Project Overview — THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา
ENGLISH SUMMARY — PROPERTY REVIEW
A comprehensive property review of THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา by KANT, covering architectural design, interior details, facilities, unit layouts, and project highlights.
“Simplicity is the ultimate sophistication.” – Leonardo da Vinci นักปรัชญาชื่อดังเคยกล่าวเอาไว้ “ความเรียบง่ายคือจุดสูงสุดของความหรูหราที่แท้จริง”
.
Design & Architecture
มีบางช่วงเวลาในชีวิตที่เราหยุดมองหาบางสิ่ง แล้วเริ่มตั้งคำถามจริงจังกับตัวเองว่าสิ่งที่ใช่สำหรับเราจริงๆ คืออะไร? ถ้าลองสังเกตดูดีๆ นิยามความสำเร็จของคนยุคนี้เปลี่ยนไปแล้วนะครับ
.
Unit Layout & Facilities
สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จยุคใหม่หรือเหล่า Visionary ที่เป็นผู้นำทางความคิด นักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสาย Creative หรือ Tech ความหรูหราสำหรับคนกลุ่มนี้ไม่ได้หมายถึงความต้องการที่จะตะโกนบอกใครต่อใคร แต่คือความสงบและพื้นที่ที่อนุญาตให้เราได้กลับมาเป็นตัวเองอย่างแท้จริง ได้อยู่กับครอบครัวใหญ่และคนที่รัก
.
Location & Value
AP Thai ในฐานะผู้พัฒนาโครงการนี้ จึงไม่ได้มองว่าบ้านเป็นแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เปรียบเสมือน Private Art Gallery ส่วนตัว ที่เจ้าของบ้านคือภัณฑารักษ์ผู้เลือกสรรความสงบเข้ามาไว้ในชีวิต จึงได้พัฒนาโครงการมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนกลุ่มนี้
.
The Curator of Serenity เมื่อบ้านคือ “แกลเลอรีแห่งความสงบของชีวิต”
.
THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา เป็นโครงการที่พัฒนามาให้เป็นเหมือน Modern Sanctuary หรือพื้นที่แห่งความสงบจากโลกภายนอกที่วุ่นวาย
.
งานสถาปัตยกรรมของ THE PALAZZO ได้หลอมรวมความคลาสสิกของสไตล์ Beaux-Arts ซึ่งสะท้อนถึงความประณีตระดับงานคราฟต์ และความรุ่งเรืองที่อยู่เหนือกาลเวลา
.
เมื่อความคลาสสิกนำมาจับคู่กับ Biophilic Design หรือการดึงเอาธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัย บ้านแต่ละหลังจึงเปรียบเสมือนแกลเลอรีส่วนตัวที่สอดแทรกความร่มรื่นของต้นไม้ แสงแดดและสายลมไว้ในทุกมุมมอง เป็นความสวยงามที่มีเหตุผล ช่วยเยียวยาจิตใจ และส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว
.
ความยิ่งใหญ่ของ THE PALAZZO อยู่ที่การรู้จักเว้นที่ว่างครับ ซึ่งเป็นหนึ่งในนิยามของคำว่า Luxury ลองจินตนาการถึงภาพโถงบ้านที่โปร่งโล่งที่เปิดรับแสงธรรมชาติให้ผ่านเข้ามาอย่างมีจังหวะจะโคน แสงที่นี่ไม่ได้แค่ให้ความสว่าง แต่ดีไซน์ให้ออกมาเคลียร์ใส เพื่อสร้างความรู้สึกสงบและเป็นระเบียบ เส้นสายทางสถาปัตยกรรมที่คมชัด ตัดกับความนุ่มนวลของธรรมชาติภายนอก
.
เราจึงได้เห็นดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ที่ชวนให้ผ่อนคลาย เช่น เงาของใบไม้ที่ไหวเบาๆ กระทบผนังสีขาว จังหวะการพลิ้วสะบัดของผ้าม่านโปร่ง หรือสัมผัสของเท้าที่ย่ำลงบนหญ้านุ่มๆ ในสวนส่วนตัว บนสเปซที่กว้างขวางด้วยขนาดของบ้านเดี่ยว 2 ชั้นที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล พื้นที่ใช้สอยกว่า 1,000+ ตร.ม. ซึ่งหาแทบไม่ได้แล้วในตลาดในตอนนี้
.
ที่สำคัญโครงการ THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา ยังส่งมอบ Private Collection ที่ให้ความเป็นส่วนตัวด้วยจำนวนน้อยเพียง 23 ยูนิต กานต์มองว่านี่คือนิยามของความเป็น Ultra-Luxury Private Residences ที่แท้จริงครับ
.
สำหรับกานต์แล้ว THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา จึงไม่ใช่แค่บ้านที่บอกสถานะความมั่งคั่ง แต่คือรางวัลของคนทำงานหนักในวันที่เหนื่อยล้า
.
ดังนั้นสิ่งที่ฮีลใจได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่คำพูด แต่เป็นความเงียบสงบและสเปซที่สวยงามมากกว่า เป็นแกลเลอรีแห่งชีวิตที่ให้เราสามารถดื่มด่ำกับความสำเร็จได้ในทุกๆ ลมหายใจ ท่ามกลางความเงียบสงบที่เราได้เป็นผู้เลือกเองได้ครับ
.
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายเพื่อเข้าชมโครงการได้ที่ https://apthai.ly/OPmCLO
หรือโทร 1623
#APThai#ThePalazzo#บ้านเดี่ยว#livingQuality#livingqualityในแบบคุณ

ก่อนจะพูดถึงตัวบ้าน กานต์อยากชวนมองภาพกว้างของกรุงเทพกรีฑากันสักนิด โครงการ THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา ตั้งอยู่บนถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า (ถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่) ในซอยศรีนครินทร์-ร่มเกล้า 17 (ซอยสมวัฒนา)

