The Reserve 61 Hideaway

Project Overview — The Reserve 61 Hideaway

Last Updated: 25 March 2023

PROPERTYQuick Facts: The Reserve 61 Hideaway
TypeLuxury Property
ByKANT
Updated25 Mar 2023

ENGLISH SUMMARY — PROPERTY REVIEW

A comprehensive property review of The Reserve 61 Hideaway by KANT, covering architectural design, interior details, facilities, unit layouts, and project highlights.

“𝐁𝐞𝐚𝐮𝐭𝐢𝐟𝐮𝐥 𝐭𝐡𝐢𝐧𝐠𝐬 𝐝𝐨𝐧’𝐭 𝐚𝐬𝐤 𝐟𝐨𝐫 𝐚𝐭𝐭𝐞𝐧𝐭𝐢𝐨𝐧.”

#ความงามที่แท้จริงไม่เรียกร้องความสนใจ

“Sean O’Connell” ช่างภาพสุดเซอร์ในภาพยนตร์เรื่อง The Secret Life of Walter Mitty พูดถึงเสือดาวหิมะที่ปกติไม่ค่อยยอมให้ใครเห็นตัวได้ง่ายๆ กลายเป็นประโยคที่ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของกานต์ทันที ที่ได้เข้ามาชมโครงการ The Reserve 61 Hideaway คอนโดมิเนียมสุด Luxurious ที่มีความเรียบหรูและเลือกที่จะวางตัวอยู่อย่างเงียบๆ หลังประตูเหล็กบานใหญ่ในซอยสุขุมวิท 61 เชื่อมต่อซอยเอกมัย 1

.

Design & Architecture

Nature is the New Luxury ภายในโครงการเต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวที่แทรกตัวอยู่ทั่วอาณาบริเวณ โดดเด่นด้วยอาคารสีเบจตัดกับโครงเหล็กสีดำในสไตล์ Modern Classic Luxury สะท้อนภาพความหรูหราออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

.

Unit Layout & Facilities

บรรยากาศภายในราวกับเป็น Luxurt Resort ที่แสนเงียบสงบพร้อมจะเป็นสถานที่ให้เราได้หลบซ่อนเร้นกายใจจากความวุ่นวายในเมืองหลวง ตามคอนเซ็ปต์การออกแบบ “Start your never ending vacation” หรือ #การพักผ่อนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

.

Location & Value

The Reserve 61 Hideaway ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ใหม่ เป็น Extraordinary Experience แห่งการอยู่อาศัยใจกลางกรุงสำหรับชีวิตเหนือระดับ ต้องยอมรับว่าการหาที่ดินผืนใหญ่ขนาด 3 ไร่ครึ่งใจกลางสุขุมวิทในปัจจุบันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย

.

กอปรกับการออกแบบพื้นที่ทำได้อย่างน่าสนใจ สามารถดึงศักยภาพและเพิ่มมูลค่าของที่ดินได้สูงขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคสมัยใหม่ในแบบ New Luxury เป็นความหรูหราใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องมาแนวเฟอร์นิเจอร์หลุยส์ ใส่เฟอร์ขนมิงค์ ห่อหุ้มทุกอย่างด้วยสีทองเหมือนในอดีต แต่กลับต้องเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ สะท้อนตัวตนและทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าภูมิใจต่อการใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาครอบครอง นำไปสู่ความต้องการขั้นสูงสุดคือ “ความสมบูรณ์แบบในชีวิต” (Self-actualization) ได้

.

รีวิวนี้ กานต์พาไปสัมผัสความเรียบหรูของพื้นที่ส่วนกลางแบบ Triple Facilities ที่ดีไซน์ออกมาได้อย่างหรูหราปราณีตราวกับงานฝีมือระดับกูตูร์

.

ห้องตัวอย่างแบบ 2 ห้องนอนที่ตกแต่งได้สวยงามช่องแสงขนาดใหญ่ผ่านกระจกแบบ Full Height จากพื้นถึงฝ้าเพดาน มีความโปร่งโล่ง เปิดรับวิวได้ดี ที่สำคัญทุกห้องของโครงการเป็นการตกแต่งแบบ Fully Furnished ที่มาพร้อมเฟอร์นิเจอร์หรูจาก Olivia Living ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ระดับ World Class ทั้งสิ้นครับ

.

สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายเยี่ยมชมโครงการได้ที่ https://bit.ly/3SfjWgi

The Reserve 61 Hideaway เป็นโครงการที่ต่อยอดมาจาก The Reserve Sukhumvit 61 ที่กานต์เคยพาไปชมมาแล้ว ซึ่งเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จและปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว โดยโครงการใหม่ตั้งอยู่ติดกันบริเวณท้ายซอยสุขุมวิท 61 เชื่อมต่อเอกมัยซอย 1 ซึ่งมีเสน่ห์เรื่องของความเงียบสงบในการพักอาศัย

