวสวยตามมา แต่พอรู้จักข้าวแต่ละพันธุ์ ก็เริ่มอยากรู้ว่าร้านเลือกพันธุ์นี้เพราะอะไร จะเอาไปกินกับอาหารจานไหน และครั้งหน้าจะมีข้าวอะไรให้รู้จักอีก เรามีเรื่องของข้าวให้คุยตั้งแต่ตอนฟังเชฟเล่า แล้วค่อยกลับมาลองในจานของเราเอง
ภายในร้านได้ TasteSpace เป็นสถาปนิกออกแบบโฉมใหม่ ส่วนเครื่องแบบทีมบริการมาจาก Milin สวยมากครับ ยังมีเซรามิกสั่งทำสำหรับร้านโดยเฉพาะ พอรวมกับทีมบริการซึ่งผ่านการฝึกมาอย่างดี รายละเอียดของมื้อก็เริ่มตั้งแต่ก่อนนั่งโต๊ะ แล้วตามต่อมาถึงภาชนะในมือเรา ความประณีตเล็ก ๆ พวกนี้อยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา จึงสังเกตได้โดยไม่ต้องมีใครคอยชี้ให้ดูทุกอย่าง

ฟีลเดิมยังอยู่ ดอกบัวสีชมพู ใบบัวเขียว และถ้วยเทียนเล็ก ๆ ตามผิวน้ำยังเป็นภาพคุ้นตา รอบสระมีเบาะครีมกับแถบลายชมพู ผนังเขียวเข้มกับงานไม้ช่วยให้ห้องสงบขึ้น อีกมุมมีภาพบุคคลสวมหมวกสานอยู่ท่ามกลางลวดลายพืช ห้องมีอะไรให้มองอยู่เรื่อย ๆ แต่พออาหารมาเสิร์ฟ พื้นเรียบกับที่ว่างรอบจานก็เปิดให้อาหารเด่นขึ้นมาเอง

สำหรับรสนิยมแบบ quiet luxury กานต์ให้ค่ากับรายละเอียดใช้งานง่ายอย่างนี้ ภาชนะสวยแล้วตักอาหารสะดวก ห้องมีบรรยากาศและยังคุยกับคนร่วมโต๊ะได้ ส่วนคำอธิบายอาหารก็ควรเว้นจังหวะให้เราค่อย ๆ ดูเองด้วย ร้านคิดเรื่องเล็ก ๆ ไว้ให้มากพอ เราก็สบายใจจะนั่งกินและคุยกันไปตลอดมื้อ ความหรูหราแบบนี้รู้สึกได้ใกล้ตัวดี
กล้วย คาเวียร์ และแชมเปญ
อาหารมีให้เลือกสองสไตล์คือ Signature Biodiversity Journey ใช้ทั้งพืช สัตว์น้ำ และเนื้อสัตว์ ส่วน Plants and Roots Forward Journey ให้พืชเป็นอาหารตลอดมื้อ มีทั้ง Wine Pairing และ Zero-Proof Pairing ตามมาด้วย เราเลยได้คุยถึงวัตถุดิบกันต่อทั้งในจานและในแก้ว เรื่องเล่าของสองเมนูเดินไปด้วยกันได้ เพราะหลายช่วงหยิบพืชกลุ่มเดียวกันมาทำคนละแบบ



ฝั่ง Signature เริ่มด้วย Miang Kham เมี่ยงคำในทาร์ตเล็ก และ River Fish & Rice ปลาแม่น้ำบนฐานข้าวบางกรอบ ก่อนต่อด้วย Kluay Kluay โคนกล้วยหน้าคาเวียร์ คำเล็ก ๆ เปิดมื้อก็มีทั้งข้าว ถั่ว กล้วย สมุนไพร และรสเค็มให้ตามแล้ว แก้วแรกเป็น Champagne Jacquesson Cuvée 748 ใช้ไวน์จากผลผลิตปี 2020 เป็นหลัก ออกแนวหวานน้อย โคนกล้วยเล็ก ๆ กับแก้วแชมเปญเริ่มมื้อได้ชวนคุยดี ทั้งของคุ้นเคยกับรายละเอียดแปลกตาอยู่ด้วยกันตั้งแต่คำแรก