ความโดดเด่นของทำเลนี้ไม่ใช่แค่ย่านที่เต็มไปด้วยบ้านหรูทั่วไป แต่กำลังก่อตัวเป็น New Luxury Community ที่ชัดเจนมาก เป็นแหล่งรวมของคนที่มีรสนิยมคล้ายกัน มีไลฟ์สไตล์ที่ Smart และทันสมัย เราจะเห็นภาพของคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จถือ Tablet ทำงาน จิบกาแฟใน Community Mall ใกล้บ้านหรือถือกล้องถ่ายรูปในวันพักผ่อน บรรยากาศของย่านนี้จึงเต็มไปด้วย Energy ที่ดี และเป็นสังคมคุณภาพที่คัดกรองคนที่มี Vision เหมือนๆ กันมาอยู่ด้วยกัน

ทำเลนี้สามารถเชื่อมต้่อถนนพระราม 9 ถนนศรีนครินทร์ ทางด่วนศรีรัช, มอเตอร์เวย์กรุงเทพ-ชลบุรี และถนนกาญจนาภิเษก อีกทั้งยังใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง MRT ศรีกรีฑา สามารถเชื่อมต่อรถไฟฟ้าสายสีส้ม และ ARL หัวหมาก ทำให้การเดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น ตลอดจนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน รวมถึงการขยายเฟสของสนามบินสุวรรณภูมิ กลายเป็นชนวนจุดความร้อนแรงของทำเลนี้ให้มีความน่าสนใจ ทำให้ศักยภาพของทำเลมีมูลค่าของที่ดินเพิ่มขึ้นทุกปี
ทั้งยังเป็นทำเลที่รายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก แหล่งไลฟ์สไตล์และสาธารณูปโภคครบครัน ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนนานาชาติ Brighton, โรงเรียนนานาชาติ Wellington, โรงเรียนนานาชาติ Ascot มหาวิทยาลัยนานาชาติ Stamford สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ฯลฯ
ใกล้สถานพยาบาลชั้นนำ ได้แก่ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์, โรงพยาบาลรามคำแหง, โรงพยาบาลเวชธานี, โรงพยาบาลวิภาราม เป็นต้น จึงนับเป็นทำเลที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยจริงๆ ครับ

Hubert de Givenchy ดีไซเนอร์ชื่อดังเคยบอกว่า “ความหรูหราอยู่ในรายละเอียด” แต่สำหรับโครงการ THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา กานต์มองว่ามีความเหนือชั้นไปมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นงานดีไซน์ที่หรูหราเปี่ยมด้วยคุณค่าทางศิลปะจากฝรั่งเศส การออกแบบที่เชื่อมต่อฟังก์ชันและโอบกอดทุกความสัมพันธ์ของสมาชิกในบ้าน เน้นความโปร่งจากแสงธรรมชาติ

ที่สำคัญคือการให้น้ำหนักเรื่องการใส่ใจสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศของที่พักอาศัย เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวน้อยใหญ่ เหล่านี้สะท้อนถึงการให้ความสำคัญในรายละเอียดจนกลายเป็นตัวกำหนดแนวทางการใช้ชีวิตของเราอย่างแท้จริง

เมื่อมาถึงโครงการด้านหน้าจะมีระยะ Setback จากถนนหลักเข้ามาพอประมาณ รอบโครงการเป็น Residential พื้นที่พักอาศัยที่ไม่พลุกพล่าน ทำให้ได้รับความเงียบสงบในการพักอาศัย เหมาะกับการพัฒนาเป็นที่พักอาศัยที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด

Main Gate ออกแบบได้สวยหรูดูอลังการมากๆ คล้ายกับป้อมปราการขนาดใหญ่สไตล์พระราชวังในยุโรป ส่วนการดูแลความปลอดภัยด้วยการเข้า-ออกโครงการเป็นประตูเลื่อนอัตโนมัติใช้ระบบ ANPR Camera Access ตามมาตรฐานของระบบ KATSAN รั้วโครงการเป็นรั้วทึบสูง 3 เมตรและต่อระแนงสูงขึ้นไป ติดตั้ง CCTV รอบโครงการ พร้อมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง ติดสัญญาณกันขโมยให้ทั้งหลัง อีกทั้งยังเดินสายไฟร้อยท่อลงดินทั้งโครงการ ทำให้ได้ทัศนียภาพภายในที่สวยงาม ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย เปิดมุมมองโปร่งโล่งของพื้นที่สวนและน้ำพุขนาดใหญ่ที่ประดับรูปปั้นเทพีแห่งความสงบเอาไว้บริเวณวงเวียนด้านหน้า รวมทั้งความร่มรื่นของไม้ใหญ่ตลอดทั้งโครงการ

ด้านหน้ามีน้ำพุประดับงานประติมากรรม The Aphrodite Nexus ซึ่งเป็นเทพีแห่งความรัก ความงาม เป็นการต้อนรับที่ทั้งดูหรูหรา สง่างามและอบอุ่นไปพร้อมกัน

เมื่อเข้ามาภายในโครงการ ด้านหน้าเราจะพบกับ Clubhouse ขนาดใหญ่ที่ออกแบบให้เส้นสายล้อกันไปทั้งหมดทั้ง Main Gate วงเวียนน้ำพุและสวน งานดีไซน์ได้แรงบันดาลใจมาจากสโมสรที่พบปะกันของชนชั้นสูงในยุโรปโดยใช้แนวคิดของสถาปัตยกรรมยุค Beaux-Arts ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองทางศิลปะของยุโรป มีความละเอียดอ่อน งดงามหรูหรามากครับ

ยุค Beaux-Arts เป็นช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์ที่ทำให้งานศิลปะและสถาปัตยกรรมมีความวิจิตรหรูหรา ตลอดจนการนำใช้วัสดุชั้นเลิศมาใช้ในการออกแบบและตกแต่ง เช่น หินอ่อน แก้ว และโลหะสีดำ ผสานเข้ากับสถาปัตยกรรมอย่างพิถีพิถัน ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ต่างมีความชำนาญพิเศษในการสร้างสรรค์รายละเอียดที่ซับซ้อนและความงามอันบรรจงสร้าง ดังที่เราเคยเห็นใน Palais Garnier หรือ The Grand Palais ที่ปารีสครับ

