SANSIRI -Bugaan,Narasiri,Narinsiri

ในทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า 𝐋𝐮𝐱𝐮𝐫𝐲 กันจนเป็นคำธรรมดา แต่สำหรับกานต์ ความหรูหราจริงๆ เปลี่ยนความหมายจากสิ่งที่คนอื่นเห็น มาเป็นสิ่งที่เรารู้สึกและสัมผัสได้มากกว่าครับ

.

นี่คือนิยามใหม่ของคำว่า “𝐍𝐞𝐰 𝐋𝐮𝐱𝐮𝐫𝐲”

.

ปัจจุบัน บ้านหรูจะไม่ได้ดูแค่ว่าใช้วัสดุอะไร แต่ดูว่าบ้านทำให้ชีวิตเราดีขึ้นจริงไหม มอบความสงบให้เราได้หรือเปล่า ซึ่งตรงนี้แหละครับกานต์มองว่าเป็นหัวใจของ New Luxury ที่ทางแสนสิริเน้นย้ำ

.

กานต์รู้สึกว่าแสนสิริไม่ได้เป็นแค่ผู้พัฒนาโครงการนะ แต่เป็นเหมือน “Curator” ที่ช่วยคัดกรองและรังสรรค์การใช้ชีวิตที่ละเมียดละไมมาให้เรามากกว่า

.

Curator ในความเห็นของเรา คือผู้ที่มองเห็นภาพรวมและจัดวางทุกอย่างได้อย่างลงตัวครับ ซึ่งสิ่งที่แสนสิริทำไม่ใช่แค่การเอาของหรูๆ มาวางรวมกัน แต่เป็นการคัดสรรด้วยความเข้าใจ

.

ความเป็นส่วนตัวและการได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ นี่คือดัชนีชี้วัดความหรูหราแบบใหม่ ซึ่งแสนสิริเข้าใจจุดนี้ดีจึงให้ความสำคัญกับดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ที่เราอาจมองไม่เห็นในแวบแรก แต่พอได้เข้ามาอยู่แล้ว เราจะรู้สึกได้เลยว่าแสนสิริคิดมาเพื่อเราจริงๆ ในทุกๆ วัน

.

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนในความเป็น “The Curator” เราจะมาเจาะลึก 3 แบรนด์เรือธงจากแสนสิริ ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อตอบโจทย์รสนิยมและการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

#SANSIRI#แสนสิริ

แสนสิริ : “ผู้เชี่ยวชาญตัวจริง” ของบ้านหรู

แสนสิริคือหนึ่งในไม่กี่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยที่สั่งสม “ความชำนาญ” ในการสร้างบ้านระดับ Luxury อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทำให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าบ้านหรูไม่ใช่แค่ความสวยงามภายนอก หากคือการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรม งานออกแบบ วัสดุคุณภาพ การก่อสร้างที่แม่นยำ และบริการหลังการขาย ที่ต้องรักษามาตรฐานในระยะยาว

สำหรับการสร้างบ้านระดับ Luxury แสนสิริทำออกมาได้เฉียบคมในทุกจุด ตั้งแต่กระดาษร่างแบบไปจนถึงวันที่เราย้ายเข้าอยู่ ทำให้เราเห็นว่ามีองค์ประกอบครบจริงๆ ครับ ทั้งทีมงานคุณภาพและการ
คัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดด้วยสายตาที่เฉียบขาด

Sensory Luxury: งานออกแบบที่ “รู้สึกได้”

ความหรูหราที่แท้จริงของแสนสิริ ซ่อนอยู่ในรายละเอียดที่เราต้องเข้าไปอยู่ถึงจะรู้ครับ มันคือ Sensory Experience ที่จับต้องได้

Sensory Luxury คือการให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตาอาจมองไม่เห็น แต่ใจสัมผัสได้ ทั้งแสงแดดอุ่นๆ ยามเช้า สายลมที่พัดผ่าน ผิวสัมผัสของวัสดุธรรมชาติ หรือกลิ่นหอมจางๆ ของแมกไม้และสวนที่มีชีวิตชีวา รวมถึงพื้นที่สีเขียวที่ไม่ได้มีไว้แค่โชว์ แต่ใช้งานได้จริง

