ENGLISH SUMMARY — PROPERTY REVIEW
A comprehensive property review of VIA 34 by KANT, covering architectural design, interior details, facilities, unit layouts, and project highlights.
“𝐖𝐡𝐚𝐭 𝐦𝐚𝐝𝐞 𝐋𝐨𝐮𝐢𝐬 𝐕𝐮𝐢𝐭𝐭𝐨𝐧 𝐟𝐚𝐦𝐨𝐮𝐬 𝐰𝐚𝐬 𝐭𝐡𝐞 𝐪𝐮𝐚𝐥𝐢𝐭𝐲. 𝐖𝐞 𝐝𝐨𝐧’𝐭 𝐝𝐨 𝐦𝐚𝐫𝐤𝐞𝐭𝐢𝐧𝐠; 𝐰𝐞 𝐣𝐮𝐬𝐭 𝐜𝐫𝐞𝐚𝐭𝐞 𝐩𝐫𝐨𝐝𝐮𝐜𝐭𝐬 𝐰𝐡𝐢𝐜𝐡 𝐚𝐫𝐞 𝐞𝐱𝐜𝐞𝐩𝐭𝐢𝐨𝐧𝐚𝐥 𝐢𝐧 𝐭𝐡𝐞𝐢𝐫 𝐝𝐞𝐬𝐢𝐠𝐧 𝐚𝐧𝐝 𝐜𝐫𝐚𝐟𝐭𝐬𝐦𝐚𝐧𝐬𝐡𝐢𝐩.”
Bernard Arnault CEO ของ LVMH เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “สิ่งที่ทำให้หลุยส์ วิตตองโด่งดังคือคุณภาพ เราไม่ได้ทำการตลาด เราแค่สร้างผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์และงานฝีมือ”
กานต์เชื่อเสมอครับว่างานฝีมือที่ดีที่สุดในโลกไม่เคยตะโกน มันแค่อยู่ตรงนั้น เงียบๆ รอให้คนที่สังเกตเป็นเข้ามาสัมผัส และแน่นอนว่าเมื่อพูดถึงความคราฟท์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัย เราจะนึกถึงแสนสิริเป็นอันดับหนึ่งในใจเสมอ
… และที่นี่ก็เช่นกัน VIA 34
เรานึกถึงเรื่องนี้ทุกครั้งที่เดินเข้า VIA 34 คอนโดมิเนียม Low Rise จากแสนสิริ อยู่ในซอยสุขุมวิท 34 ห่างจาก BTS ทองหล่อราว 350 เมตร ซอยนี้คือด้านเงียบของทองหล่อครับ ยังมีต้นไม้ใหญ่ ยังมีจังหวะที่ช้ากว่าปากซอย และยังเชื่อมต่อพระราม 4 ผ่านทางลัดสุขุมวิท 26 เปิดทางไป One Bangkok, ลุมพินี สีลม โดยไม่ต้องวนกลับไปติดแยกทองหล่อ
หรือหากจะไป The Em District, K Village, J-Avenue, The Commons ชื่อเหล่านี้คุ้นหูอยู่แล้วครับ สิ่งที่กานต์อยากชวนมองคือมันเป็นระยะที่เดินถึง ออกไปกินข้าวเย็น ไปซื้อของที่ EmQuartier แล้วหิ้วกลับบ้านได้ ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่คนที่อยู่กรุงเทพมานานจะรู้ว่านี่คือความหรูที่แท้จริง … ความหรูของระยะทางครับ
โครงการที่มีเพียง 45 ยูนิตในอาคาร 7 ชั้น ตัวเลขที่ฟังดูน้อย แต่พอเดินเข้าไปจริงๆ เราจะเข้าใจว่าความน้อยแต่มาก นี่แหละที่ทำให้ทุกตารางเมตรถูกใส่ใจอย่างที่โครงการขนาดใหญ่ทำไม่ได้
ที่นี่ไม่ได้มองว่าบ้านเป็นเพียงแค่เรื่องที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นพื้นที่ซึ่งสะท้อนตัวตน รสนิยม และเป็นฉากหลัง (Backdrop) ให้กับละครชีวิตเรื่องสำคัญที่สุด นั่นคือ “ชีวิตของเราเอง”
ก้าวแรกเข้ามาคือ The Greeting Hall ทุกองค์ประกอบจัดวางแบบสมมาตร สายตาถูกนำไปสู่กระจกนูนสีน้ำเงินจากอิตาลีที่แขวนอยู่กลางห้อง ผิวสัมผัสมีมิติ มีน้ำหนัก มีเรื่องเล่าในตัว ตรงนี้เองที่กานต์เริ่มสังเกตว่า VIA 34 ไม่ได้ตกแต่งพื้นที่ส่วนกลางหรอกครับ แต่กำลัง Curate มันอยู่
เฟอร์นิเจอร์ในพื้นที่ส่วนกลางมาจาก Poltrona Frau แบรนด์อิตาเลียนที่สั่งสมมรดกด้านงานหนังมากว่า 112 ปี กานต์เคยเจอเก้าอี้ Poltrona Frau ที่โรงแรมระดับ world-class มาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่เคยคิดว่าจะเจอมันในพื้นที่ส่วนกลางของคอนโดมิเนียม ทุกครั้งที่นั่งลงตรงนี้ เราไม่ได้แค่นั่ง แต่เรากำลังนั่งบนงานฝีมือที่ผ่านมือช่างมาหลายชั่วอายุคน
และนี่คือจุดที่ทำให้ VIA 34 ต่างออกไป เพราะที่นี่เราได้อยู่กับศิลปะตลอดเวลาครับ มี Art Collection ที่ถูกคัดสรรมาจากหลายยุค หลายทวีป ไม่ได้ถูกวางเป็นจุดถ่ายรูป แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ลองนึกภาพว่าเราเดินผ่านงานชิ้นหนึ่งตอนลงไปว่ายน้ำ นั่งอ่านหนังสือข้างงานอาร์ตอีกชิ้นใน The Living Lounge เปิด Laptop ทำงานใน The Club แล้วมี Art Piece เป็นฉากหลัง
เหล่านี้มันคือ Ambient Luxury ที่ซึมเข้ามาในทุกจังหวะของวันโดยไม่ต้องพยายามครับ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://siri.ly/dMdx314�
#แสนสิริ#Sansiri#Via34#เวีย34#คอนโดสุขุมวิท