Clubhouse ของโครงการ THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของแนวคิดการอยู่อาศัยแบบเหนือระดับครับ ที่นี่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ดูหรูหราฉาบฉวยตามเทรนด์ แต่ทีมออกแบบตั้งใจเลือกใช้สถาปัตยกรรมสไตล์ Beaux-Arts มาเป็นแกนหลักเพราะเป็นสไตล์ที่สื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง ความสง่างามที่ข้ามผ่านกาลเวลา และงานคราฟต์ที่ประณีต ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Grand Palais Champs Elysees Paris เราจึงได้เห็นความโดดเด่นจากเส้นสายที่สมมาตร ซุ้มโค้ง (Arch) ที่ดูโอ่อ่า ซึ่งทางโครงการได้นำมาตีความใหม่และปรับภาษาทางสถาปัตยกรรมให้ดูโมเดิร์นมากขึ้น

ทันทีที่ก้าวเข้ามายัง Clubhouse เราจะพบกับอาคารสีขาวสะอาดตาที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบ Beaux-Arts ครับ มีการจัดวางองค์ประกอบทุกอย่างแบบสมมาตร ซุ้มประตูและหน้าต่างทรงโค้งสูงตระหง่าน ตัดกับเส้นสายของเหล็กดัดสีดำที่ดูประณีต สัมผัสได้ถึงความโปร่งโล่งขั้นสุดด้วยโถงเพดานสูง (Double Volume) พื้นที่ตรงนี้โชว์ความแกรนด์ด้วยแชนเดอเลียร์คริสตัลชิ้นใหญ่ที่ทิ้งตัวลงมาอย่างสง่างาม พื้นหินอ่อนลวดลายกราฟิกนำสายตาไปสู่บันไดที่ดัดโค้งอย่างประณีต สิ่งที่น่าสนใจคือการใช้หน้าต่างกระจกบานใหญ่จรดฝ้า เปิดรับแสงธรรมชาติให้สาดส่องเข้ามาอาบไล้สเปซภายใน ทำให้ห้องที่ดูคลาสสิกมีความสว่าง สดใส และมีชีวิตชีวาตลอดทั้งวัน

ผสานความคลาสสิกของงานดีไซน์เข้าไปกับแนวคิด Biophilic Design ได้อย่างลงตัว โครงการได้ดึงเอาองค์ประกอบของธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานสถาปัตยกรรม เราจึงได้เห็น Clubhouse ของที่นี่มีช่องแสงขนาดใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติแบบเต็มที่ มีการเชื่อมโยงมุมมองจากภายในสู่พื้นที่สีเขียวและสายน้ำภายนอก
การออกแบบในลักษณะนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามครับ แต่มันส่งผลดีต่อสุขภาพจิตใจ ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติ และเกิดความสบายในระยะยาว นับเป็นการบาลานซ์ระหว่างความหรูหราแบบคลาสสิกกับความผ่อนคลายได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เราชอบมุมนี้ของสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่ออกแบบให้โอบล้อมด้วยเส้นสายของสถาปัตยกรรม ทำให้ได้ความเป็นส่วนตัวสูง มีการจัดวางเดย์เบดเรียบหรูริมสระ ฉากหลังเป็นกำแพงที่มีช่องแสงซุ้มโค้งและเหล็กดัดโปร่งๆ ช่วยให้ลมพัดผ่านได้ดี เป็นสเปซที่เหมาะสำหรับการมานั่งพักกาย พักใจ และดื่มด่ำกับความเงียบสงบในแบบ Private Sanctuary อย่างแท้จริงครับ

Clubhouse ออกแบบให้มี Jardin Lounge ซึ่งเป็นหัวใจของการพักผ่อนที่สะท้อนภาพคำว่า Family Sanctuary อย่างแท้จริง ตกแต่งด้วยเสาสไตล์คลาสสิกหัวเสาแบบ Corinthian และชั้นวางของบิลท์อิน

จุดนำสายตาของห้องคือโซฟากำมะหยี่สีเขียวทรงกลมตัวใหญ่ที่ให้ความรู้สึกสบายและเชื้อเชิญ เป็นมุมที่สมาชิกหลายเจเนอเรชันสามารถมานั่งอ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมส่วนตัวได้อย่างผ่อนคลายครับ
นอกจากนี้ยังมีการกั้นโซนด้วยเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนอย่างเป็นสัดส่วน ประดับด้วยพืชพรรณแบบ Tropical และที่สำคัญคือการเปิดมุมมองทะลุกระจกใสออกไปเห็นสระว่ายน้ำด้านนอก ซึ่งเป็นการดึงเอาธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั่งเล่นได้อย่างกลมกลืน

กานต์ชอบแสงที่ตกกระทบมาในช่วงโถงบันได ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติภายนอก ประกอบกับความโอ่โถงสูงโปร่งทำให้ Clubhouse เป็นพื้นที่ของการพักผ่อนที่แท้จริง

ส่วนชั้นบนประกอบไปด้วยห้อง Verdant Theatre เป็นห้องดูหนังส่วนตัวที่ให้กลิ่นอายความหรูหราแบบคลาสสิก จัดวางที่นั่งอย่างเป็นสัดส่วนเพื่อประสบการณ์การรับชมที่สมบูรณ์แบบสามารถพักผ่อนร่วมกันทั้งครอบครัวได้

ด่้านในเป็น Gymnasium ที่มีขนาดใหญ่ สเปซออกกำลังกายที่สว่างไสวด้วยแสงธรรมชาติ ปูพื้นไม้ลวดลาย Herringbone ที่เพิ่มความอบอุ่น เป็นห้องที่กระตุ้นพลังงานบวกได้ดีเยี่ยม

“It is not what you do for your children, but what you have taught them to do for themselves, that will make them successful human beings.”

