THE RITZ-CARLTON, BANGKOK

.

การมาของ The Ritz-Carlton, Bangkok บนพื้นที่ประวัติศาสตร์อย่าง One Bangkok ครั้งนี้ สำหรับกานต์มันไม่ใช่แค่โรงแรมใหม่ แต่มันคือการประกาศศักดาของ Gold Standard ของ The Ritz-Carlton ที่ถูกนำมาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยครับ

.

ทันทีที่รถเลี้ยวเข้ามาจอด ความวุ่นวายของถนนพระราม 4 และวิทยุเหมือนถูกตัดขาดออกไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความสงบที่ทรงพลัง บรรยากาศของการต้อนรับที่นี่มีความเป็นผู้ดีแบบไม่ต้องพยายาม พนักงานทุกคนมีการให้บริการที่รู้ใจและให้เกียรติ สมกับปรัชญา “Ladies and Gentlemen serving Ladies and Gentlemen” ที่เป็นหัวใจของแบรนด์นี้มาอย่างยาวนาน

.

ซึ่งกานต์รักโรงแรมแบรนด์นี้มากครับ

.

ประตูทางเข้าดีไซน์เป็นโค้งทรง ARCH สไตล์นีโอ-เรเนอซองก์ เนื่องจากบ้านเรายุคนั้นเริ่มได้รับอิทธิพลของงานดีไซน์มาจากฝรั่งพอดี เห็นได้จากงานออกแบบของพระที่นั่งอนันตสมาคม

.

เมื่อเดินเข้ามาในส่วนของล็อบบี้ สิ่งที่กระแทกใจเราที่สุดคืองานดีไซน์ที่นิ่งแต่ลึกครับ ไม่ได้โหมประโคมความหรูหราด้วยสีทองอร่ามแบบยุคก่อน แต่กลับใช้ภาษาของวัสดุและงานดีไซน์มาเล่าเรื่องแทน

.

การเลือกใช้หินอ่อนที่มีลวดลายพริ้วไหวตัดกับงานไม้สีเข้มและโลหะสีแชมเปญ มันให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนเดินเข้าคฤหาสน์เก่าแก่ที่มีรสนิยม การจัดแสงไฟที่นี่คือศิลปะชั้นครู แสงที่ตกกระทบลงบนพื้นผิวต่างๆ ถูกคำนวณมาแล้วว่าจะต้องสร้างมิติที่ทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกผ่อนคลายและดูดีที่สุดในทุกอิริยาบถ

.

ทั่วโรงแรมจะประดับอาร์ตพีซจากศิลปินไทยและต่างชาติ เพราะต้องการให้ฟีลลิ่งมีความเป็นที่พักอาศัยของชนชั้นสูง ที่ได้ไปเปิดโลก เดินทางไปต่างประเทศ ได้เห็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามและนำอาร์ตสวยๆ มาประดับตกแต่งไว้ที่บ้าน

.

กานต์พักห้อง Amaranth Suites ครับ วินาทีที่เปิดประตู เราเห็นภาพเบื้องหน้าคือวิวพาโนรามาของสวนลุมพินีที่ตัดกับเส้นขอบฟ้าของมหานคร มันเหมือนเรากำลังยืนดูงานศิลปะที่มีชีวิตครับ

.

การออกแบบภายในห้องพักเน้นความเป็น Sanctuary อย่างแท้จริง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกจัดวางให้มีความโปร่งโล่ง ไม่รู้สึกอึดอัด สัมผัสของผ้าปูที่นอนและเครื่องใช้ต่างๆ คือที่สุดของความละเมียดละไม เป็นความใส่ใจในรายละเอียดที่ทำให้เรารู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะทิ้งตัวลงนอนและปล่อยเวลาให้ไหลผ่านไปช้าๆ

.

และแน่นอนว่า วิวสวนลุมพินีและตึกระฟ้าที่มองจากอ่างอาบน้ำผ่านกระจกใสคือไฮไลท์เลยครับ

.