การออกแบบยังคงฟังก์ชั่นและงานดีไซน์ที่ให้ความรู้สึกถึงความเรียบหรู ดู Luxurious สุดในคอนโดมิเนียมทำเลย่านสุขุมวิทตอนกลางอย่างพร้อมพงษ์ ทองหล่อ และเอกมัย ซึ่งปัจจุบันเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั้งสำหรับผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน เห็นได้จากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการปรับขึ้นของราคาที่ดินในทองหล่อ-เอกมัยไปแล้วกว่า 40% ส่งผลให้ราคาคอนโดมิเนียมในย่านนี้สูงขึ้นตามไปด้วย

สิ่งสำคัญที่ผมประทับใจคือการส่งมอบประสบการณ์ใหม่ในการพักอาศัย เน้น Envision as a Whole ตอบสนองความต้องการของลูกบ้านได้อย่างเหนือระดับ ตอบโจทย์การพักอาศัยแบบ Luxury Living ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สบายแและสามารถสะท้อนบุคลิกของผู้อยู่อาศัยได้อย่างชัดเจน

จุดเด่นของโครงการนอกเหนือไปจากงานดีไซน์ที่เรียบหรูแบบ Modern Classic Luxury แล้ว ยังมีจำนวนยูนิตน้อยเพียง 155 ยูนิต แต่มีที่จอดรถ 100% เน้นพื้นที่ส่วนกลางกระจายบนเนื้อที่รวมกว่า 2.3 ไร่ และมีความหลากหลายในการใช้งาน

สระว่ายน้ำขนาดใหญ่และมีพื้นที่เขียวรวมกว่า 2,900 ตร.ม. ตลอดจนการให่้บริการ Concierge by The Reserve ที่คอยดูแลลูกบ้านและจัดให้มี English / Chinese Speaking Reception รองรับลูกบ้านชาวต่างชาติซึ่งนิยมมาพักอาศัยย่านทองหล่อ-เอกมัย

โครงการ The Reserve 61 Hideaway ตั้งอยู่ภายในซอยที่มีความเงียบสงบ จุดเด่นคือเป็นย่าน Residential ชุมชนที่พักอาศัยของบ้านเรือนเศรษฐี คหบดี ดังนั้นจึงมีความเป็นส่วนตัวสูงและเงียบสงบ ทว่ารายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ โรงพยาบาล สถานศึกษาชั้นนำ มากมาย

ทางเข้าหลักคือซอยสุขุมวิท 61 และเอกมัยซอย 1 สามารถเข้าออกได้หลายเส้นทาง เพราะเป็นที่รู้กันว่าทองหล่อ-เอกมัยมีถนนย่อยที่เชื่อมต่อทะลุกันได้เกือบทั้งหมด

จุดที่คอนโดตั้งอยู่จึงถือเป็น Prime Location ทั้งยังอยู่ห่างจากทางพิเศษฉลองรัช ระยะทางประมาณ 3.7 กม. และสามารถมุ่งหน้าไปยังเลียบทางด่วนเอกมัย รามอินทรา-พระราม 9 – ลาดพร้าว ได้อย่างรวดเร็วครับ

สิ่งที่กานต์คิดว่ามีความโดดเด่นและสร้างความประทับใจได้มาก คือการออกแบบแบรนด์คาแรกเตอร์ The Reserve ของพฤกษา เรียลเอสเตท ที่นำเสนอเรื่องราวความหรูหราใหม่หรือ New Luxury ให้กับผู้บริโภคในมุมมองที่แตกต่างไปจากผู้ประกอบการทั่วไป

แต่สำหรับโครงการ The Reserve 61 Hideaway ได้ตอกย้ำความหรูหราใหม่ให้เหนือขึ้นไปมากกว่าเดิม เพราะแท้จริงแล่้วความหรูหราในนิยามใหม่ไม่ได้หมายถึงสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตอีกต่อไป แต่จะต้องเป็นการลงรายละเอียดในทุกมิติของงาน เพื่อนำเสนอประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด

ดังนั้น The Reserve 61 Hideaway จึงได้รังสรรค์รายละเอียดของงานออกแบบภายใต้แนวคิด “Start Your Never Ending Vacation” ให้มีความเป็นรีสอร์ตสำหรับพักตากอากาศใจกลางกรุงเทพ สมกับชื่อความเป็น Hideaway ที่ต่อท้ายเข้ามา ทว่ายังคงความเรียบหรูสไตล์ Modern Classic Luxury ที่มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายครบครัน ออกแบบได้ตอบโจทย์ทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์

ต้องยอมรับว่าระยะหลัง พฤกษา เรียลเอสเตท มักจะใส่ใจกับรายละเอียดที่สำคัญมากกว่าการเน้นที่ปริมาณ ถ้าเป็นภาษาการออกแบบก็ต้องเรียกว่า Less is Beautiful น้อยแต่มากนั่นเองครับ

โครงการ The Reserve 61 Hideaway ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 3-2-60 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียม Low-rise 7 ชั้น ไม่รวมชั้นใต้ดิน มีทั้งสิ้น 2 อาคารเชื่อมต่อกันด้วย Pathway บริเวณชั้น 3 แต่ละอาคารจะมี Lobby แยกออกจากกัน ออกแบบให้มี Facilities กระจายกันไปใน 2 อาคาร

