Last Updated: 23 August 2026
ENGLISH SUMMARY
KANT reviews Siam Kempinski Hotel Bangkok — the 123-year-old German luxury chain's 'Luxury City Resort' hidden behind Siam Paragon, next to Srapathum Palace, as it nears its tenth anniversary. Buildings wrap gardens and pools so a central-city stay feels like a seaside or mountain resort, with the rare bonus of walking into Paragon and back to your room.

#ถ้าจะบอกว่ารูปนี้ถ่ายที่โรงแรมในกรุงเทพ คุณจะเชื่อไหม?
แถมตั้งอยู่ใจกลางเมืองติดห้างดังอย่าง Siam Paragon
ใช่ครับ
อาคารด้านหลังติดกับวังสระปทุม นั่นแหละ
รีวิวนี้จะได้รู้กันเสียที ว่าด้านในของ #สยามเคมปินสกี้ เป็นยังไง
วันนี้กานต์มาพักที่ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพ
เชนโรงแรมหรูจากเยอรมัน อายุ 123 ปี
ส่วนที่กรุงเทพมีคอนเซปต์ว่าเป็น “Luxury City Resort”
ซึ่งโรงแรมกำลังจะฉลองครบ 10 ปีในอีกไม่กี่วันนี้ครับ
เป็นการพักผ่อนที่หรูหรา สะดวกสบายใจกลางกรุง
แต่ให้ฟีลเหมือนไปนอนรีสอร์ตริมทะเลหรือกลางเขา
ที่มีต้นไม้เยอะๆ มีสระว่ายน้ำล้อมรอบ
แต่เก๋กว่า คือสามารถเดินออกไปช้อปปิ้งที่สยามพารากอน
แล้วกลับมานอนกอดชาแนลใบโปรดได้
แบรนด์ และงานออกแบบ
Kempinski เป็นแบรนด์ที่หรูหราเก่าแก่ที่สุดในยุโรป
ทุกอย่างจะดู Extravaganza เว่อร์วังอลังการไปเสียหมด
ดอกไม้ที่ประดับในโรงแรมต้องเป็นดอกไม้สดเท่านั้น
เน้นดอกบัวเป็นพิเศษ เพราะอยู่ในเขตวังสระปทุมครับ
เมื่อเดินเข้าไปถึง
สัมผัสแรกที่สายตาปะทะคือสระบัวที่เป็นน้ำพุ ดูรื่นรมย์
โถงล็อบบี้คืออลังการมากครับ ดูสูงโปร่งราวตึก 3 ชั้น
โดดเด่นด้วยการออกแบบที่เน้นความเรียบหรู
ดูสบายตาคุมโทนสีเบจ-ทอง คลิปดำ
ประดับประดา ด้วยงานศิลปะของไทยกว่า 2 พันชิ้น
และมีมาสเตอร์พีชที่ศิลปินชั้นครูของไทยรังสรรค์ขึ้นมาใหม่
เพื่อมอบให้กับทางโรงแรมโดยเฉพาะ
แค่งานศิลปะเหล่านี้ ก็มีมูลค่าหลายล้านแล้วครับ
ธรรมดาซะที่ไหน …
บรรยากาศ และเดย์เคชั่น
เพียงได้มานั่งจิบน้ำชาที่ล็อบบี้ แล้วดูงานศิลปะอันสวยงามล้ำค่า
มองออกไปด้านนอกเห็นมีสระว่ายน้ำสีฟ้าสบายตา
ตัดกับทิวไม้สีเขียวราวกับสวนขนาดใหญ่
ตอนนี้มีโปรแบบ #Daycation ให้เลือกด้วยครับ
สำหรับคนอยากมาพักผ่อนแต่ไม่อยากพักค้าง
ผมว่าคุ้มค่ากับการมาเปลี่ยนบรรยากาศในวันสบายๆ
ชวนกันมาถ่ายรูป ทานขนม เล่นน้ำให้สบายใจใกล้ๆ บ้านครับ
ห้องพัก Garden Suite
คืนนี้กานต์พักที่ห้องแบบ Garden Suite ครับ
ความพิเศษคือทั้งโรงแรมมีห้องแบบนี้เพียงห้องเดียวเท่านั้น
เป็นห้องแบบ Pool Access ที่สามารถลงสระว่ายน้ำได้ทันที
มีทางลงสระ 2 ทาง ทั้งในส่วนของ Living Room
เมื่อขึ้นจากสระสามารถเข้าทางห้องนอนและพุ่งตรงเข้าห้องน้ำได้เลยทันที
ห้องนี้จึงอาจจะจองยากหน่อยครับ เป็น Rare Item
แต่ที่จริงแล้วห้องแบบ Cabana ก็สามารถลงสระน้ำได้ทันทีเหมือนกันนะ
บริการ Lady in Red
ที่สำคัญผมชอบคอนเซปต์ Lady in Red มาก สวยทุกนาง
เจอทุกครั้งจะยิ้มแย้มแจ่มใส
ทักทายราวกับผมเป็นเจ้าชายจากวังทางยุโรป 555
ตามกานต์มาพักผ่อนกันดีกว่าครับว่า
ความหรูหราแห่งตำนานโรงแรมโลกนั้น จะเป็นอย่างไร
คลิกเข้าไปอ่านด้านในกันได้เลยครับ
#KANT#leisuretravel#journalisttravel
#ท่องเที่ยวพักผ่อน#ชอบนอนโรงแรมสวย
#SiamKempinski#SiamKempinskiBangkokHotel
Director & Photographer – Kant Jominta
Assistant Photographer – Pongsatorn Sodarat
FACEBOOK – kant.co.th
INSTAGRAM – kant.co.th
YOUTUBE CHANNEL – kantcoth
WEBSITE – kant.co.th
—
ปกติภาพแบบนี้เราจะได้เห็นกันในรีสอร์ตที่อยู่ตามจังหวัดท่องเที่ยว เป็นการพักผ่อนในแบบสบายๆ แต่ตอนนี้เรากำลังอยู่กันใจกลางกรุงเทพเลยครับกับโรงแรม Siam Kempinski Hotel Bangkok ที่ทำเลคือโดดเด่นมาก เพราะตั้งอยู่ติดกับห้าง Siam Paragon เลยครับ

กานต์เลือกที่นี่ในวันพักผ่อน เพราะบางทีก็ไม่อยากออกไปไหนไกลๆ ครับ ไหนจะรถติด นั่งจะต้องไปนั่งรอบอร์ดดิ้งที่สนามบิน
ช่วงนี้เวลามีน้อย เลยมองหาโรงแรมที่ตอบโจทย์การพักผ่อนดู อยากมาเล่นน้ำ ทานข้าว ช้อปปิ้งให้สมกับวันพักผ่อนสบายๆ
ในรูปนี้คือสดชื่นมากครับ!!

