ENGLISH SUMMARY — PROPERTY REVIEW
A comprehensive property review of NARASIRI Borommaratchachonnani by KANT, covering architectural design, interior details, facilities, unit layouts, and project highlights.
“𝐀𝐫𝐜𝐡𝐢𝐭𝐞𝐜𝐭𝐮𝐫𝐞 𝐬𝐡𝐨𝐮𝐥𝐝 𝐬𝐩𝐞𝐚𝐤 𝐨𝐟 𝐢𝐭𝐬 𝐭𝐢𝐦𝐞 𝐚𝐧𝐝 𝐩𝐥𝐚𝐜𝐞, 𝐛𝐮𝐭 𝐲𝐞𝐚𝐫𝐧 𝐟𝐨𝐫 𝐭𝐢𝐦𝐞𝐥𝐞𝐬𝐬𝐧𝐞𝐬𝐬.” — Frank Gehry
พลังอย่างหนึ่งของงานสถาปัตยกรรมที่เหนือกว่าคำพูด คือเสน่ห์ในการสะกดเวลาให้หยุดนิ่งครับ มันคือความสง่างามที่ดึงดูดให้คนที่กำลังขับรถผ่านไปมาด้วยความเร่งรีบ ต้องเผลอแตะเบรกชะลอรถ เงยหน้าขึ้นมอง แล้วเกิดคำถามในใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่า … อาณาจักรที่อยู่ตรงหน้านี้คืออะไร?
Frank Gehry พูดถึงสิ่งที่สถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ทุกชิ้นพยายามทำ นั่นคือการพูดถึงยุคสมัยและสถานที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันก็โหยหาบางอย่างที่อยู่เหนือกาลเวลา ฟังดูแล้วเหมือนเป็นความขัดแย้ง แต่ในความเป็นจริง มันคือสมการที่สถาปนิกและ Developer ระดับโลกต่างก็ใช้ชีวิตทั้งชีวิตค้นหาคำตอบ
บางคนเลือก Minimalism จนกลายเป็นความว่างเปล่าที่ไม่มีชีวิต บางคนเลือก Grandeur จนกลายเป็นการโอ้อวดที่ไม่มีรากฐาน แต่มีเพียงไม่กี่โครงการในรอบหลายสิบปีที่สามารถยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างสองขั้วนั้นได้อย่างสง่างาม
นาราสิริ บรมราชชนนี คือหนึ่งในนั้น
ด้วยความที่เป็นคนฝั่งธนฯ กานต์ขับรถผ่านถนนบรมราชชนนีมานานหลายปี รู้จักถนนเส้นนี้ในฐานะถนนสายหลักของกรุงเทพฝั่งตะวันตก ที่เชื่อมชีวิตประจำวันของผู้คนหลายแสนล้านคน แต่ไม่เคยมีวันไหนที่อยากจะชะลอรถลงเพื่อมองสิ่งที่อยู่ริมทาง
กระทั่งเช้าวันหนึ่ง เมื่อเห็นซุ้มประตูขนาดมหึมาที่กว้างกว่าร้อยเมตร สูงเทียบเท่าตึกสามชั้น ยืนตระหง่านอยู่กลางภูมิทัศน์ที่เราคิดว่าตัวเองรู้จักดีแล้ว พร้อมกับสิงโตทองคู่ที่นั่งสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า ราวกับว่าถูกสร้างมาเพื่อยืนยันกับทุกสายตาที่ผ่านมาว่า “ที่นี่ไม่เหมือนที่อื่นและไม่เคยตั้งใจจะเป็น”
นั่นคือครั้งแรกที่เราได้เข้าใจในวลีของ Frank Gehry
ถ้าใครเคยดูซีรีส์ Bridgerton และหลงใหลไปกับงาน Art & decoration ที่เปี่ยมด้วยความสมมาตร เสาโรมันที่เรียงรายอย่างมีระเบียบ และพื้นที่กว้างขวางที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนรู้สึกถึงความงดงามในรายละเอียด คุณก็กำลังมองดูสถาปัตยกรรมในแบบ Regency Revival อยู่โดยไม่รู้ตัว
ยุค Regency ของอังกฤษ ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ไม่ได้ถูกจดจำแค่ในฐานะยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นยุคที่งานสถาปัตยกรรม ศิลปะ และวรรณกรรมเบ่งบานถึงขีดสุด เป็นยุคที่การออกแบบถูกใช้เป็นสัญญะของอำนาจและรสนิยม ที่ทุกเส้นสาย ทุกสัดส่วนและทุกองค์ประกอบผ่านกระบวนการคิดมาเพื่อสื่อสารบางอย่างกับผู้คนที่เดินเข้ามาในพื้นที่นั้น
Sansiri เลือกนำ DNA ของยุคนั้นมาตีความใหม่บนที่ดินผืนใหญ่หายากติดถนนบรมราชชนนี และเรียกมันว่า “Regency Revival” – New Design ครั้งแรกในรอบสิบปี
กานต์พาไปชมบรรยากาศของโครงการ บ้านตัวอย่างและอ่านเนื้อหาต่อในแคปชั่นด้านในครับ
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://siri.ly/7gIQwN3
หรือโทร 1685

การกลับมาทวงบัลลังก์ของแบรนด์ “นาราสิริ” บนทำเลฝั่งธนบุรีครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่น่าจับตามองมากครับ โครงการขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนที่ดิน 61 ไร่ ติดถนนบรมราชชนนี ด้วยขนาดที่ดินระดับนี้ในตำแหน่งที่ติดถนนสายหลักโดยตรง จึงไม่มีคำไหนเหมาะกว่า Rare Item ที่โครงการนี้ใช้นิยามตัวเอง เพราะในตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฝั่งตะวันตก ที่ดินหน้ากว้างกว่าร้อยเมตรติดถนนใหญ่ในราคาระดับนี้ไม่เคยเกิดขึ้นอีกแล้ว และอาจจะไม่มีอีกในอนาคตอันใกล้
โครงการประกอบด้วยบ้านเดี่ยวระดับ Ultimate Class เพียง 77 ยูนิต ภายใต้ Sansiri Luxury Collection พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 570 ถึง 843 ตร.ม. บนที่ดินเริ่มต้น 120 ตร.วา และบางยูนิตมากกว่า
200 ตร.วา
ความโดดเด่นของงานดีไซน์คือไฮไลต์ที่ข้ามผ่านคำว่าที่อยู่อาศัยไปสู่การเป็นงานศิลปะ ด้วยคอนเซปต์ Regency Revival ที่ได้แรงบันดาลใจจาก Buckingham Palace และยุคสมัย ได้ถูกนำมาตีความใหม่ให้ดูมีความร่วมสมัย คลาสสิกแต่ยังคงความอบอุ่นแบบ Modern Luxury เพียงขับรถผ่านหน้าโครงการ จะพบกับสิงโต 2 ตัว ที่ตั้งโดดเด่น เป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหรา ก่อนเชื่อมเข้าสู่ Main Gate สุดอลังการที่กว้างกว่า 100 เมตร และสูงเทียบเท่าตึก 3 ชั้น ซึ่งทำหน้าที่เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่โดดเด่นที่สุดบนถนนบรมราชชนนีไปแล้วครับ