ที่จริงแล้วทางโครงการสามารถสร้างได้สูง 8 ชั้นตามมาตรฐานคอนโดมิเนียม Low-rise ทั่วไป แต่รายละเอียดที่ซ่อนไว้และเป็นที่มาของการลดเหลือ 7 ชั้น นั่นคือความสูงของพื้นจรดเพดานที่สูงกว่ามาตรฐาน

กล่าวคือทุกห้องพักภายในโครงการ The Reserve 61 Hideaway จะมีความสูง 2.7 เมตร โดดเด่นด้วยช่องแสงผ่านกระจกขนาดใหญ่เต็มบาน ตัวอาคารเป็นสีเบจตัดกับเส้นสายสีดำของเหล็กทำให้เกิดเป็นงานออกแบบสไตล์ Modern Classic Luxury ที่คล้ายกับตัวเดิมแต่ลดทอนรายละเอียดบางอย่างลงไป เพื่อให้อาคารดูมีความทันสมัยมากขึ้น และเน้นเรื่องความเป็นส่วนตัว

โครงการ The Reserve 61 Hideaway มาพร้อมกับบรรยากาศพื้นที่ส่วนกลางแบบ Urban Resort เข้าไป มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งใครที่อยู่ชั้น 1 ห้องแบบ Pool Access สามารถเดินลงมาใช้บริการสระว่ายน้ำจากห้องพักของตัวเองได้เลยครับ นับว่าเป็นไฮไลท์ที่น่าสนใจและเป็นห้องที่ขายดีมาก

กานต์พาเดินชมพื้นที่ส่วนกลางบริเวณสระว่ายน้ำกันก่อนครับ ออกแบบให้มีลักษณะเป็น Infinite Pool รูปทรง 4 เหลี่ยมล้อมรอบ Hideaway Garden ซึ่งเป็นสวนสีเขียวบริเวณตรงกลางเอาไว้ เพื่อให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติตลอดเวลาที่พักอาศัย

ขนาดความยาวของสระว่ายน้ำโดยรวมคือ 144 เมตร จะแบ่งโซนออกเป็น Lap Pool สระสำหรับว่ายน้ำออกกำลังกายความยาวประมาณ 84 เมตร มี Jacuzzi อยู่ฝั่งมุมอาคาร B ไว้ให้บริการ

ส่วนด้านหน้าจะเป็นสระตื้นสำหรับนั่ง-นอนอ่านหนังสือหรือว่าอาบแดด พักผ่อนในวันสบายๆ โดยจัดให้มี Sun Bed ขนาดใหญ่วางกระจายไปโดยรอบแบบเว้นระยะห่างเพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัว

ตอนบ่ายๆ ระหว่างที่เรามานั่งเล่นบริเวณ Sunken Seating ผมชอบมุมนี้มาก เมื่อได้มานั่งก็รู้สึกได้ฮีลลิ่งจิตใจ โดยให้ต้นไม้และสายน้ำช่วยโอบกอดเรา ติดกันเป็นบันไดสำหรับเดินลงไปยัง Underground Pool Lounge และ Private Spa

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ผมชอบในการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางก็คือสวนบริเวณ Underground Pool Lounge เป็นพื้นที่เอนกประสงค์แบบ Semi-Outdoor ด้านหน้าห้อง Private Spa ครับ เพราะหากมองจากภาพเราจะเห็นเลเยอร์ของการใช้งานที่หลากหลายและแตกต่างกัน ด้านบนเป็น Sun Bed วางอยู่บนสระว่ายน้ำตื้นสำหรับอาบแดด เชื่อมต่อกับ Hideaway Garden

ขณะเดียวกันด้านล่างก็เป็นเคาน์เตอร์สำหรับจัดเตรียมอาหาร พร้อมอ่างล่้างจานเพื่อรองรับการจัดเป็นพื้นที่สังสรรค์แบบส่วนตัว ส่วนด้านหน้าเป็นลานสนามหญ้าเล็กๆ ที่อยู่ติดกับ Hideaway Garden ปลูกเป็นสวนแนวดิ่งสลับผนัง

บริเวณนี้จัดเป็นที่นั่งสำหรับ 2 ท่านพร้อมโต๊ะกลางวางกระจายกันไปสำหรับวันสบายๆ นั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือหรือจัดเป็นอาฟเตอร์นูน ทีปาร์ตี้ก็ได้เช่นกันครับ

บริเวณนี้ยังเป็นที่ตั้งของ Private Salon Spa ซึ่งถือว่าสะดวกมาก เราสามารถนัดหมาย Therapist จากภายนอกมาบริการได้โดยไม่ต้องเดินผ่านเข้าไปยังภายในตัวอาคาร

เมื่อเดินจากด้านหน้าสามารถลงบันไดมาชั้นล่างได้เลยทันที เพื่อเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกบ้านท่านอื่น ภายในจัดวางเตียงสำหรับทำสปา

ใกล้กันเป็น Rain Shower ขนาดใหญ่ให้บริการลูกบ้านล้างตัวก่อนใช้บริการสระว่ายน้ำอีกด้วยครับ

นอกจากนี้ จัดให้มี Relaxing Area สำหรับนั่งพักผ่อนหนังนวดสปาเสร็จอีกด้วยครับ

ผมชอบบรรยากาศตอนสายๆ เมื่อมีแสงแดดลอดผ่านเข้ามาในอาคาร บริเวณห้องพักและสระว่ายน้ำ ทำให้เราได้สัมผัสกับพลังธรรมชาติที่ช่วยฟื้นฟูจิตใจ