อีกจุดที่แสนสิริทำได้ดีมากคือการสร้าง Rhythm ในบ้าน ลองนึกภาพตอนเราเดินจากหน้าบ้าน ผ่านสวนเล็กๆ เข้าสู่ห้องนั่งเล่น มันมีความต่อเนื่องของอารมณ์ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งความรู้สึกพวกนี้แหละครับ คือเหตุผลที่ทำให้เรายอมจ่ายเพื่อแลกรับกับประสบการณ์การอยู่อาศัยที่หาไม่ได้จากที่อื่น

The Sensory Luxury: สุนทรียภาพแห่งสัมผัส

อย่างเช่น การออกแบบ Natural Light & Flow คือการที่แสนสิริคิดเรื่องทิศทางแสงและลมมาอย่างดี จะช่วยสร้าง Ambience ให้บ้านมีชีวิตครับ แสงเช้าที่ตกกระทบอย่างนุ่มนวล หรือลมที่โฟลว์ผ่านตัวบ้าน คือความสุขง่ายๆ ที่ถูกดีไซน์มาแล้ว

ต่อด้วย Tactile Warmth วัสดุของที่นี่ไม่ได้มีไว้แค่โชว์ครับ แต่ต้องดีต่อใจเวลาสัมผัส ความเย็นของหิน หรือความอุ่นของไม้เวลาเราลูบผ่าน ทุกอย่างคือ Story ที่แสนสิริตั้งใจเลือกมาให้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราครับ

อย่างเช่นบานประตู Over Scale สี Manhattan Blue ซึ่งเป็น Signature ของโครงการ NARASIRI ก็เป็นหนึ่งในการออกแบบองค์ประกอบของบ้านที่น่าประทับใจมาก

Quality & Expertise: Perfection in Practice

สิ่งที่ทำให้แสนสิริยืนหนึ่งในเรื่องบ้าน Luxury คือความเชี่ยวชาญที่พิสูจน์ได้จริง ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแต่มาจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานครับ เพราะการสร้างบ้านระดับนี้ต้องอาศัยความแม่นยำและเทคนิควิศวกรรมขั้นสูงจริงๆ ซึ่งความเนี้ยบในการก่อสร้างไปจนถึงการตรวจรับงานนี่แหละครับ คือเครื่องการันตีว่าทุกตารางนิ้วจะเป็นความสมบูรณ์แบบที่คุณจะรู้สึกภูมิใจได้ทุกครั้งที่มอง

BuGaan— “My Home Speaks for Myself” บ้านที่พูดแทนตัวเรา

BuGaan คือตัวแทนของกลุ่ม Modern Luxury ที่ฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ทิ้งไป กานต์มองว่า นี่คือบ้านสำหรับ Young Successors หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จเร็วและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง (Individualism)

ความหรูหราของ BuGaan คือ ความ Unique เพราะบ้านที่นี่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อครอบครัวขยายแบบดั้งเดิม แต่เน้นฟังก์ชันที่ตอบสนอง Passion ส่วนตัว เช่น ห้องเก็บไวน์, โฮมเธียเตอร์ระดับโปร, Art Gallery Space หรือ Private Lift งานดีไซน์มีความจัดจ้าน โฉบเฉี่ยว สะท้อนรสนิยมของผู้อยู่อาศัยที่ไม่อยากเหมือนใคร

BuGaan Krungthep Kreetha เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่เกิดจากการตีความ New Luxury ในแบบที่โฟกัสไปที่ความเป็นตัวตนอย่างสุดขั้ว ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการบ้านเป็นพื้นที่แสดงออกทางรสนิยมและไลฟ์สไตล์

สิ่งที่ทำให้ BUGAAN Krungthep Kreetha สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือ Façade ที่มีความเป็น Modern Graphic สูงมาก การเลือกใช้วัสดุหินธรรมชาติโทนสีขรึม ตัดกับกระจกบานใหญ่ ทำให้บ้านดูมีมิติและมีความเป็น Fashionable สูง

ภายในบ้านถูกออกแบบให้ “Connected” เชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน แต่ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวได้อย่างดีเยี่ยม ไฮไลท์สำคัญคือการออกแบบพื้นที่แนวตั้ง (Vertical Living) ในบ้าน Double Volume Living Room โปร่งโล่ง และการมี Private Lift รวมถึงสระว่ายน้ำส่วนตัว