ทันทีที่เดินเข้ามา เราจะพบกับโถงล็อบบี้ที่โอ่อ่า หรูหรา พร้อมการดูแลเรื่องความสะอาด ตรวจวัดอุณหภูมิกันเรียบร้อย
ผมว่าภาพนี้สื่อความหมายถึงการเป็นโรงแรมใหญ่ใจกลางกรุงแบบ Luxury City Resort ได้ดีครับ มีความร่มรื่นของแมกไม้สีเขียวด้านนอก
ส่วนภายในประดับตกแต่งด้วยน้ำพุทำจากทองเหลืองลดหลั่นกันเป็นขั้นบันได ใจกลางเป็นสระคล้ายดอกบัว ซึ่งบ่งบอกประวัติศาสตร์ของสถานที่ได้ดีเลยทีเดียวครับ
เพราะตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เรื่องราวของดอกบัวยังคงเชื่อมโยงกับที่ดินที่โรงแรมตั้งอยู่เสมอ (พ.ศ. 2394-2411) เนื่องจากอยู่บนดินแดนแห่งนี้ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของวังสระประทุม พระราชวังได้ชื่อมาจากสระบัวต่างๆที่ล้อมรอบ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ของโรงแรมศิลปินได้หยิบยืมความละเอียดอ่อนและความวิจิตรของดอกบัวมาใช้ในการออกแบบ งานศิลปะชิ้นนี้ออกแบบโดยคุณจิรพรรณ โตคีรี

ภาพมุมสูงที่เราแทบไม่เคยได้เห็นของโรงแรม Siam Kempinski Hotel Bangkok ภาพนี้ถ่ายจากชั้น 16 ของ Royal Wing ครับ เพื่อให้มองเห็นมุมกว้างที่สัมผัสได้ถึงความรื่นรมย์ราวกับพักผ่อนริมทะเล
เพียงแต่ทิวทัศน์ที่แปลกไปเพราะเราอยู่ท่ามกลางอาคารน้อยใหญ่ ซึ่งก็สะดวกและง่ายต่อการเดินทางครับ
ผังโรงแรมและอาคาร
อาคารของโรงแรมมีทั้งแบบ Low Rise และ High Rise ครับ วางผังเป็นรูปสามเหลี่ยม คอร์ดกลางเป็นสวนขนาดใหญ่และสระว่ายน้ำ พร้อมเดย์เบดและคาบาน่า วางไว้ให้เราได้นอนเล่นพักผ่อนสบายๆ ครับ

ล็อบบี้ ก็เหมือนหน้าบ้านของโรงแรม ความหรูหรา โออ่า จะเห็นได้จากการจัดวางล็อบบี้ที่กว้างมาก สูงโปร่งราวกับตึก 3 ชั้น เพราะด้านบนมีห้อง Ballroom และ Meeting Room
ส่วนด้านล่าง ตรงกลางจะเป็นโถงซึ่งประดับประดาด้วยดอกไม้สดเท่านั้น เปลี่ยนดีไซน์กันอยู่ทุกสัปดาห์ เพื่อให้ดูมีอะไรที่แปลกใหม่น่าค้นหาอยู่เสมอ
ฝั่งซ้ายเป็นส่วนของ Guess Service และ Reception ส่วนฝั่งขวาเป็นหนุมาน บาร์ และห้องไวน์
ส่วนผมจะไปเช็คอินในห้องพักแทนครับ

ที่นี่นิยมมีงานจัดเลี้ยงกันอยู่บ่อยๆ ครับ ติดอันดับ Top Five ของสถานที่จัดงานแต่งงานที่เซเลปคนดัง นิยมมาเลี้ยงฉลองกันที่นี่ ด้วยความหรูหรา มีระดับของสถานที่และการตกแต่ง แถมยังเดินทางสะดวกนั่นเอง
เช็กห้องว่างและราคาที่ Trip.com

ผมชอบรูปนี้จัง ผมว่าสื่อสารความเป็น Iconic ของโรงแรมได้ชัดเจนดี ทั้งการออกแบบที่เป็นโคมไฟสวัสดี จะสังเกตว่าเป็นเหมือนเล็บมือนางฟ้อนทางภาคเหนือ เพื่อสื่อถึงการต้อนรับที่อ่อนช้อยแบบไทยๆ
การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่เน้นเซ็ทใหญ่ มิเช่นนั้นจะดูอึดอัดเหมือนคฤหาสถ์เศรษฐี แต่การเลือกใช้สีม่วงตัดกับทองและเหลือง คือคู่สีที่พากันโดดเด่น
ประดับด้วยงานประติมากรรมชื่อว่า “ข้าว” ผลงานของคุณสัมพันธ์ เสนาเทศ
ส่วนบันไดด้านหลังไม่ต้องพูดถึง เป็นมุมถ่ายรูปที่ฮิตมาก ผมก็ไม่พลาดนะ อิอิ มีรูปให้ชมด้านในครับ

เข้ามาด้านในจะเจอบรรยากาศแบบเลยครับ มีต้นไม้ใหญ่อยู่กลางสระที่รายล้อมไปรอบอาคารที่พัก ซึ่งเป็น Garden Wing จะเป็นว่ามีห้องชั้น 1 ที่เป็น Pool Access ได้เลย มีทั้งหมด 22 ห้องเท่านั้น ส่วนมากคนจะจองกันห้องนี้เพราะสะดวกดีครับ
แต่ถ้าใครชอบความเป็นส่วนตัว ก็แนะนำให้จองห้องพักด้านบนก็ได้ Pool View เหมือนกัน