ระหว่างเข้าพัก เราประทับใจความเงียบสงบที่หาได้ยากในใจกลางเมือง การเก็บเสียงของที่นี่ทำได้ยอดเยี่ยมมากครับ แม้ข้างล่างจะเป็นย่านธุรกิจที่พลุกพล่านที่สุด แต่ข้างบนนี้กลับเงียบสงบราวกับอยู่อีกโลกหนึ่ง

.

การได้นั่งจิบกาแฟยามบ่ายพร้อมหนังสือดีๆ สักเล่มริมหน้าต่างที่ The Ritz-Carlton Club รวมไปถึงการลงไปแช่น้ำในสระว่ายน้ำที่มองเห็นวิวสวนลุมพินีแบบไม่มีอะไรมาบดบัง กานต์ว่ามันคือการชาร์จพลังที่สมบูรณ์แบบมากสำหรับคนเมืองที่โหยหาความสงบ

.

เราทานดินเนอร์กันที่ห้องอาหาร DUET ของเชฟ David Toutain เชฟชาวฝรั่งเศสเจ้าของดาวมิชลิน เคยเขียนรีวิวเอาไว้แล้วครับ

.

ช่วงดึก แนะนำให้ลองไปนั่งที่บาร์ของโรงแรมครับ บรรยากาศของแสงไฟจากตึกระฟ้ายามค่ำคืน มันสวยงามจนแทบลืมหายใจ เครื่องดื่มที่นี่ถูกรังสรรค์มาอย่างพิถีพิถัน รสชาติซับซ้อนแต่เข้าใจง่าย เข้ากันได้ดีกับบทสนทนาที่ลื่นไหล เป็นโมเมนต์ที่ทำให้รู้สึกว่าการมาพักที่นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนที่นอน แต่มันคือการให้รางวัลชีวิตด้วยประสบการณ์ที่ผ่านการคัดสรรมาแล้วอย่างดีที่สุด

.

สรุปแล้ว The Ritz-Carlton, Bangkok ที่ One Bangkok คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ทำไมแบรนด์นี้ถึงยังคงเป็นตำนานครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามหรือทำเล แต่เราว่ามันคือความรู้สึกที่ตั้งใจมอบให้ เป็นความหรูหราที่สัมผัสได้ด้วยใจ ไม่ใช่แค่ตาเห็น

.

ชวนไปอ่านแคปชั่นและชมภาพต่อกันด้านในนะครับ

.

สอบถามรายละเอียดและจองห้องพัก โทร +6621807777

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนได้ที่ https://www.ritzcarlton.com/…/bkkrb-the-ritz-carlton…

จุดขายคือวิวสวนสีเขียวที่มีฉากหลังเป็นตึกน้อยใหญ่ในกรุงเทพฯ

สระว่ายน้ำคือที่สุด ว่ายไปสุดขอบจะมองเห็นวิวที่สวยมาก

ชอบการดีไซน์ที่นั่งในโรงแรมให้แขกมาทานอาหารได้ พร้อมกับดื่มด่ำในวิวสวยๆ

โถงทางเข้าประดับด้วยดอกไม้สด ที่เปลี่ยนตลอดเวลา

ชั้นล่างจะเป็น Concierge เราจะกดลิฟต์ไปเช็คอินที่ The Ritz-Carlton Club

บ่อน้ำสีดำเอาไว้ประดับด้วยงานศิลปะของ Fredrikson Stallard จากสวีเดน เพื่อที่แขกจะได้รู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้เดินเข้ามาในส่วนพื้นที่รับรอง

ชอบการดีไซน์ของที่นี่ ปุ่มกดลิฟต์จะซ่อนไว้ในชั้นวาง ราวกับเป็นหนึ่งเดียวกัน

แต่ละจุดของโรงแรมจะประดับงานศิลปะเอาไว้ ชิ้นนี้น่าจะเป็นของ Fredrikson Stallard ศิลปินดูโอ้ชื่อดังชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นหนึ่งในศิลปินหลักที่ทางโรงแรมเลือกมาจัดแสดง