ส่วนตัวยกนิ้วให้งานดีไซน์ที่มี Pocket Seat เล่นระดับบริเวณตรงกลาง Hideaway Garden เป็นพื้นที่ที่ผมอยากจะหนีมาพักใจให้ต้นไม้สีเขียวเยียวยาในวันที่เหนื่อยล้า หรือแม้แต่วันที่ต้องการพลังจากธรรมชาติ ก็สามารถมานั่งพักผ่อนอยู่บริเวณนี้ได้ ต้นไม้ยังชา่วยบังสายตาและสร้างความเป็นส่วนตัวระหว่างที่เรามานั่งเล่นบริเวณ Sunken Seating

กานต์จะพาไปชม Lobby ของอาคาร A กันบ้างครับ ซึ่งถือเป็นส่วนต้อนรับหลักเพราะจะอยู่ถัดจาก Drop-off ด้านหน้าทางเข้าโครงการ

Lobby เป็น Panoramic Lobby ที่มีจุดเด่นคือวิวพื้นที่สีเขียวจากต้นไม้น้อยใหญ่และสระว่ายน้ำสีฟ้าสดใส เป็นมุมมองผ่านผนังกระจกบานใหญ่ เพื่อเปิดช่องแสงจากภายนอกเข้ามาและเชื่อมต่อความรู้สึกสัมผัสถึงธรรมชาติจากภายนอกสู่ภายใน (Outside-in) และส่งต่อความหรูหราของ Lobby ไปสู่ภายนอก (Inside-Out)

ด้วยความที่เพดานสูงโปร่งแบบ Double Volume ความสูงของ Lobby อยู่ที่ 7 เมตรช่วยให้ห้องนี้ดูโอ่โถงยิ่งขึ้น เราสามารถปิด-เปิดม่านได้ในกรณีที่รู้สึกว่าแสงจ้าส่องเข้ามารบกวนมากเกินไป

หากเราลองเปิดม่านออกในช่วงบ่ายของวันที่แสงแดดตกกระทบผืนน้ำ จะเห็นภาพสะท้อนเป็นประกายระยิบระยับ ซึ่งก็จะให้ความรู้สึกหรูหรามากยิ่งขึ้นไปอีก

Lobby ประดับด้วยกระเบื้องพื้นผนังและหินอ่อนสีขาวภายในจัดวางชุดโซฟาที่นั่งแบบลดระดับลงไปจากพื้นเล็กน้อย ทำให้เกิดความเป็นส่วนตัวได้มากกว่าราวกับซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ ใน Lobby เพื่อที่จะนั่งพักผ่อนชมวิวสีเขียวจากภายนอก ลบเร้นจากสายตาของผู้ที่ผ่านไปมาบริเวณทางเดิน

เมื่อเดินตรงจาก Lobby อาคาร A ด้านในสุดจะเป็นพื้นที่สำหรับพักอาศัยของลูกบ้านที่อยู่ในอาคารนี้ เราลงบันไดวนเพื่อไปยังชั้นใต้ดินกันต่อครับ ซึ่งจะเป็นพื้นที่จอดรถ และเป็นชั้นที่มี Main Facilities ที่อาคาร A คือ Wellness Retreat & Onsen ดูแล้วน่าจะถูกใจคนรักสุขภาพรวมถึงรองรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นครอบครัวผู้บริหารชาวญี่ปุ่น ผมว่าใครที่คิดจะซื้อเพื่อการลงทุนก็ดูจะเป็นจุดขายที่น่าสนใจดีนะครับ

เมื่อเดินลงบันไดมาด้านในก็ได้พบกับพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจ จัดให้มีโซฟาเบดขนาดใหญ่และจัดวางชุดที่นั่งกระจายกันไปทั่วบริเวณ

ใกล้กันเป็นโถงลิฟต์และทางออกลานจอดรถ บริเวณนี้ยังมีห้องประชุมอีก 2 ห้องไว้ให้บริการติดกันกับออฟฟิศนิติบุคคลอาคารชุด

เดินเลี้ยวขวาไปตามทางเดินด้านในซึ่งจะเป็น Wellness Retreat & Onsen แยกโซนชาย-หญิงแยกออกจากกันชัดเจน

แต่ละห้องจะมาพร้อมกับฟังก์ชันภายในที่โครงการติดตั้งรองรับไว้ให้แล้วคือ อ่างล้างหน้า ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ตู้ล็อคเกอร์และพื้นที่แต่งตัว โต๊ะเครื่องแป้ง ผนังด้านนอกเป็นกระจกใสมองออกไปเห็นสวนและต้นไม้พร้อมช่องแสงขนาดใหญ่

ภายในมี Private Onsen พร้อมที่นั่งอาบน้ำสไตล์ญี่ปุ่นแบบออริจินัลมีทั้งบ่อน้ำร้อนและบ่อน้ำเย็น นอกจากนี้ ห้องผู้ชายจะมีห้องบริการ Sauna และห้อง Massage Room ส่วนห้องของผู้หญิงจะได้เป็นห้อง Stream ตรงจุดนี้จะไม่เหมือนกันครับ