NARASIRI: Heirloom Quality & Timelessness

หากเปรียบ BuGaan เป็นศิลปะ Modern Art โครงการ NARASIRI คือความวิจิตรบรรจงแบบ Renaissance Masterpiece ที่ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา นี่คือแบรนด์สำหรับใครที่มองหา Quiet Luxury และต้องการบ้านที่เป็นมรดกส่งต่อสู่ลูกหลาน (Heirloom)

ความหรูหราของนาราสิริอยู่ที่ “Craftsmanship” หรือความประณีตบรรจง งานสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุคคลาสสิก แต่ลดทอนรายละเอียดให้ดูร่วมสมัย (Timeless) การเลือกใช้หินอ่อนนำเข้า งานเหล็กทำลวดลาย Wrought Iron ที่ทำด้วยมือ และสเปซที่โอ่อ่า (Grandeur) ล้วนสะท้อนถึงความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

กานต์มองว่า NARASIRI Phahol – Watcharapol คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของการผสานโลกเก่าเข้ากับโลกใหม่

ภายนอกเราจะเห็นความแกรนด์ของดีไซน์แบบฝรั่งเศสที่ดูภูมิฐานและสวยสง่า ด้วยรายละเอียดของงานออกแบบที่ลงลึกถึงฐานรากทางประวัติศาสตร์ศิลป์ของฝรั่งเศสที่มีความโดดเด่นหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น พาวิลเลียนทรงกลาสเฮาส์ที่ทำจากเหล็กดัดงานคราฟท์ ราวกับนั่งอยู่บนหอไอเฟล พื้นที่ส่วนกลางที่ได้แรงบันดาลใจจากพระราชวังแวร์ซาย ฯลฯ

แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในบ้าน ฟังก์ชันการใช้งานกลับทันสมัยและฉลาดมาก (Smart Functionality) ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรพื้นที่หรือเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวก ภายในบ้านออกแบบในสไตล์ Modern French Renaissance โดยนำจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของอาคารบ้านเรือนในกรุงปารีสในช่วงยุครุ่งเรืองมาใช้ ทำให้กานต์รู้สึกว่านี่คือบ้านที่ไม่ต้องเลือกระหว่าง “ความสวยงาม” กับ “ฟังก์ชันการใช้งาน” เพราะแสนสิริเบลนด์ทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ

สำหรับ NARASIRI Bangna KM.10 กานต์ขอนิยามว่าที่นี่คือ อาณาจักรส่วนตัวบนทำเลทองครับ

บางนา กม.10 นี่คือทำเลที่เติบโตไวและน่าจับตามองที่สุดจุดหนึ่ง โครงการตั้งอยู่บนทำเลไพร์มที่เป็น The Next Eastern CBD of Bangkok ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งบนถนนบางนา-ตราด โครงการสามารถสะท้อนภาพลักษณ์ความสำเร็จออกมาได้อย่างชัดเจน ด้วยดีไซน์ที่ดูสง่างามและยิ่งใหญ่ นำเสนอเส้นสายของ New York Renaissance Revival จนเป็นภาษาทางสถาปัตยกรรมที่สง่างามพิถีพิถันในทุกองศา ตลอดจนการเลือกใช้หินธรรมชาติ ไม้จริง และเหล็กทำลวดลายงานฝีมือที่ไม่ได้เพียงแต่สวยงาม แต่ยังเล่าเรื่องของกาลเวลาและรสนิยมของผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี

กานต์มองว่าที่นี่ตอบโจทย์มากสำหรับใครที่ต้องการสร้างรากฐานให้ครอบครัว เป็นบ้านที่ภูมิฐานและกว้างขวางพอที่จะส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลานได้จริงใน
อนาคตครับ

