Last Updated: 23 June 2026
ENGLISH SUMMARY — PROPERTY REVIEW
Setthasiri Wongwaen–Chatuchot is a collection of around 149 two-storey detached houses by Sansiri in a Modern Art Deco style, across roughly 50 rai with plots of about 100–150 square wah and usable areas of 302–499 square metres. Prices run about 15–30 million baht, on the Kanchanaphisek outer-ring road near the Ramintra–At Narong expressway. Its appeal is the dependable Setthasiri formula with an Art Deco design twist and quick expressway access. KANT reads it as a steady move-up product where geometry-led styling differentiates a familiar brand.
สรุปตรง
Setthasiri วงแหวน–จตุโชติ คือบ้านเดี่ยวสองชั้นในตระกูล Setthasiri ของแสนสิริ ที่หยิบภาษาดีไซน์แบบ Art Deco มาใช้กับงานสถาปัตยกรรมและองค์ประกอบภายใน โครงการตั้งอยู่ริมถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก ใกล้ด่านทางด่วนจตุโชติ เขตสายไหม รวมราว 149 ยูนิต พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ราว 302 ถึง 499 ตารางเมตร รองรับ 4–5 ห้องนอน จุดเด่นของแบบบ้านคือโถง Double Volume สูงราว 6.3 เมตร และห้องนั่งเล่นแบบ Double Living ราคาขายต่อหน่วยอยู่ในช่วงราว 13.99–36.99 ล้านบาท เฉลี่ยราว 60,000 บาทต่อตารางเมตร เสน่ห์ของโครงการคือการได้บ้านดีไซน์จัดในทำเลที่ขึ้นทางด่วนได้เร็ว เชื่อมเข้าเมืองและสนามบินได้ทั้งสองทาง
| Developer | Sansiri |
|---|---|
| Type | บ้านเดี่ยว |
| Location | วงแหวน · จตุโชติ · สายไหม กรุงเทพฯ |
| Price | เริ่ม 13.99–36.99 ล้านบาท |

Art Deco (อาร์ตเดโค) เป็นพัฒนาการทางของงานดีไซน์ที่เกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1920 ที่ปารีส ฝรั่งเศส จุดเริ่มต้นมาจากนิทรรศการ “Exposition Internationale des Arts Decoratifs et Industriels Modernes” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อจัดแสดงแนวคิดและนวัตกรรมใหม่ในแขนงมัณฑนศิลป์และประยุกต์ศิลป์
“𝐀𝐫𝐭 𝐃𝐞𝐜𝐨 𝐚𝐫𝐜𝐡𝐢𝐭𝐞𝐜𝐭𝐮𝐫𝐞 𝐢𝐬 𝐚 𝐭𝐢𝐦𝐞𝐥𝐞𝐬𝐬 𝐜𝐥𝐚𝐬𝐬𝐢𝐜 𝐭𝐡𝐚𝐭 𝐜𝐨𝐧𝐭𝐢𝐧𝐮𝐞𝐬 𝐭𝐨 𝐢𝐧𝐬𝐩𝐢𝐫𝐞 𝐝𝐞𝐬𝐢𝐠𝐧𝐞𝐫𝐬 𝐚𝐧𝐝 𝐚𝐫𝐜𝐡𝐢𝐭𝐞𝐜𝐭𝐬 𝐭𝐨𝐝𝐚𝐲.”
Michael A. Tomlan ผู้เขียนหนังสือชื่อ Art Deco Style ได้อธิบายไว้ว่า “สถาปัตยกรรมแบบอาร์ตเดโคคือความคลาสสิกเหนือกาลเวลาที่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบและสถาปนิกในปัจจุบัน”
Art Deco จึงถูกพัฒนามาเป็นรูปแบบของงานดีไซน์ที่ไร้กาลเวลาซึ่งสามารถเพิ่มความเย้ายวนใจและความซับซ้อนให้กับการออกแบบบ้าน โดดเด่นด้วยการใช้รูปทรงเรขาคณิต นำเสนอผ่านเส้นสายที่เรียบง่ายโค้งมนบ่งบอกถึงความรวดเร็ว ฉับไวและศักยภาพทางความคิดในการเป็นผู้นำ
ผนวกเข้ากับการเลือกใช้สีสันที่สดใส ไม่ว่าจะเป็นสีทอง สลับกับสีขาว ดำ ผสานกันอย่างลงตัว ทำให้สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ของผู้พักอาศัยและความมีชีวิตชีวาภายในบ้าน กานต์คิดว่าสถาปัตยกรรมแบบ Art Deco เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพแวดล้อมในเมืองที่มีผู้คนเดินทางตลอดเวลาอย่างเช่นกรุงเทพฯ บ้านเรา
ดังนั้น บ้านดีไซน์ Art Deco จึงโดดเด่นด้วยความรู้สึกมั่งคั่ง การมองโลกในแง่ดีและความยิ่งใหญ่ เนื่องจากมีรากฐานมาจากความต้องการความหรูหรา เย้ายวนใจ สะท้อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมที่ไม่เหมือนใคร
เห็นได้จากงานดีไซน์ของโครงการ “เศรษฐสิริ วงแหวน – จตุโชติ” ที่กานต์เพิ่งได้ไปเยี่ยมชมมา พบว่ามีความน่าสนใจในการหยิบยกเอาหัวใจหลักของงาน Modern Art Deco มาใช้ในงานออกแบบบ้านและ Clubhouse ตลอดจนสร้างบรรยากาศภายในโครงการให้ดูมีเสน่ห์น่าสนใจ ราวกับได้ย้อนไปในยุคที่นำเสนอเรื่องราวความหรูหรา ทว่า แต่งเติมความคลาสสิคลงไปให้เข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น
ไปชมภาพที่กานต์ถ่ายมาฝากกันพร้อมกับอ่านเรื่องราวต่อในแคปชั่นด้านในได้เลยครับ อ่อ!! สำหรับคนที่สนใจโครงการเศรษฐสิริ วงแหวน – จตุโชติ ตอนนี้ทางโครงการเปิดให้เข้าชมบ้านตัวอย่างจริงแล้วครับ
สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติม และลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่นี่เลยครับ http://siri.ly/ITuMAT8
#Setthasiri#PortraitOfSuccess#Sansiri
—
โครงการ เศรษฐสิริ วงแหวน – จตุโชติ ตั้งอยู่บนถนนเลียบวงแหวนกาญจนาภิเษก แขวงสามวาตะวันตก เขตคลองสามวา เนื้อที่โครงการ 50 ไร่เศษ
รังสรรค์เป็นโครงการบ้านเดี่ยวดีไซน์ Modern Art Deco แห่งแรกของแบรนด์เศรษฐสิริ บนขนาดที่ดิน 100 ตร.วา ขึ้นไป จำนวนทั้งสิ้น 149 ยูนิตเท่านั้น