จาก Lobby อาคาร A เราจะเดินไปยังอาคาร B กันบ้างซึ่งจะมี Lobby แยกออกจากกัน มาพร้อมกับการตกแต่งที่ดู Modern Classic Luxury ไม่แพ้กัน ล้อมรอบด้วยผนังกระจกใสบานใหญ่เพื่อเปิดรับแสงและพื้นที่สีเขียวจากธรรมชาติภายนอกให้ส่องผ่านเข้ามาด้านใน

ตรงกลางจัดวางชุดโซฟาขนาดใหญ่แบ่งพื้นที่ซ้ายขวา พร้อมกับที่นั่งจัดวางกระจายกันไปแบบหลวมๆ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ผมชอบการออกแบบให้มีเพดานเป็นกระจกเงาสะท้อนผนวกกับการจัด Lighting สวยๆ ทำให้เกิดมิติที่น่าสนใจและดูแตกต่างไปจาก Lobby ที่อาคาร A

บริเวณ Lobby อาคาร B จะมีบริการห้อง Meeting Room เป็นผนังกระจกดูเรียบหรูดีครับ

ภายในยังแบ่งย่อยออกเป็นห้องสำหรับ 2 คนหรือเป็นการประชุมกลุ่มเล็ก และห้องที่มีโต๊ะประชุมแบบเป็นทางการไว้ให้บริการตามความต้องการของลูกบ้านแต่ละคน

ใกล้กันจะเป็น Concierge by The Reserve ที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านไม่ว่าจะเป็น บริการจองตั๋วเครื่องบิน/โรงแรม, ชำระค่าสาธารณูปโภค, ติดต่อร้านอาหาร-แม่บ้าน, บริการขนย้ายสิ่งของและยังจัดให้มี English / Chinese Speaking Reception รองรับลูกบ้านชาวต่างชาติซึ่งนิยมมาพักอาศัยย่านทองหล่อ-เอกมัย

อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ผมว่าน่าสนใจ เป็นการออกแบบพื้นที่ว่างให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น คือการสร้าง Pathway สะพานเชื่อมอาคาร A และอาคาร B ที่บริเวณชั้น 3 ซึ่งทั้ง 2 อาคารออกแบบให้มี Facilities ส่วนกลางเพื่อรองรับการใช้งานของลูกบ้าน คืออาคาร A จะมี The Reserve Lounge ส่วน อาคาร B จะเป็น Fitness และ Yoga

สถาปนิกดีไซน์ออกมาในรูปแบบของ Glass House หลังคากระจกใสได้เปิดวิวสวยๆ จากด้านนอกมาเต็มที่ มองออกไปเห็นสระว่ายน้ำ สวนและต้นไม้

โครงการจัดให้มีเคาน์เตอร์หินอ่อนพร้อมเก้าอี้สตูลบาร์ทรงสูง เพื่อให้เรามานั่งทำงานหรือทานอาหาร จัดปาร์ตี้เล็กๆ ร่วมกับสมาชิกในครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนได้ โดยติดตั้งอ่างล้างจานเอาไว้ให้แล้วด้วยครับ

พื้นที่ส่วนกลางฝั่งของอาคาร A จะเป็น The Reserve Lounge ภายในจัดวางเก้าอี้และโซฟาสีเบจเอาไว้หลากหลายรูปแบบเพื่อรองรับการใช้งานที่แตกต่างกันไปของลูกบ้านแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นมุมนั่งพักผ่อน พูดคุยกันในบรรยากาศสบายๆ

หรือจะเป็นมุมจริงจังจัดเป็น Private Meeting Room มาให้ หากต้องการความเป็นส่วนตัว สามารถเปิดปิดประตูได้ตามความต้องการ พร้อมกับมี Projector ให้ยืมใช้สำหรับจัดการประชุมอีกด้วยครับ

ส่วน Facilities ของอาคาร B เลี้ยวขวาที่บริเวณทางเชื่อมชั้น 3 ออกแบบให้เป็นห้อง Fitness ขนาดใหญ่เอาใจคนรักสุขภาพสายแอคทีฟ มาพร้อมกับตู้สำหรับกดน้ำดื่มอัตโนมัติ และห้องน้ำแบบ Powder Room แยกชาย-หญิงเอาไว้ให้เรียบร้อยคอยให้บริการลูกบ้าน

ด้านหน้าบริเวณทางเข้าจะมีห้องว่างๆ เป็น Yoga Room สำหรับคุณผู้หญิงมาฝึกโยคะกัน สามารถเปิดประตูเพื่อรับลมแบบ open air ได้ เนื่องจากฝั่งตรงข้ามเป็นผนังอาคารโล่งๆ หรือจะปิดประตูเพื่อความเป็นส่วนตัวก็ได้เช่นกัน

ด้านในเป็นฟิตเนสพื้นที่กว้างขวาง มีทั้งโซนฟรีเวทและแมทชีน ทางโครงการได้ติดตั้งเครื่องออกกำลังกายของ Technogym ซึ่งเป็นแบรนด์ดังระดับโลก วางกระจายกันไปทั่วห้อง