ด้านนอกเป็นห้องกว้าง จริงๆ แล้วเป็นห้องเปล่าๆ แต่กานต์ว่าเหมาะกับการเล่น Yoga แบบส่วนตัวเพื่อจะได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองให้มากขึ้น

นอกจากสเปซที่เปิดกว้างแล้ว Clubhouse ของโครงการ THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา ยังมีพื้นที่อีกฝั่งออกแบบให้เป็นพื้นที่ส่วนตัว (Private Zone) เพื่อรองรับช่วงเวลาพิเศษของครอบครัวโดยเฉพาะครับ พื้นที่ตรงนี้ให้ความรู้สึกเอ็กซ์คลูซีฟมาก ราวกับยก Private Club มาไว้ที่นี่เลยครับ

ภายในจะมี 2 ห้องที่เชื่อมต่อกัน เริ่มจากด้านหน้า ตั้งชื่อว่า The salon จะเป็นห้องนั่งเล่นพักผ่อนที่ตกแต่งอย่างประณีตและให้ความรู้สึกอบอุ่นมากครับ โครงการเลือกใช้กรอบลูกฟักและซุ้มโค้ง (Arch) แบบ Beaux-Arts มาตกแต่งผนัง ผสมผสานกับเตาผิงจำลองที่ให้กลิ่นอายคลาสสิก การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์อย่างอาร์มแชร์กำมะหยี่สีเขียวและโซฟาสีเทาอ่อน ยิ่งทำให้ห้องดูละมุน สบายตา เป็นสเปซที่เหมาะมากสำหรับให้คุณปู่คุณย่ามานั่งพักผ่อนพูดคุยกันเงียบๆ หรือถ้ามีแขกคนสำคัญมาเยี่ยม ก็สามารถใช้เป็นห้องรับรองส่วนตัวได้อย่างสมเกียรติก่อนที่จะเชิญไปรับประทานอาหารร่วมกันด้านในโดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปภายในบ้านเลยครับ

ด้านในห้องเราจะพบกับ Botanical Brasserie เป็นห้องรับประทานอาหารขนาดใหญ่ที่หรูหราอลังการครับ โต๊ะหินอ่อนตัวยาวตั้งอยู่ใจกลางห้องใต้แชนเดอเลียร์คริสตัลระย้าดีไซน์เก๋ที่ให้แสงสีวอร์มไวท์อบอุ่น
สถาปนิกดึงเอา Biophilic Design เข้ามาลดทอนความแข็งของตัวอาคารด้วยการประดับต้นไม้ใหญ่ในกระถางทรงคลาสสิก ผนังกระจกเงาด้านหลังที่สลักลวดลายพรรณไม้ (Botanical) ซึ่งช่วยดึงเอาความเป็นธรรมชาติเข้ามาสร้างมิติให้ห้องดูมีชีวิตชีวาและกว้างขวางขึ้น และยังช่วยสะท้อนมิติของธรรมชาติให้วนเวียนอยู่รอบๆ ตัวด้วยครับ

ห้องนี้แหละครับที่กานต์มองว่าคือพื้นที่กระชับความสัมพันธ์อย่างแท้จริง ภาพการรวมตัวของคนทั้ง 3 เจเนอเรชันที่มาฉลองวันเกิดให้หลานตัวคนเล็ก รอยยิ้มและเสียงหัวเราะสามารถเกิดขึ้นได้เต็มที่ในสเปซที่กว้างขวางและเป็นส่วนตัวแบบนี้

ภายในห้องยังเชื่อมต่อกับ Pantry ที่โดดเด่นด้วยไอส์แลนด์หินอ่อนทรงโค้งและเก้าอี้บาร์กำมะหยี่สีเขียว ทำให้คนในครอบครัวสามารถมาช่วยกันเตรียมอาหารว่าง หรือยืนพูดคุยกันระหว่างมื้ออาหารได้อย่างเป็นกันเองครับ

ด้านนอก Clubhouse เราจะพบกับลานกว้าง (Courtyard) ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบสงบ โครงการนำเสนอการเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้อย่างเต็มอิ่ม ผ่านสนามหญ้าสีเขียวขจีและทิวสนสูงตระหง่านที่ช่วยพรางสายตาและให้ร่มเงา
จุดดึงดูดสายตาคือพาวิลเลียนนั่งเล่นกึ่งเอาต์ดอร์สีขาว ที่โชว์เส้นสายของซุ้มประตูโค้ง (Arch) กรอบสีดำบานยักษ์ ตรงนี้คือมุมโปรดของผู้ใหญ่ที่สามารถมานั่งเอนหลังจิบชา รับลมธรรมชาติ ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถทอดสายตามองเด็กๆ เล่นสนุกที่เครื่องเล่นสไลเดอร์รูปปราสาทจำลองได้อย่างใกล้ชิด ลานหญ้ากว้างๆ ตรงนี้ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เปิดโอกาสให้น้องหมาได้วิ่งเล่นปลดปล่อยพลังงานไปพร้อมกับเด็กๆ ด้วยครับ

“People usually are the happiest at home.” ~ William Shakespeare เคยบอกว่า “คนมักจะมีความสุขที่สุดเมื่ออยู่บ้าน” กานต์เองก็คิดเช่นนั้น
เชื่อเหลือเกินว่า หากใครได้พักอาศัยในบ้านหลังใหญ่ดีไซน์สวยที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ โอบกอดเราด้วยท้องฟ้า ให้ธรรมชาติสีเขียวเยียวยาจิตใจ ฟังเสียงน้ำไหลเป็นเครื่องดนตรีคอยขับกล่อม เราว่าความสุขที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ง่าย ใกล้ๆ ตัวภายในบ้านของเราเอง
เราจะเห็นได้ว่างานออกแบบของ THE PALAZZO จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม แต่ยังคิดเผื่อไปถึงวิถีชีวิตและความสัมพันธ์ของคนในบ้านด้วยครับ