การออกแบบโถงทางเน้นความโปร่งโล่ง จัดวางเฟอร์นิเจอร์เอาไว้ และเปิดช่องแสงจาก One Bangkok เข้ามาภายใน

มาถึงที่ The Ritz-Carlton Club เราจะเช็คอินกันที่นี่ มุมต้อนรับสวยดี ตกแต่งด้วยงานศิลปะร่วมสมัยและภาพถ่ายขาวดำที่เล่าเรื่องราววิถีชีวิตไทยในอดีต เป็นการเชื่อมโยงบริบทของ “เวลา” เข้ากับ “สถานที่” ได้อย่างแนบเนียน

The Ritz-Carlton Club หรูมากเว่อร์ เหมือนหลุดเข้ามาใน Penthouse ของมหาเศรษฐีที่มีรสนิยมดีมากๆ คนหนึ่ง ที่ซึ่งความวุ่นวายของกรุงเทพฯ กลายเป็นเพียงภาพเคลื่อนไหวเงียบๆ ผ่านกระจกใสบานยักษ์ที่ทอดตัวยาวตลอดแนว

จัดที่นั่งกระจายกันไปหลากหลายดีครับ มีห้องส่วนตัวด้วย สามารถจองห้องจัดประชุมได้

ตอนบ่ายระหว่างเช็คอินก็เป็นช่วงเวลาของ Afternoon Tea พอดีเลยครับ

จากนั้นเข้าห้องกันดีกว่า เราพักที่ห้อง Amaranth Suites

ห้องพักใหญ่มาก ขนาด 127 ตารางเมตร ภายในแบ่งออกเป็นสัดส่วน ด้านหน้าเป็นพื้นที่นั่งเล่น รับรองแขกได้ ปูด้วยพรมสีอ่อนตัดกับเฟอร์นิเจอร์โทนสีเทาและครีม ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายตา มีโซฟาตัวยาวรูปตัว L ที่น่านั่งทิ้งตัวลงไปนอนอ่านหนังสือมาก พร้อมมีมุมนั่งรับประทานอาหารริมระเบียง

ไฮไลท์ที่กานต์ชอบมากคือมุมมินิบาร์ครับ ไม่ใช่แค่ตู้เย็นซ่อนในตู้ แต่เป็น “Bar Cabinet” ตู้แลคเกอร์สีดำเงาวับที่ดีไซน์มาเฉพาะ ด้านในบุด้วยลวดลายกราฟิกวิถีชีวิตไทยโบราณสีทองแดง พร้อมเครื่องชง Nespresso และแก้วคริสตัลวางเรียงราย เวลาเปิดไฟในตู้ตอนกลางคืน มันคือ Art Piece ดีๆ นี่เอง

ทางเข้าห้องนอนจะผ่าน Walk-in Closet ที่ออกแบบมาให้เป็น Connecting Space เชื่อมระหว่างห้องนอนกับห้องน้ำครับ

ด้านในมีพื้นที่แขวนเสื้อผ้าเหลือเฟือ มีชั้นวางของเป็นสัดส่วน พร้อมตู้เซฟและพื้นที่วางกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่

ชอบเสื้อคลุมอาบน้ำ (Bathrobe) มาก สวยสุด ด้านหน้าปักโลโก้ Ritz-Carlton ที่แขวนรอไว้นั้น เป็นของ Frette ใส่แล้วนุ่มและหนามาก รู้สึก Luxury สุดๆ

เตียงนอนหนานุ่มตามมาตรฐาน Ritz-Carlton ปูด้วยผ้าปูที่นอน Frette ความละเอียดสูง

ที่ปลายเตียงมีโซฟาให้นั่งชมวิวชิลๆ เป็นมุมโปรดที่ผมนั่งได้เป็นชั่วโมง

วิวจากห้องนอนตอนพระอาทิตย์ตกดินคือตายไปเลย กรุงเทพสวยมาก

ห้องน้ำสวยจึ้งมาก มีอ่างอาบน้ำติดกระจกใสแช่น้ำไปชมวิวสวนลุมพินีไป เคยเขียนไว้ตอนมา visit ว่าอยากนอนห้องนี้มาก แล้วเราก็ได้นอนแช่น้ำที่อ่างนี้อย่างสบายใจ