กานต์คุ้นเคยกับทำเลสุขุมวิทมานาน สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นชัดเจนคือ ความเงียบสงบบนถนนเส้นนี้กำลังกลายเป็นสิ่งหายาก ที่ดินแทบทุกแปลงถูกพัฒนาเป็นคอนโดตึกสูง ความหนาแน่นเพิ่มขึ้นทุกปี ซอยที่เคยร่มรื่นกลายเป็นทางผ่านของรถรามากมาย
ทว่า ซอยสุขุมวิท 34 ยังมีบรรยากาศที่ต่างออกไปครับ มันยังมีต้นไม้ใหญ่ ยังมีจังหวะของย่านที่ช้าลงกว่าปากซอย และ VIA 34 ตั้งอยู่ตรงจุดที่จับบรรยากาศนี้เอาไว้ได้

เรามักจะพูดกับคนที่เข้ามาถามเรื่องอสังหาฯ อยู่บ่อยๆ ว่า สิ่งที่คุณต้องจ่ายเวลาซื้อคอนโด มันไม่ใช่แค่ห้อง แต่มันคือบรรยากาศรอบข้างด้วย ทั้งเสียงที่ได้ยินตอนเปิดหน้าต่าง แสงที่ตกกระทบยามบ่าย สายตาที่มองออกไปแล้วเจออะไร
อยากบอกว่า VIA 34 มีโฟลว์ที่ดีครับ เป็น Low Rise ที่ไม่ถูกบีบด้วยตึกรอบข้างจนอึดอัด เป็นโครงการที่ยังหายใจได้บนสุขุมวิท ซึ่งพูดตรงๆ ว่า โอกาสที่จะมีโครงการ Low Rise Luxury แบบนี้เกิดขึ้นอีกบนทำเลระดับนี้ มันน้อยลงทุกวัน

เราคุยกันเรื่องตัวเลขสักนิดครับ จำนวน 45 ยูนิต ในโครงการมูลค่าราว 1,400 ล้านบาท ถ้าหารง่ายๆ คุณจะเริ่มเห็นว่างบประมาณต่อยูนิตที่แสนสิริทุ่มลงไปนั้นต่างจากโครงการ 200-300 ยูนิตอย่างมีนัยสำคัญ
มันแปลว่าทุกอย่างถูก Undilute ครับ ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ในพื้นที่ส่วนกลาง ไปจนถึง Hardware ภายในห้อง สิ่งที่โครงการขนาดใหญ่มักถูก Value-engineer ออกไปเพราะต้นทุนต่อยูนิตไม่คุ้ม แต่ที่ VIA 34 มันยังอยู่ครบ เพราะเมื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยมาเพื่อดูแลคนแค่ 45 ครอบครัว ดังนั้น แสนสิริจึงไม่ต้องประนีประนอมที่จะมอบความหรูหราและความเป็นส่วนตัวระดับสูงสุดให้กับลูกบ้านครับ

กานต์จะไม่พูดว่า VIA 34 เหมาะกับ “คนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ” เพราะมันเป็นภาษาที่คอนโดทุกโครงการบนโลกใบนี้ใช้ได้หมด
แต่ผมจะบอกแบบนี้ดีกว่าครับว่า VIA 34 เหมาะกับคนที่ช่างสังเกตและหลงใหลใน Craftsmanship

คือคนที่เดินเข้า lobby แล้วสัมผัสเนื้อหนังบนเก้าอี้ก่อนจะนั่ง คนที่เห็นว่ากระจกนูนบานนั้นไม่ใช่ของตกแต่ง แต่มันคืองานศิลปะจากอิตาลีที่มีอายุและมีที่มา คนที่รู้ว่าสระว่ายน้ำสวยไม่ใช่เพราะกระเบื้อง แต่เพราะ Proportion ของมันผ่านการคิดมาแล้ว เช่นเดียวกับคนที่สะสมนาฬิกา ดริปกาแฟเอง เลือกเสื้อเชิ้ตจากเนื้อผ้าไม่ใช่จากโลโก้ เลี้ยงสุนัขหรือแมวเพราะเข้าใจว่าการดูแลสิ่งมีชีวิตอื่นทำให้ชีวิตมีจังหวะที่ดีขึ้น
คนกลุ่มนี้ไม่ได้ซื้อคอนโดเพราะ Promotion ครับ แต่จะซื้อเพราะเขาเข้าใจว่าบ้านคือผลรวมของรายละเอียดเล็กๆ นับพันชิ้นที่ถูกเลือกมาอย่างตั้งใจ และ VIA 34 คือโครงการที่เลือกรายละเอียดเหล่านั้นมาด้วยมาตรฐานเดียวกับที่เขาใช้เลือกทุกสิ่งเข้ามาในชีวิต

พื้นที่ส่วนกลางของโครงการออกแบบมาเพื่อตอบสนองทั้งการใช้ชีวิต การพักผ่อนและแรงบันดาลใจ สัมผัสแรกเมื่อเข้ามาด้านใน VIA 34 กานต์มองว่าส่วนกลางของที่นี่ Curate มาเป็นลำดับขั้นของประสบการณ์ที่ค่อยๆ ยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ

เมื่อเดินเข้ามาจะเจอ The Greeting Hall ก่อน ซึ่งมันคือ Transition Zone ระหว่างเมืองข้างนอกกับโลกส่วนตัวข้างใน เฟอร์นิเจอร์ Poltrona Frau ที่วางอยู่ตรงนี้มีไว้ให้เรานั่งลงสักครู่ พักหายใจ สลัดความวุ่นวายของวันที่วุ่นวายภายนอกออกไปก่อนจะขึ้นห้อง

The Living Lounge คือพื้นที่พักผ่อนที่ให้ความรู้สึกเหมือนห้องนั่งเล่นส่วนตัวที่มีแสงธรรมชาติดีเยี่ยม เราได้มีโอกาสไปถ่ายภาพตลอดทั้งช่วงเช้าถึงค่ำ ทำให้ได้เห็นการหักเหของแสงและเงาเข้าอาคารผ่านผนังกระจกบานใหญ่สูงจากพื้นจรดเพดาน กลายเป็นเฉดที่สวยงามตามธรรมชาติที่ส่องผ่านเข้ามาและแม้ปิดม่านก็ยังให้ความรู้สึกที่เป็นส่วนตัวสำหรับผู้พักอาศัยท่านั้น และหรูหราพอที่จะต้อนรับแขกคนสำคัญเมื่อนัดหมายให้มาที่บ้าน โดยไม่ต้องขึ้นไปบนห้อง เพื่อความเป็นส่วนตัว

สิ่งที่ VIA 34 ทำได้ดีและแตกต่างจากคอนโดมิเนียมทั่วไปในย่านสุขุมวิทอย่างชัดเจน คือการวางระบบที่จอดรถให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตจริงของผู้อยู่อาศัย โดยโครงการใช้ระบบ Automated Parking รองรับที่จอดรถได้มากถึง 72 คัน คิดเป็น 167% แบ่งเป็นช่องจอดมาตรฐาน 34 ช่อง, Supercar 34 ช่อง และ EV Charger 4 ช่องระบบจอดรถของที่นี่จะเป็นแบบ Automate Parking หรือว่าเป็นลิฟท์จอดรถอัตโนมัติ มีพื้นที่คอยพร้อมจอมอนิเตอร์แสดงสถานะของรถเมื่อรอรับ
แต่ละยูนิตจะได้รับการการันตีที่จอดรถตามจำนวนห้องนอน — 1 Bedroom ได้ 1 คัน, 2 Bedrooms ได้ 2 คัน และ 3 Bedrooms ได้ 3 คัน เป็นแนวคิดที่เข้าใจง่ายและตรงไปตรงมา เพราะในครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคน จำนวนรถมักเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การจัดสรรที่จอดรถในลักษณะนี้จึงตอบโจทย์ได้ตรงจุด โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้บริหารและครอบครัว Expat ที่ต้องการความสะดวกในการเดินทางของทุกคนในบ้าน และสำหรับ Villa Type ซึ่งเป็นยูนิตพิเศษแบบ 3 ห้องนอน พร้อมที่จอดรถส่วนตัว มีจำกัดเพียง 2 ยูนิตเท่านั้น จะได้รับที่จอดรถเพิ่มอีก 1 คัน กลายเป็น 4 คัน

The Living Lounge ซึ่งเป็นพื้นที่พักผ่อนของโครงการนั้นถูกวางให้เชื่อมต่อไปกับสระว่ายน้ำโดยตรง ทำให้ทั้งสองพื้นที่เสริมซึ่งกันและกัน
The Pool เป็นสระว่ายน้ำในร่มขนาดความยาว 20 เมตร พร้อมระบบปรับอุณหภูมิ ซึ่งหมายความว่าเราสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นช่วงฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัดของกรุงเทพฯ หรือช่วงฤดูหนาวที่อุณหภูมิลดต่ำลง
เราชอบมากเลยนะที่จะได้ว่ายน้ำตอนเช้าหรือหลังเลิกงาน เติมเต็มความสดชื่นได้ดีและเป็นกิจวัตรที่ทำได้จริงไม่ใช่สิ่งที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ สระว่ายน้ำจึงเป็นอีกหนึ่งมุมที่ให้เราได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเองอย่างแท้จริง โดยไม่จำเป็นต้องว่ายน้ำในวันพักผ่อนเสมอไป แค่เพียงนอนเอกเขนกบน Sunbed เปิดหนังสือเล่มโปรดคลอเคล้าเสียงน้ำใส หรือจิบเครื่องดื่มเย็นๆ แก้วโปรด พลางปล่อยใจไปกับทิวทัศน์สีเขียวและสายลมเอื่อยๆ ที่พัดผ่าน ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ช่วงเวลาธรรมดากลายเป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษครับ

กานต์พาขึ้นมาชมพื้นที่ส่วนกลางบริเวณชั้น 2 กันบ้างครับ สามารถกดลิฟต์ขึ้นมาได้เลย แต่เราสังเกตเห็นว่าจะมีประตูทางเข้าด้านหลังที่สามารถขึ้นมาได้เช่นกัน จึงเลือกใช้วิธีขึ้นบันไดแทน

แล้วเราก็พบว่าแม้กระทั่งพื้นที่ด้านหลังซึ่งหลายโครงการละเลย แต่แสนสิริก็ทำให้ความธรรมดานี้พิเศษขึ้นได้ด้วยการออกแบบ จัดวางเฟอร์นิเจอร์และงานศิลปะ