ส่วนพื้นที่ด้านใน Sansiri ให้ความสำคัญกับ Living Experience ขั้นสุด ด้วยการจัดสรรพื้นที่ถึง 10 ไร่เพื่อเนรมิตส่วนกลางระดับ World-Class ขณะที่ตัวบ้านออกแบบมารองรับครอบครัวขนาดใหญ่และฟังก์ชันที่คิดเผื่อไลฟ์สไตล์ระดับ Elite อย่างเช่นการจัดสรรพื้นที่จอดรถที่รองรับได้สูงสุดถึง 11 คัน ตอบโจทย์คนรัก Supercar ได้แบบสบายๆ

ประติมากรรมสิงโตทองคู่ที่นั่งนิ่งอยู่กลางน้ำพุ โดยมีสระน้ำสะท้อนภาพเบื้องหน้าเป็นกรอบ เปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งผู้พิทักษ์ สัญลักษณ์ของความมั่นคงและอำนาจที่สงบนิ่ง ไม่โอ้อวด แต่มีอยู่จริง เพราะการที่ Sansiri เลือกสิงโตคู่เป็น iconic ของโครงการนี้ เป็นการสื่อสารบางอย่างกับว่าที่ลูกบ้านได้โดยตรง เพราะพูดภาษาเดียวกันทั้งในแง่คุณค่าและทัศนคติในการใช้ชีวิต

สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในการออกแบบโครงการนี้ไม่ใช่ความงามในจุดใดจุดหนึ่ง แต่คือ Sequence ของประสบการณ์ที่ผ่านการออกแบบอย่างมีเจตนาตลอดเส้นทางจากถนนสู่ภายในบ้าน ผังของโครงการสะท้อนแนวคิดเดียวกับที่ทำให้ Buckingham Palace ที่รู้สึกยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพราะความอลังการ แต่เพราะผ่านการออกแบบให้ความรู้สึกของผู้เข้ามาค่อยๆ สะสมขึ้นทีละขั้น

เมื่อวิเคราะห์ในแง่ศักยภาพของทำเล ถนนบรมราชชนนีเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตกอยู่แล้ว การที่นาราสิริเลือกมาปักหมุดตรงนี้ ถือเป็น Strategic Location ที่เชื่อมต่อการใช้ชีวิตได้ลงตัวมาก การคมนาคมสะดวกสบายแบบไร้รอยต่อ ตัวโครงการอยู่ห่างจากจุดขึ้น-ลงทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนีเพียง 500 เมตร ทำให้การวิ่งเข้าเมืองสู่ย่าน CBD อย่างสีลม สาทร หรือสุขุมวิท ทำได้รวดเร็วผ่านโครงข่ายสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสะพานพระราม 8 สะพานซังฮี้ รวมถึงเชื่อมต่อกับทางด่วนศรีรัชและถนนกาญจนาภิเษก (วงแหวน) ได้ง่ายดาย

สำหรับบริบทแวดล้อมและสาธารณูปโภค ถือว่ามี Ecosystem ที่พร้อมจะซัปพอร์ตชีวิตระดับ Luxury ได้สมบูรณ์แบบ แหล่งไลฟ์สไตล์และห้างสรรพสินค้ามีครบครัน ชนิดที่ห่างไปแค่ 100 เมตรก็ถึง ทั้ง Design Village หรือจะขับรถไป Central Pinklao, Central Westville และ IconSiam ห้างสรรพสินค้าไฮเอนด์ระดับโลกก็ใช้เวลาไม่นานเลยครับ
ในมุมของครอบครัว ที่นี่รายล้อมด้วยสถานศึกษาชั้นนำระดับอินเตอร์ ทั้ง โรงเรียนสาธิตนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล, โรงเรียนนานาชาติ SISB, โรงเรียนนานาชาติ KIS และโรงเรียนนานาชาติ Kensington ช่วยให้การรับ-ส่งลูกๆ เป็นเรื่องง่ายและประหยัดเวลา ส่วนเรื่องสุขภาพก็อุ่นใจได้เต็มที่ เพราะอยู่ใกล้โรงพยาบาลชั้นนำ ทั้งโรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา และโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

ทั้งหมดนี้ทำให้โครงการนาราสิริ บรมราชชนนี ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย แต่คือสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จที่สะท้อนรสนิยมเหนือระดับ เป็น Trophy Asset ชิ้นเอกที่ผสมผสานความคลาสสิกของสถาปัตยกรรมเข้ากับบริบทการใช้ชีวิตยุคใหม่ได้อย่างไร้ที่ติครับ

บริเวณหน้าโครงการทำหน้าที่เป็น The Square หรือพื้นที่เปิดสัมผัสของการเข้าสู่อาณาเขตส่วนตัวอย่างนุ่มนวล ก่อนจะเข้าสู่ Clubhouse ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางของชุมชน ตลอดจนเส้นทางที่จะนำสู่สวนส่วนกลางที่กว้างกว่าสิบไร่ ซึ่งในสถาปัตยกรรมพระราชวังนั้นเปรียบได้กับ Royal Garden ที่ถูกซ่อนเอาไว้ด้านหลัง เป็นของขวัญล้ำค่าสำหรับผู้ที่อยู่อาศัยเท่่านั้น

การรักษาความปลอดภัยจะเน้นความเป็นส่วนตัวและปลอดภัยสูงที่เรียกว่า LIV-24 ซึ่งเป็นมาตรฐานของ Sansiri มาพร้อมกับ Double Gated Security มอบความส่วนตัวขั้นสุด ประตูรั้วโครงการแบบ Double Gate ใช้ระบบ LPR (License Plate Recognition) ส่วนการเข้า-ออกของผู้มาติดต่อเป็นระบบ VMS System บันทึกภาพผู้มาติดต่อ รวดเร็ว และแม่นยำเพื่อสร้างความอุ่นใจ มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง มีระบบกล้อง CCTV โดยรอบโครงการ รั้วรอบโครงการสูง 3 เมตรเสริมด้วยระแนงที่สูงไปอีกเท่าตัว

เมื่อเข้ามาภายในโครงการ เราจะพบกับ Clubhouse ขนาดใหญ่ 1,000 ตร.ม. ที่เด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าของโครงการ ภาพรวมของการออกแบบเป็นการนำสถาปัตยกรรมและสื่อสารวิธีคิดเรื่องการใช้ชีวิตของสังคมชั้นสูงในยุค Regency มานำเสนอใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม

ถ้าเราย้อนไปดูประวัติศาสตร์ยุค Regency สังคมระดับท็อปในสมัยนั้นเขาจะไม่คุยธุรกิจหรือรับรองแขกกันในพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัวครับ วัฒนธรรมการเข้าสังคมจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต เช่น Ante-Chamber หรือ Drawing room ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับการสนทนา แลกเปลี่ยนมุมมอง และสร้างคอนเนกชัน นาราสิริถอดรหัส DNA ตรงนี้มาสวมทับลงใน Clubhouse ได้อย่างร่วมสมัยและเข้ากับบริบทการใช้ชีวิตยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก

Sansiri ลงรายละเอียดตั้งแต่เสาทุกต้นไปจนถึงบนฝ้าเพดาน งานหินอ่อน วัสดุนำเข้า และ Art & Sculpture ต่างเลือกสรรมาอย่างพิถีพิถันในแบบ Sansiri Luxury Collection ครับ

ด้านหน้าของ Clubhouse เราจะมองเห็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ซึ่งใช้ระบบเกลือ ข้อดีก็คือทำให้น้ำสะอาดโดยไม่มีกลิ่นฉุน ไม่แสบตา ไม่ทำลายผิวหนังและเส้นผม ให้ความรู้สึก Silky และ Soft กว่าน้ำสระทั่วไป

Main Pool ขนาด Half Olympic มีความกว้าง 11 เมตร และทอดยาวถึง 27 เมตร ลึก 1.2 เมตร ดีไซน์ให้ทอดยาวไปในบริบทของ Royal Garden

เราคิดว่าการว่ายน้ำในสระที่นี่จึงเป็นการเปิดรับประสบการณ์ที่มีธรรมชาติโดยรอบเป็นภาพพื้นหลังตลอดเวลา และมีสระเด็กที่แยกออกมาต่างหาก

เราคิดว่าการว่ายน้ำในสระที่นี่จึงเป็นการเปิดรับประสบการณ์ที่มีธรรมชาติโดยรอบเป็นภาพพื้นหลังตลอดเวลา และมีสระเด็กที่แยกออกมาต่างหาก

พื้นที่สระว่ายน้ำของโครงการจะเชื่อมต่อกับ Grand Hall ของ Clubhouse เราเริ่มจากการพาไปชม Ante-Chamber ห้องรับรองที่มีกลิ่นอายจากวิถีชีวิตในยุค Regency กันก่อนครับ

กานต์พามาชม Ante-Chamber ห้องรับรองที่มีกลิ่นอายจากวิถีชีวิตในยุค Regency พื้นที่ตรงนี้ไม่ได้ทำไว้เป็นล็อบบี้นั่งรอธรรมดาครับ ทว่าถูกคิดมาให้เป็นพื้นที่รับรองให้เจ้าของบ้านสามารถเชิญแขกคนสำคัญหรือพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจมาพูดคุย จิบชา ในบรรยากาศที่หรูหราโอ่อ่าได้เลย เป็นการต้อนรับที่ให้เกียรติผู้มาเยือนอย่างเต็มที่ แถมยังช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวของพื้นที่ด้านในตัวบ้านเอาไว้ ถือเป็นการบริหารสเปซที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตแบบผู้ดีอังกฤษจริงๆ

เมื่อเข้ามานั่งด้านในของ Ante-Chamber ก็สัมผัสได้ทันทีเลยว่าทุกพื้นผิว ทุกวัสดุ และทุกสัดส่วนของงานดีไซน์ได้รับการออกแบบให้พูดภาษาเดียวกัน นั่นคือภาษาของผู้คนที่เปี่ยมด้วยรสนิยมหรูหรานั่นเองครับ

ถัดเข้าไปด้านในคือ State Room สัมผัสแรกที่ได้เห็นคือความแกรนด์ของสเปซแบบ Double Volume ที่เปิดฝ้าเพดานสูงทะลุขึ้นไปเทียบเท่าอาคารสองชั้นเต็มๆ ผนังห้องคุมโทนสีขาวครีม Ivory ตกแต่งด้วย Classical Moulding ที่ให้สัดส่วนความคลาสสิกแบบพอดีในสไตล์ Regency พื้นหินอ่อนลายเชฟรอนสีครีมนวลก็ทำหน้าที่สะท้อนแสงจากล่างขึ้นบน ช่วยให้มิติของห้องดูสว่างไสวอย่างเป็นธรรมชาติ

ภายในจัดวางเฟอร์นิเจอร์เอิร์ธโทน ทั้งโซฟาสีขาวนวลและสีน้ำตาลให้ความรู้สึกเป็นพื้นที่รับแขกแบบ Formal ที่ดูสง่างาม จับคู่กับโต๊ะกลางทรงกลมแบบเตี้ยและตู้หนังสือไม้สีเข้มสูงตระหง่าน แต่จุดที่กานต์มองว่าสร้างเสน่ห์ให้พื้นที่นี้มากๆ คือการออกแบบแสงครับ โดยเฉพาะแชนเดอเลียร์ Amber Gold ห้อยระย้าลงมาจากฝ้าเพดานให้ความรู้สึกหรูหราทว่าดูผ่อนคลาย คล้ายกับแสงแดดในยามบ่ายที่สวยงามที่สุดของวัน ยิ่งเมื่อห้องนี้เปิดรับแสงธรรมชาติผ่านหน้าต่างกระจก Arch Window กรอบเหล็กสีดำที่เรียงตัวขนาบทั้งสองข้าง ทำหน้าที่เสมือนกรอบรูปที่ดึงเอาพื้นที่สีเขียวด้านนอกเข้ามาเป็น Living Painting ที่เปลี่ยนความรู้สึกไปตามทิศทางแสงตลอดทั้งวัน

State Room ยังทำหน้าที่เป็น Main Lounge ที่เชื่อมมุมมองสายตาออกไปเห็นสระว่ายน้ำของโครงการได้ ลองนึกภาพวันหยุดที่เด็กๆ กำลังสนุกกับการเล่นน้ำ ผู้ปกครองไม่ต้องไปนั่งทนร้อนอยู่ริมสระเลยครับ สามารถเข้ามานั่งพัก จิบชา และพูดคุยกันในห้องนี้ได้เลย Sansiri ได้คิดมาอย่างลึกซึ้งแล้วว่า แม้กระทั่งช่วงเวลาของการรอคอยก็ต้องเป็นประสบการณ์ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อบาลานซ์ให้ทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาอย่างมีระดับและมีความสุขที่สุดครับ

ฝั่งตรงข้ามเป็น The Parlour ที่ออกแบบเป็น Co-Kitchen พร้อมโต๊ะรับประทานอาหารและชุดเคาน์เตอร์ครัว พื้นที่จัดเตรียมและปรุงอาหารที่สามารถใช้สำหรับการจัดดินเนอร์ส่วนตัวหรือการสังสรรค์กับครอบครัว โดยไม่จำเป็นต้องออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน เราสามารถเชิญ Celebrity Chef มาเปิด Chef Table ทำอาหารให้ทานที่นี่ได้เลยครับ บรรยากาศดีมาก เปิดรับแสงธรรมชาติผ่านหน้าต่างกระจกทรงโค้งบานใหญ่เช่นกัน มองเห็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว

พาขึ้นมาต่อกันที่ชั้น 2 ของ Clubhouse ครับ พื้นที่ตรงนี้สะท้อนอินไซต์ของลูกบ้านที่ Sansiri ตีความออกมาได้เฉียบคมมาก โดยเฉพาะกลุ่ม Business Owner ที่ชีวิตส่วนตัวกับการทำงานมักจะเบลนด์เข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก
พื้นที่ส่วนแรกคือ Private Room ออกแบบให้เป็นเหมือน Executive Lounge ใน Private Club ครับ สเปซตรงนี้เข้ามาตอบโจทย์การเจรจาธุรกิจสำคัญ หรือจัดประชุมส่วนตัวได้อย่างสมเกียรติและน่าเชื่อถือ งานอินทีเรียยังคงคุมโทนความคลาสสิกตามแบบฉบับ Regency Revival การมีพื้นที่นี้ใน Clubhouse เปรียบเสมือนการดึงฟังก์ชันของห้องทำงานมาไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้เจ้าของบ้านสามารถรับรองพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจได้อย่างเป็นทางการ โดยที่ตัวบ้านยังคงเป็นเซฟโซนส่วนตัวของครอบครัวแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

ถัดมาคือ Fitness ซึ่งนาราสิริตีความใหม่ให้เป็น Wellness Space สำหรับการดูแลสุขภาพที่ล้อไปกับวิถีชีวิตระดับ Luxury ครับ เพราะอุปกรณ์ให้เป็นของ TechnoGym แบรนด์ออกกำลังกายสุดหรูระดับโลก ไฮไลต์คือการออกแบบสเปซที่เปิดมุมมองให้ทอดสายตาลงไปเห็นวิวสระว่ายน้ำระบบเกลือด้านล่าง มีแสงธรรมชาติที่ทะลุเข้ามาผ่านหน้าต่างสูง จัดวางลู่วิ่งไฟฟ้าให้หันหน้าออกไปทางสวนต้นไม้มองผ่านกระจกใสมีแสงลอดผ่านรับวิตามินดีเบา ๆ ยามเช้า วิวสวนสีเขียวที่ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด ช่วยให้รู้สึกโปร่งโล่งและผ่อนคลาย
กานต์มองว่าพื้นที่ชั้น 2 ทั้งหมดนี้จึงเป็นบทสรุปที่ชัดเจนว่า นาราสิริเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ย่อมต้องการทั้งการดูแลร่างกายและการพักฟื้นจิตใจในระดับที่สมบูรณ์แบบครับ

ลงจาก Clubhouse เรามาสัมผัสพื้นที่สีเขียวด้านนอกกันบ้างครับ กานต์มองว่าการที่โครงการระดับนี้ยอมหั่นพื้นที่ขายเพื่อเนรมิตส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 10 ไร่ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 6 ของที่ดินโครงการทั้งหมด ถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนมากว่า นาราสิริให้ความสำคัญกับพื้นที่หายใจและสุนทรียภาพในการใช้ชีวิตของลูกบ้านจริงๆ ครับ (Luxury is Space)

พื้นที่สวนแห่งนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Palace Garden แค่การต้อนรับด้านหน้าก็สะท้อนพลังของแบรนด์นาราสิริแล้วครับ จากภาพจะเห็นประติมากรรมสิงโตคู่ที่ยืนสง่างามอยู่หน้าอาคาร เป็นเหมือนสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความมั่งคั่งและเกียรติยศ พร้อมต้อนรับผู้ครอบครองทั้ง 77 ครอบครัว เข้าสู่อาณาจักรส่วนตัว

พอเดินเข้ามาด้านในสวน สิ่งที่ดึงดูดสายตาและทำหน้าที่เป็น Centerpiece ได้อย่างทรงพลังคือ Pavilion ทรงซุ้มโค้ง (Arch) สีดำที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสนามหญ้าสีเขียว งานดีไซน์ตรงนี้ถ่ายทอดคอนเซปต์ Regency Revival ออกมาได้สมบูรณ์แบบมากครับ

การใช้โครงสร้างเหล็กดัดที่มีลวดลายประณีต จัดวางองค์ประกอบทุกอย่างให้มีความสมมาตร ตั้งแต่ทางเดิน ต้นไม้ใหญ่ที่ขนาบข้างไปจนถึงน้ำพุคลาสสิกตรงกลางซุ้มประตู ทุกอย่างถูกจัดวางมาอย่างเป๊ะ ราวกับกำลังเดินทอดน่องอยู่ในสวนของคฤหาสน์ผู้ดีอังกฤษ

ดีเทลที่กานต์ประทับใจคือ Sansiri ไม่ได้สร้างพื้นที่นี้มาเพื่อเป็นแค่ภาพวิวสวยๆ ให้มองจากตัวบ้านครับ แต่ตั้งใจให้ใช้งานได้จริง สังเกตจากใน Pavilion ที่มีการจัดวางโซฟานั่งเล่นพร้อมหมอนอิงลายทางสุดคลาสสิก และตามทางเดินในสวนก็มีม้านั่งจัดเตรียมไว้ให้พักผ่อนรับลม พื้นที่ตรงนี้จึงเป็นเหมือน Living Art ที่มีชีวิต

นอกจากเรื่องความสวยงามแบบไร้ที่ติแล้ว Sansiri ยังไม่ลืมอินไซต์ของการใช้ชีวิตแบบครอบครัว ด้วยการผสานพื้นที่สำหรับกิจกรรมอย่าง Kid’s Playground และโซนปลูกผักเพื่อสุขภาพอย่าง Sansiri Backyard เอาไว้ด้วย การออกแบบ Landscape ทั้งหมดนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ความหรูหราที่แท้จริงคือความงามที่อยู่ร่วมกับฟังก์ชันของชีวิตได้อย่างลงตัวที่สุดครับ

จากพื้นที่ส่วนกลาง เรามาชมบ้านตัวอย่างกันบ้างครับ ในมุมของการดีไซน์ โครงการเลือกใช้สถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากยุค Regency Revival ซึ่งกานต์มองว่าเป็นการดึงเอกลักษณ์ความคลาสสิกมาตีความใหม่ได้ฉลาดและมีชั้นเชิงมาก