ส่วนฝั่งพืชต้อนรับด้วยส้มตำ ข้าว และหมี่กะทิ ย่ออาหารชื่อคุ้นหูมาเป็นคำเล็ก ๆ ให้เริ่มกันก่อน เครื่องดื่มเป็นน้ำส้มสายชูจากมะม่วงแก้วขมิ้นในชุด Zero-Proof มะม่วงผ่านการหมักจนมีรสเปรี้ยว แล้วกลับมาอยู่ข้างอาหารไทยอีกครั้ง เราชอบที่ของหมักจากห้องจัดแสดงเริ่มมีอะไรให้เราเชื่อมต่อบนโต๊ะแล้วครับ เล่าเรื่องเดียวกันต่อได้ผ่านทั้งคำอาหารกับจิบเครื่องดื่ม



จากนั้น Yum Nhor Mai นำหน่อไม้กับหน่อไม้ฝรั่งขาวฝานบางพับซ้อนในชามปากผาย มีหอยหลอดยักษ์มาด้วย หน่อไม้กับหอยให้เราสนใจรสหวานของวัตถุดิบ ส่วน Fresh Off The Farm ฝั่งพืชใช้ใบสลัดรองฟักทอง เมล็ดฟักทอง และตะลิงปลิง อีกจานจึงมีผลไม้รสเปรี้ยวแทรกมาในคำผักตั้งแต่แรก แชมเปญกับมะม่วงหมักเปรี้ยวยังอยู่ในช่วงอาหารตอนต้น ชวนให้ค่อย ๆ กินผักแล้วสลับจิบไปตามแต่ละคำ
กล่องของดองกับแก้วมะเขือเทศ




Flowers & Pickles มาเป็นกล่องไม้เก้าช่อง เปิดแล้วมีของดองในถ้วยขาวแยกกัน ส่วนหอยเป๋าฮื้อ ดอกไม้ทอด และแกงถั่วเขียวอยู่ในจานหลัก จานนี้ชวนให้ค่อย ๆ เลือกกิน หยิบของดองสักอย่างตามหลังหอย แล้วคำต่อไปก็เปลี่ยนไปอีกนิด เครื่องดื่มเป็นน้ำมะเขือเทศดองผสมน้ำเชื่อมฟักทองกับชาอู่หลงสกัดเย็น เข้ากับอาหารได้ดี แค่แก้วเดียวก็มีทั้งของหมัก ผัก และชามาให้คุยกันต่อแล้ว


The Hill ฝั่ง Plants and Roots ใช้ถั่วลูกไก่ ผำ มันม่วง และสับปะรด ทำเป็นชิ้นสีน้ำตาลทรงรียาวในภาชนะเล็ก แต่งด้วยผงเขียว ใบอ่อน และดอกขาว ดูเหมือนเนินดินเล็ก ๆ มีพืชคลุมอยู่ข้างบน จานนี้มาคู่กับแก้วมะเขือเทศเช่นกัน ส่วนหวานจากฟักทองเข้ากับมันม่วงได้ดี

ไวน์ขาวช่วงนี้คือ K. F. Groebe Westhofener Gewürztraminer 2023 มีกลิ่นดอกไม้กับเครื่องเทศและกรดค่อนข้างนุ่ม จากดอกไม้ใน Flowers & Pickles เราค่อยเดินมาถึง Bua ที่นำส่วนต่าง ๆ ของบัวกับไก่พื้นเมืองแยกไว้บนใบบัว ก่อนประกอบลงบนกลีบชมพูเป็นหนึ่งคำ เมล็ด ราก สาย เกสร และกลีบเริ่มจากพืชชนิดเดียวกัน แต่ให้สัมผัสต่างกันหมด ผมชอบวิธีค่อย ๆ ประกอบจานนี้ เราได้เห็นวัตถุดิบแยกกันก่อน แล้วจึงค่อยกินพร้อมกันในกลีบเดียว



อีกฝั่ง When Thinking About Us ใช้ข้าวโพด ข้าวโพดอ่อน แมคคาเดเมีย อะโวคาโด และพืชอื่นทำอาหารหลายรูปแบบวางเคียงกัน มีทั้งข้าวโพดชิ้นกลม แผ่นสี่เหลี่ยม และข้าวโพดอ่อนทั้งฝักให้ไล่ดู พอเทียบกับ Bua ก็เห็นวิธีเล่าวัตถุดิบต่างกันอยู่ จานบัวค่อย ๆ รวมหลายส่วนเป็นหนึ่งคำ ส่วนข้าวโพดแยกออกมาให้ลองหลายแบบ
กุ้ง แกงส้ม และสาโทข้าวไทย