ห้องแรกคือ The Club พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจที่รองรับได้ทั้งการประชุมและการพักผ่อน ซึ่งเหมาะมากในยุคที่ Hybrid Working เพราะสิ่งที่คนทำงานต้องการจริงๆ คือพื้นที่ที่อยู่ตรงกลางระหว่างบ้านกับสำนักงาน The Club จึงมีความเป็นส่วนตัวพอที่จะคิดงานได้ มีบรรยากาศดีกว่าโต๊ะทำงานในห้อง และน่าสนใจตรงที่รองรับได้ทั้งการประชุมเล็กๆ หรือนั่งทำงานคนเดียว การมีพื้นที่แบบนี้อยู่ชั้นล่างของบ้านตัวเอง ไม่ต้องเดินทางไป Co-working ที่ไหน มันเปลี่ยนคุณภาพชีวิตได้มากกว่าที่คิด กานต์เห็นภาพตัวเองเปิด Laptop ตรงนี้ตอนบ่าย มีกาแฟหนึ่งแก้ว มีแสงจากข้างนอกส่องเข้ามา มี Art Collection เป็นฉากหลัง

ภายใน The Club มีการผสมผสานเฟอร์นิเจอร์หายากอย่าง Golem Chair ซึ่งผลิตในจำนวนจำกัดและปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว จึงนับเป็นของสะสมชิ้นสำคัญที่สะท้อนรสนิยมอันลุ่มลึก Golem Chair เป็นผลงานของ Vico Magistretti นักออกแบบชาวอิตาลี ที่ถูกจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะระดับโลก การนำเฟอร์นิเจอร์ระดับนี้มาวางไว้ในพื้นที่ส่วนกลางของคอนโดมิเนียม ทำให้เห็นว่าแสนสิริเลือกที่จะใช้ The Club เป็นพื้นที่ในการเล่าเรื่องราวกับเป็น Boutique Hotel ที่มีรสนิยมระดับโลก เมื่อเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีเรื่องราวมาตกแต่ง ประกอบกับ Antique Art Collection ที่คัดสรรมาจากทั่วทุกมุมโลก

ต่อมาเป็น The Gym ฟิตเนสของ VIA 34 ที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ใส่ใจสุขภาพ ด้วยอุปกรณ์ออกกำลังกายครบครัน สิ่งที่ทำให้ The Gym โดดเด่นอยู่ที่ขนาดพื้นที่ที่ใหญ่เกินความคาดหมายสำหรับโครงการเพียง 45 ยูนิต บรรยากาศเป็นห้องกระจกที่มองเห็นวิวสวนและสระว่ายน้ำด้านนอก ให้ความรู้สึกสดชื่นระหว่างออกกำลังกาย จัดวางเครื่องเล่นและอุปกรณ์ไว้จำนวนมากทั้งฟรีเวทและแมชชีน ครอบคลุมการใช้งานได้อย่างครบถ้วน
ที่สำคัญ VIA 34 เลือกติดตั้งเครื่องออกกำลังกายจาก Technogym แบรนด์เครื่องออกกำลังกายจากอิตาลีที่ก่อตั้งในปี 1983 มีชื่อเสียงในฐานะแบรนด์ชั้นนำที่ได้รับความไว้วางใจจากฟิตเนสระดับพรีเมียม โรงแรมหรูและสตูดิโอออกกำลังกายระดับ Luxury ทั่วโลก สอดคล้องกับจุดยืนของโครงการที่ให้ความสำคัญกับแบรนด์ระดับเวิลด์คลาสในทุกส่วน ทุกอย่างเลือกมาจากต้นทางเดียวกันคืออิตาลี ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่บอกอะไรได้มากตามมาตรฐานที่โครงการตั้งไว้

ขึ้นชั้นบนสุดของอาคารมาดู The Upper Yard ของ VIA 34 กันบ้างครับ สิ่งที่ทำให้สวนลอยฟ้าน่าสนใจคือมาตรฐานของการจัดสวนที่สวยงามและเป็นสวนแบบจริงจังราวกับเป็นสวนที่อยู่บนพื้นดิน นั่นแสดงว่าแสนสิริมีการลงทุนกับเรื่องดิน การปลูกและพันธุ์ไม้อย่างเป็นระบบ

ด้วยความเป็นอาคาร Low Rise ทำให้สวนดาดฟ้าของ VIA 34 ไม่ได้อยู่สูงลิบจนลมแรงหรืออากาศร้อนจนต้นไม้อยู่ยาก มีระดับความสูงที่พอเหมาะทำให้พันธุ์ไม้เติบโตได้ดีกว่าสวนบนคอนโดสูงอย่างเห็นได้ชัด สวนบนดาดฟ้านี้ให้บรรยากาศร่มรื่นพร้อมวิวเปิดโล่ง เหมาะสำหรับการพักผ่อนและให้มุมมองในระดับสายตาที่เชื่อมต่อกับเมืองข้างล่าง

ส่วน Sansiri Backyard นั้นเป็นคอนเซ็ปต์ที่แสนสิริพัฒนามาอย่างต่อเนื่องในหลายโครงการ โดยออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับปลูกพืชผักที่รับประทานได้จัดสรรไว้ให้ลูกบ้าน กานต์ชอบมากเลยครับ เพราะแนวคิดนี้อาจฟังดูเรียบง่าย แต่สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก การพาลูกขึ้นไปดูผักที่ตัวเองปลูก หรือเก็บสมุนไพรกลับลงมาทำอาหาร เป็นกิจกรรมที่สร้าง Routine ให้กับชีวิตในคอนโดได้ดีกว่าที่คิด

VIA 34 เป็นคอนโด Pet Friendly ที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ทุกยูนิต และที่สำคัญคือมีพื้นที่เฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยงอยู่บน The Upper Yard ซึ่งหมายความว่าผู้อยู่อาศัยไม่ต้องพาสุนัขลงไปเดินบนถนนในซอย ทุกครั้งที่ต้องการให้สัตว์เลี้ยงได้เดินเล่นออกกำลังกาย ก็จะมีพื้นที่ภายในโครงการรองรับอยู่แล้ว ทั้งนี้เมื่อมองภาพรวม การที่โครงการเปิดให้เลี้ยงสัตว์ได้ทุกห้อง พร้อมจัดพื้นที่เฉพาะให้บนดาดฟ้า สะท้อนว่าแสนสิริเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของ VIA 34 อย่างชัดเจน ว่าเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อการอยู่อาศัยแบบครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกสำคัญในบ้าน