พื้นที่ส่วนกลางของโรงแรมกว้างมาก ผมชอบถ่ายรูป Exterior ของที่นี่ เพราะยอมรับว่าแปลกใจดีว่า ใจกลางกรุงเทพมีบรรยากาศแบบนี้ด้วยหรือ

Welcome walk way ที่จะเดินไปยังห้องพักฝั่ง Garden wing สวยงามมากครับ เป็น Signature Shot ที่ต้องมาถ่ายรูปกัน เสาไฟจะประดับด้วยคบที่เป็นรูปเล็บฟ้อนแบบทางภาคเหนือ สื่อถึงการต้อนรับสวัสดี เป็นผลงานของคุณจิรพรรณ โตคีรี ศิลปินชื่อดังอีกท่านครับ
เราจะเดินผ่านห้องอาหาร Sra Bua by Kin Kin at Kempinski Bangkok ซึ่งตอนนี้กลับมาเปิดให้บริการแล้ว

เข้าห้องพักกันดีกว่าครับ ห้อง Garden Suite กว้างขวางมาก มีแยกสัดส่วนภายในชัดเจน ตั้งแต่โถงทางเข้าจะมี Powder Room หรือห้องน้ำสำหรับแขก อยู่บริเวณทางเข้า จากนั้นจะเป็น Living Room ที่จัดวางชุดโซฟาได้อย่างเข้ากัน
โรงแรมจัดเตรียมขนมพร้อมการ์ดต้อนรับวางไว้ให้ด้วยครับ น่ารักมาก ทานกับกาแฟที่อยู่ในมินิบาร์ได้เลย ขนมและมินิบาร์จะฟรีและเติมให้ทุกวันที่เข้าพักครับ

Lady in Red: บริการที่เป็นลายเซ็นของเคมปินสกี้
Lady in Red ที่มาดูแลผมชื่อคุณ Jasmin หรือน้องมะลิ ครับ เป็นคนมาเลเซีย พูดไทยได้นิดหน่อยยยย
จะทำการเช็คอินพร้อมกับแนะนำส่วนต่างๆ ของในห้องพักให้
Lady in Red ที่ Siam Kempinski Hotel Bangkok มีด้วยกันทั้งหมด 5 ท่านครับและมี Gentleman in Red อีก 1 ท่าน จะทำหน้าที่คล้ายกับเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ (Brand Ambassador) ของโรงแรม ซึ่งจะมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น มองไปทางไหนก็จะเห็นเพราะชุดสีเริ่ดมาก
Lady in Red จะเป็นตัวแทนสื่อถึงความเอาใจใส่ การบริการที่เป็นเลิศและความปราณีต สามารถดูแลและตอบสนองความต้องการของผู้เข้าพักได้อย่างครบถ้วน

ภายในห้องพักของผมจะโซนโต๊ะทำงานวางเด่นอยู่พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องใช้ในการติดต่อประสานงาน เจรจาธุรกิจ
เป็นมุมที่ประดับตกแต่งได้อย่างสวยงาม เรียบง่าย สื่อสารความเป็นไทยด้วยงานประติมากรรม พวก ไหโบราณ แจกันทรงไทยโมเดิร์น
ส่วนตู้ด้านซ้ายของในรูป สามารถจัดเก็บสัมภาระไว้ได้ครับ

ทั่วทั้งโรงแรมจะประดับประดาด้วยงานศิลปะที่เป็นมาสเตอร์พีซของศิลปินชั้นแนวหน้าของเมืองไทยที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อมอบให้ประดับในโรงแรม Siam Kempinski Hotel Bangkok เท่านั้น

เดินเข้ามาด้านในจะเป็นห้องนอนซึ่งกว้างขวางมาก เตียงใหญ่และนุ่มมาก จนอยากทิ้งตัวนอนลงในทันที ผมชอบคอนเซปต์ของการบริการช่วงเทิร์นดาวน์ครับ นอกจากแม่บ้านจะนำน้ำเปล่ามาวางไว้ให้ที่หัวเตียงแล้ว ยังวางปลาตะเพียน เอาไว้กล่อมนอนแบบไทยๆ อีกด้วย
เก๋ดีอ่ะ
นอกจากนั้น ยังวางเซ็ทสปาเท้า มีสมุนไพรกลิ่นหอมๆ พร้อมน้ำอุ่นในกาน้ำที่เตรียมไว้ให้เรียบร้อย เพื่อให้เราได้แช่เท้าก่อนเข้านอน จะได้หลับสบายครับ
ดูจะใส่ใจในรายละเอียดมากเกินไปแล้วนะ

ห้องน้ำด้านในสุด เป็นโซนที่กานต์ชอบมากครับ เพราะว่าตกแต่งได้หรูหรา เป็นคนที่แพ้หินอ่อนลายขาวๆ ดำๆ เห็นที่ได้ใจต้องว๊าวทุกที
ถ้าเป็นห้อง Garden Suite เราสามารถขึ้นจากสระแล้วเดินเข้าห้องน้ำได้ทันที ถือว่าสะดวกมาก
ภายในห้องน้ำจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีการแยกอ่างล้างหน้าแบบ His & Her
แยกส่วน Shower กับ Bathtub พร้อมประดับด้วยแจกันทรงเก๋ไว้ตามคอนเซปต์

Signature Shot อีกมุมที่ต้องมาถ่าย คือโถงบันไดวนของห้องบอลรูมครับ ยิ่งถ้าแสงสวยๆ แล้วล่ะก็ … รูปออกมาจะโดนใจมากครับ
Suit & Pants by Blaack Thailand

Afternoon Tea กับเชฟ Franck Istel
Afternoon Tea ก็ถือเป็นไฮไลท์ของที่นี่ครับ เพราะเต็มเกือบทุกวัน แนะนำให้จองล่วงหน้า
ขนมที่เสิร์ฟมีทั้งคาวและหวานครับ ของคาวที่น่าสนใจมีแซลม่อนรมควัน แต่ที่ชอบมากคือสโคน ทานกับแยมราสเบอรี่แบบโฮมเมด Choux 3 อย่างก็อร่อย
เชฟ Franck Istel น่ารักมาก เดินมาแนะนำขนมด้วยตัวเอง