NARASIRI สะท้อนแนวคิด Quiet Luxury ที่มุ่งเน้นงานฝีมือและวัสดุคุณภาพสูง โครงการเช่น NARASIRI Krungthep Kreetha, Phahol–Watcharapol และ Bangna KM.10 ใช้สถาปัตยกรรมที่มีสัดส่วนและรายละเอียดประณีต วัสดุเช่นหินอ่อน หินธรรมชาติ และงานเหล็กดัดที่ออกแบบอย่างประณีต กลายเป็นบ้านที่ไม่เพียงสะท้อนความงาม แต่ยังเป็นมรดกที่ส่งต่อได้ การออกแบบในระดับนี้ไม่เพียงเพราะความสวย แต่เพราะการทุ่มเทความชำนาญที่ทำให้บ้านมีค่าทางศิลปะและมูลค่าทางการลงทุนในระยะยาว

Narinsiri: “The Livable Beauty” (Serenity is the New Wealth)

สำหรับ Narinsiri กานต์ขอยกให้เป็น Hidden Gem ของกลุ่มลักซ์ชัวรี่เลยครับ ถ้า BuGaan คือความจัดจ้าน และ Narasiri คือความยิ่งใหญ่ Narinsiri ก็คือความสงบเงียบที่สง่างามครับ

ที่นี่นำเสนอคอนเซปต์ Private Luxury ได้ลึกซึ้งมาก บรรยากาศเหมือนเราหลุดเข้าไปในย่านผู้ดีเก่าของอังกฤษด้วยสไตล์ Georgian Revival ที่เน้นความสมมาตร (Symmetry) และเส้นสายที่ดูสะอาดตาแต่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่อบอุ่น ไม่ฉูดฉาดแต่ดูแพง

เราประทับใจในการออกแบบให้บ้านเป็นเหมือน Sanctuary อย่างโครงการที่ กรุงเทพกรีฑา จะเน้นสวนขนาดใหญ่ (Grandeur Garden Serenity) ที่โอบล้อมตัวบ้าน ส่วนที่ พระราม 9 ก็ได้วิวทะเลสาบ (Lakeside Elegance) ที่ให้ฟีลเหมือนรีสอร์ตส่วนตัวสุดๆ บ้านที่นี่จึงออกแบบให้เป็นพื้นที่พักใจตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้กลับมาเชื่อมต่อกับตัวเองและธรรมชาติ (Disconnect to Reconnect) 

ถ้าให้กานต์เลือกโครงการที่โรแมนติกที่สุดในย่านกรุงเทพกรีฑาตอนนี้ ต้องยกให้ Narinsiri Rama 9 – Krungthep Kreetha ครับ

สิ่งที่ทำให้ที่นี่พิเศษกว่าใครคือคอนเซปต์ Lakeside Elegance ครับ ลองจินตนาการว่าเราตื่นมาในบ้านสไตล์ Georgian Revival ที่มีความสมมาตรสวยงาม ดูผู้ดีอังกฤษมากๆ แต่ไม่ดูเก่าจนเกินไป เพราะปรับลดทอนให้ดูคลีนตาขึ้น จุดเด่นที่กานต์ชอบมากคือดีเทลของ Dormer Windows (หน้าต่างบนหลังคา) และปล่องไฟ Georgian Chimney ที่ทำให้ตัวบ้านดูอบอุ่นและมีคาแรคเตอร์ชัดเจน

แต่ไฮไลต์จริงๆ คือบรรยากาศริมทะเลสาบครับ Clubhouse ที่นี่ถูกออกแบบให้เปิดรับวิวผืนน้ำเต็มๆ การได้มานั่งจิบชาหรือเดินเล่นริมทะเลสาบในโครงการที่มีเพื่อนบ้านแค่ 56 ครอบครัว จึงเป็นความเงียบสงบที่หาได้ยากมากในกรุงเทพฯ กานต์รู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย แต่เป็นเหมือนฉากในหนังรักโรแมนติกที่เราเป็นพระเอกนางเอกได้ทุกวันครับ 

Narinsiri Krungthep Kreetha สำหรับกานต์คือ “Scent of Greenery” หรือสุนทรียภาพแห่งพื้นที่สีเขียวที่แท้จริงครับ

จุดเด่นที่ทำให้โครงการนี้เป็นที่สุดของความไพรเวทคือจำนวนยูนิตที่มีเพียง 36 ครอบครัว เท่านั้น ซึ่งเรามองว่านี่คือ Luxury ที่หาซื้อยากที่สุดในกรุงเทพฯ การที่มีเพื่อนบ้านจำนวนไม่มาก ทำให้บรรยากาศในโครงการเงียบสงบ เหมือนเราเป็นเจ้าของสวนสาธารณะส่วนตัว