สำหรับแบบบ้านจะมี 4 แบบ คือ
• แบบบ้าน Aureline บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 126.8 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 520 ตร.ม. – ฟังก์ชัน 4 ห้องนอน / 5 ห้องน้ำ / 4 ที่จอดรถ / 2 ห้องนั่งเล่น / 1 ห้องอเนกประสงค์ / 1 ห้องซักรีด / 1 ห้องแม่บ้านพร้อมห้องน้ำในตัว
• แบบบ้าน Aldelisse บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 140.1 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 642 ตร.ม. – ฟังก์ชัน 5 ห้องนอน / 6 ห้องน้ำ / 5 ที่จอดรถ / 3 ห้องนั่งเล่น / 1 ห้องอเนกประสงค์ / 1 ห้องซักรีด / 2 ห้องแม่บ้านพร้อมห้องน้ำในตัว
• แบบบ้าน Ambrosine บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 215 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 885 ตร.ม. – ฟังก์ชัน 5 ห้องนอน / 6 ห้องน้ำ / 8 ที่จอดรถ / 3 ห้องนั่งเล่น / 1 ห้องอเนกประสงค์ / 1 ห้องซักรีด / 2 ห้องแม่บ้านพร้อมห้องน้ำในตัว / 1 Courtyard
• แบบบ้าน Seraphielle บ้านเดี่ยว 2 ชั้น ที่ดินเริ่มต้น 240.1 ตร.ว. พื้นที่ใช้สอย 1140 ตร.ม. – ฟังก์ชัน 5 ห้องนอน / 6 ห้องน้ำ / 12 ที่จอดรถ / 5 ห้องนั่งเล่น / 1 ห้องอเนกประสงค์ / 1 ห้องซักรีด / 2 ห้องแม่บ้านพร้อมห้องน้ำในตัว / 1 ห้องนิรภัย / 1 ลิฟต์ / 1 สระว่ายน้ำ

บ้านทุกหลังของ โครงการ THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา ออกแบบโดยผสมผสานความหรูหราสง่างามของ Signature Elements ของ Beaux Arts อย่างเช่น Facade หินอ่อน Trevertine โทนสีสว่าง ความสมมาตรของซุ้มประตู หน้าต่าง และรูปทรงเสาโรมันที่ถูกนำมาตีความหมายใหม่ ลดทอนรายละเอียดของงานออกแบบบางอย่างออกไปและเพิ่มความโมเดิร์นทันสมัยเข้ามา เพื่อให้เหมาะสมกับยุคนี้

Ambrosine เป็นแบบบ้าน ที่กานต์พามาชมกันในพาร์ทนี้ครับ ออกแบบบ้านเป็นทรงรูปตัว L ล้อมด้วย Courtyard ตรงกลาง ถ้าดูจากเรื่องของวัสดุและโครงสร้าง สะท้อนความพิถีพิถันในระดับงานคราฟต์ได้ดีมากครับ ทางโครงการเลือกใช้โครงสร้างแบบ Conventional ก่ออิฐมวลเบา Q-Con เพราะเข้าใจอินไซต์ของคนซื้อบ้านหรูที่มักจะทุบหรือปรับเปลี่ยนพื้นที่ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองในอนาคต พื้นที่ภายในให้ความรู้สึกโอ่โถงด้วยความสูงฝ้าแบบ Double Volume
โครงการยังได้เตรียม eco-system ไว้รองรับวิถีชีวิตยุคใหม่ได้อย่างครบวงจรครับ ไม่ว่าจะเป็น Smart Station เป็นหัวใจหลักเชื่อมต่อระบบรักษาความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมด ติดตั้งเซนเซอร์กันขโมย กล้องวงจรปิด ปุ่มฉุกเฉิน CUBE Clicker สำหรับผู้สูงอายุ ไปจนถึงระบบสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมรองรับเทรนด์อนาคตด้วยโซลาร์เซลล์ 5.5 kW เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า Zaptec จากนอร์เวย์ และระบบ Air Purifier กรองฝุ่น PM 2.5 ที่ช่วยดึงอากาศบริสุทธิ์เข้ามาในบ้าน
แต่ถ้าเป็นบ้านไซส์ท็อปสุดอย่างแบบ Seraphielle จะถูกยกระดับฟังก์ชันขึ้นไปอีกขั้น ด้วยสระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือ ลิฟต์โดยสาร Jardine Schindler และห้องนิรภัยแบรนด์อังกฤษอย่าง Chubbsafe ทั้งหมดนี้ตอกย้ำภาพลักษณ์ของการเป็นบ้านเพื่อคุณภาพชีวิตระดับสูงได้อย่างชัดเจนครับ

เข้ามาภายในบ้าน สเปซแรกที่ต้อนรับเราคือโถง Foyer ที่กว้างขวางและมีกลิ่นอายความคลาสสิกแบบเต็มเปี่ยม งานดีไซน์เลือกใช้พื้นหินอ่อนลวดลายตารางหมากรุกที่ดูหรูหราและข้ามกาลเวลา รับกับเสาสไตล์คลาสสิกสีขาวสะอาดตา

สิ่งที่ทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาคือการสอดแทรกแนวคิด Biophilic ด้วยการจัดวางกระถางปูนปั้นสลักลายที่ปลูกต้นไม้ทรงสูงไว้คู่กัน พร้อมโซฟากำมะหยี่สีเขียวเข้มตรงกลาง เป็นการเซ็ตมู้ดให้เรารู้สึกถึงความผ่อนคลายตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาภายในบ้านครับ

การตกแต่งภายในเป็นการพบกันครึ่งทางที่ลงตัวมากระหว่างความคลาสสิกของ Beaux-Arts ผ่านรายละเอียดของคิ้วบัว เตาผิงสลักลาย และงานไม้โทนสีเข้มบนฝ้าเพดาน เข้ากับการดึงธรรมชาติเข้ามาไว้ในบ้าน

