ENGLISH SUMMARY
Grand Bangkok Boulevard Ratchaphruek-Prannok is a gated enclave of 51 two-storey mansions by SC on roughly 38 rai on Bang Chueak Nang Road, Taling Chan, Bangkok. Three house types – Cape Heritage, Gable Reserve and Manor Estate – range from 575 to 825 sq m, with up to six bedrooms, seven bathrooms and parking for five cars. It is the first Thai super-luxury development to adopt Cape Dutch Revival architecture in full, and the first SC residential project built to the SC Green Mark standard. Prices start at 50 million baht, with a total project value of 2,450 million baht.
สรุปตรง
Grand Bangkok Boulevard ราชพฤกษ์–พรานนก คือคฤหาสน์เดี่ยว 2 ชั้นเพียง 51 หลังจาก SC บนที่ดินราว 38 ไร่ ถนนบางเชือกหนัง แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ มูลค่าโครงการ 2,450 ล้านบาท ราคา 50–70 ล้านบาท มีสามแบบบ้านคือ Cape Heritage, Gable Reserve และ Manor Estate พื้นที่ใช้สอย 575–825 ตารางเมตร รองรับสูงสุด 6 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น และที่จอดรถ 5 คัน สิ่งที่ทำให้โครงการนี้ต่างจากบ้านหรูหลังอื่นในตลาดคือการเลือกใช้ภาษาสถาปัตยกรรม Cape Dutch Revival แบบเต็มรูปแบบ ทั้งผนังปูนขาว หน้าจั่วโค้งมน และผังที่วางบนแกนสมมาตร และยังเป็นโครงการบ้านแรกของ SC ที่ทำตามมาตรฐาน SC Green Mark
…dignified in the ordered layout of house, outbuildings, avenues, orchards and vineyards; beautiful in the simplicity of the architecture, white walls, solid teak or green-painted shuttered windows and doors, gracefully curved gables with softly moulded enrichments.
Herbert Baker สถาปนิกผู้จุดกระแสฟื้นฟูสถาปัตยกรรม Cape Dutch จนได้รับการยกย่องจากทั่วโลก
กานต์ขอหยิบโควตนี้มาเปิดเรื่องครับ เพราะเรากำลังพูดถึงคฤหาสน์สไตล์ Cape Dutch Revival งานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นด้วยผนังปูนฉาบเรียบสีขาว (Lime-Washed) หน้าจั่วโค้งมนอันเป็นเอกลักษณ์และการจัดวางเส้นสายที่สมมาตร สื่อถึงความสง่างามที่เน้นความสงบ มากกว่าการโชว์ความโอ่อ่าหรือความหรูหราที่ต้องตะโกนบอกใคร เท่าที่กานต์วิเคราะห์ตลาดบ้าน Super-Luxury ยังไม่เคยเห็นดีเวลลอปเปอร์แบรนด์ไหนกล้าหยิบเอาภาษาสถาปัตยกรรมชุดนี้มาใช้แบบเต็มฟอร์มขนาดนี้มาก่อนเลยครับ
นี่คืองานคราฟต์ชิ้นล่าสุดจาก Grand Bangkok Boulevard ราชพฤกษ์–พรานนก คฤหาสน์หรูซีรีส์ใหม่ที่ SC ตัดสินใจนำสไตล์ Cape Dutch Revival มาผสานเข้ากับกลิ่นอายคลาสสิก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของแบรนด์เรือธงระดับ Super-Luxury ที่เลือกใช้ดีไซน์นี้
| Developer | SC |
|---|---|
| Type | บ้านเดี่ยว |
| Location | บางเชือกหนัง · ตลิ่งชัน · กรุงเทพฯ |
| Price | 50–70 ล้านบาท |
ทำเลราชพฤกษ์–พรานนก และเหตุผลของคนฝั่งธนฯ
โครงการ Grand Bangkok Boulevard ราชพฤกษ์–พรานนก ตั้งอยู่บนถนนบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน ฝั่งธนฯ ตัวโครงการห่างถนนพรานนก–พุทธมณฑลสาย 4 ราว 1 นาที เสน่ห์จริงๆ ของทำเลนี้ กานต์มองว่าอยู่ที่ความสมดุลระหว่างความเป็นส่วนตัวระดับสูงสุด เพราะทั้งโครงการจำกัดเอกสิทธิ์เพียง 51 ครอบครัว กับการเชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างรวดเร็ว