เราสามารถวิ่งออกกำลังกายหรือปั่นจักรยานไปพร้อมกับการดูซีรีย์ที่ค้างเอาไว้ด้วยได้ หรือหากอยากเปลี่ยนบรรยากาศก็สามารถชมวิวด้านนอกผ่านกระจกใส ให้ธรรมชาติปลอบประโลมใจพลอยได้หายเหนื่อยจากการเสียเหงื่อ

มาชมห้องตัวอย่างกันบ้างครับ เป็นห้องพื้นที่ใช้สอย 121.36 ตร.ม. ขนาด 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องเอนกประสงค์ ซึ่งผมว่าใหญ่พอที่จะปรับเป็นห้องนอนแขกได้อีกห้องหากต้องการ

เมื่อเดินเข้ามาผมรู้สึกว่าตกหลุมรักในทันทีหลังจากที่เปิดประตูเข้ามา คือห้องกว้างขวางมาก ความพิเศษสำหรับห้องแบบ 2 ห้องนอน ก็คือออกแบบให้มีกระจกทรงโค้งด้านในและยื่นออกไปด้านนอก ช่วยเปิดมุมมองที่กว้างกว่าให้กับห้อง เพิ่มความละมุนให้กับฟอร์มของห้องที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ถ้าเป็นห้องชั้นที่ไม่สูงมากก็จะได้อยู่ในระดับเดียวกับยอดไม้ที่กำลังโตไล่มา ผมว่าเป็นการเติมความสดชื่นได้เป็นอย่างดี

ประตูเข้าห้องเป็นแบบ Oversize สูงจากพื้นจรดฝ้า มาพร้อมกับ Digital Door Lock จาก Yale หน้าห้องมีตู้จดหมายส่วนตัว

ทางเข้าออกแบบให้มี Foyer เล็กๆ พื้นปูด้วยกระเบื้องพอร์ซเลนลายหินธรรมชาติ ผนังด้านขวาติดตั้งระบบ Home Automation พร้อม Video Door Phone เชื่อมต่อกับ Lobby สามารถพูดคุยทักทายแขกที่มาหาได้ สามารถกดเปิดประตูให้เข้ามาด้านในอาคารได้เองทันทีจากในห้อง

ออกแบบให้มีห้องเก็บของอยู่โซนหน้าห้อง ซึ่งทางโครงการได้เว้นช่องเอาไว้สำหรับติดตั้งเครื่องซักผ้า Built-in ตู้และชั้นวางมาให้แล้ว

บริเวณนี้มีห้องน้ำแบบ Powder Room 1 ห้องสำหรับรองรับการใช้งานของแขก จะอยู่ติดกับเคาน์เตอร์ครัวเลยครับ

โซนแรกหลังจากเปิดประตูเข้าไปออกแบบให้เป็นครัวเปิดสไตล์ฝรั่ง โครงการได้ติดตั้ง Island ไว้โดดเด่น เป็นหินอ่อน Black Forest สีดำต่อลายแบบคราฟท์ เวลาสะท้อนแสงไฟเป็นเงาสวยดีครับ

อ่างล้างจานใช้เป็นของ Blanco แบรนด์จากเยอรมัน ด้านล่างเป็นตู้เก็บของ ส่วนด้านหลังเป็นเคาน์เตอร์สำหรับ Cooking ท๊อปด้วยหิน Quartz ซึ่งทนต่อการขีดข่วนได้ดีและยังทำความสะอาดง่าย มาพร้อมกับ Hob&Hood และเตาอบจาก Gorenje Design ยอมรับเลยว่าสวยมาก

แต่ที่ผมประทับใจในไอเดียก็คือผนังด้านในติดตั้งกระจกเงาสีชา ทำให้เรามองเห็นความเคลื่อนไหวภายในห้องแม้กำลังปรุงอาหารอยู่ เป็นการออกแบบพื้นที่เพื่อให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันกับสมาชิกคนอื่นในครอบครัวได้

Common Area มีขนาดใหญ่ ผมสัมผัสได้ถึงความโปร่ง โล่ง สบาย เป็นผลมาจากการออกแบบให้มีความสูงจากพื้นจรดเพดานอยู่ที่ 2.7 เมตร เกินมาตรฐานของคอนโดมิเนียมทั่วไป

กอปรกับความที่ผนังห้องเป็นกระจกใสแบบ Full Height เต็มบานสูงจากพื้นถึงฝ้าเพดานเป็นแนวยาวขนานไปกับตัวอาคาร จึงกลายเป็นช่องแสงขนาดใหญ่ที่เปิดรับความสว่างจากภายนอกเข้าไปในห้อง โดยที่แทบไม่ต้องเปิดไฟในช่วงเวลากลางวันเลยครับ

Living Area ดูกว้างขวาง ทั้งสองฝั่งซ้ายขวาจะเป็นห้องนอนอยู่ตรงข้ามกัน แยกเป็นสัดส่วนได้ดี อยากให้สังเกตระยะห่างในการรับชมทีวี ประมาณ 4 เมตรทำให้เราสามารถติดตั้งสมาร์ททีวีจอใหญ่ได้สบายเลยครับ