Citrus & Sour Fruits นำกุ้งแม่น้ำมาปรุงกับมะนาว เลมอน ส้มซ่า มะกรูด ส้มเขียวหวาน และคาลามันซี โดยอ้างอิงน้ำพริกนครบาล แค่ผลไม้รสเปรี้ยวก็มีให้เทียบหลายชนิดแล้ว กลิ่นกับรสแต่ละอย่างต่างกัน จึงมีรายละเอียดตามมาในคำกุ้งด้วย ข้างกัน It’s Not A Meatball ฝั่งพืชใช้ถั่วเหลืองหมัก เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดกัญชง มะเขือเทศ และผักเชียงดา ปั้นเป็นชิ้นกลมกลางซอสส้มกับเขียว หน้าตาชวนให้นึกถึงเนื้อ พออ่านส่วนประกอบถึงได้รู้ว่าเป็นถั่วหมักกับมะเขือเทศ


กานต์ชอบ Land & Sea มาก จานนี้มีผำ สาหร่ายผมนาง ปูนา และปูม้า มาอยู่ด้วยกัน ได้รสจากสัตว์น้ำกับของปรุงเข้มข้น แล้วมีขนมปังผำกินร่วมด้วย ส่วน South Side ฝั่งพืชเป็นแกงส้มกับองุ่นป่า สาหร่ายพวงองุ่น ผักกาดทะเล หยวกกล้วย และดอกดาหลา รินน้ำแกงลงในชามแก้วที่จัดส่วนประกอบรอไว้ ได้รสจัดจ้าของแกงส้มเต็มที่ สองจานนี้พาเราจากผืนนามาถึงทะเลผ่านทั้งปู ผำ และสาหร่ายได้อย่างน่าสนใจ

เครื่องดื่มช่วงนี้มีคอมบูชามังคุดผสมชา Darjeeling ได้รสเปรี้ยวจากการหมักและมีชามาเพิ่มกลิ่นกับสัมผัส ส่วนอีกแก้วเป็น La Vigne du Perron Persanne 2023 ไวน์แดงจากองุ่น Mondeuse พอมาถึงตรงนี้บนโต๊ะก็มีทั้งของหมักจากผลไม้กับไวน์แดงให้ตามอาหารกันแล้ว ผมสนใจคอมบูชาตรงการใช้มังคุดมาเล่าต่อในแก้ว ผลไม้ไทยชนิดเดิมมีวิธีให้เรารู้จักเพิ่มขึ้นอีกแบบ




Eggplant & Cucumber จับมะเขือกับหมึก แตงกวา แคนตาลูป และใบชะมวง ก่อนมีขั้นตอนขูดมะเขือแห้งลงบนจานให้ดู ชิ้นมะเขือกับเศษแห้งจากที่ขูดเริ่มมาจากผักชนิดเดียวกัน แต่มีหน้าที่ในอาหารต่างกัน แก้วคู่จานนี้มาจากขวดเทพนมฉลากน้ำเงิน เป็นสาโทจากข้าวหลายชนิด พอมีข้าวหมักมาอยู่ในแก้ว มื้ออาหารก็มีเรื่องของข้าวให้เล่าต่อจากช่วงก่อนนั่งโต๊ะอีก กานต์ว่าตรงนี้เข้ากับวิธีคิดของร้านดีครับ ข้าวอยู่กับเรามาตั้งแต่ต้น แล้วค่อยกลับมาในรูปแบบใหม่

Kanoon ฝั่งพืชใช้ขนุนอ่อน ขนุนสุก เมล็ดขนุน และเผือก พร้อมเครื่องเคียงในถ้วยไม้สองใบ มีแผ่นแป้งห่อไว้ใต้ผ้าขาว ขนุนจานเดียวจึงมีทั้งช่วงอ่อน ช่วงสุก และเมล็ดให้ลองไปด้วยกัน เสิร์ฟกับคอมบูชามังคุดแล้วเข้ากันดี ขนุนในจานกับมังคุดในแก้วพาให้เราได้กินผลไม้ไปพร้อมอาหารคาวอีกครั้ง บางอย่างกินสด บางอย่างผ่านการปรุงหรือหมักไปแล้ว
จากแกงป่าไปถึงข้าวสามสี

Into The Wild นำเนื้อวัวจาก Khunta Farm มาอยู่กับเห็ด เหง้า และพริก ใช้แกงป่าเป็นแนวคิดของจาน บริกรย่างเนื้อให้ดู หน้าตัดออกมาชมพูสวยมาก มีซอสเข้มกับเครื่องเคียงแยกไว้ตรงมุมจาน อร่อยดีครับ แก้วข้างจานเป็น Domaine Bitouzet-Prieur Volnay 1er Cru Les Aussy 2017 มีกลิ่นผลไม้แดง เครื่องเทศ กลิ่นดิน และแทนนินค่อนข้างนุ่ม เนื้อกับเห็ดและแกงป่าจึงมีไวน์ให้ค่อย ๆ จิบตามไปด้วยตลอดจาน