เริ่มจากการออกแบบสเกลที่ดู Overscale กว่าบ้านทั่วไป ทำให้ตัวอาคารดูโอ่อ่าตั้งแต่แรกเห็น ผสานกับการจัดวางทุกอย่างให้มีความสมมาตร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานสถาปัตยกรรมคลาสสิก เลือกใช้กลุ่มสี Mildness Earth Tone อย่างสีขาว สีเทาอ่อนตัดกับสีเทาเข้ม ซึ่งเป็นโทนสียอดฮิตในยุค Regency ช่วยลดทอนความแข็งกระด้างของโครงสร้างและขับให้บ้านดูเรียบหรู มีกลิ่นอายผู้ดีอังกฤษที่ดูร่วมสมัยและสบายตาขึ้นมาก ดีเทลเหล่านี้ช่วยร้อยเรียงให้อาคารที่มีขนาดใหญ่ดูสอดคล้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบครับ
ถ้าพูดถึงเรื่องสเปซ ที่นี่ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้แบรนด์ “นาราสิริ” เลยก็ว่าได้ครับ ให้พื้นที่จัดเต็มตั้งแต่ 570 ไปจนถึง 843 ตารางเมตร บนขนาดที่ดิน 130-212 ตารางวาขึ้นไป ซึ่งนับว่าได้ที่ดินผืนใหญ่ที่สุดในทำเลโซนนี้แล้ว หากเทียบกับบ้านในระดับราคาใกล้เคียงกัน ที่นี่ถือว่ามีสเปซเป็นอันดับต้นๆ เลยครับ ตอบโจทย์ครอบครัวระดับท็อปที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางและให้ความสำคัญกับบริเวณรอบบ้านได้อย่างตรงจุด
ปัจจุบันโครงการมีแบบบ้านให้เลือก 3 แบบตามสเกลการใช้ชีวิตครับ

เริ่มจากแบบ REGENT ซึ่งเป็นไซส์เริ่มต้น บนที่ดิน 133 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 570 ตารางเมตร จัดฟังก์ชันมาให้ 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ รองรับการจอดรถได้ 4+4 คัน และมี 1 ห้องแม่บ้าน

ขยับขึ้นมาอีกสเตปคือแบบ LANGHAM พื้นที่ใช้สอย 654 ตารางเมตร บนที่ดิน 160 ตารางวา ได้ฟังก์ชันห้องเท่ากันกับแบบบ้าน REGENT คือ 5 ห้องนอน / 6 ห้องน้ำ / 4+4 ที่จอดรถ / 1 ห้องแม่บ้าน แต่ทว่าสเปซในแต่ละจุดจะขยายกว้างขึ้น

ตัวท็อปสุดที่เป็นไฮไลต์คือแบบ CUMBERLAND ครับ พื้นที่ใช้สอยอลังการถึง 843 ตารางเมตร บนที่ดินเริ่มต้น 212 ตารางวา จัดเต็มด้วยฟังก์ชัน 5 ห้องนอน 7 ห้องน้ำ จอดรถได้จุใจถึง 6+5 คัน พร้อมห้องแม่บ้าน 2 ห้อง ซึ่งความหรูหราอลังการของแบบบ้าน CUMBERLAND นี่แหละครับ ที่กานต์จะพาทุกคนก้าวเข้าไปเจาะลึกสเปซด้านในกันแบบ Exclusive ในพาร์ทต่อไป

ถ้าโครงการนาราสิริ บรมราชชนนี คือคำจำกัดความของบ้านหรูระดับ Ultra-Luxury แล้ว แบบบ้านใหญ่สุดอย่าง Cumberland ก็คือบทสรุปของทุกอย่างในโครงการนี้ครับ
ความประทับใจแรกเมื่อผลักประตูไม้บานโค้งขนาดใหญ่เข้ามา คือการปะทะกับสเปซใหญ่แบบ Double Volume ที่สูงขึ้นไปถึง 7.2 เมตรในโถง Grand Living Area ที่ดึงเอาคอนเซปต์ Overscale Design มาใช้ได้อย่างมีพลังครับ การเปิดฝ้าเพดานสูงช่วยยกระดับความแกรนด์ให้กับตัวบ้านในทันที ไฮไลต์ที่ทำหน้าที่เป็นจุดนำสายตาคือแชนเดอเลียร์ดีไซน์พลิ้วไหวที่ทิ้งตัวไล่ระดับลงมา ช่วยเบรกความนิ่งของโครงสร้างสถาปัตยกรรมได้อย่างลงตัว

งานอินทีเรียคุมโทนสีขาว-ครีม ตัดกับพื้นหินอ่อนที่นำมาต่อลายเป็นแพทเทิร์นกราฟิกสีนวลตา มีลูกเล่นอย่างเตาผิงจำลองและบันไดวนที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง ทุกอย่างถูกจัดวางในมิติที่สมมาตร สื่อถึงความประณีตสไตล์อังกฤษที่ปรับให้มีความร่วมสมัยครับ
พื้นที่นั่งเล่นกว้างขวางมากพอที่จะจัดโซฟาในรูปแบบ U-Shaped ได้รองรับแขกได้เกือบสิบคน ช่องแสงสูงจากพื้นเกือบถึงฝ้าชั้นสองทำให้แสงธรรมชาติไหลเข้ามาเต็มพื้นที่ตลอดวัน ระยะจากโซฟาถึงผนังประมาณ 5 เมตร เหมาะสมสำหรับติดตั้งทีวีขนาด 80 นิ้วขึ้นไป

สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือผนังทึบสูงสองชั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ Showcase ชั้นดีสำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการแสดงงานศิลปะหรือของสะสม หน้าต่างด้านข้างเป็นบานเลื่อน เปิดรับลมได้ หรือหากต้องเดินทางหลายวัน สามารถเปิด Breeze Panel ระบายอากาศได้โดยไม่ต้องเปิดหน้าต่างค้างไว้

เชื่อมต่อกับพื้นที่รับแขกจะเป็น Dining Area ที่โดดเด่นด้วยฝ้าเพดาน Tray Ceiling พร้อม Cove Lighting สีทองอบอุ่น ผนัง Panel Moulding ที่ตัดกันอย่างลงตัวกับ Wallpaper ลายละเอียด และโคมไฟระย้าทรงเหลี่ยมเรขาคณิตสีดำ-ทองที่แขวนลงมาสามดวงเรียงกัน พื้นที่กว้างขวางพอจะจัดวางโต๊ะทานอาหารเป็นไม้สีเข้มยาวรองรับได้ 10 ที่นั่งหรือมากกว่านั้น

ผนังด้านในประดับด้วยภาพงานศิลปะขนาดใหญ่ ทำให้มื้ออาหารดูราวกับอยู่ในคฤหาสน์หรูแถบยุโรป มีบรรยากาศที่ให้ความรู้สึก Formal Dining มองออกไปทางหน้าต่างบานใหญ่เห็นสวนสีเขียวชอุ่ม พื้นที่โปร่งสบายทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดแม้นั่งรับประทานอาหารเป็นกลุ่มใหญ่

บริเวณนี้เชื่อมต่อกับ Pantry Area โดยไม่มีเสากลางมาขวาง สามารถเสิร์ฟอาหารได้ต่อเนื่องและมองเห็นกันทั่วถึงมี Island หินอ่อนสีขาวตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง โซนนี้ก็ยังคงความโปร่งด้วยเพดานสูงและได้รับแสงธรรมชาติจากหน้าต่างกระจก Arch Window เต็มๆ ทำให้มุมเตรียมอาหารกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่โชว์ความสวยงามของบ้านที่ใช้งานได้จริง โครงการยังได้ติดตั้งเตาอบและไมโครเวฟของ Gaggenau จากเยอรมันมาให้แล้วส่วนตู้เย็นเป็นของ Bosch แบรนด์ดังจากเยอรมันเช่นกันครับ