เราได้เห็นการเลือกใช้วอลเปเปอร์ลวดลายพรรณไม้และนกกระยางที่ดูสบายตา รวมถึงหน้าต่างกระจกบานยักษ์ที่เปิดรับแสงธรรมชาติและวิวสวนเข้ามาแบบเต็มหน้ากว้าง ทำให้พื้นที่สเกลใหญ่แต่กลับไม่รู้สึกอึดอัด แต่กลับโปร่งโล่

ด้านหน้ามีห้อง Private Lounge ที่ตกแต่งอย่างสุขุมนุ่มลึกด้วยผนังกรุไม้สีเข้มและฝ้าเพดานลวดลายรังผึ้ง เหมาะสำหรับการแยกตัวมาอ่านหนังสือเงียบๆ หรือคุยธุรกิจส่วนตัว

นอกจากนี้ ยังมีห้องนอนชั้นล่างที่เตรียมไว้สำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ออกแบบให้เรียบง่าย อบอุ่น และให้ความสำคัญกับช่องแสงขนาดใหญ่ที่มองออกไปเห็นพื้นที่สีเขียวด้านนอก คุณปู่คุณย่าสามารถตื่นมาจิบกาแฟริมหน้าต่าง พร้อมรับความสดชื่นจากสวนส่วนตัวได้ทันทีครับ

ความอลังการของแบบบ้าน Ambrosine นำเสนอความลื่นไหลของการออกแบบสเปซที่เชื่อมต่อวิถีชีวิตของครอบครัวใหญ่เข้าด้วยกัน ความน่าสนใจคือการออกแบบให้มีลานกึ่งเอาต์ดอร์แทรกอยู่กลางตัวบ้าน เมื่อเลื่อนประตูกระจกบานใหญ่จากห้องรับประทานอาหารออกไป สมาชิกในครอบครัวสามารถมานั่งรับลม จิบน้ำชา ปล่อยให้เด็กๆ และน้องหมาวิ่งเล่นได้อย่างปลอดภัย เป็นการออกแบบสเปซที่ชาญฉลาด เพราะดึงเอาอากาศบริสุทธิ์และแสงแดดให้หมุนเวียนเข้ามาหล่อเลี้ยงพื้นที่ชั้นล่างได้ตลอดทั้งวัน

กลับเข้ามาด้านในเป็นพื้นที่รับประทานอาหารที่โอ่โถงด้วยเพดานสูงถึง 7.5 เมตรแบบ Double Volume พร้อมแชนเดอเลียร์คริสตัลระย้าสุดอลังการ

ดูสิครับ โต๊ะอาหารตัวยาวที่จัดวางคู่กับเก้าอี้กำมะหยี่สีเขียว เปิดรับแสงธรรมชาติและวิวสวนผ่านหน้าต่างกระจกบานยักษ์ เป็นการดึงเอาคอนเซปต์ Biophilic มาผสานข้ากับสเปซภายในบ้านได้อย่างละมุนละไมและเชื่อมโยงการใช้งานเข้าสู่โซน Pantry และครัวฝรั่งที่อยู่ลึกเข้าไป

พื้นที่โซนครัวออกแบบให้เป็นเหมือนผลงานศิลปะชิ้นหนึ่งในบ้าน คุมโทนด้วยตู้หน้าบานสีขาวคลาสสิก ท็อปหินอ่อน และมือจับสีทองที่ดูประณีต การปูพื้นด้วยลวดลายเรขาคณิตสีขาวดำ ผสมผสานกับตู้แช่ไวน์ดีไซน์หรู ยิ่งตอกย้ำกลิ่นอายความคลาสสิกสไตล์ Beaux-Arts ให้เด่นชัดขึ้น

พื้นที่ตรงนี้จึงไม่ใช่แค่ห้องที่ทำอาหาร แต่เป็นสเปซกระชับความสัมพันธ์ที่ทุกคนสามารถมายืนคุยกัน จิบเครื่องดื่มเบาๆ ระหว่างรออาหารมื้อพิเศษครับ
การร้อยเรียงฟังก์ชันทั้งหมดนี้ ทำให้สเปซชั้นล่างของบ้านทำงานร่วมกันเหมือนงานศิลปะชิ้นหนึ่ง ที่โอบรับวิถีชีวิตของครอบครัวใหญ่ไว้ได้อย่างงดงามครับ

ความสมบูรณ์แบบของบ้านอาจจะไม่ได้อยู่ที่เรื่องความกว้างขวางของโถงชั้นล่างเพียงอย่างเดียวครับ แต่อยู่ที่การเปลี่ยนผ่าน (Transition) ระหว่างสเปซที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ทันทีที่เราก้าวขึ้นบันไดสู่ชั้น 2

บันไดของบ้านหลังนี้ทำหน้าที่มากกว่าแค่ทางเดินเชื่อมชั้น แต่มันได้รับการออกแบบให้เป็นเหมือนส่วนหนึ่งของแกลเลอรีศิลปะครับ จะสังเกตว่า ตลอดแนวบันไดเราจะเห็นรายละเอียดของการใช้ผนังกรุไม้งานคลาสสิก พร้อมซุ้มโค้งประดับผนัง

สัมผัสต่อมาเมื่อขึ้นชั้นบน คือความอบอุ่นและมั่นคงจากพื้นไม้สักแท้ที่ทอดตัวยาวรับกับราวบันไดเหล็กดัด Wrought Iron สุดคลาสสิก ภาพมุมสูงบริเวณโถงบันไดนี้สะท้อนสเกลความอลังการของบ้านได้อย่างชัดเจนครับ เราจะเห็นพื้นที่ที่กว้างพอให้เด็กๆ และน้องหมาวิ่งเล่นขึ้นลงได้อย่างอิสระ ในขณะที่พ่อแม่สามารถเดินจูงมือลูกพูดคุยกันได้อย่างสบายใจไม่อึดอัด งานออกแบบสไตล์ Beaux-Arts ได้รับการถ่ายทอดผ่านรายละเอียดการกรุผนังไม้โทนสีเข้มสุดคลาสสิก พร้อมซุ้มโค้งประดับภาพวาดศิลปะ ภายใต้แสงไฟระยิบระยับจากแชนเดอเลียร์คริสตัลดวงใหญ่ที่ห้อยตระหง่านอยู่กลางโถง ทำให้ทุกย่างก้าวในบ้านเปรียบเสมือนการเดินชมงานศิลปะใน Private Art Gallery ของตัวเองครับ