ฝั่งพืชมี Lham Phak หรือหลามผัก ใช้หน่อไม้ หน่อไม้ฝรั่งขาว มะอึก หัวไชเท้า และผักกาด ม้วนให้เห็นหน้าตัดหลายสีในชามเขียว ก่อนเติมน้ำรอบฐานแล้วปิดด้านบนด้วยแผ่นกลม พอน้ำปรุงเข้ามา ผักแต่ละอย่างก็มีรสร่วมกันในคำ เครื่องดื่มเป็นแครอต ฟัก และ Gooseberry Syrup เข้ากับจานผัก กานต์ว่าแก้วนี้เห็นวิธีปรุงเครื่องดื่มชัดดี มีทั้งผักกับน้ำเชื่อมผลไม้ให้คนทำจัดรส แล้วเสิร์ฟต่อมากับผักอีกจาน



ก่อนถึงสำรับข้าวมีซุปมาคั่น ฝั่ง Signature เป็น Tom Zaab หรือต้มแซ่บ ส่วนฝั่งพืชเป็น Tom Kha Mhin หรือต้มข่าขมิ้น เสิร์ฟในถ้วยเล็กกับกล่องไม้ มีวัตถุดิบจัดอยู่รอบ ๆ ให้เห็น น้ำซุปพามื้อกลับมาที่การตักกินทีละคำ ก่อนจะถึงข้าวกับกับข้าวหลายอย่างช่วงถัดไป บนโต๊ะจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากจานอาหารแยกชิ้นกลับมาเป็นสำรับแบบที่เราคุ้นกัน

เมนคอร์สฝั่ง Signature ใช้ชื่อ Rice & Landscape มีปลา Coral Trout กับแกงคั่ว ผักกวางตุ้งกับกะปิ ยำแตงโม และเครื่องจิ้มตะไคร้ เราได้กลับมากินข้าวกับกับข้าวหลายรสในมื้อเดียว หลังจากเห็นข้าวเป็นเมล็ดเรียงอยู่ในชุดจัดแสดงก่อนหน้านี้ พอมาถึงตอนกิน เรื่องสายพันธุ์กับถิ่นปลูกก็กลับมามีความหมายตรงช้อนข้าวของเราเอง

ฝั่ง Plants and Roots มีหน่อไม้ เห็ด เมล็ดบัว แก่นตะวัน ชะคราม และขิงดอง เสิร์ฟกับข้าวสามสีในจานแบ่งช่อง ข้าวอยู่ในแอ่งใหญ่ ส่วนกับข้าวแยกตามแอ่งเล็กให้เลือกตักเอง ภาพนี้คุ้นเคยดี ทั้งข้าว ผัก ของดอง และกับข้าวหลายอย่างมารวมอยู่ในสำรับเดียวกัน พืชบางชนิดเจอกันมาตั้งแต่ต้นมื้อแล้ว คราวนี้กลับมาอยู่ข้างข้าวให้เราได้กินอีกแบบ
ตาล มะพร้าว และข้าวในแก้ว


From Petchaburi นำตาล ข้าวคั่ว ข้าวเม่า ข้าวดำ และมะพร้าวมาทำของหวาน มีไอศกรีมขาวกับชิ้นลูกตาลใสอยู่กลางชาม และขนมแผ่นพาดขอบ แก้วคู่กันเป็น Balassa Tokaji Szamorodni 2021 ให้รสหวานกับกรดเปรี้ยว ๆ เข้ากับไอศกรีมและเนื้อตาลดี พอถึงของหวานก็ยังมีข้าวหลายแบบให้ตามต่อ ทั้งข้าวคั่ว ข้าวเม่า และข้าวดำ สิ่งที่เราเริ่มรู้จักก่อนนั่งโต๊ะจึงตามมาอยู่กับอาหารหวานด้วย