ทางโครงการได้แยกโซนครัวไทยเอาไว้อย่างเป็นสัดส่วนด้านในเชื่อมต่อกับ Maid Plaza งานดีไซน์ห้องนี้มาในโทนสีเบจละมุนตาพร้อม Built-in ตู้เก็บของแบบเต็มพื้นที่จรดฝ้าเพดาน จับคู่กับท็อปเคาน์เตอร์หินสีดำที่ทนทานต่อการทำอาหารมื้อหนัก มีหน้าต่างแนวยาวที่เปิดรับแสงและช่วยระบายอากาศ เป็นการผสานดีไซน์ที่เรียบหรูเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานหนักได้อย่างลงตัวครับ

หนึ่งในพื้นที่ที่น่าสนใจที่สุดของบ้าน Cumberland คือห้องอเนกประสงค์ที่ตั้งอยู่มุมหน้าบ้านที่กั้นด้วยประตูแยกออกไปอีกชั้น ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น
ตำแหน่งนี้ทำให้ห้องได้รับแสงและวิวจากสองทิศพร้อมกัน ทั้งสวนด้านหน้าและด้านข้าง บ้านตัวอย่างตกแต่งในโทนสีครีมอบอุ่น ฝ้าเพดาน Octagon Tray Ceiling ประดับด้วย Cove Lighting และโคมไฟ Chandelier แบบ Multi-arm สไตล์ Classic ที่ให้ความรู้สึกสง่างามแต่ไม่หนักเกินไป หน้าต่างบานสูงสองด้านพร้อมม่านผ้า Velvet สีเทาอบอุ่นห้อยลงมาเต็มความสูง เปิดออกไปสู่วิวสวนเขียวชอุ่มโดยรอบ

ห้องนี้กว้างพอที่จะจัดเป็นห้องนั่งเล่นส่วนตัว ห้องทำงาน มุมนั่งจิบ Afternoon Tea หรือทำเป็นห้องนอนเพิ่มได้หากต้องการ มีประตูที่เชื่อมออกไปยังชานหน้าบ้าน เปิดประตูแล้วก้าวออกไปนั่งรับอากาศพร้อมชมสวนในตอนเช้าได้ทันที เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่เพิ่มคุณภาพชีวิตได้อย่างเงียบๆ

นอกจากนี้ ชั้นล่างยังออกแบบให้มีห้องนอนอีกห้องที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ ภายในกว้างขวางจัดวางเตียงขนาด 5–6 ฟุตได้สบายเลยครับ มี Bedside Table สไตล์ Classic ข้างละฝั่ง พร้อมโคมไฟตั้งโต๊ะที่ให้แสงนวล หัวเตียงประดับงานศิลปะกรอบทองติดผนัง Panel Moulding สีครีม สร้างบรรยากาศเหมือนห้องพักใน Boutique Hotel และยังเหลือพื้นที่ปลายเตียงสำหรับวางโซฟาหรือสตูลเล็กๆ ได้อีก ผู้สูงอายุที่อยู่ห้องนี้สามารถเดินออกมานั่งพักผ่อนกลางแจ้งได้ง่ายๆ สามารถเดินบนพื้นแบบ Soft Floor ที่ช่วยลดแรงกระแทกเวลาเดิน และรองรับการใช้รถเข็นได้เป็นอย่างดี ด้านข้างเป็นประตูบานสูงกรอบดำที่เปิดออกไปสู่สวนข้างบ้านโดยตรง แถมยังติดตั้งระบบ G-Life เพื่อกรองอากาศบริสุทธิ์ให้ด้วย ดีเทลพวกนี้คิดมาเพื่อทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ

ในงานออกแบบสถาปัตยกรรมระดับ Luxury บันไดไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นทางเชื่อมพื้นที่แต่ละชั้นเข้าด้วยกัน แต่กานต์มองว่านี่คือประติมากรรมชิ้นเอกที่คอยกำหนดสเปซและสะท้อน Mood & Tone ของบ้านทั้งหลัง
สำหรับแบบบ้าน Cumberland โครงการเลือกที่จะใช้บันไดทรงโค้งดีไซน์หรูหรามาเป็นหัวใจหลักของโถง Grand Living Area ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมต่อมิติของพื้นที่ชั้นล่างและชั้นบนได้อย่างทรงพลังครับ จัดวางเส้นสายความโค้งมนของบันไดให้ล้อไปกับพื้นหินอ่อนลวดลายเรขาคณิต สร้างคอนทราสต์ที่ดึงดูดสายตาและช่วยลดทอนความนิ่งขรึมของสถาปัตยกรรมคลาสสิก

โครงสร้างบันไดมีความแข็งแรงด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กที่ซ่อนอยู่ใต้ความสวยงามของการกรุผิวด้วยไม้เอ็นจิเนียร์ (Engineered Wood) ลายไม้โอ๊คในโทนสี Espresso สุดคลาสสิก และแบรนด์ยังคิดเผื่อเรื่อง Living Experience ด้วยการขยายสเกลความกว้างของบันไดให้กว้างถึง 1.45 เมตร ซึ่งเป็นสเปซที่กว้างพอให้สมาชิกในครอบครัวเดินสวนกันได้แบบสบายๆ และให้ความรู้สึกในการก้าวเดินที่เต็มเท้าและมั่นคงครับ
ความประณีตที่กานต์มองว่าช่วยยกระดับพื้นที่นี้ไปอีกขั้น คือดีเทลการปูพรมทางเดินสีขาวนวลทอดยาวไปตามขั้นบันได ตัดกับราวกันตกเหล็กดัดสีดำ ลวดลายโค้งมนที่มีกลิ่นอายของผู้ดีอังกฤษ กิมมิกเหล่านี้ช่วยเน้นย้ำคอนเซปต์ Overscale ของตัวบ้านให้ยิ่งดูแกรนด์และมีระดับสมฐานะผู้อยู่อาศัยมากขึ้น

เมื่อเราค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดไปสู่พื้นที่ชั้น 2 ความน่าสนใจคือวิธีคิดในการออกแบบสเปซที่จงใจให้เกิด Visual Connection ระหว่างพื้นที่ทั้งสองชั้นครับ การเปิดช่องเพดานโล่งแบบ Double Volume เปิดโอกาสให้แชนเดอเลียร์ดีไซน์พลิ้วไหวรูปทรงคล้ายใบไม้สีขาวที่ทิ้งตัวไล่ระดับลงมา ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสายตา (Visual Bridge) ดึงพื้นที่แนวตั้งให้เป็นผืนเดียวกัน
สิ่งที่ทำให้บันไดและโถงรับแขกของ Cumberland ยกระดับออกไปจากบ้านหรูทั่วไปอย่างชัดเจนคือโคมไฟขนาดมหึมาที่ห้อยลงมาจากเพดานสูง 7.2 เมตร โครงสร้างเป็นกิ่งไม้สีทองที่แตกแขนงออกไปในหลายทิศทาง ประดับด้วยใบไม้เซรามิกสีขาวนวลรูปทรงใบแปะก๊วยเรียงกันหนาแน่นจนดูเหมือนต้นไม้จริง แต่งดงามกว่า