คอนเซปต์ Grandeur Garden Serenity ของที่นี่ไม่ได้มาเล่นๆ ครับ แสนสิริจัด Main Park ขนาดใหญ่ไว้ใจกลางโครงการ แล้วออกแบบบ้านสไตล์ Georgian Revival ให้โอบล้อมสวนนี้ไว้ ทำให้ไม่ว่าบ้านจะอยู่แปลงไหน ก็สัมผัสได้ถึงความร่มรื่นและมุมมองสีเขียวที่สบายตา กานต์ว่าที่นี่เหมาะมากสำหรับคนที่อยากให้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และต้องการพื้นที่ที่เด็กๆ วิ่งเล่นได้เต็มที่ในสังคมคุณภาพที่ปลอดภัยที่สุดแห่งหนึ่งในย่านกรุงเทพกรีฑา 

Service: The Soul of Sansiri จิตวิญญาณแห่งการบริการ

กานต์มองว่าสิ่งที่ทำให้แสนสิริยืนหนึ่งในใจลูกค้ากลุ่มนี้ คือสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจาก เราย้ายเข้าไปอยู่ครับ

เริ่มที่ความปลอดภัยก่อนเลยครับ เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของความหรูหรา Security & Safety ของแสนสิริผสานเทคโนโลยีเข้ากับทีมรักษาความปลอดภัย ที่ผ่านการฝึกมาแบบเป๊ะจริงๆ จนทำให้เกิดความอุ่นใจแบบ 24 ชั่วโมงที่เราฝากชีวิตไว้ได้

ต่อด้วย การดูแลที่พิเศษกว่า เพราะการเป็นลูกบ้านแสนสิริคือการที่เราได้รับสิทธิพิเศษตลอดเวลาครับ (Privilege & Care) ไม่ใช่แค่เรียกช่างมาซ่อมบ้าน แต่คือการดูแลใส่ใจรายละเอียดและการจัดกิจกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์พวกเราจริงๆ กลายเป็นความใส่ใจที่หาตัวจับยาก และเป็นเหตุผลว่าทำไมใครๆ ก็อยากเป็นครอบครัวแสนสิริครับ เพราะกานต์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น 

บริการหลังการขาย: ความเชื่อมั่นที่ตามมาหลังการซื้อ

กานต์เชื่อเสมอครับว่า บ้านที่ดีต้องวัดกันตอนที่เราย้ายเข้าไปอยู่แล้ว ซึ่งจุดแข็งที่ทำให้แสนสิริชนะใจลูกค้ากลุ่มนี้ได้ คือการดูแลหลังการขายที่ไม่เคยทิ้งกันครับ

แสนสิริใส่ใจตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย ไปจนถึงความสวยงามของภูมิทัศน์ที่ได้รับการดูแลอย่างดี และที่พิเศษคือบริการ Concierge ที่ปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบ้าน กานต์มองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ Service แต่เป็นเครื่องการันตีประสบการณ์ เพราะสำหรับคนซื้อบ้าน Luxury อย่างเรา

การลงทุนก้อนใหญ่ต้องมาพร้อมความมั่นใจครับว่า มูลค่าความสุขและคุณภาพชีวิตของเราจะถูกดูแลรักษาไว้อย่างดีที่สุดตลอดไป 

เส้นทางที่ชัดเจน สู่การเป็นเจ้าของ

สำหรับใครที่สนใจบ้านสุด Luxury จากแสนสิริ ลองเริ่มจากถามใจตัวเองก่อนเลยครับว่าให้ค่ากับอะไรที่สุด? ชอบความเป็นส่วนตัว ความสวยคลาสสิก หรือความสงบ

พอรู้แนวแล้วค่อยเจาะไปที่แบรนด์ที่ใช่ครับ ไม่ว่าจะเป็นบ้านดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ หรือใครกำลังมองหาบ้านสวยๆ ไว้เป็นมรดกเพื่อส่งต่อลูกหลาน ตลอดจนบ้านที่อยู่แล้วให้ความสงบเย็นใจ