ชาที่ผมเลือกเป็น สยามฮาโมนี (Siam Harmony China Summer) ชาเขียวจากจีนที่เก็บเกี่ยวในช่วงฤดูร้อน ที่มีกลิ่นหอมของผลไม้หลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น ราสเบอรี่ สตรอเบอรี่ กีวี ทานแล้วสดชื่นดีครับ

ในช่วงทาน Afternoon Tea จะมี live บรรเลงเพลงสดๆ โดย มาดาม หวัง ให้เราฟังเพลินๆ ด้วยครับ

“เคมปินสกี้” เป็นเชนโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรป นับถึงปีนี้ก็มีอายุ 123 ปีเข้าไปแล้วครับ ตั้งอยู่ 75 ประเทศทั่วโลก
เอกลักษณ์คือความหรูหรา ตั้งแต่การออกแบบ ดีไซน์ โรงแรมที่ตั้งอยู่ในแต่ละประเทศจะถูกออกแบบและตกแต่งด้วยมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมอันโดดเด่นของประเทศนั้นที่ตั้งอยู่ โดยมีจุดมุ่งหมายคือต้องการเป็นจุดหมายปลายทางที่โดดเดนเหนือระดับกว่าที่อื่นใด โดยยังคงรักษาความสมดุลของสภาพทางภูมิศาสตร์ของเมืองและสถานที่นั้นๆ
ที่สำคัญคือความเพรียบพร้อมไปด้วยการบริการที่เหนือระดับ มีไมตรีจิตในการต้อนรับด้วยความหรูหราในแบบที่ไม่เหมือนใคร บริการที่แตกต่างได้อย่างน่าประทับใจ
ภาพนี้ถ้าไม่บอกคงนึกว่าผมนั่งอยู่ใน Coffee Shop ของโรงแรมที่ไหนสักแห่งในฝรั่งเศสแน่ๆ

If this is coffee, please bring me some tea; but if this is tea, please bring me some coffee.
– Abraham Lincoln –
Suit by Blaack Thailand

Rotunda เป็น Pool Bar ของที่นี่ครับ ถ้าใครใช้โปร Daycation ผมว่าเหมาะมาก เพราะนอกจากจะได้พักผ่อนแล้วยังได้เครดิตอีก 1,000 บาท ไว้ทานอาหารที่นี่ด้วย สามารถสั่งไปทานที่ Cabana หรือที่ Day Bed ระหว่างเล่นน้ำก็ได้ครับ
มีเครื่องดื่มที่เป็น Signature อยู่หลายตัว

บอกแล้วว่า มาพักผ่อนที่ใจกลางกรุงเทพ ก็สามารถมีรูปโปรไฟล์สวยๆ และเอาไว้อัพลง IG ได้เหมือนกัน ดังนั้น ควรเตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนกันหลายๆ ชุดครับ
Suit by Blaack Thailand

มุมต้นไม้แบบญาญ่า ก็มีนะ

สระว่ายน้ำและ Secret Garden
พักผ่อนเล่นน้ำปล่อยให้ลอยไปเรื่อยๆ ก็เพลินดีครับ ที่นี่มีสระว่ายน้ำแบบฟรีฟอร์มมากถึง 5 สระล้อมรอบตึก สลับกับการมีต้นไม้สีเขียวเยอะมาก จึงให้บรรยากาศเหมือนพักผ่อนจริงๆ แบบไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล

Siam Kempinski Hotel Bangkok เรียกได้ว่าเป็น Secret Garden สวนลับใจกลางกรุงเทพได้เลย ใครไม่เคยแนะนำว่าให้มาครับ
ในช่วงวันหยุดสั้นๆ หลังทำงานมาเหนื่อยๆ หากต้องการการพักผ่อน มานอนสูดอากาศกลางสวนเขียวๆ นอนชิลริมสระว่ายน้ำสบาย ก็ช่างผ่อนคลายได้ดีเหลือเกินแล้วครับ

ALATi: ห้องอาหารเมดิเตอเรเนียนของเชฟ Carlo Valenciano
มื้อค่ำ กานต์ทานที่ห้องอาหาร ALATi ซึ่งเป็นห้องอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งทำให้นึกถึงตอนที่ไปเที่ยวโมรอคโคครับ
ที่นี่เป็นครัวเปิดเชฟจะทำอาหารให้เราเห็นกันทำให้ได้บรรยากาศที่เป็นกันเองมาก
เมื่อมาถึง ทางห้องอาหารจะเสิร์ฟเซตขนมปังโฮมเมดพร้อมกับ “น้ำมันมะกอก” และ “เกลือ” ซึ่งเป็น Signature น้ำมันมะกอกของที่นี่จะนำเข้าจาก 4 ประเทศ ด้วยกัน คือ อิตาลี สเปน ตุรกี และฝรั่งเศส
จากนั้น เราลองสั่งอาหารเมดิเตเรเนียนมาทานหลายอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็น “Pide” เป็นอาหารตุรกีที่เหมือนพิซซ่า ปรุงรสด้วย Black Truffle and Cheese
“Muhammara” มีพระเอกคือ Burrata หรือชีสสด ท๊อปบนวอลนัท ราดด้วย น้ำมันมะกอก และไซรัปทับทิม
และยังมีปลาแมคเคอเรล อบมาในซอสมะเขือเทศรสชาติเด็ดดวงมาก
ถ้าใครไม่รีบนอนอยากลองกาแฟตุรกีก็สั่งได้ครับ มีความหอม เข้มข้นดี

หนุมานบาร์ เป็นล็อบบี้บาร์ของโรงแรม Siam Kempinski Hotel Bangkok ที่เปิดให้บริการทั้งแขกและสำหรับคนทั่วไป
ใครที่เดินช็อปปิ้งที่สยาม พารากอนจนเหนื่อย ก็สามารถเข้ามานั่งพักจิบน้ำชา กาแฟ หรือทานอาฟเตอร์นูนที ได้
นอกจากนี้ยังเป็นบาร์ที่มีบริการเครื่องดื่มแอลกฮอลล์ด้วยครับ เปิดทุกวันจนถึงตีหนึ่ง