Amenities ใช้ของ Diptyque กลิ่น Philosykos ให้ความรู้สึกเขียวสดชื่นเหมือนยืนอยู่กลางสวนกรีกโบราณ กลิ่นนี้หรูและแพงกว่ากลิ่นโรงแรมทั่วไปมากครับ ยิ่งใช้คู่กับไดร์เป่าผม Dyson ที่เตรียมไว้ให้ ยิ่งทำให้การอาบน้ำเป็น Ritual ที่ฟินสุดๆ

ประตูลิฟต์เปิดออกมาถึงชั้น 8 Lobby จะมองเห็นบ่อน้ำที่ประดับด้วยงานศิลปะที่ใช้เทคนิคการเป่าแก้วเป็นดอกไม้ โดยศิลปินคุณปุณ-ณัฐกรณ์ คณิตวรานันท์ เพื่อแสดงวัฏจักรของการเติบโตซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากวังสระปทุม ส่วนลายกระเบื้องบนพื้นออกแบบขึ้นมาใหม่โดยอินสไปร์มาจากดอกพิกุล

บนผืนน้ำสีดำนิ่งสนิท มีประติมากรรมแก้วเป่ามือ (Hand-blown Glass) รูปทรงคล้ายดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำ มันไม่ใช่แค่ของแต่งบ้าน แต่มันคือการจำลอง “สระบัว” หรือความชุ่มชื้นของไทยมาไว้บนตึกระฟ้า

ไฮไลท์ที่แย่งซีนทุกอย่างคือแชนเดอเลียร์แก้วคริสตัลนับร้อยดวงที่ห้อยระย้าลงมาจากฝ้าเพดานรูปทรงโค้งมน ดูคล้ายกับหยาดฝนที่กำลังลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า ให้ความรู้สึกที่หรูหราแต่มีความเคลื่อนไหว (Dynamic) ไม่ดูแข็งทื่อ

บาร์ชื่อ Caleō มาจากภาษาละตินหมายถึง “การตกหลุมรัก” ใครชอบดื่มไวน์ เห็นทีจะต้องไม่พลาด เป็นบาร์ที่วิวพระอาทิตย์ตกที่สวยมากจริงๆ

การออกแบบบาร์เป็นทรงโค้งรับกับสรีระของห้อง ทำให้บรรยากาศดูเป็นกันเอง (Intimate) เหมาะมากสำหรับการมานั่งคุยธุรกิจเบาๆ หรือ Date Night

ด้านในมีที่นั่งแบบส่วนตัวด้วยครับ เหมาะสำหรับการจิบกับเพื่อนๆ มาก

Lily’s ห้องอาหารหลักของโรงแรม นำเสนออาหารในสไตล์ที่ร่วมสมัย

ที่นี่ไม่ได้เป็นแค่ห้องอาหาร เป็นเหมือนการตีความวิถีชีวิตริมน้ำของคนไทย ออกมาในรูปแบบสากลที่เท่และมีรสนิยมมาก โดยเฉพาะมุมนี้ วิวสวยสุดๆ

หน้าต่างบานโค้ง (Arched Windows) ด้านหลัง ที่ทำหน้าที่เหมือน “กรอบรูป” ขนาดใหญ่ ดึงเอาวิวพื้นที่สีเขียวของสวนลุมพินีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของล็อบบี้ ยิ่งตอนกลางวันที่แสงธรรมชาติสาดเข้ามา กระทบกับแก้วและผิวน้ำ มันจะเกิดประกายระยิบระยับที่สวยงามและสงบมากครับ