พามาชมห้องตัวอย่างกันบ้างครับ โครงการ VIA 34 มีห้องทั้งหมด 4 แบบ หลักๆให้เลือกดังนี้
1 Bedroom พื้นที่ใช้สอย 45 ตร.ม.
2 Bedrooms พื้นที่ใช้สอย 87 – 125 ตร.ม.
3 Bedrooms พื้นที่ใช้สอย 146 – 150 ตร.ม.
Villa 3 Bedrooms ชั้น 1 พื้นที่ใช้สอย 139 และ 143 ตร.ม. และให้ที่จอดรถส่วนตัวเพิ่ม 1 คัน
ห้องตัวอย่างของ VIA 34 ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากแบรนด์อิตาลีอายุกว่าร้อยปี ให้ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับการเดินเข้าสู่ห้องพักของบูทีคโฮเทลในยุโรปมากกว่าห้องตัวอย่างคอนโดมิเนียมทั่วไป เอาจริงๆ นะ แสนสิริทำห้องตัวอย่างได้สวยหรู น่าอยู่ทุกห้องเลยครับ

มาชมห้องตัวอย่าง 2 Bedrooms ห้องแรกกันก่อนครับ เมื่อเปิดประตูเข้ามา สิ่งแรกที่เห็นคือพื้นไม้โอ๊คที่ลากยาวต่อเนื่องตลอดทั้งห้อง สร้างความรู้สึกอบอุ่นตั้งแต่ก้าวแรก
ฝั่งขวาเป็นชุดครัว Buid-in สี Navy Blue เข้มสนิท เรียงตัวเป็นแนวยาวแบบ Galley Kitchen ด้านหลังใช้หินธรรมชาติลาย Terrazzo เนื้อหยาบเป็น Backsplash ตัดกับตู้สีน้ำเงินได้อย่างมีน้ำหนัก Island ครัวกลางห้องทำจากหินชนิดเดียวกันเลยกลายเป็นจุดศูนย์กลางของพื้นที่ ทำหน้าที่ได้ทั้งเตรียมอาหาร วางของ และเป็นตัวแบ่งโซนระหว่างครัวกับส่วนรับแขก
ฝั่งติดครัวมีชั้นวางของ Built-in สีเดียวกับชุดครัว จัดวางของประดับตกแต่งอย่างแจกัน เชิงเทียน และ Art Book สลับกันอย่างมีจังหวะ ทำให้ผนังด้านนี้กลายเป็น Display Wall ที่มีชีวิต

โต๊ะอาหารวงรีขนาดใหญ่นั่งได้ 6 ที่ จัดวางอยู่ริมหน้าต่างที่มีผ้าม่านโปร่งกรองแสงเข้ามาอ่อนๆ เก้าอี้ที่เลือกใช้คือ Cab Chair ของ Cassina เก้าอี้หนังหุ้มทั้งตัวที่ขึ้นชื่อเรื่องความเรียบง่ายและเส้นสายที่คม ด้านบนแขวนโคมไฟแชนเดอเลียร์ทรงเตี้ย ลูกแก้วกลมสีขาวเรียงตัวกันเป็นกระจุก ให้แสงอุ่นนวลแบบ Mid-century ที่เข้ากันดีกับโทนเฟอร์นิเจอร์ทั้งห้องครับ

ถัดเข้ามาจากโต๊ะอาหาร ส่วนนั่งเล่นถูกจัดวางให้รู้สึกผ่อนคลายโดยมีโซฟาตัวใหญ่ทรง Bolster เตี้ยนุ่มดีไซน์คลาสสิกที่มีสายรัดหนังสีแดงเดินเป็นลายเส้นตัดกับเนื้อผ้าสีครีมเป็นจุดเด่น วางบนพรมลายตารางโทนอบอุ่น หมอนอิงสีแดงเข้มเพิ่มความสดให้โซฟาได้โดยไม่รู้สึกมากเกินไป

ผนังด้านในแขวนงานศิลปะ Abstract ขนาดใหญ่โทนขาว-ดำ-แดง กรอบสีบรอนซ์ ตัดกับผนังที่มีลวดลาย ริ้วลูกฟักลึกเป็นจังหวะ ด้านล่างเป็นตู้ Sideboard พร้อมโคมไฟให้แสงอุ่น มุมนั่งเล่นฝั่งตรงข้ามมี Arm Chair ไม้โทนอ่อนวางคู่กับโต๊ะกลมสีแดงเบอร์กันดี

กานต์ชอบแปลนของห้อง Type นี้นะครับ เป็นห้องหน้ากว้างที่ได้วิวยาวครบทุกห้อง และแบ่งโซนนั่งเล่นกับพื้นที่พักผ่อนออกจากกันได้ชัดเจน ให้ความเป็นส่วนตัวเมื่อมีแขกมาเยี่ยมที่บ้านหรือต้องการให้เวลาส่วนตัวกับสมาชิกในบ้าน

เดินผ่านห้องนอนที่สองก่อนเลยครับ ภายในตกแต่งโทนสว่าง ผนังหัวเตียงใช้กระจกเก่าแบบ Antiqued Mirror ลายหมอกที่สะท้อนแสงอ่อนๆ เพิ่มมิติให้ห้องดูลึกขึ้นกว่าขนาดจริง เตียงจัดวางเรียบง่ายพร้อมผ้าปูโทนขาว-น้ำเงิน โต๊ะข้างเตียงทรง Conical สีครีม ด้านข้างเตียงมีตู้บิลท์อินพร้อมชั้นวางโค้งมนตกแต่งด้วยวัตถุสีเหลืองอำพัน น้ำเงิน และ Metallic สลับกัน