ส่วน Bean’s Waiting For You ฝั่งพืชใช้ถั่วเขียว งา และน้ำตาลโตนด จัดบนจานสีเข้ม มีขั้นตอนเติมส่วนประกอบจากภาชนะไม้ไผ่ให้ดู เครื่องดื่มเป็นข้าวเหนียวลืมผัว รับรสหวานของขนมได้ดีมาก พอวางใกล้กันก็มีทั้งถั่ว งา น้ำตาล และข้าวอยู่ในของหวานกับแก้วเดียวกัน เราคุ้นกับวัตถุดิบเหล่านี้มานาน คราวนี้ได้เห็นคนทำหยิบมาใช้ทีละอย่างอย่างตั้งใจ


ยังไม่จบ มี Fruits of The Moment นำผลไม้ตามฤดูกาลมาหั่นให้ดูต่อหน้า ทั้งสับปะรด ฝรั่ง และมะม่วง พร้อมเครื่องจิ้มแยกหลายส่วนจัดเป็นรูปแผนที่ประเทศไทย เล่าเรื่องเกลือจากหลายพื้นที่ กินผลไม้เปล่าก่อนแล้วค่อยจิ้ม ก็ได้รสของแต่ละคำต่างออกไป ปิดท้ายด้วย Petit Fours บนแท่นสีเงินรูปกลีบบัว ขนมคำเล็ก ๆ อร่อยดี บัวกลับมาให้เห็นอีกครั้งตรงท้ายมื้อ หลังจากเคยอยู่ทั้งในสระและในจานอาหารแล้ว