จากมุมมองบนบันได Chandelier ชิ้นนี้กลายเป็นสิ่งที่อยู่ในระดับสายตาพอดี แขกที่เดินขึ้นบันไดจะได้สัมผัสใกล้ชิดกับรายละเอียดของใบไม้แต่ละใบ ในขณะที่มองจากชั้นล่างจะเห็นภาพรวมทั้งชิ้นงานที่ห้อยยาวพาดผ่านความสูงสองชั้น เป็นประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละมุมมอง
นอกจากนี้ โถงทางเดินชั้น 2 ยังออกแบบให้มีระเบียงพร้อมราวกันตกที่เปิดรับวิวด้านล่าง ทำให้คนที่อยู่ชั้นบนสามารถมองเห็นและเชื่อมโยงความรู้สึกกับสมาชิกครอบครัวที่กำลังใช้เวลาพักผ่อนอยู่ในโถงรับแขกชั้นล่างได้ตลอดเวลา ดังนั้นการออกแบบพื้นที่ของบ้าน Cumberland จึงไม่ใช่แค่การเดินผ่านเพื่อเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานครับ แต่มันคือการสร้างประสบการณ์ที่ให้ความรู้สึกโอ่อ่า สง่างาม และร้อยเรียงพื้นที่ของคนในครอบครัวให้เชื่อมถึงกันได้อย่างลงตัวที่สุดครับ

พอเราเดินผ่านโถงบันไดโค้งขึ้นมาสู่ชั้นบน พื้นที่แรกที่จะคอยต้อนรับสมาชิกครอบครัวคือ Family Area ครับ โครงการตั้งใจออกแบบโซนนี้ให้เป็นเหมือน Private Sanctuary หรือเซฟโซนของคนในบ้านอย่างแท้จริง วันไหนที่อยากทิ้งตัวพักผ่อนแบบสบายๆ เป็นส่วนตัว หรือไม่อยากลงไปใช้ Grand Living Area ด้านล่างเพื่อรับรองแขก พื้นที่ตรงนี้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้สมบูรณ์แบบมากครับ

ความรู้สึกแรกเมื่อก้าวขึ้นมาคือความโปร่งโล่งที่ทำได้ดีทีเดียว เพราะสถาปนิกดึงสเตปฝ้าเพดานให้สูงถึง 3.2 เมตร จับคู่กับการเลือกใช้วัสดุปูพื้นอย่างไม้ Engineered Wood โทนสี Espresso ดูเข้มขรึมซึ่งนอกจากจะแข็งแรง ทนทานและกันความชื้นได้ดีแล้ว ยังช่วยคุม Mood & Tone ของชั้นบนให้ดูคลาสสิก อบอุ่น และรู้สึกสงบขึ้นด้วยครับ พื้นที่นี้มีขนาดใหญ่พอที่จะจัดสรรฟังก์ชันแบบ 2-in-1 ได้อย่างหลวมๆ โดยแบ่งเป็นมุมพักผ่อนและมุมทำงานที่ยังคงมองเห็นและเชื่อมโยงถึงกัน มุมทำงานเซ็ตอัปไว้อย่างโก้หรูและดูมีพลังมากมีโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ โดดเด่นด้วยฉากหลังที่เป็นงาน Built-in ชั้นวางของประดับแสงไฟซ่อน จับคู่กับภาพวาดศิลปะโทนสีเขียวที่ช่วยพักสายตา เป็นพื้นที่ที่นั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือค้นหาแรงบันดาลใจได้ดีมากๆ

ถัดมาคือมุมพักผ่อนส่วนตัว จัดวางโซฟาเซ็ตใหญ่ขนาด 5-6 ที่นั่ง พร้อมอาร์มแชร์ดีไซน์โค้งมนเข้าชุดกัน วางหันหน้าเข้าหาทีวีที่ตกแต่งผนังด้วยแพทเทิร์นเรียบหรู ด้านบนเสริมมิติด้วย Chandelier ทรงกลมซ้อนเลเยอร์ แสงวอร์มไลต์ที่ตกกระทบลงมาช่วยขับกล่อมบรรยากาศให้ดูละมุนและผ่อนคลายสุดๆ

ด้านในสุดของปีกซ้ายของบ้านคือ Grand Master Bedroom ความรู้สึกแรกเมื่อเปิดประตูเข้ามาคือความโอ่อ่าของสเปซที่กว้างขวางจนสามารถแบ่งโซนพักผ่อนและโซนนั่งเล่นได้อย่างเป็นสัดส่วน

บ้านตัวอย่างจัดวางเตียงนอนขนาดคิงไซส์ไว้ตรงกลาง จัดพื้นที่ปลายเตียงให้เป็น Private Living Area มีชุดโซฟาและอาร์มแชร์ดีไซน์โค้งมนเข้าชุดกันตั้งอยู่ ตอบโจทย์มากสำหรับวันหยุดที่เราอยากเอนหลังดูทีวี หรือนั่งจิบกาแฟเงียบๆ ภายในห้องนอน

งานอินทีเรียในห้องนี้คุมโทนสีเอิร์ธโทนที่ให้ความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย การกรุผนังด้วยวอลเปเปอร์ที่มีเท็กซ์เจอร์จับคู่กับหัวเตียงบุผ้ากำมะหยี่สีเทาเข้ม ยิ่งทำให้ห้องดูมีมิติและหรูหราขึ้น

ดที่กานต์ชอบมากคือการใช้กรอบกระจกเงาบานใหญ่ขนาบข้างเตียงและตามมุมต่างๆ ของห้อง มันเป็นเทคนิคการพรางตาที่ช่วยดึงแสงและสะท้อนความกว้างขวางของพื้นที่ให้ดูแกรนด์ขึ้นไปอีกระดับ ประกอบเข้ากับแสงวอร์มไลต์จากแชนเดอเลียร์ดีไซน์คลาสสิกที่ห้อยระย้าลงมา และแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านประตูหน้าต่างกระจกทรงโค้ง ห้องนี้จึงดูงดงามและสง่างามไร้กาลเวลาจริงๆ ครับ

ถัดเข้ามาคือโซน Walk-in Closet ที่ต้องบอกว่าสเปซกว้างขวางมากจนสามารถวาง Island ขนาดใหญ่ไว้ตรงกลางสำหรับจัดเก็บเครื่องประดับและ Accessory ได้สบายๆ

ผนังฝั่งหนึ่งเป็นตู้เสื้อผ้าบานทึบสีเทาอมน้ำตาลดูเรียบหรู ส่วนอีกฝั่งเป็นตู้โชว์กระจกใสพร้อมกรอบโลหะสีทองที่ซ่อนไฟ LED ไว้ด้านใน เหมาะมากสำหรับจัดแสดงคอลเลกชันกระเป๋าหรือรองเท้าคู่โปรดให้ดูโดดเด่น พื้นที่ตรงนี้บอกเลยว่าแบรนด์คิดมาเพื่อซัปพอร์ตไลฟ์สไตล์ของคนที่รักการแต่งตัวและใส่ใจในรายละเอียดแบบขั้นสุด