โครงการตั้งอยู่บนทำเลที่ดีมาก เพราะอยู่ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วนพิเศษฉลองรัช ช่วงรามอินทรา–อาจณรงค์ (ด่านจตุโชติ) ประมาณ 2.4 กม. สามารถวิ่งเข้าสู่ใจกลางเมืองได้สะดวกรวดเร็วใช้เวลาประมาณ 15 นาทีเท่านั้น*
ไม่ว่าจะเป็นลาดพร้าว ทองหล่อ เอกมัย หรือจะเข้าเมืองฝั่งพระราม 9 อโศก รัชดาภิเษกก็สะดวก
ทั้งยังสามารถวิ่งไปยังถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกมุ่งหน้าบางปะอินหรือบางนาได้ทันที กานต์ลองจับเวลาดูแล้วว่า สามารถขับรถไปยังสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิใช้เวลาประมาณ 30 นาที*

ทำเลที่ตั้งของโครงการรายล้อมไปด้วยแหล่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้างสรรพสินค้าพรอมมานาด คอมมูนิตี้มอลล์ ร้านสะดวกซื้อ
มีสถานพยาบาล อาทิ โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา โรงพยาบาลอินทรารัตน์ โรงพยาบาลสายไหมและโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี
มีสถานศึกษาชั้นนำ อาทิ โรงเรียนสาทิตพัฒนา โรงเรียนนานาชาติกีรพัฒน์ โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี ฯลฯ

รอบโครงการเป็น Residential พื้นที่พักอาศัยที่ไม่พลุกพล่าน โครงการอยู่ห่างจากถนนหลักเข้าไปประมาณ 400 เมตร จัดทำเป็นสวนด้านหน้าและมีแนวต้นไม้ใหญ่ทำหน้าที่ให้ความร่มรื่นและคอยเป็น Buffer ช่วยป้องกันเสียงได้ด้วย ทำให้บรรยากาศค่อนข้างเงียบสงบ เหมาะกับการพัฒนาเป็นที่พักอาศัยที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูง
ออกแบบโดยเน้นฟังก์ชันการพักอาศัยที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด ทัศนียภาพภายในโครงการมีความสวยงาม ผ่อนคลาย ด้วยดีไซน์แบบ Modern Art Deco

ด้านหน้าตกแต่ง Main Gate ในสไตล์ Modern Art Deco เน้นสีดำขลิบด้วยสีทองดูหรูหราพร้อมกับมีป้ายชื่อโครงการติดตั้งอยู่ด้านหน้า พื้นที่โดยรอบปลูกต้นไม้นานาพันธุ์เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เติมเต็มความสดชื่นให้หายเหนื่อยทันทีที่กลับมาถึงบ้าน

เมื่อมาถึงด้านหน้าโครงการจะพบกับการรักษาความปลอดภัยแบบ Double Gate Security โดยมีจุดแรกบริเวณด้านหน้าเป็นป้อมรปภ.
ทางเข้าออกจะเป็นประตูเลื่อนอัตโนมัติลูกบ้านใช้ระบบ Key Card Access ส่วน Visitor แบบเรา ต้องแลกบัตรกับทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก่อนเข้าโครงการครับ
ทั้งยังติดตั้ง CCTV 39 จุดรอบโครงการ รั้วโครงการสูง 3 เมตร มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเพื่อดูแลให้ลูกบ้านอุ่นใจ

เมื่อเข้าไปภายในโครงการ บรรยากาศแวดล้อมโดยรอบมีความสงบเงียบดีมากครับ Clubhouse มองเห็นได้ตั้งแต่เข้ามาจาก Main Gate จึงเหมาะสำหรับเป็นพื้นที่ต้อนรับแขก

Clubhouse 2 ชั้นสไตล์ Art Deco ที่ดูสวยงามโดดเด่นมาแต่ไกล การเลือกใช้สีจะสดใสจัดจ้านด้วยสีเหลืองทอง ที่มีรายละเอียดของการออกแบบชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะ Facade ด้านหน้า เรียกได้ว่าสร้างความประทับใจในทันทีที่ได้พบเลยครับ

เมื่อเข้ามาด้านในจะพบกับโถงนั่งเล่นขนาดใหญ่ ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยสไตล์ Art Deco การเลือกเฟอร์นิเจอร์และวัสดุตกแต่งนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อให้สะท้อนสไตล์ได้ชัดเจนที่สุด
เรียกได้ว่าผ่านกระบวนการคิดมาแล้วในทุกมิติ โดยเฉพาะการรังสรรค์วัสดุชั้นเยี่ยมนำมาใช้ ผสานเข้ากับอัตลักษณ์ของศิลปะ และการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาอำนวยความสะดวก

ชั้นล่างจัดวางที่นั่งเป็นโซฟาทรงโค้งเข้ามุมสีน้ำเงินสดใส ซึ่งผมชอบมากเพราะเป็นสีคู่ตรงข้ามของสีเหลืองทอง เปิดรับวิวบรรยากาศสวนและสระว่ายน้ำภายนอก
ด้านในก่อนขึ้นบันไดไปชั้นบน จัดวางที่นั่งอีกหนึ่งจุด สำหรับรองรับการใช้งานของลูกบ้านและแขกที่เรานัดมาพบปะกันที่นี่กรณีที่เราไม่ต้องการให้แขกเข้าไปภายในโซน Residential เพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัวของการพักอาศัย ถือเป็นข้อดีของการที่จัดให้มี Clubhouse อยู่โซนด้านหน้าทางเข้าโครงการเลยครับ

บริเวณนี้ยังมีประตูเชื่อมออกไปยังห้องทำงานนิติบุคคลด้านหลังและอีกฝั่งเป็นประตูเปิดไปสู่สระว่ายน้ำ

Clubhouse เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำ จัดเอาไว้ด้านหลังเพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัวเป็นพื้นที่สงวนสิทธิ์สำหรับลูกบ้านเท่านั้น เป็นสระว่ายน้ำระบบเกลือแบ่งเป็น 2 สระแบบเล่นระดับ โดยสระผู้ใหญ่ ขนาด 5.5 x 16.8 เมตร พร้อมและสระเด็ก

โดยรอบจัดพื้นที่สำหรับพักผ่อนแบบ Outdoor เอาไว้โดยรอบ วางเก้าอี้นั่งพักผ่อนและ Sunbed สำหรับนอนเล่นในช่วงเย็นๆ ตอนที่ตะวันใกล้ลับขอบฟ้า
มีที่นั่งกลางแจ้งสีสันสดใดอยู่ใกล้ๆ จัดไว้สำหรับให้เหล่าคุณแม่จับกลุ่มพูดคุยกันระหว่างที่รอเด็กๆ กำลังเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน หรือใช้เป็นมุมนั่งอ่านหนังสือได้

ชั้นบนขึ้นจากบันไดเหล็กเดินวนให้อารมณ์วินเทจนิดๆ มี Co-Working Space ให้นั่งทำงานแบบส่วนตัว มีการจัดวางที่นั่งแบบกระจายกันไปตามความต้องการทั้งเดี่ยว คู่และแบบหมู่คณะ

ชั้นบนออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับลูกบ้านได้มานั่งพักผ่อน อ่านหนังสือหรือพูดคุยกัน

หากใครต้องการความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น สามารถเข้าใช้ Meeting Room เพื่อประชุมหรือพรีเซนต์งานได้ โครงการจัดไว้รองรับการใช้งานของลูกบ้านแล้วครับ

ชั้นบนของ Clubhouse ยังเป็นที่ตั้งของฟิตเนสด้วยครับ บรรยากาศโล่งๆ ดีมาก ภายในมีอุปกรณ์ออกกำลังกายครบครัน ทั้งแบบ Cardio และ Weight Training Machine
แต่ที่ผมชอบคือการจัดวางลู่วิ่งไฟฟ้าให้หันหน้าออกไปทางสวนต้นไม้มองผ่านกระจกใสมีแสงลอดผ่านรับวิตามินดีเบาๆ ยามเช้า บรรยากาศดูแล้วสดชื่นดีเวลาที่เห็นต้นไม้สีเขียวๆ ระหว่างที่เรากำลังวิ่งออกกำลังกาย ช่วยให้หายเหนื่อยได้ครับ

สวนสาธารณะภายในโครงการมีขนาดใหญ่มาก กินพื้นที่โดยรวมประมาณ 1 ไร่ และยังมีสวนอีกจุดซึ่งอยู่ด้านในโครงการด้วย
การออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง จัดวางสวนและ Clubhouse ให้เชื่อมต่อกันตามความสนใจของสมาชิกแต่ละคนในครอบครัว เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ในบรรยากาศที่ร่มรื่น

ภายในสวนประดับด้วยไม้ดอกไม้พุ่ม พร้อมต้นไม้น้อยใหญ่เพื่อให้ร่มเงา เราจะพลอยนึกไปถึงบรรยากาศในช่วงเย็นๆ น่าจะเป็นเวลาที่ลูกบ้านพากันมาออกกำลังกาย เดินเล่นพักผ่อนใช้เวลาร่วมกันในบรรยากาศสบายๆ หลังเลิกเรียนหลังเลิกงาน
ด้านในมี Pavilion เป็นศาลาดีไซน์ Art Deco สำหรับนั่งพักผ่อนบนสนามหญ้า เหมาะสำหรับชมสวน จิบชายามบ่าย พูดคุยกันในบรรยากาศสบายๆ

ติดกันเป็น Playground สนามเด็กเล่นกลางแจ้ง ติดตั้งเครื่องเล่นเพื่อความสนุกสนานและเสริมพัฒนาการเด็ก ตลอดจนคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยด้วยการออกแบบให้เป็นพื้นยางเพื่อลดแรงกระแทก
อีกทั้งยังออกแบบให้มี Walk Way ขนาดกว้างเพื่อรองรับการใช้รถเข็นวีลแชร์ กรณีที่บ้านมีเด็กหรือผู้สูงอายุก็สามารถเข็นออกมาเดินเล่นรับลมตอนเย็นๆ ได้เช่นกัน

แบบบ้านของโครงการมีด้วยกัน 4 แบบ ที่กานต์พามาชมในครั้งนี้เป็นบ้านหลังใหญ่สุด RENE 04 ขนาดที่ดินเริ่มต้น 126.1 ตร.วา ขนาด 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ Living Area พร้อมพื้นที่รับประทานอาหาร Family Area ขนาดใหญ่
หน้าบ้านสามารถจอดรถได้ 4 คัน พร้อมห้องนอนแม่บ้านด้านหลัง จึงเหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่ที่อยู่กัน 3 Generations หรืออาจจะปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นภายในให้เหมาะสมกับการใช้งานและไลฟ์สไตล์ลูกบ้านก็ได้เช่นกันครับ

