รีวิว The Devil Wears Prada 2 ในมุมมองของคนทำสื่อ — The Devil Wears Prada 2 e

รีวิว The Devil Wears Prada 2 ในมุมมองของคนทำสื่อ

EDITORIALQuick Facts: รีวิว The Devil Wears Prada 2 ในมุมมองของคนทำสื่อ
ByKANT
Updated11 May 2026

กานต์เรียนจบสาขาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ แน่นอนว่าย่อมมีความเข้าใจในความเป็น journalist ของแอนดี้ แซ็กส์ (Anne Hathaway) นางเอกของเรื่องได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็เข้าใจหัวอกของมิแรนด้า พรีสลีย์ (Meryl Streep) เพราะเราเองก็มีความเนี้ยบและเฮี้ยบไม่ต่างจากเธอ จนลูกน้องต้องถอนหายใจวันละ 8 รอบ

ตอนเรียนจบ กานต์ทำ Thesis เรื่องนิตยสาร a day และเคยเขียนบทความเรื่องนิตยสารไทยจะอยู่อย่างไรเมื่อกลุ่มผู้อ่านเปลี่ยนไป แต่ในยุคนั้นยังเป็นแบบเล่มอยู่เลยครับ กรณีศึกษาคือนิตยสาร GM

ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้จะมีประเด็นกลับมาอีกครั้งถึงเรื่องการเปลี่ยนผ่านของกลุ่มคนอ่าน แต่ว่าหนักหนากว่ามาก เพราะเปลี่ยนจากหน้ากระดาษเป็นหน้าจอ

และไม่ได้เปลี่ยนแค่นั้น แต่ยังเปลี่ยน “คนที่กำหนดว่าควรอ่านอะไร” ไปทั้งระบบ

นักวิจารณ์จาก Harper’s Bazaar India เขียนประโยคที่กานต์อ่านแล้วต้องหยุดคิดนาน เขาบอกว่าสิ่งที่ไม่สมจริงที่สุดในหนังภาคแรกตอนนี้ ไม่ใช่ความโหดของมิแรนด้าอีกต่อไป แต่คือความคิดที่ว่านิตยสารอย่าง Runway จะดำรงอยู่ได้โดยไม่ถูกเทคโนโลยีแตะต้อง นี่คือประโยคที่สรุปทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการสื่อช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาได้ในหนึ่งบรรทัด

The Devil Wears Prada 2 ไม่ได้เปิดเรื่องด้วยฉากแฟชั่นโชว์หรือความวุ่นวายในโลกของ Runway แต่เปิดด้วยฉากที่แอนดี้ขึ้นรับรางวัลข่าวสืบสวนสอบสวน ในจังหวะเดียวกับที่เธอและทีมข่าวทั้งโต๊ะถูกบริษัทแม่เลิกจ้างผ่านข้อความ SMS สำหรับคนที่เคยนั่งอยู่ในห้องประชุมกองบรรณาธิการ ฉากนี้ไม่ใช่หนัง มันคือภาพที่เคยเกิดขึ้นจริงและกำลังเกิดขึ้นซ้ำอยู่ทั่วโลก

นักวิจารณ์จาก Variety ใช้คำที่เราคิดว่าเจ็บที่สุดในรอบปี เขาบอกว่าฉากที่แอนดี้พูดถึงการที่ทุนใหญ่ซื้อสื่อมารีแพ็กให้เล็กลง ถูกลง มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่มีคุณค่าน้อยลง คือการพูดถึงปรากฏการณ์ enshittification โดยไม่เอ่ยคำนั้นออกมาตรงๆ

Enshittification คือคำที่ Cory Doctorow บัญญัติขึ้นเพื่ออธิบายวงจรที่แพลตฟอร์มดีๆ ค่อยๆ กลายเป็นแย่ลง เพราะถูกบีบให้ทำกำไรจนลืมเหตุผลที่มันเคยมีคุณค่า กานต์ว่าคำนี้ใช้กับสื่อสิ่งพิมพ์ไทยได้ตรงเป๊ะ จากนิตยสารหัวใหญ่ที่เคยเป็น cultural authority กลายเป็นเพจที่ไล่ตามทุกเทรนด์เพื่อเรียกยอดวิว

ส่วน Tatler Asia เขียนวิจารณ์ว่าสิ่งพิมพ์ทุกวันนี้กำลังเผชิญกับการลดขนาด การตัดงบ และลาวาแห่ง Pompeii (เหมือนที่ในหนังพูด) ที่กวาดทับทุกอย่าง นั่นคือการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการมาถึงของ AI

อุปมานี้คมมาก เพราะลาวาที่ Pompeii ไม่ได้ทำลายเมือง แต่หยุดเวลาของเมืองไว้ในวินาทีนั้น คนที่กำลังกินข้าว คนที่กำลังนอน คนที่กำลังหนี ถูกแช่แข็งในท่าเดิม นิตยสารและหนังสือพิมพ์จำนวนมากตอนนี้ก็เหมือนกัน ยังพิมพ์อยู่ ยังออกอยู่ แต่ไม่มีชีวิต ไม่มีคนอ่าน ไม่มีอำนาจกำหนดวาระเหมือนเดิม