หัวใจสำคัญของย่านนี้คือถนนพรานนก–พุทธมณฑลสาย 4 (ถนนพระเทพ) ที่กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่เส้นใหม่ของชาวฝั่งธนฯ ช่วยแบ่งเบาเส้นบรมราชชนนีได้อย่างเห็นผล ถนนเส้นนี้ร้อยเรียงจุดสำคัญเข้าด้วยกันหมด ตั้งแต่จรัญสนิทวงศ์ ราชพฤกษ์ ไปจนถึงพุทธมณฑลสาย 1–4 และวงแหวนกาญจนาภิเษก พอช่วงราชพฤกษ์–กาญจนาฯ เปิดใช้เต็มรูปแบบ การเดินทางไปศิริราช ปิ่นเกล้า หรือศาลายาก็คล่องตัวขึ้นมาก แถมยังมีถนนราชพฤกษ์ตัดผ่านเหนือ-ใต้ และเชื่อมทางด่วนหลักถึง 2 สาย ทั้งศรีรัช–วงแหวนรอบนอก และทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี ทำให้เรามีทางเลือกในการเข้าเมืองได้ยืดหยุ่นตามช่วงเวลา กานต์จึงสามารถขับรถเข้าสาทรไปประชุมงานตอนเช้า แล้วกลับมาดินเนอร์พักผ่อนที่บ้านท่ามกลางสวนสวยสไตล์ยุโรป ที่มีกลิ่นอายคลาสสิกเหนือกาลเวลาได้โดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
ส่วนเรื่องระบบขนส่งสาธารณะก็ครอบคลุมครับ ใกล้รถไฟฟ้าถึง 3 สาย ทั้ง MRT สายสีน้ำเงิน สถานีไฟฉาย สายสีแดงส่วนต่อขยาย สถานีตลิ่งชัน และรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย (ช่วงบางหว้า-ตลิ่งชัน) ที่กำลังอยู่ในแผนงานอนาคต ซึ่งจะมีสถานีบางเชือกหนังอยู่ใกล้กับโครงการอีกด้วย ข้อมูลจาก REIC ยืนยันว่าทำเลราชพฤกษ์คึกคักสุดๆ มีการกว้านซื้อที่ดินเตรียมสร้างโครงการใหม่ๆ ดันให้ราคาที่ดินบางจุดพุ่งไปแตะ 40 ล้านบาทต่อไร่ไปแล้ว ขณะที่ราคาประเมินจากรัฐก็ปรับขึ้นเฉลี่ยราวๆ 8%
ทำเลนี้เกิดมาเพื่อคนที่ผูกพันกับฝั่งธนฯ อย่างแท้จริงครับ โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของธุรกิจ ผู้บริหาร และบุคลากรทางการแพทย์รอบย่านศิริราช ในมุมมองของการลงทุน นี่ไม่ใช่บ้านสำหรับปล่อยเช่าเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นสินทรัพย์กลุ่ม Capital Preservation ที่ตอบโจทย์การซื้อเพื่ออยู่เอง ถือครองระยะยาว และส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลาน พร้อมรับมูลค่าที่จะเพิ่มขึ้น (Capital Appreciation) จากศักยภาพของถนนพระเทพและรถไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาการใช้ชีวิตแบบ Quiet Luxury ที่เน้นคุณค่าแท้จริงมากกว่ากระแสฉาบฉวย ไลฟ์สไตล์รอบๆ ก็ครบครันและมีชีวิตชีวามากครับ ใกล้ทั้ง The Circle ราชพฤกษ์, Food Villa ราชพฤกษ์, The Paseo Park, Central Westville, Central ปิ่นเกล้า, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค, ซีคอนบางแค, Little Walk, Design Village ราชพฤกษ์, HomePro, Big C ไปจนถึงตลาดวิลด์มาร์เก็ต และตลาดน้ำคลองลัดมะยม ขับรถไปแป๊บเดียว
สำหรับครอบครัวที่มองหาโรงเรียนดีๆ ให้ลูก โซนนี้มีสถานศึกษาชั้นนำเยอะเลยครับ ทั้งโรงเรียนนานาชาติ SISB, Kensington, Double Trees, Hummingbird, อัสสัมชัญธนบุรี, สาธิตนานาชาติมหิดล (MUIDS), อนุบาลเด่นหล้า และเลิศหล้า ส่วนเรื่องสุขภาพก็อุ่นใจเพราะรายล้อมด้วยโรงพยาบาลชั้นนำอย่างโรงพยาบาลศิริราช, ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (SiPH), พญาไท 3, ธนบุรีทวีวัฒนา, เกษมราษฎร์บางแค, วิชัยเวช อินเตอร์, ราชพิพัฒน์ และยันฮี คุณหมอที่เลือกอยู่โครงการนี้สามารถขับรถไปทำงานหรือเข้าเวรได้แบบใช้เวลาไม่นานเลยครับ
ที่ดิน 38 ไร่ กับบ้าน 51 หลัง และภาษา Cape Dutch Revival
Grand Bangkok Boulevard ราชพฤกษ์–พรานนก คือคฤหาสน์ซีรีส์ใหม่จาก บมจ. เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC) ในกลุ่ม Super Luxury Class ที่แบรนด์เลือกใช้สถาปัตยกรรม Cape Dutch Revival เป็นครั้งแรก ผสมผสานกลิ่นอายดัตช์คลาสสิกเข้ากับความเรียบหรู สง่างามข้ามกาลเวลา เพราะจุดเด่นในแต่ละทำเลของ Grand Bangkok Boulevard คือการผูกกับซีรีส์สถาปัตย์คนละชุด และสำหรับโครงการนี้คือ Cape Dutch Revival
โครงการนี้มีเนื้อที่ 38 ไร่เศษ แต่กลับบ้านเพียง 51 หลังเท่านั้น ตัวเลขนี้แปลว่า SC ยอมแลกจำนวนยูนิตกับความหนาแน่นต่ำ เพื่อนบ้านต่อซอยเหลือแค่ 2–6 หลัง และกว่า 90% ของบ้านในโครงการคือบ้านแปลงมุม ในบ้านระดับ Super-Luxury ความหายากคือตัวบ้านเองที่จะออกแบบมาโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว และเป็นพื้นฐานของการรักษามูลค่าในระยะยาว กานต์อ่านว่านี่คือแบรนด์ที่เลือกขาย “ความเป็นส่วนตัว” เป็นสินทรัพย์ ตั้งแต่บรรทัดแรกเลยล่ะครับ

จาก Main Gate สู่ถนนทางเข้าโครงการเป็น Boulevard ที่ดูสมมาตรเป๊ะ ต้นไม้เรียงสองข้าง เสาไฟจังหวะเท่ากัน มีเกาะกลางปลูกต้นไม้คั่นแกน คำว่า Boulevard ในชื่อแบรนด์จึงไม่ใช่คำสวยๆ แต่มันคือของจริง

ส่วนภาพรวมของงานสถาปัตยกรรม นำเสนอสไตล์ Cape Dutch Revival ที่โมเดิร์น ตัดทอนรายละเอียดออกมาให้เรียบหรูดูลงตัว ออกแบบโดยใช้บริบทของ Architectural Psychology คือการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทึบตันกับช่องว่าง เพื่อให้แสงธรรมชาติ แสงและเงาทำงานร่วมกันอย่างมีพลัง สิ่งที่โครงการนำเสนอผ่าน Aesthetic Terrace ที่อ้างอิงบรรยากาศของบ้านและสวนสไตล์ยุโรปเป็นต้นแบบ