บรรยากาศตอนเช้าๆ หลังตื่นนอน เปิดประตูตรงห้องนอนที่เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำ เพื่อมาสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้า เดาไม่ถูกเลยว่านี่เราอยู่กรุงเทพ หรือริมทะเลที่ไหน
ให้ฟีลลิ่งของการพักผ่อนได้ดีมากครับ

อาหารเช้าแบบ In room Service ก็มีให้เลือกหลากหลายจากห้องอาหาร ALATI ซึ่งเป็นห้องอาหารหลักในตอนนี้ ครับ แจ้งได้เลยว่าเราอยากทานอะไรบ้าง จากนั้นนัดแนะเวลาให้ดี ที่นี่เสิร์ฟตรงเวลาเป๊ะ

หรือหากอยากจะไปทานมื้อเช้าแบบสบายๆ ที่ ALATi ก็มีความจัดเต็มมาก จะเน้นเป็น A La Carte ที่สั่งได้ไม่อั้น เพื่อเป็นไปตามมาตรการ Social Distancing พร้อมกับการเสิร์ฟแชมเปญ ที่เป็น Signature ของ Siam Kempinski Hotel Bangkok
อาหารน่าทานมากครับ ขนาดอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ยังต้องรีบวาง

ทีมเชฟน่ารักมาก ทำแก้วมังกรผลไม้แบบไทยๆ มาทำเวอร์ชั่นพิเศษมาให้ พร้อมกับเขียนคำอวยพร

ALATi – “อลาตี้” เป็นห้องอาหารแบบ All Day Dining ที่เปิดให้บริการในตอนนี้ (สระบัวก็กำลังเปิดแล้วครับแต่เป็น Fine Dining) เราสามารถมาทานอาหารเช้าที่นี่ได้เช่นกัน
แต่ผมทานที่ ALATi ทั้ง 3 มื้อเลยครับ เช้า-กลางวัน-เย็น
จริงๆ แล้ว ALATi เป็นห้องอาหารใหม่สไตล์เมดิเตอร์เรเนียน มาจากภาษากรีกที่มีความหมายว่า “เกลือ” ซึ่งเป็นเครื่องปรุงหลักที่ใช้ในการปรุงอาหารของทั่วโลก ในอดีตเกลือถือเป็นสินค้ามีมูลค่าในการค้าขายที่มีการขนส่งกันทางเรือผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
Executive Chef คาร์โล วาเลนเซียโน ซึ่งเป็นชาวอิตาเลียนจึงได้แรงบันดาลใจในการรังสรรค์ห้องอาหารคอนเซปท์ใหม่ ที่ได้มาจากการท่องเที่ยวที่ผสมผสานรูปแบบอาหารของแต่ละประเทศในแถบนั้น นำเสนออาหารในสไตล์ใหม่ที่หาทานได้ยาก แต่รับรองว่าถูกปากคนไทย
และเกลือที่นำมาใช้เป็นเครื่องปรุงของ ALATi ก็นำเข้ามาจากหลายที่ทั่วโลก

“ริเวียร่า ซัน-เดย์ บรั้นช์” (Riviera Sunday Brunch) เป็นชื่อเมนูอาหารมื้อสายวันอาทิตย์ของที่นี่ ซึ่งจะเริ่มต้นมื้ออร่อยด้วยเซตเมนูซีฟู้ด แพลตเตอร์ (seafood platter) ประกอบด้วย กุ้งล็อบสเตอร์สดนำเข้าจากแคนาดา ก้ามปูหิมะ กุ้งขาว หอยแมลงภู่และหอยนางรมฝรั่งเศส
เรียกน้ำย่อยได้ดีทีเดียวก่อนที่เราจะเข้าสู่มื้ออาหารจานหลักที่มีให้เลือกเยอะมาก

Riviera Sunday Brunch
Riviera Sunday Brunch ห้องอาหาร ALATi ให้บริการทุกวันอาทิตย์เวลา 12:30 น. ถึง 16:00 น.
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสำรองที่นั่ง โทร 02 162 9000 หรืออีเมล์ dining.siambangkok@kempinski.com

อาหารคาวหวาน เสิร์ฟไม่อั้นจริงๆ ครับ สำหรับ Riviera Sunday Brunch ห้องอาหาร ALATi
อุตส่าห์ลดความอ้วนมาตั้งหลายวันต้องมาพ่ายให้กับซันเดย์ บรันช์ของที่นี่
ของหวานคือดีย์มาก ตอนนี้กำลังจะสถาปนาตัวเองเป็น FC ของเชฟแฟรงค์ อิสเทล เชฟขนมหวานของที่นี่ เพราะดีทุกตัว “ทีรามิสุ” คืออร่อย ครีมมี่มาก ทาร์ตเลมอนสุดคลาสสิกเสิร์ฟกับทอร์ชเมอแรงก์ก็หอมหวาน
น่าทานไปหมด จองโต๊ะเลยละกัน

Riviera Sunday Brunch ได้รวบรวมรสชาติความอร่อยจากหลากหลายภูมิภาคในเมดิเตอร์เรเนียน มาเสิร์ฟให้เราได้ทานกัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารสไตล์สเปน โมร็อคโค ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ ตุรกี หรือที่ เลบานอน เลือกกันไม่ถูกเลยครับ
ที่ชอบก็เห็นจะเป็น สเต๊กเนื้อวากิวราดซอสคาเฟ่ เดอ ปารีส มาพร้อมกับเครื่องเคียง หรือจะเป็นซี่โครงแกะเมอร์เรย์แลนด์อบกับโรสแมรี่ ราดด้วยเกรวี่ และครีมถั่วชิกพี ก็อร่อยดี
โอ๊ยย อิ่ม