อีกด้านเป็นชุดโซฟาที่มาพร้อมกับหมอนอิงเรียงรายและจัดวางเก้าอี้ดีไซน์สวยมาไว้ให้ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดเราจะได้คล้ายแบบที่เห็นเลยครับไม่ว่าจะเป็น โซฟา เก้าอี้ โต๊ะกลางและชั้นวางทีวี จาก Olivia Living

ไฮไลท์อีกอย่างของห้องนี้ คือผนังกระจกใสบานใหญ่ทรงโค้งดูโปร่งดีมาก และถือว่าได้พื้นที่ยื่นออกไปจากแนวของอาคารเรียกว่า Hideaway Terrace ด้วยความที่เป็นกระจกทรงโค้ง ตัวกรอบบานเป็นอลูมิเนียม Powder Coat จึงทำให้เราสามารถชมวิวได้อย่างเต็มที่ เปิดมุมมองได้กว้างกว่า สามารถยืนชมวิวได้อย่างสบายใจเพราะโครงการเลือกใช้เป็นกระจก Euro Grey ช่วยป้องกันการมองเห็นจากภายนอกได้ประมาณนึง เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้กับผู้พักอาศัยที่อยู่ในห้อง ตลอดจนช่วยลดแสงและป้องกันความร้อนได้ดีอีกด้วย

นอกจากนี้ทางโครงการได้ติดไฟ LED Strip บริเวณรางม่านมาให้แล้วดูเรียบหรูมาก พื้นห้องปูด้วย Engineering Wood ลายก้างปลาดูคลาสสิคสไตล์ยุโรป ข้อดีอีกอย่างที่ผมชอบก็คือนอกจากจะสวยแล้วยังทนทานต่อรอยขีดข่วนและความชื้นได้ดีกว่าลามิเนต

ติดกันกับห้องเอนกประสงค์ จะเป็นมุมรับประทานอาหาร ซึ่งห้องตัวอย่างได้จัดวางโต๊ะรับประทานอาหารขนาด 6 ที่นั่งดีไซน์สวยมาก ด้านหลังจะเป็นผนังที่ Built-in ซ่อนตู้เก็บของเอาไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ห้องเอนกประสงค์ออกแบบให้เชื่อมต่อกับมุมรับประทานอาหาร ซึ่งห้องตัวอย่างได้จัดวางโต๊ะรับประทานอาหารขนาด 6 ที่นั่งดีไซน์สวยมาก ด้านหลังจะเป็นผนังที่ Built-in ซ่อนตู้เก็บของเอาไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย กลายเป็นฟังก์ชั่นภายในห้องในรูปแบบที่เราสามารถปรับการใช้งานได้ตามใจ

Hideaway Terrace กลายเป็น Signature ของแบรนด์ The reserve ที่ผมชอบมากทำให้อยากได้เป็นเจ้าของห้องที่นี่เสียจริงๆ โดยเฉพาะห้อง 2 ห้องนอนจะได้ผนังกระจกส่วนที่ยื่นออกมาจากแนวอาคารเช่นเดียวกับ Living Area จึงทำให้มีพื้นที่เพิ่มและเป็นมุมที่สวยมากด้วยครับ

อีกหนึ่งรายละเอียดของการออกแบบก็คือ ผนังกระจกซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องแสงให้กับห้องเอนกประสงค์ สถาปนิกออกแบบให้เป็นบานกระทุ้งทรงสูงแบบ 3 ช่อง ทำให้เราสามารถเปิดออกไปเพื่อระบายอากาศและรับลมจากภายนอกได้ แต่ก็ได้ลงรายละเอียดด้วยการติดตั้งราวกันตกเป็นกระจกนิรภัยใสกั้นเอาไว้ให้ด้วยครับ

มาดูในส่วนของห้องนอนกันบ้าง ห้องนอนทั้ง 2 ห้องจะอยู่ตรงข้ามกันคนละฝั่ง เริ่มจากห้องนอนรองซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือของห้อง ภายในห้องถือว่าค่อนข้างกว้าง แบ่งเป็นมุมพักผ่อนกับมุมแต่งตัว

ด้านในสุดเป็นประตูบานเลื่อนสามารถเปิดออกไปเป็นระเบียงส่วนตัว ในขนาดที่ยืนได้หรือจะวางเก้าอี้นั่งพักผ่อนอ่านหนังสือสักตัวพร้อมกับไม้กระถางก็ได้เช่นกัน เป็นการเชื่อมโยงธรรมชาติจากพื้นที่ส่วนกลางภายนอกห้องเข้ามาสู่ภายในราวกับได้ Hideaway อยู่ในห้องของตัวเอง

โครงการได้ติดตั้งราวกันตกแบบกระจกนิรภัยเอาไว้ให้แล้วครับ สถาปนิกออกแบบให้เป็นมุมพักผ่อนเราสามารถวางเตียงนอนขนาด King Size ได้สบายเลยครับ รอบเตียงมีพื้นที่เดินได้ ทางโครงการติดตั้งฐานและพนักพิงหัวเตียงมาให้เรียบร้อยแล้ว รวมถึงเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ ภายในห้อง อาทิ โต๊ะหัวเตียง ชั้นวางทีวี เราจะได้รับเป็นแบบเดียวกับห้องตัวอย่างนี้เลยครับ