Main Gate ขนาดใหญ่มีวงเวียนงานประติมากรรมสีบรอนซ์ทองคล้องกัน ที่กลางวงเวียน คือภาพแทนของความต่อเนื่อง การผูกกันของคนหลายรุ่น และความมั่งคั่งที่ไหลเวียนเข้ามาโดยไม่รู้จบ งานดีไซน์ในทุกจุดจึงสอดรับกับภาพรวมของโครงการที่มีความเป็นยุโรปคลาสสิกสุดหรูหรา เป็น Private Community ที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายและอยากใช้ชีวิตสงบเงียบภายในบ้านของเรา
ภาพรวมงานดีไซน์เราได้เห็นหน้าจั่วสไตล์ดัชท์แบบ Holbol คือเส้นที่เว้าเข้าก่อน แล้วค่อยโค้งออกไปจบที่ยอด มีบัวปูนสีเข้มเดินขอบไว้เรียบร้อย และเว้าผนังเป็นช่องวงรีเล็กๆ ไว้ ตัวอาคารมีความสมมาตร ทั้งจั่วประธานตรงกลาง ปีกซ้ายกับปีกขวาเหมือนกันเป๊ะ หน้าต่างสูงเรียงจังหวะเท่ากัน เส้นจั่วสองข้างลาดลงมารับกันพอดี ใช้สาีโทนขาวครีมและน้ำตาลอ่อนอมเทา ตัดด้วยกรอบหน้าต่างและบัวสีเข้ม หลังคากระเบื้องแผ่นเรียบสีน้ำตาลเทา ประตูไม้ และหินธรรมชาติที่กรอบประตู ทำให้บ้านดูเรียบหรูสไตล์ Quiet Luxury
สิ่งที่ทำให้ Cape Dutch คลาสสิกข้ามศตวรรษ ไม่ได้อยู่ที่หน้าจั่วเพียงอย่างเดียวครับ แต่มันคือแก่นแท้ที่ซ่อนอยู่ใต้หน้าจั่วนั้น นั่นคือ ความสมมาตร (Symmetry) ที่ให้ความรู้สึกมั่นคงและทรงพลัง เราได้เห็นการวางตัวบนแกนกลางที่หนักแน่นและผนังปูนขาวที่เปรียบเสมือน Whitewashed Canvas เปิดพื้นที่ว่างให้แสงแดดธรรมชาติตอนเช้าได้ทำหน้าที่ มันคือความเนี้ยบที่ตกผลึกจนกลายเป็นรสนิยมการใช้ชีวิต
Cape Heritage, Gable Reserve และ Manor Estate สามแบบบ้านของโครงการ
ขยับสเกลขึ้นมาอีกนิดกับแบบ Gable Reserve สำหรับครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น ด้วยขนาดที่ดิน 147 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 640 ตร.ม. ได้ฟังก์ชันเพิ่มเป็น 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ พร้อมพื้นที่พักผ่อนที่ครบครันเช่นเดียวกัน โดยจอดรถได้ 4 คัน และเพิ่มห้องแม่บ้านเป็น 2 ห้องเพื่อรองรับการดูแลที่ทั่วถึงขึ้น

ส่วนไฮไลต์ที่กานต์จะพามาเจาะลึกกันในพาร์ตนี้คือ Manor Estate คฤหาสน์หลังใหญ่สุดของโครงการที่สะท้อนความแกรนด์แบบจัดเต็ม บนที่ดิน 171 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอยทะลุไปถึง 825 ตร.ม. ฟังก์ชันระดับ 6 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ 2 ห้องรับแขก จอดรถได้ถึง 5 คัน และที่สำคัญคือ มาพร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัวภายในบ้าน ตอบโจทย์การใช้ชีวิตเหนือระดับได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ
เริ่มกันตั้งแต่ บริเวณหน้าบ้านและโรงจอดรถ ตัวคฤหาสน์ภายนอกสะท้อนความโอ่อ่าของสไตล์ Cape Dutch Revival ด้วยทรงจั่วโค้งมน ผนังสีครีมตัดกับหลังคาทรงสูงสีเทาเข้ม พื้นที่จอดรถด้านหน้าเป็นแบบหน้ากว้าง รองรับการจอดในร่มได้ถึง 5 คัน พื้นปูด้วย Stamped Concrete แข็งแรง พร้อมเตรียมระบบสำหรับ EV Charger และกล้อง CCTV ไว้พร้อม

เดินดูบ้านตัวอย่าง Manor Estate ชั้นล่าง
จุดเด่นที่ใส่ใจผู้อยู่อาศัยคือการทำทางลาดกว้างถึง 2.72 เมตร ทอดยาวจากที่จอดรถเชื่อมไปยังประตูทางเข้าหลัก ช่วยให้ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้รถเข็นเข้าบ้านได้สะดวกและปลอดภัย
ประตูหลักเลือกใช้บานอลูมิเนียมลายไม้ของ TOSTEM ควบคู่กับระบบ Digital Door Lock ที่สแกนได้ทั้งใบหน้า ลายนิ้วมือ และแอปพลิเคชัน ส่วนโถงทางเข้า (Foyer) จะพบกับสเปซต้อนรับที่หรูหราและทรงพลังมาก ฝ้าเพดานจะเปิดสเปซสูง 3 เมตร ขยับไปจนถึงโถงรับประทานอาหารที่เปิดโล่งแบบ Double Volume สูงถึง 6.8 เมตร จุดโฟกัสสายตาคือแกรนด์เปียโนสีดำเงาหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนพรมทอลายกราฟิกดอกไม้สีขาวดำ ด้านหลังเปียโนไฮไลท์ด้วยผนังหินอ่อนสีดำสลับขาวลายธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ต่อลายแบบสมมาตร (Book-Matched) ฝ้าเพดานดีไซน์พิเศษเป็นตารางช่องแสงเรืองรอง (Luminous Ceiling) ที่ซ่อนไฟให้ความสว่างอย่างนุ่มนวลนวลตา ตัดกับพื้นกระเบื้องพอร์ซเลนลายหินอ่อนสีอ่อนแผ่นใหญ่ ด้านข้างมีเก้าอี้อาร์มแชร์ทรงกลมสีน้ำตาลเนื้อนุ่ม และชั้นวางของโลหะสีบรอนซ์โปร่งตาที่ทำหน้าที่ช่วยแบ่งสัดส่วนพื้นที่ออกจากห้องรับแขก
ถัดเข้ามาด้านในคือ ห้องรับแขก (Living Room) หรือพื้นที่นั่งเล่นหลักของครอบครัว พื้นที่ส่วนนี้กว้างขวางและเปิดรับช่องแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ด้วยผนังกระจกบานเลื่อนกระจกสูงจรดฝ้าเพดานรอบทิศทาง ภายในจัดวางชุดโซฟาผ้าเนื้อหนานุ่มสีขาวครีมขนาดใหญ่เป็นรูปตัวยู โอบล้อมโต๊ะกลางท็อปกระจกเงา บนพื้นปูพรมขนฟูสีเทาเข้ม ดีไซน์ฝ้าเพดานยังคงล้อไปกับโถงทางเข้าด้วยเพดานช่องแสงตารางสี่เหลี่ยม ทำให้ห้องดูโปร่งโล่งและเชื่อมโยงกับสระว่ายน้ำด้านนอกได้อย่างไร้รอยต่อ เหมาะทั้งการพักผ่อนในครอบครัวและการรับรองแขกกลุ่มใหญ่

พื้นที่บริเวณนี้ออกแบบให้เป็นกระจกบานใหญ่ ทำให้ขณะเดินเชื่อมต่อไปยังโซนต่างๆ สามารถมองเห็นพื้นที่สระว่ายน้ำและสวนนอกบ้าน ได้ตลอดเวลา