ลักษณะการออกแบบบ้านของโครงการนี้ จะเป็นดีไซน์ Modern Art Deco ซึ่งผสมผสานความคลาสสิคในยุค 20s เข้าไปกับความร่วมสมัยในยุคปัจจุบัน
เราจึงได้เห็นงานออกแบบที่มีเอกลักษณ์ของเส้นสายที่โค้งมนนำเสนอความอ่อนช้อย การย่อมุมและประดับบัวหัวเสา การเลือกใช้วัสดุที่เป็นโลหะสีดำเข้มมาประกอบทำเป็นราวกันตก พร้อมด้วยกระจกเขียวตัดแสงเพื่อลดทอนความแข็งกระด้างของบ้านลงไปได้
โครงสร้างของตัวบ้านใช้การก่อสร้างเป็นระบบพรีแคสต์ ตัวบ้านเลือกใช้เป็นสีขาวทริมขอบและจุดเด่นของบ้านที่ต้องการไฮไลท์ด้วยสีเทาเข้ม ออกแบบมาเป็นบ้านหน้ากว้างที่จัดวางฟังก์ชันภายในไว้ได้อย่างน่าสนใจ ดูแล้วมีความร่วมสมัยด้วยสีขาว สีเทา สีดำ ทำให้เกิดเฉดเงาการตกกระทบของแสงได้อย่างน่าสนใจ
หลังคาเป็นแบบ Lean To คือมีลักษณะเป็นแนวลาดลงล้อมด้วยขอบอาคารยกสูง ปิดผิวด้วยเมทัลชีท ซึ่งข้อดีก็คือทำให้ระบายน้ำได้ดีเมื่อยามฝนตก ทั้งนี้บนหลังคาได้มีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ขนาด 1.84 กิโลวัตต์ให้ด้วยครับเพื่อช่วยในการประหยัดพลังงานนั่นเอง

หน้าบ้านเป็นบริเวณลานจอดรถสามารถจอดได้ 4 คัน โครงการได้วางระบบ Wallbox ในการติดตั้ง EV Charger เป็นระบบไฟฟ้า 3 เฟสแบบ 50/150 เพื่อรองรับสำหรับบ้านไหนที่มีรถยนต์ไฟฟ้า โครงการได้ลงเสาเข็มลึกเท่าตัวบ้านเพื่อป้องกันการทรุดเอาไว้ให้แล้ว พื้นเป็นทรายล้างตามแบบบ้านตัวอย่างเลยครับ
มีประตูบานเล็กสำหรับเข้าบ้านผ่านทางลานจอดตรงเข้าสู่ครัวโซนด้านหลังบ้านได้ทันทีนับว่าสะดวกมาก ออกแบบให้เป็นทางลาดสำหรับการใช้รถเข็นวีลแชร์ด้วย
นอกจากนี้ยังได้ติดตั้ง Digital Door Lock เอาไว้ให้แล้ว รั้วทางเข้าบ้านเป็นประตูเหล็กรางเลื่อนซึ่งโครงการได้ติดตั้งมอเตอร์สำหรับทำเป็นรางเลื่อนไฟฟ้าไว้ให้แล้วด้วยครับ

Main Entrance ของตัวบ้าน สามารถเดินจากลานจอดรถเข้ามาได้เช่นกัน สถาปนิกออกแบบให้มีชายคากันแดดกันฝนยื่นออกมานับว่าสะดวกดีมาก
ติดตั้งประตูบานอลูมิเนียมปิดผิวลายไม้แบบบานคู่ สามารถเปิดออกพร้อมกันได้ ทำให้สะดวกในการขนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เข้าบ้าน ประตูและผนังหน้าบ้านบางส่วนกรุด้วยกระจกใสตัดแสง เป็นการช่วยเปิดช่องแสงให้กับบ้านดูสว่างได้ตลอดทั้งวัน ติดตั้ง Magnetic & Motion Sensor ที่ประตูชั้นล่างเอาไว้ให้แล้วครับ
เมื่อได้เข้ามาชมภายในบ้านและรับฟังเรื่องราวก็ยิ่งรู้สึกประทับใจในความเรียบโก้หรู การออกแบบที่เห็นแล้วรู้ได้ทันทีว่างานดีเทลดีมากเลยครับ ภายในตัวบ้านชั้นล่างเราจะแบ่งแยกออกเป็น 4 โซนเพื่ออธิบายได้ง่ายขึ้น

ทันทีที่เราเปิดประตูบ้านเข้าไปด้านในจะเป็นโถงต้อนรับขนาดใหญ่แบบ Double Volume สูง 6.3 เมตร บริเวณหน้าบ้านสำหรับรับรองแขก
บ้านตัวอย่างปูพื้นด้วยกระเบื้องลายตัดขาวดำ ให้ความรู้สึกแบบวินเทจนิดๆ ตกแต่งภายในเน้นความเรียบหรูด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวครีม เพิ่มความมันวาวด้วยวัสดุสีทองอร่ามด้วยแชนเดอร์เลียและราวบันไดสีดำ สามารถจัดวางตู้รองเท้าเพิ่มเติมได้ มองขึ้นไปเห็นพื้นที่เชื่อมต่อจากชั้นล่างและชั้นบน