จานและผ้าเช็ดปากมีการปักและสกรีนชื่อ “Lily’s” ด้วยฟอนต์ลายมือที่ดูขี้เล่นแต่หรูหรา บ่งบอกว่าเขาใส่ใจใน Identity ของแบรนด์จริงๆ

Lily’s คือจุดกึ่งกลางที่ลงตัวระหว่าง “ความหรูหราของ Ritz-Carlton” กับ “ความสบายเหมือนอยู่บ้าน” ครับ ไม่ว่าจะมาคุยธุรกิจมื้อเที่ยง หรือมาเดทมื้อค่ำที่ต้องการความโรแมนติกริมหน้าต่าง ที่นี่ตอบโจทย์ได้หมด เป็นห้องอาหารที่ทำให้เรารู้สึกว่า “การกินข้าว” คือ “ศิลปะของการใช้เวลาร่วมกัน” (The Art of Gathering) อย่างแท้จริงครับ

แอบเก็บภาพบรรยากาศตอนค่ำมาด้วย เปิดไฟแล้วก็ดูสวยไปอีกแบบครับ

การได้ออกมาสูดอากาศและมองเห็นวิวสวนลุมพินีแบบเต็มตาแบบนี้ คือความหรูหราที่หาได้ยากที่สุดในกรุงเทพฯ ครับ เก้าอี้หวายสานที่จัดวางไว้ เชิญชวนให้เรามานั่งจิบชาร้อนๆ ตอนเช้า หรือดูพระอาทิตย์ตกตอนเย็น เป็นจุดที่เชื่อมต่อเราเข้ากับธรรมชาติได้ดีที่สุดในโรงแรม

วิวนี้คือที่สุดแล้วครับ

ตอนค่ำเราทานดินเนอร์ที่ DUET by DAVID TOUTAIN ตัวร้านให้เป็นเหมือน เรือนกระจกกลางเมือง ท่ามกลางต้นไม้ แสงธรรมชาติ และวิวสวนลุมฯ ที่มองออกไปแล้วสบายตาครับ

การตกแต่งข้างในบอกเลยว่าเท่มาก เพดานไม้แกะสลักลวดลายธรรมชาติ แสงไฟที่จัดมาแบบ Warm Tone ถ่ายรูปสวยแน่นอนครับ บนโต๊ะจะมีความมินิมอล แต่แฝงดีเทล เช่น จานชามเซรามิกที่ดูคราฟท์แต่น่าจะแพง

ที่นั่งไม่ได้เยอะ ทำให้บรรยากาศค่อนข้างเป็นส่วนตัว ทุกอย่างชวนให้เราได้โฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ชอบมาก เป็น BERNAISE, Crispy Tarragon Brioche บริยอชกรอบนอกนุ่มใน หอมทาร์รากอน เสิร์ฟกับซอสเบอแนสเข้มข้น เปรี้ยว มัน ละเอียด เราว่าเป็นความคลาสสิกที่อบอุ่น แต่คมในรสชาติครับ อีกตัวเป็น SAGE BUTTER, Buckweed Sourdough ทานคู่กับเนย

กานต์เลือกเป็น Fall Exploration แบบ EXPERIMENT MENU มี 8 คอร์สด้วยกันพร้อมกับ alcoholic pairing และ zero proof pairing ครับจะได้ชิมเครื่องดื่มในแบบที่แตกต่างกัน

เคยเขียนรีวิวเอาไว้แล้วนะครับ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kant.co.th/duet-by-david-toutain/

อยากบอกว่า กานต์ชอบเชฟทูแทงมาก เป็นคนที่มีจิตวิญญานในการทำอาหารที่ผสานงานศิลปะกับวัตถุดิบจากธรรมชาติเข้ามา ที่นี่ก็จะเล่าเรื่องผ่าน Herbs ต่างๆ นำมาปรุงเป็นซอสบ้าง ใส่ลงไปกับวัตถุดิบต่างๆ บ้าง แต่ละจานทำออกมาได้ดีเลยครับ อยากมีลุ้นดาวกับเค้า