โดยสระว่ายน้ำส่วนตัวเป็นระบบเกลือขนาด 3×6 เมตร ที่ติดตั้งระบบ Swim Jet สำหรับว่ายทวนกระแสน้ำ รอบสระดีไซน์ให้มี Pool Deck พื้นผิวหินอ่อน พร้อมทางเดินแผ่นคอนกรีตพาดผ่านแนวน้ำ ตกแต่งด้วยต้นมะกอกฟอร์มสวยและพุ่มไม้ดัด มีมุมพักผ่อนแบบกึ่งเอาท์ดอร์ใต้ซุ้มระแนงโค้งแนวตั้งที่ให้ความรู้สึกเหมือนรีสอร์ตหรูส่วนตัว
ห้องนอนชั้นล่างออกแบบมาเพื่อรองรับผู้สูงอายุ หรือปรับเป็นห้องนอนรับแขกได้อย่างหรูหรา พื้นห้องปูด้วย Absorption Floor ลายไม้ที่ช่วยลดแรงกระแทก ภายในตกแต่งโทนสีเบจและน้ำตาลอย่างอบอุ่น หัวเตียงกรุผนังระแนงเส้นสายแนวตั้ง
เพิ่มลูกเล่นด้วยพื้นที่นั่งเล่นข้างเตียงที่จัดวางโซฟาดีไซน์โค้งมนสีน้ำเงินสดและโต๊ะกลางหินอ่อน ปลายเตียงเป็นบานกระจกใสขนาดใหญ่ที่เปิดเลื่อนออกไปเดินลงสระว่ายน้ำหรือชมสวนได้ทันที
ตัวห้องมีโซน Walk-in Closet เชื่อมต่อไปยังห้องน้ำในตัว ซึ่งห้องน้ำนี้ออกแบบตามหลัก Universal Design อย่างแท้จริง พื้นห้องน้ำราบเรียบเสมอกัน ไม่มีสเต็ปหรือการลดระดับเพื่อป้องกันการสะดุด ติดตั้งราวทรงตัวสีขาวหนาแน่นรอบโถสุขภัณฑ์อัจฉริยะ พร้อมหน้าต่างกระจกบานกระทุ้งคอยรับแสงและระบายอากาศครับ

นี่เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดเล็กๆ แต่เป็นสิ่งที่กานต์ให้คุณค่ามากที่สุดคือ การออกแบบให้บ้านทุกแบบมีห้องนอนชั้นล่างที่พื้นเรียบเสมอกันแบบไม่มีสเต็ป เพื่อรองรับการใช้งานของผู้สูงอายุ นี่คือหลักฐานยืนยันว่าแบรนด์ตั้งใจออกแบบบ้านมาเพื่อ “ครอบครัวขยายที่อยู่ร่วมกัน 3 เจเนอเรชัน” ให้ปู่ย่าตายายใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายโดยไม่ต้องขึ้นบันได ยิ่งเมื่อบวกกับการมีห้องพระและห้องแม่บ้านในตัว ยิ่งสะท้อนภาพชัดเจนว่ากลุ่มเป้าหมายคือครอบครัวที่มีรากฐาน มีผู้ช่วยดูแลบ้าน และการให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นและการส่งต่อความมั่งคั่ง บ้านซีรีส์นี้จึงไม่ใช่แค่บ้านของคู่รักที่เพิ่งประสบความสำเร็จ แต่มันคือบ้านของคนที่ตกผลึกในการใช้ชีวิตมาแล้วครับ
จากบาร์และห้องรับแขกจะไหลลื่นมาถึงโซนทานอาหาร สิ่งที่เตะตาที่สุดคือความแกรนด์ของฝ้าเพดานแบบ Double Volume สูงถึง 6.8 เมตร ดึงสายตาด้วยแชนเดอเลียร์วงแหวนซ้อนกัน ทำให้พื้นที่ศูนย์กลางของบ้านดูโอ่อ่าและมีมิติมากยิ่งขึ้น
สเปซตรงนี้โปร่งและกว้างพอที่จะจัดวาง Long Table ขนาด 10-12 ที่นั่งสำหรับจัดดินเนอร์ปาร์ตี้ได้สบาย แถมยังมองเห็น Foyer ที่มีแกรนด์เปียโนตั้งอยู่ พื้นที่มันไหลลื่นเชื่อมโยงกันไปหมด ทำให้บ้านดูมีสุนทรียภาพในการใช้ชีวิตสูงมากครับ

ต่อเนื่องกันคือส่วน Pantry ที่โดดเด่นด้วยไอส์แลนด์หินอ่อนสีดำเงาและชั้นโชว์กระจกกรอบโลหะสีทองแดง พื้นที่นี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สำหรับเตรียมอาหารเช้าหรือดริปกาแฟเบาๆ เท่านั้น แต่ยังเปรียบเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกของบ้านที่อวดสายตาแขกผู้มาเยือนได้สบายๆ เป็นมุมที่ออกแบบมาเพื่อคนที่ชอบจัดปาร์ตี้หรือกิจกรรมสังสรรค์อย่างแท้จริงครับ มีโต๊ะสำหรับนั่งรับประทานอาหารเช้าง่ายๆ สำหรับเด็กๆ ก่อนไปโรงเรียน

ด้านในสุดเป็นครัวที่เน้นการทำอาหารแบบจริงจัง แต่การตกแต่งก็ยังคุมบรรยากาศความหรูหราแบบ Quiet Luxury ไว้ได้อย่างต่อเนื่องครับ ชุดครัวเลือกใช้โทนสีเบจหรือเอิร์ธโทนที่ดูเรียบหรูและไทม์เลส หน้าบานตู้ดีไซน์แบบคลาสสิก ตัดกับท็อปเคาน์เตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าบิลต์อินสีดำสนิท โครงการยังใส่ใจเรื่องความโปร่งแสงด้วยการทำหน้าต่างบานเกล็ดไม้เหนือซิงค์ล้างจาน พร้อมซ่อนไฟใต้ตู้แขวน ช่วยให้ห้องครัวดูสว่างและน่าใช้งานตลอดเวลา การวางครัวและโซนบริการไว้ท้ายบ้านต่อกับโรงจอดรถและห้องแม่บ้าน คือการออกแบบให้งานหลังบ้านเดินได้เป็นวงจรของมันเอง ไม่รบกวนความเป็นส่วนตัว