บริเวณด้านหน้าออกแบบให้มีห้องนอนรองชั้นล่าง ซึ่งสะดวกมากสำหรับบ้านที่อยู่กันหลายเจนเนอเรชั่น เพราะสามารถปรับเป็นห้องนอนสำหรับผู้สูงอายุได้ หรือจะใช้เป็นห้องอเนกประสงค์ก็ได้เช่นกัน
ห้องนี้มีขนาดกว้างขวาง ภายในห้องสามารถจัดวางเตียงนอนขนาดใหญ่และยังมีพื้นที่รอบเตียงเดินได้สบายเลยครับ หัวเตียงจัดวางโต๊ะเตี้ยและโคมไฟประดับ มาพร้อมกับวิวสวนสีเขียวด้านข้างซึ่งผู้สูงอายุสามารถเปิดประตูออกไปชมสวนสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าแบบส่วนตัวได้

ห้องนี้จึงเหมาะสำหรับปรับเป็นห้องนอนผู้สูงอายุเนื่องจากออกแบบมารองรับการใช้งานให้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้ประตูทางเข้าห้องนอนและประตูห้องน้ำจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ เพื่อรองรับการใช้งานรถเข็นวีลแชร์ได้ในกรณีที่จำเป็น ส่วนที่บริเวณหน้าห้องน้ำ Built-in เป็นตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่และสามารถเก็บของได้ในตัว
ห้องนอนนี้ปูพื้นแบบ Absorbtion Floor เพื่อรองรับการกระแทก ส่วนภายในห้องน้ำจะปูพื้นเรียบเสมอไปกับพื้นห้องไม่มีธรณีประตูให้เดินสะดุด ภายในติดตั้งอ่างล้างมือพร้อมกระจกเงาบานใหญ่เต็มผนัง และยังสามารถจัดวางที่นั่งภายในพื้นที่อาบน้ำเพิ่มเติมได้

ถัดเข้าไปด้านในเป็นพื้นที่พักผ่อนและต้อนรับแขกไปในตัว บ้านตัวอย่างตกแต่งได้หรูหรามีระดับ เน้นความโอ่อ่ากว้างขวางของการอยู่อาศัย ในบรรยากาศที่อบอุ่น โอบล้อมด้วยธรรมชาติผ่านกระจกใสที่รายรอบบ้าน โดยจัดวางชุดโซฟาสีขาวครีมขนาดใหญ่หลายที่นั่งกระจายกันไปพร้อมงานเก้าอี้ดีไซน์สวย
ทั้งนี้เราสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามความต้องการ เพราะโครงการให้ความสำคัญกับการสร้างปฏิสัมพันธ์ของคนทุกรุ่นในครอบครัว

ส่วนตัวผมชอบการออกแบบจัดวางเฟอร์นิเจอร์และการประดับตกแต่งของบ้านตัวอย่างอีกหลังที่ดีไซน์คลาสสิคจึงเน้นโทนสีขาวครีมตัดด้วยสีดำดูเรียบเก๋ สไตล์ผู้ดีอังกฤษ

บ้านตัวอย่างจัดวางชุดโซฟาที่นั่งไว้หลากหลายรองรับได้ทุกความต้องการเช่นกัน ท่ามกลางบรรยากาศของสวนสวยสีเขียวรอบบ้านที่เปิดโล่งผ่านหน้าต่างที่เป็นกระจกใส ทำให้เป็นไอเดียที่น่าสนใจสำหรับใครที่ซื้อบ้านแล้วอยากตกแต่งในแบบที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ความชอบของตัวเองนะครับ

ด้วยความที่ Common Area ออกแบบได้เป็นแนวกว้างขนานไปกับตัวบ้านด้านใน ทำให้ชั้นล่างของบ้านดูค่อนข้างโล่งและโปร่งสบายด้วยการเปิดช่องแสงธรรมชาติโดยรอบทำให้บ้านสว่างได้ตลอดทั้งวันเป็นการประหยัดไฟไปในตัว เปิดมุมมองที่กว้างกว่าบ้านทั่วไปและยังให้ความเป็นส่วนตัวได้มากกว่า
พื้นชั้นล่างด้านในปูด้วยกระเบื้องลายหินอ่อนแผ่นใหญ่ ประกอบกับบ้านตัวอย่างตกแต่งโทนสีขาวสีครีม เข้ากันดีกับสีเอิร์ธโทนของเฟอร์นิเจอร์และสีเขียวของต้นไม้ด้านนอก ก็ช่วยให้บ้านดูอบอุ่นน่าอยู่
Dining Area จัดวางโต๊ะรับประทานอาหารขนาด 8 ที่นั่งซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่มากและยังสามารถจัดเพิ่มได้เพราะมีพื้นที่บริเวณนี้รองไว้อย่างเพียงพอ และยังเชื่อมต่อกับพื้นที่สวนด้านหลังบ้านสามารถติดตั้งเคาน์เตอร์ครัวและเตาบาร์บีคิวเพื่อทำเป็นมุมปาร์ตี้โดยใช้พื้นที่ภายนอกและภายในไปพร้อมกันได้

ถ้าสังเกตให้ดีจะพบรายละเอียดในการออกแบบที่น่าสนใจและแตกต่างจากบ้านโครงการอื่นทั่วไป คือบ้าน เศรษฐสิริ วงแหวน – จตุโชติ จะมีบรรยากาศรายล้อมภายในบ้านด้วยกระจกใสบานใหญ่ ทำให้เปิดรับแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายในได้เต็มที่ ทั้งนี้เราสามารถเปิดประตูออกไปสู่ลานกว้างภายนอกบ้านด้านหลังได้
พื้นที่บริเวณนี้ยังสามารถออกแบบให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ส่วนตัวที่แตกต่างกันของสมาชิกแต่ละคนในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการจัดสวน จัดวางเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งสำหรับนั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือหรือจัดทำเป็นเคาน์เตอร์ครัวพร้อมเตาบาร์บีคิว หรือจะสร้างเป็นสระว่ายน้ำแบบ Pool Villa เพิ่มเติมก็ได้ ให้อารมณ์เหมือนพักผ่อนอยู่รีสอร์ตใจกลางกรุงแบบส่วนตัวเลยทีเดียวครับ