เดินเลยเข้าไปเป็นห้องนอนใหญ่ ที่ให้ความรู้สึกเหมือนห้องพักโรงแรมมาก เตียง King-size หัวเตียงหุ้มผ้าเรียบ ตั้งอยู่หน้าผนังริ้วสไตล์คลาสสิกที่มีเส้นสายตรงยาวเพิ่มความสูงให้ห้อง โคมไฟหัวเตียงสองข้างเป็นทรง Plisse Shade ให้แสงอุ่นนวล สิ่งที่โดดเด่นคือ Vanity Desk สีเขียวสดทรงโค้งที่วางอยู่ด้านข้าง เป็นเฟอร์นิเจอร์โชว์ Statement Piece ที่ดึงสายตาทันทีท่ามกลางโทนห้องที่เป็นสีสว่าง มี Arm Chair สีเทาอ่อนวางคู่กับโต๊ะเตี้ยทำจากไม้ทรงสวย

ตรงกันข้ามเป็นห้องแต่งตัวแบบ Walk-in Closet พื้นที่ค่อนข้างกว้างพอให้เรายืนแต่งตัวภายในได้อย่างสบายๆ นี่คือระดับของพื้นที่ที่หาได้ยากในคอนโดมิเนียมตู้เสื้อผ้ากรอบเหล็กสีดำกระจกใส เปิดให้เห็นข้าวของภายในอย่างเป็นระเบียบ ทั้งราวแขวนสูท ชั้นวางหมวก ลิ้นชักเก็บเครื่องประดับ ฯลฯ

“Time and silence are the most luxurious things today.”
— Tom Ford

ห้องน้ำใช้กระเบื้องแนวตั้งสี Deep Navy Blue เคลือบเงาปิดผนังทั้งสามด้านรอบอ่างอาบน้ำ สะท้อนแสงเป็นลายริ้วให้ความรู้สึกลึกและสง่า อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่แบบฝัง พร้อมถาดวางเทียนหอมและสบู่ ก๊อกน้ำและราวแขวนผ้าสีทองให้สัมผัสหรูหราในจังหวะที่พอดี

ห้องตัวอย่างอีกห้องเป็นแบบ 2 ห้องนอนเช่นกันครับ โดยเพิ่มพื้นที่ของห้องทำงานเข้ามาให้ดูเป็นไอเดีย เริ่มจากโถงทางเดินเข้าห้องสีน้ำเงินดูหรูหรา

แต่สิ่งที่ดึงสายตาทันทีเมื่อเดินเข้ามาในส่วนนั่งเล่นคือผนังทีวีที่ทำจากหินธรรมชาติสีเขียวเข้มมีลายคลื่นแบบ Book-matched ซึ่งวัสดุที่โดยปกติเราจะเห็นได้ในล็อบบี้โรงแรมระดับ Luxury ทีวีจอใหญ่ถูกฝังเข้าไปในแผ่นหินอย่างเนียนเป็นส่วนหนึ่งของผนัง สองข้างเป็นตู้โชว์กระจกใสพร้อมไฟส่องภายใน จัดวางแจกัน ประติมากรรมไม้และของตกแต่งที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน โซฟาขนาดใหญ่แบบ สีครีมนวลวางรับกับผนังหินได้พอดี มี Arm Chair โครงเหล็กโค้งสไตล์ Art Deco ดูขลังดีครับวางคู่กับ Side Table ไม้ทรง Sculptural ห้องนี้สามารถเปิดออกสู่ระเบียงที่มองเห็นต้นไม้ใหญ่ด้านนอกเขียวสดชื่นได้ในวิวระดับสายตาที่เป็นข้อได้เปรียบของ Low Rise ที่คอนโดสูงให้ไม่ได้

Layout ของครัวให้ความรู้สึกเหมือนกับอยู่บ้าน ตู้ครัว Build-in สี Navy Blue เรียงเต็มผนัง ด้านบนมีชั้นวางกระจกพร้อมแบ็คสแปลชที่เป็นสเตนเลสขัดเงาที่สะท้อนแสงให้พื้นที่ครัวดูลึกขึ้น Island ขนาดใหญ่ทำจากหิน Terrazzo ออกแบบให้เป็นทั้งพื้นที่เตรียมอาหาร Bar Counter พร้อมเก้าอี้สตูลสูงสำหรับนั่งทานอาหารเช้าแบบสบายๆ และโต๊ะรับประทานอาหารที่ต่อออกมาพร้อมเก้าอี้หนังสีเทาอีก 4 ตัว โคมไฟแขวนเพดานเป็นทรงจานรีสีขาวนวลให้แสงกระจายนุ่มไปทั่วบริเวณ

สิ่งที่ชอบของ Room Type นี้คือห้องทำงานหรือปรับเป็นห้องอเนกประสงค์ได้ครับ

ภายในห้องวางโต๊ะทำงานทรงโค้ง Top เป็นเมทัลลิกขัดเงาวางเป็นจุดกลางห้อง มีเก้าอี้ทำงานหุ้มผ้า Boucle โครงเหล็กดำ ด้านหลังเป็นตู้ไม้สีเข้มวางประติมากรรม แจกันเล็กๆ และหนังสือเรียงกันอย่างมีจังหวะ สองข้างเป็นตู้โชว์กระจกฝังผนังพร้อมแบ็คกราวด์กระจกเก่าที่สะท้อนแสงอุ่นสีทอง ให้ความรู้สึกคล้ายตู้สะสมในพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อม