ภาพรวมของ Common Area จะมีทั้ง มุมเคาน์เตอร์บาร์ส่วนตัว พร้อมตู้เก็บไวน์ การออกแบบนี้สอดรับกับ Persona ของแบรนด์ที่ต้องการสร้างพื้นที่พักผ่อนและสังสรรค์ส่วนตัว (Private Home Lounge)

Private Home Lounge ทำให้ชั้นล่างดูแกรนด์และพร้อมสำหรับการรับรองแขก VIP ที่เชื่อมต่อกับห้องรับแขก

เมื่อเดินขึ้นมาบนชั้นสอง สเปซแรกที่เปิดรับเราคือพื้นที่ Family Area ที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่งด้วยระดับฝ้าเพดานสูงถึง 3 เมตร โดยพื้นที่ส่วนนี้ใช้วัสดุปูพื้นเป็น Engineering Wood ที่ให้สัมผัสอบอุ่น

ชั้นสอง Family Area และห้องนอนมาสเตอร์สองห้อง
สเปซถูกออกแบบมาให้กว้างขวางมากพอที่จะจัดวางชุดโซฟาขนาดใหญ่สำหรับเป็นมุมนั่งเล่นพักผ่อนส่วนตัวของครอบครัว โดดเด่นด้วยลูกเล่นฝ้าเพดานซ่อนไฟหลืบที่ช่วยสร้างมิติแสงให้นุ่มนวลสบายตา

ชั้นบนมีพื้นที่กว้างขวางมาก บ้านตัวอย่างจึงออกแบบให้มี Pantry สำหรับทำขนม เครื่องดื่มง่ายๆ เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับครอบครัวอย่างแท้จริง
ถัดจากโซนนี้จะเป็นห้องนอน หรือที่ในบ้านตัวอย่างปรับฟังก์ชันให้เป็นห้องดูหนังส่วนตัว (Theater Room) ภายในตกแต่งด้วยโทนสีเข้มเพื่อสร้างบรรยากาศที่ลุ่มลึก พร้อมจัดวางโซฟาเบาะนุ่มตัวใหญ่ที่ตอบโจทย์การพักผ่อนแบบเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังมีห้องน้ำในตัวที่ติดตั้งอ่างล้างหน้าและโถสุขภัณฑ์มาให้เสร็จสรรพ ซึ่งหากเจ้าของบ้านไม่ได้ใช้งานเป็นห้องดูหนัง สเปซตรงนี้ก็ยืดหยุ่นพอที่จะปรับเป็นห้องพระ หรือพื้นที่ Hall of Fame สำหรับโชว์ของสะสมได้ตามไลฟ์สไตล์เลยครับ
สำหรับไฮไลต์ของชั้นนี้คือห้อง Master Bedroom ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ห้องนอนใหญ่ของบ้าน สเปซภายในห้องนี้ได้ขนาดที่กว้างขวางมากที่สุดในบรรดาห้องนอนทั้งหมด

บริเวณส่วนพักผ่อนสามารถวางเตียงขนาด 6 ฟุตได้สบายๆ และยังมีพื้นที่เหลือปลายเตียงสำหรับวางโซฟาพักผ่อนหรือจัดเป็นโต๊ะทำงานส่วนตัวได้
จุดเด่นที่สะท้อนคาแรกเตอร์ของผู้อยู่อาศัยระดับบนคือ ห้องนี้มาพร้อมกับระเบียงส่วนตัว โดยระเบียงฝั่งที่ได้ไซส์ใหญ่จนทางโครงการได้โชว์ไอเดียการใช้พื้นที่เป็นโซนออกกำลังกายแบบกึ่งเอาท์ดอร์ โดยจัดวางเครื่องเล่นพิลาทิสรับลมธรรมชาติและวิวต้นมะกอกฟอร์มสวยที่ปลูกประดับไว้

เมื่อเดินเชื่อมลึกเข้าไปด้านในจะพบกับโซนแต่งตัว (Dressing Room) ขนาดใหญ่พิเศษที่กั้นแบ่งพื้นที่ไว้เป็นสัดส่วน

โครงการบิลต์อินตู้เสื้อผ้าหน้าบานกระจกโครงโลหะสีเข้มสูงจรดฝ้าเพดาน พร้อมไฟซ่อนภายในตู้แต่ละชั้น ดูหรูหราอลังการเหมือนกำลังเดินอยู่ในช็อปแบรนด์เนม ตรงกลางมีไอส์แลนด์กระจกสำหรับโชว์เครื่องประดับและมุมโต๊ะเครื่องแป้งที่ตอบโจทย์คนที่มีเสื้อผ้าและของสะสมเยอะๆ
ห้องน้ำเชื่อมต่อกับห้องแต่งตัวเลยครับ โดยออกแบบให้แยกโซนเปียกแห้งอย่างชัดเจน มีอ่างล้างหน้าแบบ His & Her แยกใช้งาน 2 ฝั่ง มาพร้อมกับโถสุขภัณฑ์อัตโนมัติ

จุดที่เป็นไฮไลต์คืออ่างอาบน้ำขนาดใหญ่พิเศษที่มีระบบ Chromotherapy สำหรับบำบัดด้วยแสงสีเหมือนยกสปามาไว้ในบ้าน พร้อมด้วยอุปกรณ์ฝักบัวทั้งแบบ Hand Shower และ Rain Shower
ไฮไลท์ของบ้านคือการออกแบบให้มี Master Bedroom อีกหนึ่งห้องซึ่งอยู่อีกปีกของบ้าน พื้นที่ในห้องนี้กว้างขวางจนให้ความรู้สึกเหมือนเป็นห้องสวีทส่วนตัวในโรงแรมหรูเลยครับ

เมื่อเดินเข้ามาจะพบกับมุมนั่งเล่นพักผ่อนที่จัดวางอาร์มแชร์ดีไซน์โค้งมนสีชมพูอ่อนและชั้นวางทีวีแบบบิลต์อินไว้คอยต้อนรับ
การตกแต่งคุมโทนสีเบจอมชมพูหรือพีชที่ให้ความรู้สึกละมุน อบอุ่น และแฝงความหรูหราแบบ Quiet Luxury อย่างลงตัว ผนวกกับการดึงแสงธรรมชาติจากกระจกบานใหญ่ ยิ่งทำให้ห้องดูโปร่งสบายตา
ส่วนที่สะดุดตามากๆ คือโซน Walk-in Closet ที่ออกแบบให้เป็นตู้กระจกฝ้ากรอบสีอ่อนเรียงยาวขนานไปกับทางเดิน ตรงกลางเจาะสเปซทำเป็นมุมโต๊ะเครื่องแป้ง การใช้หน้าบานตู้แบบนี้ช่วยให้ห้องดูมีมิติ ไม่ทึบตัน และให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในบูทีคแบรนด์เนมส่วนตัวครับ