Dining Area เชื่อมต่อโต๊ะรับประทานอาหารกับ Pantry และมีครัวไทยที่อยู่ถัดเข้าไปด้านใน จริงๆ แล้วบริเวณนี้จะเป็นพื้นที่โล่ง
ทว่าบ้านตัวอย่างจัดวางเคาน์เตอร์ พร้อมเก้าอี้สตูลทรงสูงสำหรับนั่งซึ่งเป็นบรรยากาศที่ดูอบอุ่นสบายๆ นึกไปถึงตอนเช้าที่เด็กๆ กำลังเตรียมตัวจะไปเข้าโรงเรียนก็ต้องมีการเติมพลังกันหน่อย โดยคุณแม่และแม่บ้านกำลังง่วนเลยกับการจัดเตรียมอาหารเช้า

ถัดไปด้านในจะเป็นที่นั่งจิบกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์ของคุณพ่อ เป็น Nook ที่มาพร้อมกับเฉลียงยื่นออกไปเล็กน้อย เพื่อเปิดมุมมองที่กว้างไกลได้มากกว่าสำหรับผู้บริหารตัวจริง
เราสามารถเปิดรับแสงแรกของวันที่ค่อยๆ ส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างกระจกใส ผมนึกภาพตามแล้วพลอยสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น บรรยากาศสบายๆ ของสมาชิกทุกคนในครอบครัว

ติดกันเป็นทางเข้าห้องครัวไทยขนาดใหญ่แบบปิดที่แยกไว้ด้านหลังอย่างเป็นสัดส่วน ทางโครงการได้ติดตั้งเคาน์เตอร์ครัวของ Starmark ครบชุด เตาแก๊สแบบ 4 หัวพร้อมเครื่องดูดควันของ TEKA
มาพร้อมกับอ่างล้างจานแบบ 2 หลุมที่สามารถเปิดหน้าต่างบานสไลด์ช่วยระบายอากาศได้ พร้อมตู้เก็บของบานปิดบนและล่างมาให้แล้ว
เชื่อมต่อกับ Maid Plaza พื้นที่หลังบ้าน ลานซักล้าง ส่วนด้านในสุดจะเป็นห้องนอนแม่บ้านพร้อมห้องน้ำในตัว

บริเวณ Common Area จะมีห้องน้ำแบบ Powder Room ไว้ให้เรียบร้อยครับ ดูหรูหราด้วยกระเบื้องปูพื้นลายขาวดำและผนังเป็นหินอ่อนที่ประดับประดาห้องน้ำให้ดูเป็นหน้าเป็นตามากขึ้น เพราะจะเป็นห้องน้ำที่รองรับแขกด้วยครับ มาพร้อมกับสุขภัณฑ์แบบอัตโนมัติ แต่จะไม่มีโซนสำหรับอาบน้ำ
ห้องน้ำมีขนาดใหญ่ ผมชอบรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของงานออกแบบที่สอดแทรกมาให้ คือการเปิดช่องแสงเล็กๆ จากหน้าบ้านเพื่อให้ห้องน้ำดูสว่างและสามารถเปิดบานกระทุ้งออกเพื่อระบายอากาศ ไล่ความชื้นได้

บริเวณโถงบันไดเปิดช่องแสงจากภายนอกเป็นกระจกใสบานสูงจรดฝ้าเพดานชั้นบน ทำให้บ้านดูโปร่งโล่งและมีแสงสว่างในตอนกลางวัน จนไม่จำเป็นต้องเปิดไฟในจุดนี้
อย่างไรก็ดีแนะนำให้ติดตั้งผ้าม่านเพิ่มครับหากต้องการปรับแสงและเพิ่มความเป็นส่วนตัว หากใครต้องการเพิ่มความสวยหรูให้กับโถงบันได ผมแนะนำให้ติด Chandelier เป็นคริสตัลพวงยาวรูปแบบเกลียวเหมือนบ้านตัวอย่าง พอผมเห็นแล้วรู้สึกได้ทันทีคือความเรียบหรูโก้ที่ช่วยเพิ่ม Charisma ให้กับบ้านได้
บันไดติดตั้งราวจับเป็นไม้และโครงเหล็ก ช่วยให้บ้านดูโปร่ง มีดีเทลความโค้งมนของราวกันตกรับกันดีกับดีไซน์ของตัวบ้าน
โครงสร้างบันไดเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กมีลูกตั้งลูกนอนวัสดุเป็นไม้ยางพาราประสาน ให้สัมผัสเหมือนไม้จริงครับ

ขึ้นไปบนชั้นบนกันบ้างครับ บริเวณตรงกลางบ้านเป็นโถงความสูงของพื้นถึงเพดานชั้น 2 อยู่ที่ 2.85 เมตร พื้นปูด้วย Hybrid Engineered Wood ลายไม้ให้ความรู้สึกถึงสัมผัสของธรรมชาติ
จัดวางที่นั่งสำหรับสมาชิกในครอบครัวเท่านั้น เพราะถือว่าชั้นนี้เป็นพื้นที่ Family Area ครับ เนื่องจากจะมีเพียงห้องนอนเท่านั้น และยังอยู่ใกล้กับห้องนอนรองทั้ง 3 ห้องทำให้เด็กๆ สามารถมานั่งทำการบ้าน นั่งเล่น iPad ด้วยกันที่บริเวณนี้ได้

งานออกแบบโครงสร้างภาพรวมของบ้านที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Modern Art Deco ซึ่งมีเอกลักษณ์คือเน้นดีไซน์ของเส้นสายและเหลี่ยมมุม
ดังนั้น สถาปนิกจึงต้องสอดแทรกความนุ่มนวลของฟอร์มทรงกลมของเฟอร์นิเจอร์เข้ามาลดทอนน้ำหนักและช่วยทำให้บ้านดูอบอุ่นน่าอยู่ยิ่งขึ้นครับ