จากนั้นแนะนำให้นัดเข้าไปดูโครงการจริงเลย แสนสิริเปิดให้ชมแบบส่วนตัว เราจะได้ไปสัมผัสสเปซจริง จับวัสดุจริงว่าเนี้ยบแค่ไหน สุดท้ายเรื่องการพูดคุยและการดูแลหลังการขายของที่นี่ จะทำให้มั่นใจได้เลยว่า นี่คือการลงทุนเพื่อการใช้ชีวิตที่คุ้มค่าจริงๆ ครับ 

ข้อคิดสำหรับผู้ซื้อยุคใหม่

การมองหาบ้านระดับ Luxury นั้น กานต์อยากให้ลองมองข้ามเรื่องราคาแล้วโฟกัสที่คุณค่าเป็นหลักครับว่า บ้านหลังนั้นเข้ามาทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับรายละเอียดที่ซ่อนอยู่อย่างคุณภาพวัสดุ ความประณีตของงานฝีมือ และการจัดวางผัง เพราะสิ่งเหล่านี้คือตัวชี้วัดมูลค่าที่แท้จริง

นอกจากนี้ อย่าลืมตรวจสอบบริการหลังการขาย
ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับความหรูหรา และที่สำคัญต้องมองไกลไปถึงอนาคตด้วยครับว่า บ้านควรเป็นได้ทั้งที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์และเป็นสินทรัพย์ทรงคุณค่าที่พร้อมส่งต่อเป็นมรดกได้ครับ 

Sansiri สร้างนิยามใหม่ของความหรู

แสนสิริไม่ได้แค่สร้างบ้านแต่กำลังสร้างคุณภาพชีวิต ทำให้เรารู้สึกว่าการซื้อบ้านกับแสนสิริคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ที่สำคัญคือเข้าใจจริงๆ ว่าคนซื้อบ้านระดับนี้ต้องการอะไร ทำให้บ้านของแสนสิริเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่เป็น Life Asset หรือสินทรัพย์ของชีวิตที่ตอบโจทย์เราได้ทั้งความสุขในการอยู่และการลงทุนระยะยาว เป็นสินทรัพย์ที่นอกจากมูลค่าจะเพิ่มขึ้นตามกาลเวลาแล้ว ยังสร้างกำไรความสุขให้เราได้ทุกวันด้วยครับ 

บทสรุป: Curated Living จากแสนสิริ

กานต์อยากบอกว่าทุกโครงการของแสนสิริ เป็นอะไรที่มากกว่าแค่บ้านครับ แต่คือการคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อการใช้ชีวิต เริ่มตั้งแต่การออกแบบที่คิดถึงประสบการณ์ผู้อยู่ งานฝีมือที่ประณีต วัสดุชั้นดี ไปจนถึงความใส่ใจสิ่งแวดล้อมและการดูแลหลังการขาย ทุกอย่างถูกร้อยเรียงให้บ้านไม่ใช่แค่สวย แต่มีคุณค่าในทุกมิติ หากใครกำลังมองหาความเป็นส่วนตัวและคุณภาพชีวิต แสนสิริทำหน้าที่เหมือนผู้เชี่ยวชาญที่คัดสรรมาแล้วว่า นี่คือ “ความหรูหราที่มีความหมาย” สำหรับคุณครับ

และปี 2026 นี้ จะมีบ้านที่น่าสนใจจากแสนสิริอีกหลายโครงการเลยครับ อยากให้รอติดตาม รับรองว่าต้องสวยงาม สมมง แน่นอน สำหรับปั 2026 จะมีการเปิดตัว อีก 3 โครงการ ในกลุ่ม Sansiri Luxury บนทำเลกรุงเทพกรีฑา และอีก 1 ทำเลที่น่าจับตามองอย่าง บรมราชชนนี

ติดตามได้ที่ https://siri.ly/AhUfk41

KΔNT
KΔNT

อดีตผู้ประกาศข่าวสายเศรษฐกิจ เจ้าของเพจ KANT.CO.TH ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยวพักผ่อน ในโรงแรมหรู สนใจเรื่องราวงานดีไซน์ อสังหา การตลาด การลงทุน