สำหรับห้องนอนต่อมา โครงการวางคอนเซปต์การออกแบบโดยอิงจาก Persona ของลูกชายวัย 17 ปีที่ชื่นชอบกิจกรรมเอ็กซ์ตรีม กีฬาทางน้ำ และเซิร์ฟบอร์ด มู้ดแอนด์โทนของห้องจึงถูกปรับให้ดูมีความเป็นผู้ชายและมีเอนเนอร์จีมากขึ้น ด้วยการใช้โทนสีน้ำเงินเข้มที่ผนังหัวเตียง เพนต์ลวดลายเส้นสายกราฟิกที่ดูมีมูฟเมนต์รับกับโคมไฟแขวนเพดานดีไซน์โมเดิร์น
ภายในห้องจัดสรรฟังก์ชันไว้ครบจบในตัว มีมุมโต๊ะทำงานพร้อมชั้นวางของบิลต์อินโทนสีดำ-ขาว และที่ขาดไม่ได้คือโซน Walk-in Closet ที่เปลี่ยนมาใช้บานกระจกสีชาดำตัดกับกรอบโลหะ เพื่อแยกพื้นที่แต่งตัวให้เป็นสัดส่วนและดูลึกลับน่าค้นหา การประดับห้องด้วยเซิร์ฟบอร์ดของจริง ยิ่งช่วยตอกย้ำไลฟ์สไตล์ให้สเปซดูมีชีวิตชีวา
จากบ้านตัวอย่าง กานต์พาไปชมพื้นที่ส่วนกลางกันบ้างครับ ซึ่งก็มีไฮไลท์และเพิ่มเติมอะไรใหม่ๆ เข้ามาในโครงการต่างจากที่อื่นด้วยครับ

อินไซต์ของคนที่จะเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้
บ้านที่สวยอย่างเดียวไม่ใช่ประเด็นหลักที่กานต์อยากเล่า เพราะอินไซต์ของคนที่จะเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ต่างหากที่น่าสนใจกว่า ลองนึกภาพตามกานต์นะครับ สมมติว่าเป็นครอบครัวระดับ Old Money ที่มั่งคั่งด้วยภูมิปัญญา มี “คุณย่า” ซึ่งเป็นอดีตอาจารย์แพทย์ศิริราชเป็นศูนย์กลางของบ้าน เสื้อกาวน์สีขาวที่ท่านสวมมาทั้งชีวิตก็เปรียบเสมือน Whitewashed Canvas ของบ้านหลังนี้ ความเป๊ะและระเบียบวินัยของหมอก็คือ Modern Symmetry ในภาษาสถาปัตยกรรม และการเลือกลงหลักปักฐานใกล้กับศิริราช ก็เป็นเหตุผลที่ตอบโจทย์ทางจิตใจ ก่อนที่จะไปมองเรื่องระยะทางบนแผนที่เสียด้วยซ้ำ
คนที่เลือกกลับมาอยู่ฝั่งธนฯ
กลุ่มลูกค้าที่พร้อมจ่ายเงินระดับ 50 ไปจนถึง 70 ล้านบาทเพื่อซื้อบ้านในย่านฝั่งธนฯ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจระดับท็อป ผู้บริหาร หรือกลุ่มแพทย์รอบศิริราชที่ต้องการขยายครอบครัว ที่จริงแล้วพวกเขามีกำลังซื้อพอที่จะไปอยู่โซนสุขุมวิท ทองหล่อ หรือกรุงเทพกรีฑาได้แบบสบายๆ แต่การที่พวกเขาเลือกที่จะกลับมาอยู่ฝั่งธนฯ สำหรับกานต์แล้ว นี่คือการตัดสินใจที่มีน้ำหนักมากครับ
เป็นช่องว่างทางการตลาดที่ยังไม่มีคู่แข่งแบรนด์ไหนสื่อสารออกมาอย่างชัดเจน ในยุคที่ตลาดบ้านหรูแข่งกันตะโกนขายความอลังการ โครงการนี้กลับเลือกที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ขายความเงียบสงบ ความเป็นส่วนตัวระดับสูงสุด ด้วยจำนวนเพื่อนบ้านในสังคมเอ็กซ์คลูซีฟเพียง 51 ยูนิต และให้ความสำคัญกับ “ราก” ของคนฝั่งธนฯ มากกว่าแค่การสร้างภาพลักษณ์ เพราะคนกลุ่มนี้ผ่านจุดที่ต้องพิสูจน์ตัวเองมาหมดแล้ว พวกเขาไม่ได้ต้องการบ้านเพื่อใช้ประกาศสถานะทางสังคม แต่อยากได้พื้นที่ที่อนุญาตให้พวกเขาได้กลับมาเป็นตัวเองอย่างแท้จริง
จุดตัดระหว่าง “ผู้คน” กับ “ทำเล”
และนี่คือจุดตัดที่ทำให้เรื่องของ “ผู้คน” กับ “ทำเล” หลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกันครับ โซนฝั่งธนฯ ที่คนกลุ่มนี้มีความผูกพัน จากที่เคยถูกมองว่าไกลและเงียบสงบ วันนี้มูลค่ากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน การมาของสายสีแดง และอนาคตของสายสีเขียวส่วนต่อขยาย การเดินทางเชื่อมต่อก็ทำได้แบบไร้รอยต่อ วิ่งออกถนนราชพฤกษ์มุ่งหน้าเข้าสาทรใช้เวลาเพียง 20 นาที* หรือจะวิ่งตรงจากถนนพรานนกตัดใหม่เข้าสู่ศิริราชก็รวดเร็ว แถมยังเชื่อมทางด่วนใหม่อย่างทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกยิงยาวไปจตุจักร-พระราม 9 ได้ในไม่กี่นาที และยังอยู่ใกล้ถนนกาญจนาภิเษก เสน่ห์ของทำเลนี้จึงอยู่ที่ความสมดุลระหว่าง Privacy ขั้นสุด กับ Connectivity ที่เข้าถึงได้ง่ายครับ
ส่วนกลาง คลับเฮาส์ และมาตรฐาน SC Green Mark
การออกแบบ Landscape และพื้นที่ส่วนกลางของโครงการเป็นการบาลานซ์ไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยที่ครบเครื่องมากๆ คือมีทั้งมุมที่ตอบโจทย์ความสงบผ่อนคลาย และมุมที่รองรับเอนเนอร์จีแอคทีฟของคนยุคใหม่ โดยยังคงคุมมู้ดความหรูหราแบบ Quiet Luxury เอาไว้ได้ในทุกตารางนิ้วเลยครับ
เริ่มจากภาพรวมของ Clubhouse เป็นการดึงกลิ่นอายสถาปัตยกรรม Cape Dutch Revival จากศตวรรษที่ 17 มาตีความใหม่ได้อย่างเฉียบขาดครับ จุดที่เตะตาที่สุดคือการเล่นกับฟอร์มของหน้าจั่วที่โค้งมนซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของสไตล์นี้ ผสมผสานกับคอนเซปต์ Whitewashed Canvas หรือการใช้ผนังอาคารสีขาวสะอาดตา ตัดกับกระเบื้องหลังคาทรงสูงสีเทาเข้มอย่างชัดเจน การวางผังอาคารโอบล้อมสระว่ายน้ำเอาไว้ตรงกลาง สร้างความรู้สึกสมมาตรตั้งแต่ก้าวแรกที่มองเห็น และถ้าสังเกตดีๆ บนหน้าหลังคามีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่กลมกลืนไปกับตัวอาคาร เป็นการผสานนวัตกรรมเข้ากับความคลาสสิกโดยไม่เสียรูปทรงครับ
โครงการนี้ SC ได้ยกระดับมาตรฐานด้วย SC Green Mark ที่ผสานเทคโนโลยี การออกแบบและเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว มีทั้งการเตรียมพร้อมสำหรับ Solar Roof ระบบรองรับ EV Charger ระบบจัดการคุณภาพอากาศ และเซนเซอร์ตรวจจับความปลอดภัยรอบบ้าน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตระยะยาวของผู้อยู่อาศัยไปพร้อมๆ กับความสวยงามของงานดีไซน์