เบื้องหน้าคือพื้นที่ที่จะโอบรับความเป็นครอบครัวเอาไว้คือ Family Living Area ที่งดงามและโปร่งสบายมากครับ สถาปนิกดึงความแกรนด์ของ งานคราฟต์มาโชว์ผ่านฝ้าเพดานกรุไม้ลวดลายตารางที่ให้มิติความลึกและดูหรูหราเข้าคู่กับเสาคลาสสิกสีขาว บริเวณนี้ถูกออกแบบให้เป็นระเบียงทางเดิน (Mezzanine) ที่เปิดมุมมองลงไปสู่โถง Double Volume ชั้นล่าง ซึ่งเป็นคอนเซปต์การดีไซน์ที่ชาญฉลาดมาก เพราะแม้ว่าสมาชิกในบ้านจะอยู่กันคนละชั้น แต่ฟังก์ชันที่เปิดโล่งถึงกันนี้จะช่วยให้สายสัมพันธ์ของคนในครอบครัวยังคงเชื่อมโยงกันได้เสมอครับ

สิ่งที่ทำให้พื้นที่ทั้งหมดนี้ดูมีชีวิตชีวา คือการนำแนวคิด Biophilic เข้ามาใช้ผ่านหน้าต่างกระจกบานกว้างที่เรียงรายตลอดแนวผนัง แสงธรรมชาติที่ส่องเข้ามาอาบไล้สเปซภายในห้อง ช่วยลดทอนความหนักของงานไม้และเฟอร์นิเจอร์คลาสสิก ทำให้มู้ดรวมๆ ของชั้น 2 กลายเป็นพื้นที่พักใจที่สว่าง สบายตา และชวนให้คนในบ้านอยากมาใช้เวลาร่วมกันในทุกวัน

ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมสอดแทรก Biophilic Design ด้วยหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่เปิดรับแสงแดดยามเช้าและวิวพื้นที่สีเขียว เปลี่ยนมุมนั่งเล่นบนโซฟาสีขาวตัวนุ่มนี้ให้กลายเป็น Modern Sanctuary นอกจากนี้ยังมีมุมตู้บิลต์อินซุ้มโค้ง (Arch) ซ่อนไฟวอร์มไวท์ พร้อมโต๊ะไม้ตัวสวย ที่คุณปู่สามารถมานั่งอ่านหนังสือ หรือคุณพ่อจะใช้นั่งเช็กอีเมลเงียบๆ ในยามเช้าได้เลยครับ

อีกหนึ่งมุมที่กานต์ประทับใจมาก คือบริเวณโถงระเบียงด่้านในที่ได้จัดวางอาร์มแชร์เอาไว้ให้นั่งพักผ่อน และยังเป็นมุมสนทนาส่วนตัวที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ให้ภาพของคน 2 Generation ได้มานั่งจิบเครื่องดื่ม พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกันในมุมที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนและทรงพลังมากของการถ่ายทอดวิสัยทัศน์ แนวคิด และความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่น (Generation to Generation) ในแบบฉบับของครอบครัวระดับ Visionary อย่างแท้จริงครับ

พาไปชม Master Bedroom กันบ้าง ห้องนอนหลักของบ้านมีขนาดใหญ่มาก เมื่อเข้ามาในโซนพักผ่อน เราจะสัมผัสได้ถึงความโอ่อ่าของสถาปัตยกรรม Beaux-Arts ทันทีครับ สอดรับกับเตียงนอนไม้เตียงสี่เสา (Four-poster bed) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความโอ่อ่าและมักพบในคฤหาสน์หรือปราสาทฝั่งยุโรป แต่ถูกนำมาตีความใหม่ให้ดูร่วมสมัยและโปร่งสบายขึ้น

งานดีไซน์ภายในห้องโดดเด่นด้วยฝ้าเพดานฉลุลวดลายเรขาคณิตสุดประณีต และการตกแต่งผนังด้วยงานไม้เซาะร่องสไตล์คลาสสิก พื้นที่ตรงนี้กว้างขวางพอที่จะจัดวางชุดโซฟาโค้งตัวใหญ่ดีไซน์หรู พร้อมอาร์มแชร์และโต๊ะกลางสำหรับนั่งดูทีวีหรือพักผ่อนได้อย่างเป็นสัดส่วนครับ นอกจากนี้ สถาปนิกยังออกแบบหน้าต่างกระจกซุ้มโค้งบานใหญ่เรียงรายกัน เพื่อดึงแสงธรรมชาติเข้ามาอาบไล้พื้นที่ภายใน ทำให้ห้องดูโปร่งสบายตาครับ

ความพิเศษของ Master Bedroom คือมีระเบียงส่วนตัวขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อออกไปจากห้องนอนครับ พื้นที่ระเบียงกว้างขวางและตกแต่งด้วยราวเหล็กดัดลวดลายคลาสสิก เป็นมุมที่เราสามารถเปิดประตูออกมายืนรับลมยามเช้าหลังตื่นนอน สูดอากาศบริสุทธิ์ จิบเครื่องดื่มเย็นๆ พร้อมชมวิวยอดไม้และพื้นที่สีเขียวภายนอกได้อย่างเต็มที่ครับ

ถัดเข้ามาคือโซนแต่งตัวที่ออกแบบเป็น Walk-in Closet ครับ ห้องนี้ต้อนรับเราด้วยซุ้มประตูทางเข้าสุดคลาสสิก ภายในจัดวางตู้เสื้อผ้ากระจกบานเปลือยซ่อนไฟวอร์มไวท์ พร้อมตู้โชว์เครื่องประดับตรงกลางห้อง มองแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินเลือกของอยู่ในช้อปแบรนด์เนมเลยครับ