บริเวณ Family Area ฝั่งด้านหน้าบ้านจะมีประตูเปิดออกสู่ระเบียง เราสามารถออกไปยืนสูดอากาศบริสุทธิ์และจิบกาแฟยามเช้า ให้เราเกิดความรู้สึกสบายใจเมื่อได้มองเห็นวิวธรรมชาติภายนอก โดยเฉพาะพื้นที่สีเขียวที่อยู่รายรอบบ้าน และเป็นการเปิดช่องแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายในบ้านได้อีกหนึ่งช่องทาง

โครงการออกแบบให้ทุกห้องเป็นแบบ En Suite Bedroom คือมีห้องน้ำส่วนตัวให้ทุกห้อง ห้องนอนรองห้องแรกอยู่โซนหน้าบ้านทางด้านขวา ให้ความเป็นส่วนตัวและบรรยากาศที่เปิดโล่งด้วยช่องแสงขนาดใหญ่ผ่านประตูกระจกใส
ภายในตกแต่งโทนสีชมพูโอรส บรรยากาศภายในห้องค่อนข้างโปร่งด้วยช่องแสงที่เปิดออกหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นบริเวณหัวเตียงซึ่งหันไปทางข้างบ้าน และระเบียงด้านข้างเตียงที่สามารถเปิดออกไปได้

ภายในห้องนอนจัดวางเตียงนอนไว้ด้านใน หัวเตียงประดับด้วยโคมไฟสำหรับอ่านหนังสือ ฝาผนังด้านข้างประดับกระจกเงาบานเล็กส่วนปลายเตียงติดตั้งคาร์บิเน็ตเตี้ยสำหรับจัดวางทีวีเราสามารถติดตั้งสมาร์ททีวีจอใหญ่ได้เลยเพราะมีระยะในการรับชมค่อนข้างกว้างนอนชมได้จากบนเตียง
ด้านในเป็นมุมแต่งตัวมีพื้นที่สำหรับติดตั้งตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดีครับ มาพร้อมกับห้องน้ำที่แยกส่วนเปียกแห้งมาให้แล้ว

ชั้นสองมีห้องนอนรองอีกห้องอยู่โซนด้านหลัง บ้านตัวอย่างตกแต่งเป็นห้องอเนกประสงค์ อย่างที่บอกไปว่าสถาปนิกออกแบบให้เป็น Open Plan ให้เราปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานได้ตามใจ

สามารถออกแบบให้เป็นมุมสำหรับทำกิจกรรมร่วมกันภายในบ้าน เราสามารถใช้ห้องนี้เป็นพื้นที่ทำงาน อ่านหนังสือ หรือเป็นห้องสมุด สำหรับสมาชิกในครอบครัว หรือจะปรับเป็น Entartainment Room ก็ได้เช่นกัน ตามแต่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละครอบครัว
เพราะเอาเข้าจริงสมาชิกในแต่ละครอบครัวล้วนมีหลากหลายเจนเนเรชั่น การออกแบบจึงต้องให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของส่วนรวมทุกคน แต่ยังคงไว้ซึ่งการออกแบบให้มีพื้นที่ส่วนตัวภายในบ้านอยู่ จนดูเป็นการเชื่อมต่อพื้นที่ภายในและภายนอกของสมาชิกทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
เป็นโจทย์ที่สถาปนิกแก้คำตอบมาให้ได้ดีมากครับ ภายในห้องนี้มีห้องน้ำในตัว ออกแบบแยกส่วนเปียก-แห้งชัดเจน

ติดกันมีห้องนอนรองอีกหนึ่งห้องการจัดวางผังห้องที่เชื่อมต่อกัน เพื่อสร้างความผูกพันในครอบครัว ห้องนี้ตกแต่งอย่างหรูหราด้วยโทนสีขาว สีครีมและสีดำ
ภายในห้องจัดวางฟังก์ชันไว้ครบ เริ่มจากเตียงนอนที่อยู่บริเวณด้านหน้า สามารถจัดวางเตียงนอนขนาดใหญ่ได้สบายเลยครับ หัวเตียงเปิดช่องแสงไว้เล็กน้อยพร้อมกับจัดวางโคมไฟส่องสว่าง
ด้านในออกแบบให้เป็นมุมแต่งตัว จัดวางโต๊ะเครื่องแป้งไว้หน้าห้องน้ำซึ่งภายในแยกส่วนเปียกแห้งเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วเช่นกันครับ

ห้องนอนหลักมีขนาดกว้างมาก กินพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของตัวบ้านปีกขวา แบ่งฟังก์ชันการใช้สอยภายในห้องได้หลากหลายและลงตัวดีครับ
ผมชอบในการลงรายละเอียดของการออกแบบก็คือมี Sitting Area เปิดพื้นที่ด้านข้างเตียงเพิ่มแล้วติดตั้งอาร์มแชร์สำหรับนั่งอ่านหนังสือบริเวณชั้นวาง ส่วนปลายเตียงจัดให้มีที่นั่งสำหรับชมทีวี หรือจะเป็นพื้นที่สำหรับเอกเขนกได้ตามใจ อาจจะติดตั้งโต๊ะทำงานเพิ่มเติมได้สำหรับผู้บริหารที่ต้องทำงานตอนเช้าหรือเคลียร์งานช่วงก่อนนอน

อีกทั้งยังสามารถเปิดประตูออกไปตรงบริเวณระเบียงเพื่อสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าหลังตื่นนอนก็ได้เช่นกัน