ฝั่งตรงข้ามเป็นเก้าอี้นั่งเล่นหุ้มผ้าสีมัสตาร์ด 2 ตัวรับกับโต๊ะกลมไม้เล็กๆ ผนังแขวนกระจกทรงกลมแบบ Faceted ที่ตัดหน้าให้เป็นเหลี่ยมเรขาคณิต สะท้อนภาพห้องเป็นมุมต่างๆ เพิ่มมิติให้พื้นที่ โคมไฟเพดานเป็นทรงลูกโลกใสที่ให้แสงลอยอยู่กลางห้อง ม่านโปร่งสีครีมกรองแสงบ่ายที่ส่องเข้ามาเป็นลายเส้นบนพื้น เป็นห้องที่นั่งอ่านหนังสือได้ทั้งบ่าย โดยไม่อยากลุกไปไหน

มาดูฝั่งห้องนอนกันบ้างครับ เริ่มจากห้องนอนที่สองกันก่อน หัวเตียงหุ้มผ้าลาย Terrazzo ขาว-ดำเล็กๆ ที่ให้ความรู้สึก Playful โดยไม่สูญเสียความเป็นผู้ใหญ่ ผ้าปูสีขาวครีมตัดกับม้านั่งหุ้มผ้า Boucle สีมัสตาร์ดเข้มพร้อมหนังสือ Monet ที่วางอยู่ปลายเตียง ผนังแขวนภาพ Abstract โทนพีชส้มที่สะท้อนสีหมอนและสีม้านั่ง โคมไฟผนังทรงกรวยสีบรอนซ์ให้แสงทิศทางเดียว ตู้เสื้อผ้าบิลท์อินไม้โอ๊คบานเรียบฝังเข้ากับผนัง ห้องนี้เหมาะสำหรับสมาชิกรุ่นใหม่ในครอบครัวที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวที่มีคาแรกเตอร์ของตัวเอง

ส่วนห้องนอนใหญ่มีขนาดกว้างมากครับ เราสามารถวางโซฟาขนาด 2 ที่นั่งไว้ปลายเตียงได้สบายๆ มีโต๊ะกลมวาง Art Book กล้องถ่ายรูป แก้ววิสกี้ เป็นมุมที่ให้ความรู้สึกว่าห้องนอนนี้ออกแบบมาเพื่อใช้ชีวิตจริงๆ เลยครับ

เตียงขนาดใหญ่หัวเตียงหุ้มผ้าสีครีมทรงสูง ตั้งหน้าผนังลายเรขาคณิตอ่อนๆ มีโคมไฟหัวเตียงที่ให้แสงอุ่นนวลทั้งสองข้าง พรมสีเขียวอมฟ้าโทนเข้มปูใต้โซฟาสร้างความแตกต่างจากพื้นไม้โอ๊ค เพิ่มมิติสีให้ห้องโดยไม่ต้องพึ่งการแขวนภาพ

อีกฝั่งหนึ่งของห้องนอนเปิดเข้าสู่ Vanity Area ที่มีโต๊ะเครื่องแป้งไม้วอลนัทพร้อมสตูลกลมหุ้มผ้า ขนาบข้างด้วยบานกระจกขนาดเต็มผนังกรอบไม้มุมโค้ง ติดโคมไฟผนังสีน้ำเงินทั้งสองข้าง รายละเอียดตรงนี้ทำให้ห้องนอนรู้สึกเหมือนห้อง Suite ในโรงแรมมากกว่าห้องนอนในคอนโดมิเนียม ด้านในเป็น Walk-in Closet ที่ถูกปิดล้อมด้วยบานกระจกเงาทั้งสี่ด้าน กรอบไม้วอลนัทมือจับทองเหลือง สะท้อนภาพซ้อนกันไปจนรู้สึกว่าพื้นที่ใหญ่มากเว่อร์ ห้องน้ำดีไซน์สวยมาก ชอบผนังส่วนอ่างล้างหน้าเป็นหิน Terrazzo โทนเทาเดียวกับครัว

ส่วนโซนอาบน้ำและอ่างแช่ใช้กระเบื้องแนวตั้งสี Navy Blue เคลือบเงาเช่นเดียวกับอ่างล้างหน้า กั้นกระจกเป็นโซนเปียก มีทั้งฝักบัว Rain Shower และอ่างอาบน้ำ

มาชมห้อง 3 Bedrooms กันบ้างครับ เป็น Type ที่ออกแบบมาสำหรับครอบครัวเหมือน Penthouse on Ground เพราะทุกห้องมีขนาดใหญ่ เหมาะกับการอยู่อาศัยเป็นครอบครัวจริงจัง
สิ่งแรกที่สังเกตได้เมื่อเข้ามาในห้องในส่วนพื้นที่นั่งเล่นคือเพดานที่ไม่ได้เรียบขาวแบบคอนโดทั่วไป แต่มีแผ่นผนังบางๆ แทรกอยู่ตรงกลางสร้าง Texture อ่อนๆ ที่จับแสงได้ เป็นรายละเอียดที่ต้องเงยหน้ามองถึงจะเห็น ครับ แต่เมื่อเห็นแล้วจะรู้ทันทีว่าห้องนี้ผ่านการคิดมาอย่างละเอียด

โซฟาตัวใหญ่สีครีมวางรับกับผ้าม่านโปร่งที่กรองแสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามา มีหมอนอิงสลับระหว่างสีส้มดินเผา ลาย Ikat และสีเบจ โต๊ะกลางไม้วอลนัททรงกลมเก้าอี้ที่นั่ง ทุกอย่างวางได้สัดส่วนโดยไม่รู้สึกแน่นเลยครับ

ถัดไปเป็นโซนรับประทานอาหาร โต๊ะหินอ่อนขาวทรงวงรีขนาดนั่งได้ 6 คน เราชอบโคมไฟสไตล์นี้เพราะให้ความรู้สึก Artisanal ดีครับ