เปลี่ยนโหมดแทบไม่ทัน ไปนวดกันบ้าง ที่ Kempinski The Spa ของ Siam Kempinski Hotel Bangkok ติด Top 5 สปาในดวงใจของผมเลยครับ
Kempinski The Spa ใช้ภูมิปัญญาการนวดแบบผสมผสานทั้งตะวันออกและตะวันตก อโรม่าที่ใช้มีให้เลือกหลากหลาย ล้วนมาจากธรรมชาติ พืชพันธุ์ ดอกไม้และสมุนไพรในการบำบัดทั้งหมด
แบ่งโปรแรมออกเป็นตามฤดูกาลครับ ผมเลือกเป็น Autumn Sleep – Relaxing เพื่อให้ผ่อนคลายโดยเฉพาะความเครียดจากการทำงาน
น้องคนที่เป็นเทอราพิส มีความรู้เรื่องศาสตร์ทางกายภาพดีมาก ซึ่งเป็นคอนเซปต์ของสปาที่นี่ว่าจะต้องประเมินร่างกายของเราอย่างละเอียด จะได้แก้จุดติดขัด จุดปวดเมื่อยได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้เราสบายตัวและผ่อนคลายที่สุด เน้นการฟื้นฟูผลอันทรงพลังของธรรมชาติ การคืนความสมดุลภายใน

จากนั้น เมื่อนวดเสร็จก็มาแช่อ่างเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

Sra Bua by Kiin Kiin มิชลิน 1 ดาว
ดูบรรยากาศสิครับ ต้นไม้สีเขียวร่มรื่นน้อยใหญ่สบายตาสบายใจขนาดนี้ ถ้าไม่บอกก็คงไม่มีใครทายถูกแน่เลยใช่ไหมครับว่านี่คือ #สยาม ใจกลางกรุงเทพฯ

เอกลักษณ์ของ Kempinski คือความหรูหรา ตั้งแต่การออกแบบ ดีไซน์ โรงแรมที่ตั้งอยู่ในแต่ละประเทศจะถูกออกแบบและตกแต่งด้วยมรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมอันโดดเด่นของประเทศนั้นที่ตั้งอยู่ เพรียบพร้อมไปด้วยการบริการที่เหนือระดับ มีไมตรีจิตในการต้อนรับด้วยความหรูหราในแบบที่ไม่เหมือนใคร บริการที่แตกต่างได้อย่างน่าประทับใจ อย่างของ Siam Kempinski ก็จะมีจิตวิญญาณในการให้บริการแบบไทย


ส่วนเย็นนี้ ฝากคุณปุ้ยไปจองโต๊ะที่ห้องอาหาร Sra Bua by Kiin Kiin ให้ เพราะตั้งใจจะมาลองทาน เมนู Winter Journey สักหน่อย ทุกอย่างก็ถูกจัดการได้เรียบร้อยดีมากครับ

โถง Lobby ดูกว้างขวางโอ่อ่า มีขนาดใหญ่ ความสูงราวตึก 3 ชั้น ตรงกลางเป็นน้ำพุจากแท่นทองเหลือง Lobby จัดวางที่นั่งได้อย่างเป็นส่วนตัว ตกแต่งคุมโทนสีทอง สีเบจคลิปดำ ทำให้ดูมีเสน่ห์น่าค้นหา
ภายในโรงแรมจะประดับประดาด้วยงานศิลปะของไทยกว่า 2 พันชิ้น และมีงานระดับมาสเตอร์พีซที่ศิลปินชั้นครูของไทยรังสรรค์ขึ้นมาใหม่เพื่อมอบให้กับทางโรงแรมโดยเฉพาะ
ผมชอบโคมไฟที่ออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจากฟ้อนเล็บของทางภาคเหนือ เป็นงาน Culture Art ที่สะท้อนภาพความเป็นไทยได้อย่างทรงพลังจริงๆ ครับ

กานต์ชอบมากเวลาที่เดินเข้ามาในโรงแรม Siam Kempinski แล้วจะเห็นว่ามีความพิเศษที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา นั่นคือหมู่มวลดอกไม้สดที่ประดับประดาตกแต่งไว้ทั่วโรงแรม
โดยเฉพาะที่โถง Lobby ซึ่งจะมีความอลังการมากครับ ดอกไม้จะเปลี่ยนสีสันและพรรณไม้ไปในทุกสัปดาห์ เป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้เข้ามาพักมาก

ดีไซน์ของอาคารดูมีความคลาสสิค เรียบหรูเป็นไปตามคอนเซ็ปต์ของโรงแรม เน้นความ Extravaganza ทุกอย่างดูหรูหราเว่อร์วังอลังการไปเสียหมด

ผมได้ห้องฝั่ง Royal Wing ซึ่งเพิ่งรีโนเวทห้องใหม่หมด มองวิวจากห้องพักลงมาเห็นสระน้ำและต้นไม้น้อยใหญ่

ห้องนอนกว้างมากครับ นี่ขนาดว่าเป็น Room Type ระดับต้นๆ นะ ผมว่าโอเคเลย อยู่สบายไม่อึดอัด แถมยังแบ่งพื้นที่การใช้สอยภายในห้องได้เป็นสัดส่วนดีมาก
ด้านหน้าประตูจะเป็นห้องน้ำตรงกันข้ามกับตู้เสื้อผ้า ถัดมาจะเป็นชั้นวางทีวีที่มีตู้คาบิเนทจัดวางมินิบาร์มาให้ ข้อดีก็คือ ทานได้ทุกอย่าง มีสแนคให้ด้วยครับ ส่วนกาแฟเป็น Nespresso ไฮโซเข้าไปอี๊กกกกก
ฝั่งตรงข้ามเป็นเตียงนอนขนาดใหญ่ ผมชอบหัวเตียงของโรงแรม Siam Kempinski เป็นพิเศษเพราะแต่ละห้องจะประดับด้วยภาพที่ไม่เหมือนกัน แต่เป็นภาพดอกบัวเหมือนกันตามที่ตั้งซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของพระราชวังสระปทุม
อย่างภาพในห้องที่ผมพักก็เป็นบัวปริ่มน้ำที่สวยมากครับ ส่วนหัวเตียงยังประดับโคมไฟสไตล์โมเดิร์นเอาไว้ให้ห้องดูอบอุ่นดีอีกด้วย
ผมชอบตอนเทิร์นดาวน์ห้องเป็นพิเศษ เพราะแม่บ้านจะวางปลาตะเพียนสานเอาไว้ที่หัวนอน เป็นการกล่อมให้เรานอนหลับฝันดีซึ่งเป็นวิถีที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล

ส่วนอีกมุมหนึ่งของห้องเป็นเก้าอี้หวายขนาดนั่งได้ 2 คน พร้อม Welcome Card เขียนด้วยลายมือและ Gift Set เป็นตะกร้าผลไม้ที่จัดมาให้พร้อมขนมแต่ที่ต้องชมคือพนักงานจัดเตรียมน้ำแข็งมาให้ด้วย เพราะคงจำได้ว่าผมชอบทานกาแฟเย็นจึงต้องมีถังน้ำแข็งเติมให้เป็นพิเศษ

มุมในสุดของห้องเป็นโต๊ะทำงานเป็นโต๊ะขาหวายท๊อปด้วยกระจกใสบานใหญ่ ทำให้ห้องดูโมเดิร์นขึ้น ประดับด้วยโคมไฟตั้งโต๊ะตรงโค้งครึ่งวงกลมเก๋ๆ และไม่ลืมที่จะมีแจกันดอกไม้สดจัดวางเอาไว้ให้บนโต๊ะ ผมสังเกตว่าผมจะได้เป็นดอกกุหลาบสีเหลืองทุกครั้งที่เข้าพัก ไม่รู้ทำไม
ส่วนด้านหลังประตูกระจกเป็นระเบียงที่จัดวางเก้าอี้นั่ง 2 ตัวพร้อมโต๊ะกลางเอาไว้ให้ เราสามารถนั่งชมวิวสวนสีเขียวและสระว่ายน้ำได้จากบนห้อง หากมองเลยออกไปจะเห็นตึกสูงน้อยใหญ่เป็นภาพอยู่เบื้องหลัง ทำให้เราสังเกตเห็นความแตกต่างของภายในกับภายนอก เพราะเอาเข้าจริงๆ ตอนที่พักผ่อนอยู่ในโรงแรม เราแทบจะไม่ได้ยินเสียงรบกวนใดๆ จากภายนอกที่บ่งบอกถึงความวุ่นวายในเมืองหลวงเลย

ห้องน้ำตกแต่งด้วยหินอ่อน ชุดคลุมจะแขวนเอาไว้พร้อมใช้งาน ผมชอบการจัดวางแสงที่ดูละมุนมาก ภายในจัดวาง Amenities ไว้ครบครัน และเป็นห้องน้ำที่มีอ่างอาบน้ำในตัวครับ

ช่วงบ่าย ผมแพลนไว้ว่าจะไปทาน Afternoon Tea ที่หนุมานบาร์ เพราะว่าช่วงนี้ไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม จะเป็นคอนเซ็ปต์ของ Lady in Red ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 12 ปีของสุภาพสตรีชุดแดงซึ่งเป็นแอมบาสเดอร์ของ Siam Kempinski และโรงแรมในเครือ Kempinski ทั่วโลกครับ
ผมยอมใจในความเป็นนักสร้างสรรค์ของเชฟ Franck Istel จริงๆ เลยครับ เพราะคราวนี้มาพร้อมกับรองเท้าสีแดง (สัญลักษณ์ของ Lady in Red ซึ่งปกติจะได้รับเป็นรองเท้าของแบรนด์ Ferragamo) แต่เชฟทำรองเท้าจากช็อกโกแลต เก๋มาก ส่วนด้านข้างเป็นมาการองลิ้นจี่และราสป์เบอร์รี่

ผมสั่งชา Ronnefeldt มาทานกับขนมและของว่างซึ่งมีหลายตัวที่น่าสนใจครับ เช่น คุกก้ีพิสตาชิโอกับสตรอเบอร์รีแชนทิลลี ฟัวกราส์ตับห่านและมะเดื่อสีม่วง ขนมปังรสมะเขือเทศเสิร์ฟกับบูราตา้ ครีมชีส ทาร์ตกุ้งค็อกเทล และที่ต้องลองก็คือสโคนครับ ทั้งวานิลลา ราสป์เบอร์รีและบลูเบอร์รี ที่เสิร์ฟมาพร้อมแยมสตรอเบอร์รีโฮมเมด ออเรนจ์เคิร์ด คลอตเต็ดครีมเดวอนเชียร์ หอมมากจริงๆ

ค่าใช้จ่ายของ Afternoon Tea ผมใช้ Hotel Credit จ่ายโดยให้พนักงานชาร์จเข้าห้องไปเลยครับสะดวกดี มีส่วนต่างเกินมาเล็กน้อย แต่ถ้าใครอยากได้ตุ๊กตาหมี Lady in Red ด้วยก็จะต้องจ่ายเพิ่มมาอีกสักหน่อย แต่น่ารักมากครับเป็น Limited Edition

บ่ายแก่ๆ ช่วงแดดร่มลมตก หลังเสร็จจาก Afternoon Tea ผมแวะไปนั่งเล่นที่ Rotunda ซึ่งเป็น Pool Bar ของที่นี่ ตั้งใจว่าจะมาเล่นน้ำสักหน่อย ถ้ามาพักผ่อนวันธรรมดาจะไม่ค่อยมีแขกมาเล่นน้ำสักเท่าไรนัก
ผมสั่งเครื่องดื่มสีแดงสดใสชื่อ Rotunda Sunrise รวมน้ำผลไม้รสเปรี้ยว 4 ชนิด จิบแล้วก็สดชื่นซาบซ่าดีครับ

ท่ามกลางบรรยากาศของสระน้ำ ปาล์มและต้นไม้สีเขียวน้อยใหญ่ ด้วยความที่อาคารห้องพักของ Siam Kempinski ทั้ง Low Rise และ High Rise ถูกดีไซน์ให้โอบล้อมสวนและสระน้ำตรงกลางเอาไว้ ทำให้เราไม่ได้ยินเสียงรถรารือว่าเสียงรบกวนใดๆ จากภายนอกเลยครับ เงียบมากเหมือนพักผ่อนอยู่ที่รีสอร์ตกลางป่าหรือว่าริมทะเลมากกว่า