ปิดท้ายความสมบูรณ์แบบด้วย Grand Master Bathroom ที่ให้ความรู้สึกเหมือน Private Spa ในรีสอร์ตหรูครับ การคุมโทนสีสว่างและลวดลายหินอ่อนช่วยให้ห้องดูโปร่ง โล่ง และสะอาดตา ไฮไลต์คืออ่างอาบน้ำแบบ Freestanding ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าต่างกระจกกรอบดำบานใหญ่ เปิดรับแสงธรรมชาติและวิวยอดไม้สีเขียวด้านนอกเข้ามาเต็มๆ เป็นมุมแช่น้ำอุ่นที่เยียวยาความเหนื่อยล้าได้ดีเยี่ยมจริงๆ นอกจากนี้ยังจัดเต็มด้วยเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าแนวยาวแบบ His & Her ที่กว้างขวาง และโซนอาบน้ำที่กั้นด้วยกระจกบานเปลือย เป็นการออกแบบที่บาลานซ์ทั้งความสวยงามหรูหราและฟังก์ชันการใช้งานที่สมบูรณ์แบบครับ

ห้องนอนทุกห้องภายในบ้านจะเป็นแบบ En-suit คือมีห้องน้ำในตัวครับ กานต์จะพาไปชม Master Bedroom กันต่อครับ

Master Bedroom ห้องนี้มาในมู้ดที่ดูเท่และขรึม เหมาะกับคนที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวที่ดูแอ็กทีฟขึ้น การจัดเลย์เอาต์แบ่งโซนพักผ่อนและมุมโต๊ะทำงานเอาไว้อย่างเป็นสัดส่วน ผนังฝั่งโต๊ะทำงานเพิ่มความมีสไตล์ด้วยการจัดเรียงกรอบรูปงานศิลปะขาว-ดำเป็นแกลเลอรีขนาดย่อม จับคู่กับโคมไฟแขวนเพดานดีไซน์ โมเดิร์นสีดำ อีกฝั่งตกแต่งด้วยภาพวาดสีทองทับซ้อนเลเยอร์เหนือคอนโซลไม้ระแนงสีเข้ม ดูเรียบโก้และมีพลัง

การกั้นโซนแต่งตัวด้วยประตูกระจกบานสไลด์ก็ช่วยให้ห้องดูโปร่งตา ส่วนห้องน้ำในตัวจัดสเปซมากว้างขวางพร้อมเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าโทนสีสว่าง ดูสะอาดตา

ห้องนอนต่อมาจะอยู่ตรงข้ามกัน คุมโทนได้ดีมีเสน่ห์มากครับ โดดเด่นด้วยการใช้โทนสีแอมเบอร์และงานไม้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น

ดนำสายตาคือแชนเดอเลียร์ทรงกลมสีชาที่ห้อยระย้าลงมา สร้างบรรยากาศให้ดูโคซี่ขึ้นไปอีกสเตป ปลายเตียงจัดวางโซฟาพักผ่อนขนาดกะทัดรัดพร้อมหมอนอิงโทนสีมัสตาร์ด มุมที่เราว่าจัดพื้นที่ได้ลงตัวคือมุมนั่งอ่านหนังสือข้างคอนโซลไม้ จับคู่กับภาพงานศิลปะขนาดใหญ่ ให้ฟีลลิ่งเหมือนมุมพักผ่อนในไพรเวทคลับ

ถัดเข้าไปคือโซน Walk-in Closet ที่ใช้ประตูกระจกบานเลื่อนสีชาดำ ดูโมเดิร์นและเป็นสัดส่วน เชื่อมต่อไปยังห้องน้ำในตัวที่อัปเกรดความ Luxury ด้วยอ่างอาบน้ำแบบ Freestanding ตั้งอยู่ริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เปิดรับวิวยอดไม้และแสงธรรมชาติได้เต็มที่

ห้องนอนสุดท้าย เมื่อเดินเข้ามาภายในบรรยากาศจะเปลี่ยนเป็นความนุ่มนวลและสว่างขึ้นมาทันที แบรนด์เลือกใช้โทนสีเบจและครีมเป็นหลัก งานอินทีเรียเน้นความสมมาตรซึ่งเป็นกิมมิกของสถาปัตยกรรม Regency

งที่สะดุดตาคือการประดับกระจกเงาทรงสูงกรอบสีทองสไตล์วินเทจขนาบข้างเตียงทั้งสองฝั่ง เป็นเทคนิคที่ช่วยพรางตาให้สเปซดูกว้างขึ้น และยังสะท้อนความหรูหราแบบผู้ดีอังกฤษออกมาได้ชัดเจน ปลายเตียงเสริมเดย์เบดดีไซน์นุ่มนวลไว้นั่งพักผ่อน ห้องนี้ให้อารมณ์เหมือนพักอยู่ในบูทีคโฮเทลหรูแถบลอนดอนเลยครับ

ถ้าจะให้สรุปแก่นแท้ของ นาราสิริ บรมราชชนนี สั้นๆ กานต์จะบอกว่าที่นี่ไม่ใช่แค่โครงการบ้านระดับ Super Luxury ครับ แต่ที่นี่คือ Trophy Asset หรือสมบัติชิ้นเอกที่สะท้อนความสำเร็จสูงสุด จุดแข็งที่ทำให้โครงการนี้ไร้คู่แข่งบนโซนตะวันตกคือความ Rare ของการจำกัดสิทธิ์ไว้เพียง 77 ครอบครัว บนเนื้อที่ 61 ไร่ติดถนนใหญ่บรมราชชนนี คือการสร้างสเปซที่เอ็กซ์คลูซีฟขั้นสุด ผสานกับงานสถาปัตยกรรม Regency Revival ที่สง่างามเหนือกาลเวลา นี่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ยากจะมีใครทำซ้ำได้ง่ายๆ จึงตอบโจทย์ Business Owner ระดับท็อปและผู้นำครอบครัวที่มองการณ์ไกลที่ไม่ได้มองหาแค่บ้านหลังใหญ่ๆ แต่มองหาบ้านที่สะท้อนรสนิยมและลงทุนเพื่อเป็นมรดกส่งต่อให้เจเนอเรชันถัดไป
โครงการนาราสิริ บรมราชชนนี คือคำตอบที่พร้อมให้คุณก้าวเข้ามาครอบครองเพื่อเป็นตำนานบทใหม่ของครอบครัวครับ
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://siri.ly/7gIQwN3
หรือโทร 1685
FAQFrequently Asked Questions
Where is NARASIRI Borommaratchachonnani located?
NARASIRI Borommaratchachonnani is a luxury property reviewed by KANT with design and facilities details.
Design features of NARASIRI Borommaratchachonnani?
KANT visited and reviewed NARASIRI Borommaratchachonnani covering architecture and amenities.