แต่ในขณะเดียวกัน พื้นที่ตรงนี้ก็เป็นจังหวะที่ให้ครอบครัวได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นตอนที่คุณพ่อกำลังแต่งตัวให้ลูกชายตัวน้อย หรือตอนที่คุณแม่นั่งแต่งหน้าอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง ถือเป็นความผูกพันที่เกิดขึ้นได้ทุกวันในสเปซที่ลงตัวครับ

ด้านในสุดจะเป็น Master Bathroom ที่สเกลใหญ่และคุมโทนด้วยสีสว่างสะอาดตาครับ ทางโครงการจัดเตรียมเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าแบบ His & Her ท็อปหินอ่อนพร้อมกระจกบานใหญ่ที่ให้ความรู้สึกหรูหรา
ไฮไลต์คืออ่างอาบน้ำแบบ Standalone ที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่างกระจก ซึ่งเปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามาอย่างเต็มที่ เป็นการนำหลัก Biophilic Design มาใช้ได้อย่างลงตัว ทำให้เวลาที่คุณนอนแช่น้ำอุ่น คุณจะรู้สึกผ่อนคลายราวกับได้หลบมาพักผ่อนในสปาส่วนตัวระดับ 5 ดาวเลยครับ

เดินไปอีกฝั่งของบ้านก็จะเป็นห้องนอนใหญ่ เรียกว่า Junior Master Bedroom ซึ่งเป็นห้องนอนที่มีขนาดใหญ่มากครับ ตกแต่งให้ดูหรูหรา นิ่ง และมีความแกลมขึ้นมาอีกระดับครับ

สถาปนิกคุมโทนห้องนี้ด้วยสีน้ำเงิน-ทอง ตกแต่งผนังด้วยคิ้วบัวสีทองสไตล์คลาสสิกที่ล้อไปกับฝ้าเพดานลวดลายตาราง จุดเด่นที่ชอบคือการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เหมือนงานศิลปะ ตั้งแต่เตียงนอนกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มที่ดูภูมิฐาน ไปจนถึงโต๊ะกระจกที่มีดีไซน์ขาตั้งเป็นรูปกิ่งไม้สีทอง ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนมีประติมากรรมชิ้นเอกตั้งอยู่กลางห้อง

นอกจากนี้ การเจาะช่องแสงด้วยหน้าต่างซุ้มโค้งยังช่วยดึงแสงธรรมชาติเข้ามา ทำให้โทนสีเข้มของห้องดูสว่างและโปร่งตาขึ้น พร้อมกับแบ่งโซน Walk-in Closet และห้องน้ำส่วนตัวที่ตกแต่งลายหินอ่อนอย่างเป็นสัดส่วนครับ

มาดูห้องนอนอีกห้องที่อยู่โซนด้านหลังกันบ้างครับ ซึ่งเป็นห้องที่กานต์ชอบมาก เพราะค่อนข้างเงียบสงบดี งานอินทีเรียร์ของห้องนี้ยังคงคุมโทนความคลาสสิกที่ดูอบอุ่นและสว่างตา

สถาปนิกเลือกใช้ผนังกรุลูกฟักสีขาวที่ดูละมุน จับคู่กับหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่ปล่อยให้แสงธรรมชาติลอดผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาสร้างมิติภายในห้อง มีมุมพักผ่อนข้างหน้าต่างที่จัดวางอาร์มแชร์ดีไซน์เรียบหรูไว้ เป็นมุมที่เหมาะมากสำหรับการนั่งอ่านหนังสือ หรือใช้เวลาส่วนตัวเงียบๆ ในยามบ่าย ภายในมีห่้องแต่งตัวแบบ Walk-in Closet และห้องนอนทุกห้องมีห้องน้ำในตัวครับ

ห้องนอนอีกห้องจะอยู่ด้านหลัง กานต์มองว่าห้องนี้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเจนเนเรชันใหม่ หรือสายครีเอทีฟที่มีแพสชันในการทำงานมากๆ ครับ

มีการจัดวางโต๊ะทำงานหินอ่อนดีไซน์เก๋ไว้ด้านข้างนอนเตียง สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนยุคนี้ที่มองว่า Work is Everywhere

นึกถึงภาพของหญิงสาวที่กำลังยืนตรวจเช็กงานบนโต๊ะพร้อมจิบเครื่องดื่มไปด้วย สะท้อนให้เห็นว่าสเปซที่โปร่งสบายและมีสไตล์ จะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ทำให้การทำงานที่บ้านเป็นเรื่องที่ผ่อนคลายและไม่น่าเบื่ออีกต่อไปครับ

#สรุป สิ่งที่ทำให้โครงการ THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา น่าดึงดูดใจและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้เป็นอย่างดี คือการวาง Position เป็น Private Collection ที่สงวนไว้สำหรับ 23 ครอบครัวเท่านั้น การตัดสินใจซื้อที่นี่จึงหมายถึงการได้ครอบครองสังคมคุณภาพและความเป็นส่วนตัวขั้นสุด
ตัวบ้านสเกลใหญ่ระดับ Mega Residence นำมาหลอมรวมกับสถาปัตยกรรม Beaux-Arts และแนวคิดธรรมชาติแบบ Biophilic Design ได้อย่างลงตัว บ้านทุกหลังในโครงการ จึงกลายเป็นงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซที่งดงามเหนือกาลเวลา เป็นพื้นที่สงบสบายใจของคนทุกวัย และเป็นมรดกแห่งความสำเร็จที่คุณสามารถส่งต่อให้คนที่รักได้อย่างน่าภูมิใจที่สุดครับ
สัมผัสประสบการณ์การอยู่อาศัยระดับ Ultra-Luxury สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร 1623
FAQFrequently Asked Questions
Where is THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา located?
THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา is a luxury property reviewed by KANT with design and facilities details.
Design features of THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา?
KANT visited and reviewed THE PALAZZO กรุงเทพกรีฑา covering architecture and amenities.