มุมนี้จะเชื่อมต่อเข้าสู่ชุดครัวสี Sanddune ให้โทนทั้งห้องเบาลงอย่างเห็นได้ชัด จัดวาง Island ตรงกลาง มีเคาน์เตอร์บาร์พร้อมเก้าอี้สตูลสูงสีเทาขาไม้ เหมาะสำหรับมื้อเช้าแบบง่ายๆ ของครอบครัว และยังมีห้องอเนกประสงค์ที่สามารถใช้เป็นได้ทั้งมุมรับประทานอาหารเช้า ห้องจิบน้ำชา หรือว่ามุมนั่งเล่นเงียบๆ ของสมาชิกในบ้านที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัว

ยังมีห้องอเนกประสงค์ที่สามารถใช้เป็นได้ทั้งมุมรับประทานอาหารเช้า ห้องจิบน้ำชา หรือว่ามุมนั่งเล่นเงียบๆ ของสมาชิกในบ้านที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัว

ส่วนห้องนอนใหญ่จัดวางเตียง King-size ได้สบายๆ เลยครับ เราชอบโครงหนังสี Cognac ตัดกับหมอนอิงสีน้ำเงิน โคมไฟหัวเตียงทั้งสองข้างเป็นทรงกระบอกคริสตัลสีอำพันที่ให้แสงอุ่นทะลุออกมาเป็นลายกลายเป็นของตกแต่งในตัวที่เพิ่มมิติให้ห้องนอนในยามค่ำคืน

ด้านขวาของเตียงเปิดออกสู่ทางเดินที่นำไปสู่ Walk-in Closet และห้องน้ำ กลายเป็นห้องแต่งตัวที่มีขนาดใหญ่ สามารถยืนจัดชุดหยิบของ และเตรียมตัวออกจากบ้านได้อย่างสะดวกสบาย ภายในมีตู้เสื้อผ้ากระจกเทาเข้มเรียงตัวทั้งสองฝั่ง ด้านในมีโต๊ะเครื่องแป้งพร้อมกระจกบานใหญ่ สตูลกลมหุ้มหนังสีครีม และแจกันดอกไม้สีสวย

ห้องน้ำตกแต่งด้วยสีเทาปูทั้งผนัง พื้น และขอบตู้ เคาน์เตอร์ลอยสีครีมยาวเกือบเต็มผนังรองรับอ่างล้างหน้าคู่ กระจกกลมสองบานพร้อมไฟ LED มีสุขภัณฑ์เป็นแบบ Smart Toilet ก๊อกน้ำทองเหลืองทั้งชุด แยกโซนเปียกด้วยกระจกบานเลื่อน ภายในมีทั้งช่องฝักบัว Rain Shower กับอ่างอาบน้ำอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ผนังเป็นหน้าต่างกรอบดำที่กรองแสงธรรมชาติเข้ามา และสามารถเปิดออกเพื่อระบายอากาศได้

ห้องนอนที่สองโดดเด่นด้วยหัวเตียงลาย Geometric ซ้ำเป็นจังหวะ โทนสีส้มอิฐตัดกับครีมและน้ำตาล มันเท่มากเลยครับ

เป็นห้องที่มีคาแรกเตอร์ของตัวเองอย่างชัดเจน น่าจะออกแบบมาสำหรับสมาชิก Gen Z ที่ต้องการพื้นที่ส่วนตัวและมุมแต่งหน้าที่ใช้งานได้จริง

มองผ่านประตูจะเห็นทางเดินยาวที่เชื่อมกลับไปสู่ส่วนนั่งเล่น สื่อว่าทุกห้องในยูนิตเชื่อมต่อกันอย่างมีนัยยะ

ห้องน้ำในห้องนอนก็มีขนาดใหญ่พอๆ ห้องนอนหลักเลยครับ

ห้องนอนที่สามไม่ใหญ่มากแต่ยังวางเตียงขนาดใหญ่ได้สบาย ผนังหัวเตียงเป็นผ้าสีครีมแบ่งเป็นสามช่องด้วยเส้นทองบาง โคมไฟหัวเตียงสวยดีแสงสีเข้ากับหมอนอิงสีเหลืองมัสตาร์ด ห้องนี้เหมาะกับลูกวัยรุ่นหรือแขกที่มาพัก ไม่หรูหราจนเกินไป แต่ทุกรายละเอียดยังคงอยู่ในมาตรฐานเดียวกับห้องอื่นทั้งหมด

#สรุป VIA 34 เป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจและลงรายละเอียดตั้งแต่พื้นที่ส่วนกลางจนถึงห้องพักทุก Type งานดีไซน์ของโครงการถูกร้อยเรียงผ่านแนวคิด Live In a Work of Art อย่างเป็นระบบและสิ่งที่ปรากฏชัด คือโครงการนี้ไม่ได้ขายพื้นที่พักแต่ขายมาตรฐานของการอยู่อาศัยที่ตั้งไว้สูงตั้งแต่ต้นและรักษาไว้ได้ตลอดทุกรายละเอียด
สำหรับผู้ที่สนใจ VIA 34 เปิดให้เข้าชมห้องตัวอย่างจริงแล้วนะครับ พร้อมโมเดล Rent to Own ที่เปิดโอกาสให้เช่าอยู่ก่อนตัดสินใจซื้อ โดยค่าเช่ารายเดือนสามารถสะสมเป็นเงินดาวน์ได้ ราคาเริ่มต้น 22 ล้านบาท สำหรับโครงการที่มีเพียง 45 ยูนิตเท่านั้นครับ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://siri.ly/dMdx314
FAQFrequently Asked Questions
Where is VIA 34 located?
VIA 34 is a luxury property reviewed by KANT with design and facilities details.
Design features of VIA 34?
KANT visited and reviewed VIA 34 covering architecture and amenities.