มีที่นั่งให้เลือกหลากหลายทั้งเก้าอี้ชายหาด คาบาน่า หรือว่าแต่ถ้าใครชอบความเงียบสงบเหนือไปอีกขั้น ผมแนะนำให้เลือกโซนที่ผมนั่งตรงนี้จะเป็น Quiet Zone ครับ

อาหารเช้าที่ The Addition
ตื่นแต่เช้า ใจกลางกรุงเทพฯ แต่บรรยากาศเหมือนพักผ่อนอยู่ในรีสอร์ตหรูที่มีแต่ความเงียบสงบ มองออกไปเห็นต้นไม้สีเขียวกำลังดื่มด่ำกับแสงแดดแรกของวัน

อาหารเช้าช่วงนี้จะเปลี่ยนไปทานที่ The Addition ครับ ซึ่งมีให้เลือกว่าจะนั่งด้านในหรือข้างนอกในสวนฝั่ง Rotunda ก็ได้

ทั้งนี้ผมว่าอาหารเช้าของโรงแรม Siam Kempinski ถือเป็นหนึ่งในห้องอาหารเช้าที่ดีที่สุดในโรงแรมประเทศไทย ดูจากไลน์อาหารที่อลังการ มีให้เลือกหลากหลาย ทั้ง ยุโรป เอเชี่ยน มีเมนูสไตล์ไทยทานเช้าๆ ง่ายๆ แต่อร่อยมาก เช่น โจ๊กหมู ปาท่องโก๋สังขยาทอดกันสดๆ รอหน้าเตาเลยครับ มีมุม Cold Cut Bread Cheese เมนูไข่ สเตชั่นอาหารร้อนที่ปรุงและเสิร์ฟกันแบบครัวเปิดให้เห็นความสะอาด เคล็ดลับความอร่อยและกรรมวิธีการปรุงของเชฟกันซะเลยครับ

เครื่องดื่มที่เป็น Signature อย่าง Sparkling Wine ของ Siam Kempinski ที่เสิร์ฟไม่อั้นในตอนเช้า ผมเห็นพนักงานกำลังนำเสนอสูตรใหม่อย่างเช่น Mango Chilli อร่อยใช้ได้เลยนะครับ

ทีมงานห้องอาหารน่ารักมาก จัดเสิร์ฟผลไม้สดตัดแต่งมาจานเรือไม้ ผมสั่งอาหารมาลองทานหลายอย่างเลยครับ ชอบผัดไท กับโจ๊กมากที่สุด ส่วนครัวซองก์ไม่ต้องพูดถึง ผมยกให้เป็นที่หนึ่งในกรุงเทพตอนนี้ครับ
เป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่อิ่มอร่อย แฮปปี้มีความสุขมากๆ ครับ เหมือนได้ชาร์จแบตเตอร์รี่ชีวิตเพิ่มก่อนจะลุยงานหนักในวันต่อไป

Kempinski The Spa
ห้อง Relaxation บรรยากาศโล่งสบาย พักผ่อนหย่อนใจ ปรับสมดุลหลังการนวดครับ

#โดยสรุปSiam Kempinski Hotel Bangkok เป็นโรงแรมที่ดีแต่ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะมาตรฐานของเชนนี้คือสูงอยู่แล้วทั้งโลก เป็นโรงแรมที่วางคอนเซปต์เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเข้าพักของแขก ดังนั้น ทำเลที่ตั้งในทั่วโลกจึงแตกต่างอย่างมีระดับ
คำถามที่พบบ่อย — Siam Kempinski Hotel Bangkok
Siam Kempinski Hotel Bangkok ตั้งอยู่ที่ไหน และเดินทางสะดวกแค่ไหน
โรงแรมตั้งอยู่ใจกลางย่านสยาม ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังสยามพารากอน พร้อมทางเชื่อมเข้าสู่ศูนย์การค้าโดยตรง และอยู่ห่างสถานีรถไฟฟ้า BTS สยามเพียงไม่กี่ก้าว กานต์ว่าทำเลแบบนี้หาได้ยากในกรุงเทพฯ เพราะได้ความสงบของรีสอร์ตกลางเมืองโดยที่การเดินทางและการช้อปปิ้งอยู่แค่ปลายทางเดิน
ห้องพักและจุดเด่นด้านการออกแบบของโรงแรมเป็นอย่างไร
โรงแรมมีห้องพักและสวีทรวม 397 ห้อง วางผังล้อมรอบสระว่ายน้ำสไตล์ลากูนที่ทอดยาวเป็นแกนกลางของอาคาร จุดที่คนพูดถึงมากที่สุดคือห้องพักจำนวนหนึ่งที่เปิดประตูจากระเบียงลงสระได้โดยตรง กานต์ว่าการให้สวนและสายน้ำเป็นหัวใจของผังโรงแรม ทำให้ที่พักกลางเมืองหลวงรู้สึกเหมือนรีสอร์ตจริง ๆ
ร้านอาหารในโรงแรมมีอะไรน่าสนใจ
ไฮไลต์คือ Sra Bua by Kiin Kiin ห้องอาหารไทยร่วมสมัยแนวโมเลกุลที่ได้รับดาวมิชลิน ตีความอาหารไทยผ่านเทคนิคร่วมสมัยในบรรยากาศที่ตกแต่งด้วยบ่อบัวอันเป็นที่มาของชื่อ เคียงด้วย ALATi ที่เสิร์ฟอาหารเมดิเตอร์เรเนียน กานต์ว่าการมีห้องอาหารระดับมิชลินอยู่ในตึกช่วยให้โรงแรมเป็นจุดหมายของนักกินไม่แพ้นักเดินทาง
อ่านต่อ — รีวิว STAY WITH KANT, Siam Kempinski Hotel Bangkok · รีวิว The Siam โรงแรมริมเจ้าพระยากลิ่นอาย Art Deco @กรุงเทพ · Luxury Hotels Bangkok — Best Hotel Reviews by KANT