เมื่อเข้ามาภายในจะพบกับส่วน Lobby และ Lounge ที่ออกแบบมาเพื่อต้อนรับด้วยความโอ่อ่าของฝ้าเพดานแบบ Double Volume สเปซตรงนี้ดูโปร่งโล่งขั้นสุดด้วยผนังกระจกบานใหญ่สูงจรดฝ้าที่ล้อมรอบทิศทาง ช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามาและเปิดรับวิวพื้นที่สีเขียวด้านนอก ประดับด้วยแชนเดอเลียร์วงแหวนดีไซน์ร่วมสมัยขนาดใหญ่ที่กลายเป็นจุดโฟกัสสายตา ทำให้พื้นที่นี้ดูหรูหราพร้อมสำหรับการนั่งพักผ่อนหรือรับรองแขกคนสำคัญได้อย่างมีระดับครับ

บริเวณชั้นล่างด้านนอกเชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำส่วนกลางระบบเกลือขนาดใหญ่ที่ให้ความยาวมาถึง 25 เมตร ซึ่งเทียบเท่าสระ Half Olympic ทำให้สามารถใช้ว่ายน้ำออกกำลังกายได้แบบจริงจังเลยครับ

เลย์เอาต์ของสระจัดวางให้ทอดยาวขนานไปกับตัวอาคารคลับเฮาส์ มีทั้งโซนกลางแจ้งที่เปิดรับแดด และโซนในร่มใต้ชายคาที่ทำให้ลูกบ้านสามารถมาใช้งานได้ตลอดทั้งวัน
นอกจากนี้ยังมีการแบ่งโซนสระเด็กและมุม Jacuzzi ไว้นั่งแช่น้ำผ่อนคลายอย่างเป็นสัดส่วน พร้อมกับจัดวาง Daybed ริมสระบนพื้นกระเบื้องลายหินธรรมชาติ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังพักผ่อนอยู่ในรีสอร์ตหรูครับ
เมื่อเดินขึ้นมาที่ชั้นสองจะเป็นพื้นที่ของห้องออกกำลังกายหรือ Gym ที่มาพร้อมกับ Yoga Zone ภายในห้องจัดเตรียมเครื่องออกกำลังกายแบรนด์พรีเมียมไว้ครบครัน

ไฮไลต์ของชั้นนี้คือการออกแบบให้เทกวิวได้แบบพาโนรามาผ่านผนังกระจกบานใหญ่ ขณะที่กำลังวิ่งบนลู่หรือเล่นเวท ลูกบ้านสามารถมองทอดสายตาลงมาเห็นความร่มรื่นของสวนส่วนกลางขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่รวมกว่า 1 ไร่ และวิวสระว่ายน้ำที่อยู่เบื้องล่างได้อย่างเต็มตา
ด้านนอกจากฟิตเนสยังมีพื้นที่นั่งเล่นบริเวณระเบียง เพื่อการพักผ่อนหลังออกกำลังกาย ชมวิวสวยๆ ครับ
การออกแบบที่เชื่อมต่อมุมมองจากชั้นบนลงสู่พื้นที่สีเขียวแบบนี้ ช่วยสร้างความรู้สึกสดชื่นและเพิ่มพลังงานบวกในการออกกำลังกายได้ดีมากครับ การร้อยเรียงฟังก์ชันทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้คลับเฮาส์แห่งนี้เป็นเหมือนพื้นที่ส่วนต่อขยายที่เข้ามาเติมเต็มไลฟ์สไตล์เหนือระดับของลูกบ้านอย่างแท้จริงครับ

ภายนอกของ Clubhouse มีไฮไลท์หลายจุดเลยครับ เริ่มจาก Pavilion และสระน้ำ ที่ดึงเอาเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรม Cape Dutch มาย่อส่วนได้อย่างมีเสน่ห์
Pavilion ตั้งโดดเด่นอยู่ริมสระน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำพุประดับอยู่ตรงกลาง เมื่อมองจากมุมสูงจะเห็นฟอร์มของสระน้ำที่โค้งมนรับกับตัวอาคารและทางเดิน
การออกแบบให้มีฉากหลังเป็นเงาสะท้อนน้ำแบบนี้ ตอบโจทย์ปรัชญาการใช้ชีวิตแบบ Art of Living สุดๆ ครับ
นึกภาพการมานั่งจิบชายามบ่าย หรือวาดรูปพักผ่อนริมน้ำ สเปซตรงนี้ช่วยสร้าง Emotional Benefit และความรู้สึกสุนทรีย์ให้กับลูกบ้านได้ดีเยี่ยมเลยครับ
ถัดมาคือ พื้นที่สวนและสนามหญ้า โครงการเปิดพื้นที่สีเขียวให้ทอดตัวยาวต่อเนื่องไปกับตัวสระน้ำ การจัดแลนด์สเคปเน้นความเรียบง่ายแต่เป๊ะในดีเทล