การออกแบบจะเน้นความโปร่งสบาย เนื่องด้วยขนาดพื้นที่ใหญ่อย่างที่บอกไปและภายในห้องเปิดช่องแสงจากธรรมชาติภายนอกโดยรอบ ตอนนอนอาจจะต้องติดตั้งม่านทึบแสงหลายจุดหน่อย แต่ถือว่าดีมาก เพราะได้แสงส่องสว่างเข้าตลอดทั้งวันโดยแทบไม่ต้องเปิดไฟ
ภายในห้องแบ่งฟังก์ชั่นออกเป็น 2 ส่วน ด้านขวาจะเป็นส่วนพักผ่อนบ้านตัวอย่างจัดวางเตียงนอนขนาดใหญ่คิงส์ไซส์ได้เลยครับ หัวเตียงจัดวางโคมไฟส่องสว่างสำหรับอ่านหนังสือก่อนนอน

ส่วนด้านในสุดเป็นห้องแต่งตัวแบบ Walk-in Closet รายล้อมด้วยตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่สูงจรดเพดานพร้อม Island ตรงกลางสำหรับจัดวางเครื่องประดับ เป็นห้องแต่งตัวที่ดูหรูหรามาก ด้านในมีโต๊ะเครื่องแป้งที่เปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามา

ขณะที่ Master Bathroom จะอยู่อีกฝั่งซึ่งมีขนาดค่อนข้างกว้าง แยกส่วนการใช้งานแบบเปียกแห้งมาให้เรียบร้อยแล้ว ภายในมีอ่างล้างหน้าแบบ His & Her แยกกันระหว่างคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงพร้อมกระจกเงาบานใหญ่
ใกล้กันเป็นสุขภัณฑ์แบบ Washless ฝั่งตรงข้ามเป็นพื้นที่ของ Shower และอ่างอาบน้ำ แต่ที่เราชอบคือออกแบบให้เชื่อมต่อกับพื้นที่แต่งตัวแบบ Walk in Closet ชนิดที่ว่า ออกจากห้องน้ำมาก็เดินเข้าห้องแต่งตัวได้ทันที ทำให้มีความเป็นส่วนตัวและสะดวกมากครับ

“Art Deco architecture is a reminder of a time of optimism and progress.”
Elizabeth Cromley นักเขียนงานด้านสถาปัตยกรรมสรุปไว้ได้ดีมากว่า อาร์ตเดโคเป็นเครื่องเตือนใจถึงช่วงเวลาแห่งการมองโลกในแง่ดีและมองไปข้างหน้า เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ความสวยงามหรูหราคลาสสิคของสไตล์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนเช่นนี้ก็ยังคงอยู่
สามารถมาสัมผัสความหรูหราของงานดีไซน์ Modern Art Deco ได้ที่โครงการเศรษฐสิริ วงแหวน-จตุโชติ ที่นำเสนอสไตล์ผ่านบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ขนาดที่ดิน 100 ตร.วาขึ้นไป ที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงฟังก์ชันในการพักอาศัยที่สะดวกสบาย รองรับการพักอาศัยของคนในทุกเจนเนอเรชัน และตั้งอยู่บนทำเลที่เชื่อมต่อกับการเดินทางสามารถเข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับคนที่สนใจโครงการเศรษฐสิริ วงแหวน – จตุโชติ ตอนนี้ทางโครงการเปิดให้เข้าชมบ้านตัวอย่างจริงแล้วครับ
สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติม และลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษได้ที่นี่เลยครับ http://siri.ly/ITuMAT8
รีวิวโครงการที่เกี่ยวข้อง: BuGaan พัฒนาการ · Niyham บรมราชชนนี
คำถามที่พบบ่อย
Setthasiri วงแหวน–จตุโชติ ทำเลและการเดินทางเป็นอย่างไร
โครงการอยู่ริมถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออก เขตสายไหม ใกล้ด่านทางด่วนจตุโชติเพียงไม่กี่นาที ทำให้ขึ้นทางพิเศษฉลองรัชเข้าสู่ใจกลางเมืองและเชื่อมต่อมอเตอร์เวย์ไปสนามบินสุวรรณภูมิได้สะดวกทั้งสองทาง ทำเลย่านวงแหวน–จตุโชติยังรายล้อมด้วยศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์ที่ทยอยเปิดเพิ่ม จึงเป็นโซนบ้านเดี่ยวฝั่งเหนือ–ตะวันออกที่มีศักยภาพการเติบโตต่อเนื่อง
ราคาและส่วนกลางเป็นอย่างไร ลงทุนคุ้มไหม
บ้านมีพื้นที่ใช้สอยราว 302–499 ตารางเมตร รองรับ 4–5 ห้องนอน ราคาขายต่อหน่วยอยู่ในช่วงราว 13.99–36.99 ล้านบาท เฉลี่ยราว 60,000 บาทต่อตารางเมตร ส่วนกลางมีสวน คลับเฮาส์ ฟิตเนส และสระว่ายน้ำ พร้อมระบบดูแลความปลอดภัยของแสนสิริ ในเชิงการลงทุน แบรนด์ Setthasiri มีฐานผู้ซื้อบ้านเดี่ยวระดับกลาง–บนที่กว้าง ช่วยให้สภาพคล่องในการขายต่อและปล่อยเช่าทำได้ไม่ยาก
งานออกแบบ Art Deco และเครดิตแสนสิริเด่นอย่างไร
จุดเด่นของซีรีส์นี้คือการนำกลิ่นอาย Art Deco มาใช้กับเส้นสายภายนอกและภายใน ผสานกับโถง Double Volume สูงราว 6.3 เมตร และห้องนั่งเล่น Double Living ที่ให้ความโอ่โถง ในฐานะผู้พัฒนา แสนสิริสะสมประสบการณ์กับแบรนด์ Setthasiri มานานจนเป็นที่ยอมรับในตลาดบ้านเดี่ยว จึงมั่นใจได้ทั้งมาตรฐานงานก่อสร้าง การวางผังโครงการ และบริการหลังการขายที่ครบถ้วน