มาถึงห้องตอนกลางคืนบ้างครับ ภายในห้องสะท้อนแสงไฟจากเมืองด้านนอก สวยจริงๆ

วิวกลางคืนก็จะประมาณนี้

หลังจากค่ำคืนที่หลับสบายจนแทบไม่อยากตื่นบนเตียงดูดวิญญาณในห้อง Amaranth Suite เช้านี้ผมเลือกที่จะเริ่มต้นวันแบบ Slow Life ตื่นก็มาตอบเมลล์ก่อนเลยจ้า

เราขึ้นไปทานอาหารเช้ากันที่ The Ritz-Carlton Club เชฟจะคอยยืนประจำสเตชั่นเพื่อปรุงเมนูไข่และจานร้อนแบบ A La Carte ให้เราจานต่อจาน

ไลน์อาหารเช้าที่นี่ถูกจัดวางไว้อย่างสวยงามในโซนที่มีการตกแต่งด้วยรวงข้าวสีทองและกระจกเงา ให้ความรู้สึกถึงความอุดมสมบูรณ์และการเก็บเกี่ยวในยามเช้า

ไฮไลท์ที่ต้องหยิบคือบรรดา Danishes และ Croissants ที่อบมาจนขึ้นเลเยอร์สวยงาม โดยเฉพาะทาร์ตผลไม้สดที่รสชาติสดชื่น ตัดกับความหอมมันของแป้งพัฟได้ดีมาก

มีมุมสำหรับคนรักสุขภาพ ทั้งโยเกิร์ต กราโนล่า และน้ำผลไม้คั้นสดที่จัดวางในขวดแก้วเล็กๆ น่ารัก

และแน่นอนว่า “ที่นั่งที่ดีที่สุด” คือโต๊ะริมกระจกที่มองเห็นวิวสีเขียวชอุ่มของสวนลุมพินีตัดกับตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ แบบพาโนรามา เช้านี้ผมสั่ง Eggs Benedict มาทานคู่กับวิวเมือง ซอส Hollandaise รสชาติกลมกล่อมราดบนไข่ที่สุกกำลังดี วางบนขนมปัง English Muffin นุ่มหนึบ เป็นรสชาติที่ Rich แต่ไม่เลี่ยน

มองจากด้านบนลงไปจะเห็นสระว่ายน้ำที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์

สระว่ายน้ำกลางแจ้งที่เปิดรับวิวแบบ Infinity Edge ครับ ทันทีที่เดินออกมา สิ่งที่ปะทะสายตาคือความคอนทราสต์ที่ลงตัวระหว่างสีฟ้าใสของน้ำ สีเขียวขจีของสวนลุมพินีเบื้องล่าง และเส้นสายของตึกระฟ้าย่านสาทรและวิทยุ การได้ว่ายน้ำที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังลอยตัวอยู่เหนือยอดไม้ เป็นจุดที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัวมาก

ฟิตเนส เอนเนอร์จี้ดีมาก ชอบการตกแต่งที่เลือกใช้ระแนงไม้สีน้ำตาลอ่อน มาประดับผนังและเพดาน ช่วยเบรกความแข็งกระด้างของอุปกรณ์ออกกำลังกายได้ดีมาก แสงไฟสีวอร์มไวท์ที่ซ่อนอยู่ตามหลืบไม้สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ไม่ดูดุดันเหมือนยิมทั่วไป

วิ่งเอาฤกษ์เอาชัย เอาไขมันออกสักหน่อย เมื่อเช้ากินไปเยอะมาก

ใครที่กำลังมองหาประสบการณ์การพักผ่อนที่ยกระดับจิตวิญญาณและต้องการเสพงานศิลปะแห่งการใช้ชีวิต กานต์บอกเลยว่าต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งครับ

KΔNT
KΔNT

อดีตผู้ประกาศข่าวสายเศรษฐกิจ เจ้าของเพจ KANT.CO.TH ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยวพักผ่อน ในโรงแรมหรู สนใจเรื่องราวงานดีไซน์ อสังหา การตลาด การลงทุน