ด้านในเป็นห้องน้ำสุขภัณฑ์จาก Villeroy & Boch แยกส่วนเปียกแห้งเอาไว้แล้วเรียบร้อย ผนังห้องน้ำเป็นกระจกแบบ Sexy Bath ถ้าอยู่คนเดียวอาจจะไม่ต้องกังวลอะไร แต่ถ้าอยู่กันสองคนอาจจะหามูลี่มาติดเพิ่มสักหน่อยจะได้ไม่เขินกันมาก

ใกล้กันเป็นมุมแต่งตัวแบบ Walk-in Closet ทางโครงการได้ Built-in ตู้เสื้อผ้าหน้าบานกระจกสีชามาให้ ติดไฟ LED ด้านในสวยงาม ทำให้เราสามารถอาบน้ำแล้วแต่งตัวครบจบในที่เดียว

ห้องนอนหลักหรือ Master Bedroom จะอยู่ด้านขวาของห้องติดกับห้องเอนกประสงค์ เป็นห้องนอนที่มีขนาดใหญ่มากเช่นกัน ฟังก์ชั่นภายในจะคล้ายกับห้องนอนรองคือมีมุมพักผ่อนและพื้นที่แต่งตัวแยกกันอย่างเป็นสัดส่วน แต่ขนาดพื้นที่จะมากกว่า

ห้องตัวอย่างจัดวางเตียงนอนขนาด King Size ไว้เกือบชิดผนังซึ่งห้องนี้แม้จะไม่มีระเบียงส่วนตัว แต่ก็จะได้เปิดมุมมองของวิวที่กว้างกว่า ด้วยผนังกระจกใสบานใหญ่แบบเต็มเฟรมไม่มีกรอบมารบกวนสายตาให้เราสามารถชมวิวสวนและสระว่ายน้ำภายนอกได้อย่างเต็มที่ มีพื้นที่สำหรับยืนและเดินรอบเตียงได้สบายเลยครับ และเช่นเคยทางโครงการได้ติดตั้งฐานเตียงพร้อมพนักพิงหัวเตียง โต๊ะหัวเตียง และชั้นวางทีวีจาก Olivia Living มาให้แล้วครับ

ด้านในเป็นห้องแต่งตัวขนาดใหญ่ Built-in ตู้เสื้อผ้าสูงจากพื้นจรดเพดานทั้ง 2 ฝั่งสามารถแยกการใช้งานแบบ His & Her ได้สบายเลย ตรงกลางเป็นอ่างล้างหน้าที่มาพร้อมกระจก 2 บานสามารถใช้งานพร้อมกันได้

ด้านในเป็นส่วนของสุขภัณฑ์แบบอัตโนมัติและติดตั้งอ่างอาบน้ำมาให้โดยจะได้เป็นของ TRUSOL สีขาวตัดกับผนังหินอ่อน Black Forest และยังมีพื้นที่ยืนอาบน้ำด้านในด้วยครับ

#โดยสรุป The Reserve 61 Hideaway เป็นโครงการที่ผมว่าหรูหราที่สุดแห่งหนึ่งเท่าที่เคยไปเยี่ยมชมและทำรีวิวมาเลยล่ะครับ

อย่างที่บอกไปว่านิยามใหม่ของ New Luxury เราไม่ได้วัดกันที่ขนาดของอาคารใหญ่โตมโหฬาร หรือประโคมเฟอร์นิเจอร์ราคาตัวละเป็นล้านใส่เข้ามาโดยปราศจากเหตุผลอีกต่อไป แต่อยู่ที่การรังสรรค์ทุกรายละเอียดของงานดีไซน์ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สื่อสารคาแรกเตอร์ของแบรนด์ได้ เป็นการออกแบบและส่งมอบประสบการณ์ใหม่ที่มีคุณค่าและคู่ควรกับผู้บริโภคซึ่งเป็น Main Target

ตรงจุดนี้ผมว่า The Reserve 61 Hideaway ทำได้อย่างพอเหมาะพอสม เป็นความประทับใจที่ผมคิดว่ายากจะหา Developer เจ้าไหนเลียนแบบได้ ต้องชมทีมของพฤกษา เรียลเอสเตทว่า Customize คอนโดมิเนียมแห่งนี้ออกมาได้อย่างหรูหราและน่าสนใจ ราวกับเป็นงาน Haute Couture ที่เป็นสุดยอดศิลปะชั้นสูงของวงการแฟชั่น

สนใจนัดหมายและเยี่ยมชมโครงการได้ที่ https://bit.ly/3SfjWgi

FAQFrequently Asked Questions

Where is The Reserve 61 Hideaway located?

The Reserve 61 Hideaway is a luxury property reviewed by KANT with design and facilities details.

Design features of The Reserve 61 Hideaway?

KANT visited and reviewed The Reserve 61 Hideaway covering architecture and amenities.

KΔNT
KΔNT

อดีตผู้ประกาศข่าวสายเศรษฐกิจ เจ้าของเพจ KANT.CO.TH ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยวพักผ่อน ในโรงแรมหรู สนใจเรื่องราวงานดีไซน์ อสังหา การตลาด การลงทุน