TIME Magazine ชี้ให้เห็นความจริงที่ขมขื่นที่สุด บอกว่าตัวละคร Benji Barnes ที่ Justin Theroux เล่น คือภาพล้อของ Jeff Bezos กับภรรยาใหม่ และหนังกำลังชี้ความจริงที่โหดร้ายว่า เจ้าของที่เป็นมหาเศรษฐีตอนนี้แทบจะเป็นความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของนิตยสารและหนังสือพิมพ์

นี่คือ paradox ที่นักข่าวรุ่นเก๋าทั่วโลกต้องอยู่กับมันโดยไม่มีทางเลือก ถึงจะเกลียดนายทุนแสนล้าน แต่ถ้าไม่มี Bezos ซื้อ Washington Post ในปี 2013 หนังสือพิมพ์อายุเกือบร้อยห้าสิบปีฉบับนั้นอาจไม่เหลืออยู่ให้วิจารณ์เขาในวันนี้

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่การกลับมาของมิแรนด้า พรีสลีย์ และไม่ใช่ comeback ของ Runway มันคือบทเพลงไว้อาลัยให้กับโลกที่บรรณาธิการคนเดียวสามารถกำหนดได้ว่าซีซั่นนี้ใครจะใส่อะไร ในยุคที่ วัยรุ่นคนหนึ่งกับบัญชี TikTok มีอำนาจมากกว่าบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นที่อยู่ในวงการมาทั้งชีวิต

.

อำนาจที่มิแรนด้าเคยมีไม่ได้หายไป มันแค่ย้ายมือ และที่หนักกว่านั้น มันถูกหั่นเป็นเศษๆ กระจายไปอยู่ในมือคนนับล้านที่ไม่เคยรู้ว่า Cerulean Blue คือสีอะไร และไม่สนใจจะรู้ด้วย (แต่ภาคนี้เล่นกับสี Cerulean Blue บ่อยมาก)

วันที่นิตยสารแฟชั่นต้องจ้างนักข่าวสืบสวนสอบสวนมาช่วยกู้ภาพลักษณ์ คือวันที่เส้นแบ่งระหว่าง editorial integrity กับ brand management หายไปจริง

วันที่ algorithm กลายเป็นบรรณาธิการบริหาร คือวันที่ taste ที่เคยใช้เวลาทั้งชีวิตสะสม กลายเป็นแค่ data point หนึ่งใน A/B test

วันที่ engagement metric แทนที่ journalistic judgment คือวันที่ความจริงต้องแข่งกับ outrage และมักจะแพ้

The Devil Wears Prada ภาคแรกในปี 2006 สอนแอนดี้ว่าแฟชั่นไม่ใช่เรื่องตื้นเขินอย่างที่เธอคิด ภาคสองในปี 2026 สอนพวกเรา senior journalist ว่าวารสารศาสตร์ไม่ใช่เรื่องที่จะอยู่รอดได้เองอย่างที่เราเคยเชื่อ

ถึงตอนนี้น่าจะไม่มีใครเป็นมิแรนด้า พรีสลีย์คนต่อไปได้อีกแล้ว ไม่ใช่เพราะโลกเปลี่ยน แต่เพราะตำแหน่งนั้นถูกยกเลิกไปแล้วโดยที่ไม่มีใครส่ง SMS แจ้ง

อ้างอิง

1. Variety — “The Devil Wears Prada 2 Review: Hotly Anticipated Sequel Is Breezily Diverting Fan Service and, Well, That’s All” https://variety.com/…/the-devil-wears-prada-2-review…/

2. TIME Magazine — “The Devil Wears Prada 2 Is Darker Than Its Predecessor. And That Makes It Better” https://time.com/…/04/29/the-devil-wears-prada-2-review/

3. Hollywood Reporter — “The Devil Wears Prada 2 Review: Meryl Streep, Anne Hathaway Are Back” https://www.hollywoodreporter.com/…/the-devil-wears…/

4. Tatler Asia — “Review: ‘The Devil Wears Prada 2’ is an exposé of the media world today” https://www.tatlerasia.com/…/the-devil-wears-prada…

5. Harper’s Bazaar India — “‘The Devil Wears Prada 2’ finds new rules in a collapsing old world” https://www.harpersbazaar.in/…/the-devil-wears-prada-2…

KΔNT
KΔNT

อดีตผู้ประกาศข่าวสายเศรษฐกิจ เจ้าของเพจ KANT.CO.TH ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยวพักผ่อน ในโรงแรมหรู สนใจเรื่องราวงานดีไซน์ อสังหา การตลาด การลงทุน