สำหรับกานต์ มื้อนี้ชวนให้กลับมาสนใจของกินในบ้านตัวเองมากขึ้น ข้าว บัว พืชผัก ผลไม้ และของหมักมีของจริงให้ดู มีชื่อให้จำ และมีให้ลองทั้งในจานกับในแก้ว ยิ่งเป็นของคุ้นเคยก็ยิ่งชวนให้หยุดคิดว่า เรายังรู้จักมันได้อีกหลายแบบ เชฟหนุ่มเก็บรากอีสานไว้ในงาน แล้วชวนวัตถุดิบจากหลายพื้นที่มาร่วมมื้อเดียวกัน ส่วน Sra Bua ก็มีเรื่องให้แฟนร้านอย่างกานต์อยากกลับมารู้จักต่อ ว่าฤดูกาลหน้าจะมีของกินอะไรมาเล่าให้ฟังอีก
ราคาและเวลาเปิดของ Sra Bua by Num Weerawat
มื้อค่ำเปิดทุกวัน 18:00–23:30 น. รอบนั่งสุดท้าย 21:00 น. เมนูทั้งสองทางราคาเท่ากัน 4,900 บาท++ ต่อท่าน เพิ่ม Zero-Proof Pairing ได้ที่ 1,900 บาท++ ส่วน Wine Pairing ร้านไม่ได้ประกาศราคาไว้บนเว็บ ต้องถามตอนจอง มื้อกลางวันเปิดวันพุธถึงอาทิตย์ 12:00–15:00 น. รอบนั่งสุดท้าย 13:00 น. เป็นคอร์ส Exploring Lunch มีทั้งฝั่ง Signature Biodiversity และ Plants & Roots Forward ราคา 2,900 บาท++ จับคู่ Zero-Proof ได้ที่ 890 บาท++ ราคาทั้งหมดยังไม่รวมค่าบริการ 10% และภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่งกายแบบ Smart Casual จองผ่านช่องทางของโรงแรม Siam Kempinski Hotel Bangkok ข้อมูลชุดนี้ตรวจจากเว็บไซต์ Kempinski เมื่อ 17 ตุลาคม 2026
คำถามที่พบบ่อย
Sra Bua by Num Weerawat อยู่ที่ไหน และต่างจาก Sra Bua by Kiin Kiin อย่างไร
ร้านอยู่ในโรงแรม Siam Kempinski Hotel Bangkok ย่านปทุมวัน ใกล้ศูนย์การค้า Siam Paragon ใช้พื้นที่เดิมของ Sra Bua ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี 2010 ยุค Sra Bua by Kiin Kiin ครัวทำงานร่วมกับเชฟ Henrik Yde-Andersen จากร้าน Kiin Kiin โคเปนเฮเกน และได้ดาวมิชลินต่อเนื่อง 6 ปี ตั้งแต่ 31 กรกฎาคม 2026 ร้านเปลี่ยนชื่อเป็น Sra Bua by Num Weerawat ภายใต้เชฟหนุ่ม-วีระวัฒน์ ตริยเสนวรรธน์ เมนูเปลี่ยนมาตั้งต้นจากวัตถุดิบ ฤดูกาล และผู้ผลิตทั่วไทย ห้องรีโนเวตใหม่โดย TasteSpace แต่ยังเก็บสระบัวกลางห้องไว้เหมือนเดิม
Sra Bua by Num Weerawat ราคาเท่าไร เปิดกี่โมง
มื้อค่ำเปิดทุกวัน 18:00–23:30 น. รอบนั่งสุดท้าย 21:00 น. มีเมนูให้เลือกสองทาง คือ Signature Biodiversity Journey กับ Plants & Roots Forward Journey ราคาเท่ากัน 4,900 บาท++ ต่อท่าน เพิ่ม Zero-Proof Pairing ได้ที่ 1,900 บาท++ ส่วน Wine Pairing ให้สอบถามราคากับร้าน มื้อกลางวันเปิดวันพุธถึงอาทิตย์ 12:00–15:00 น. รอบนั่งสุดท้าย 13:00 น. คอร์ส Exploring Lunch ราคา 2,900 บาท++ ราคาทั้งหมดยังไม่รวมค่าบริการ 10% และภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่งกายแบบ Smart Casual ข้อมูลตรวจจากเว็บไซต์ Kempinski เมื่อ 17 ตุลาคม 2026
Signature Biodiversity Journey กับ Plants and Roots Forward Journey ต่างกันอย่างไร
Signature Biodiversity Journey ใช้ทั้งพืช สัตว์น้ำ และเนื้อสัตว์ จานที่กานต์ได้ชิมมีหอยหลอดยักษ์กับหน่อไม้ฝรั่งขาว หอยเป๋าฮื้อในชุด Flowers & Pickles บัวกับไก่พื้นเมือง กุ้งแม่น้ำกับส้มหลายชนิด เนื้อวัว Khunta Farm ในแบบแกงป่า และปลา Coral Trout กับแกงคั่วเป็นจานหลัก ส่วน Plants and Roots Forward Journey ใช้พืชตลอดมื้อ มี The Hill จากถั่วลูกไก่ ผำ และมันม่วง It’s Not A Meatball จากถั่วเหลืองหมัก จานขนุนอ่อน ขนุนสุก และเมล็ดขนุน กับหลามผัก เครื่องดื่มเลือกจับคู่ได้ทั้ง Wine Pairing และ Zero-Proof Pairing ท้ายมื้อมีผลไม้ตามฤดูกาลหั่นที่โต๊ะ แล้วปิดด้วย Petit Fours บนแท่นรูปกลีบบัว
Fermentation Library และนิทรรศการข้าวที่ Sra Bua คืออะไร
Fermentation Library คือตู้เก็บผัก ผลไม้ ธัญพืช สมุนไพร และเครื่องปรุงที่หมักไว้หลายระยะ ใส่โหลแก้วเรียงในช่องไม้ ของในตู้เปลี่ยนไปตามฤดูกาล ครัวหยิบมาเติมรสเปรี้ยว อูมามิ กลิ่นหอม และความเข้มข้นให้อาหารแต่ละจาน ข้าง ๆ กันเป็นนิทรรศการข้าวพันธุ์พื้นเมืองของไทยราว 30 สายพันธุ์ หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แขกจะได้เห็นเมล็ดข้าวสีขาว น้ำตาล แดง และม่วงเรียงเทียบกัน ก่อนข้าวบางพันธุ์จะกลับมาอยู่ในอาหารระหว่างมื้อ เชฟจะพาเดินดูทั้งสองจุดก่อนเริ่มมื้อ
ที่มาข้อมูล
- Kempinski — Sra Bua by Num Weerawat: Contemporary Thai Fine Dining in Bangkok (เวลาเปิด เมนู ราคา) ตรวจ 17 ตุลาคม 2026 — kempinski.com
- Kempinski — Sra Bua by Num Weerawat — kempinski.com
- Jin Communications — Sra Bua by Num Weerawat Presents a New Chapter of Nature-led Creative Thai Fine Dining at Siam Kempinski Hotel Bangkok — jin-comm.com
- TTG MICE — Sra Bua by Num Weerawat pairs biodiversity dining with private event buyouts (19 สิงหาคม 2026) — ttgmice.com
- Away In Style — Sra Bua by Num Weerawat: A New Chapter of Nature-led Creative Thai Fine Dining — awayinstyle.com
อ่านต่อ — รีวิว Sra Bua by Kiin Kiin ไฟน์ไดนิ่งไทยระดับมิชลิน @Siam Kempinski · ต่าง TAANG by Chef Kong อาหารชาติพันธุ์ภาคเหนือ · รีวิว Siam Kempinski Hotel Bangkok