คัดสรรต้นไม้ฟอร์มสวยมาจัดวางรับกับแนวทางเดินที่โค้งมน สร้างบรรยากาศผ่อนคลายและร่มรื่นเหมือนกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนสไตล์ยุโรปที่ได้รับการดูแลมาอย่างดีครับ
ส่วนไฮไลต์ที่สะท้อนว่าแบรนด์จับเทรนด์ไลฟ์สไตล์ได้เฉียบขาดมากคือ โซนแอคทีฟ ครับ โครงการเลือกใส่สนาม Pickleball เข้ามาไว้ในพื้นที่ส่วนกลาง

Pickleball เป็นกีฬาที่กำลังฮิตและสะท้อนไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนมีกำลังซื้อในยุคนี้ การดึงเอา Pickleball เข้ามาเป็นกิมมิกของโครงการ ช่วยสร้างความแตกต่างและตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่ทันสมัยครับ
ติดกันนั้นคือ สนามเด็กเล่น ที่ออกแบบมาได้กลมกลืนกับธรรมชาติและเทสต์ของโครงการมาก แทนที่จะใช้เครื่องเล่นสีสันฉูดฉาด โครงการกลับเลือกใช้เครื่องเล่นในโทนสีเอิร์ธโทน อย่างสีเบจ เทา และเหลืองมัสตาร์ด ซึ่งสบายตาและไม่ไปทำลายมู้ดความหรูหราของพื้นที่โดยรอบ เป็นพื้นที่ที่ให้เด็กๆ มาปล่อยพลังได้เต็มที่ในสไตล์ที่ยังคงความคลาสสิกเอาไว้ครับ

ภาพรวมของการจัดสรรพื้นที่ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า SC เข้าใจในการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ตอบสนองความต้องการของครอบครัวใหญ่แบบ Multi-generation ได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ

#สรุป SC เลือกใช้สถาปัตยกรรมสไตล์ Cape Dutch Revival ที่เน้นความสมมาตรและเรียบหรูเหนือกาลเวลา เป็นบ้านที่ให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพในการอยู่อาศัยที่แท้จริง ด้วยเอกสิทธิ์ที่จำกัดเพียง 51 ครอบครัว จึงมอบความเป็นส่วนตัวระดับสูงสุดให้กับลูกบ้านครับ และที่กานต์มองว่าเป็นจุดตัดสินใจสำคัญคือ “ทำเล” ครับ การปักหมุดอยู่บนช่วงต้นถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 (ถนนพระเทพ) ถือเป็นจุดสมดุลที่ลงตัวมาก เราได้ความสงบแบบไพรเวท แต่สามารถขับรถเชื่อมต่อเข้าสาทร ปิ่นเกล้า หรือไปโรงพยาบาลศิริราชได้รวดเร็วแบบไร้รอยต่อ เป็นทำเลที่เหมาะกับการซื้อเพื่ออยู่อาศัยระยะยาวและเป็นสินทรัพย์ (Capital Preservation) ที่พร้อมส่งต่อความมั่งคั่งให้รุ่นลูกหลาน สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดหมายชมโครงการแบบส่วนตัวได้ที่ https://m.scasset.com/z81h
มุมมองแบรนด์และการลงทุน
ในเชิงตัวเลข มูลค่าโครงการ 2,450 ล้านบาทบนสินค้าเพียง 51 ยูนิต แปลว่าเกมนี้ต้องขายด้วยคุณภาพงานและความหายาก มากกว่าปริมาณ ซึ่งเป็นสนามที่ SC ถนัดอยู่แล้วในตลาดบ้าน 30 ล้านบาทขึ้นไป สิ่งที่กานต์จะจับตาต่อคือคุณภาพงานก่อสร้างจริงเมื่อบ้านตัวอย่างเสร็จสมบูรณ์ เพราะสถาปัตยกรรมสายผนังปูนขาวและเส้นสายสมมาตร เป็นภาษาที่ให้อภัยงานหยาบน้อยที่สุดชุดหนึ่ง
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนเพื่อนัดหมายเข้าชมโครงการได้ที่ scasset.com
คำถามที่พบบ่อย
Grand Bangkok Boulevard ราชพฤกษ์–พรานนก อยู่ตรงไหน เดินทางสะดวกแค่ไหน
โครงการอยู่บนถนนบางเชือกหนัง แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ออกถนนพรานนก–พุทธมณฑล สาย 4 ได้ในราวหนึ่งนาที วิ่งออกถนนราชพฤกษ์เข้าสาทรใช้เวลาราว 20 นาที* และเข้าโรงพยาบาลศิริราชผ่านถนนพรานนกตัดใหม่ได้รวดเร็ว เชื่อมทางพิเศษศรีรัช–วงแหวนรอบนอกไปจตุจักรและพระราม 9 ได้ ใกล้ถนนกาญจนาภิเษก โรงเรียนนานาชาติ SISB และ The Mall บางแค ในระยะราว 5 กิโลเมตร
ราคาและแบบบ้านเป็นอย่างไร
ราคา 50–70 ล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 2,450 ล้านบาท บนที่ดินราว 38 ไร่ จำนวน 51 ยูนิต มีแบบบ้าน 2 ชั้นสามแบบคือ Cape Heritage, Gable Reserve และ Manor Estate พื้นที่ใช้สอย 575–825 ตารางเมตร รองรับสูงสุด 6 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น และที่จอดรถ 5 คัน
จุดเด่นด้านงานออกแบบและส่วนกลางคืออะไร
งานออกแบบใช้ภาษา Cape Dutch Revival เต็มรูปแบบ ทั้งผนังปูนฉาบเรียบสีขาว (Lime-Washed) หน้าจั่วโค้งมน และผังที่วางบนแกนสมมาตร โดยลดทอนรายละเอียดประดับให้ร่วมสมัยขึ้น ส่วนกลางมีคลับเฮาส์พร้อม Private Lounge ฟิตเนส สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ สนาม Pickle Ball พื้นที่พักผ่อน สนามเด็กเล่นกลางแจ้ง และสวนกลาง อีกทั้งเป็นโครงการบ้านแรกของ SC ที่ทำตามมาตรฐาน SC Green Mark
*ระยะเวลาเดินทางเป็นการประเมินในสภาพการจราจรปกติ อาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา ข้อมูลราคาและรายละเอียดโครงการ ณ เดือนกรกฎาคม 2569 โปรดตรวจสอบกับผู้พัฒนาโครงการอีกครั้งก่อนตัดสินใจ



