ENGLISH SUMMARY
The Langham, Custom House, Bangkok is Langham Hospitality Group's first hotel in Thailand, opening on the Chao Phraya riverfront in Bang Rak. The 75-key property (60 rooms and 15 suites) occupies the restored Customs House of 1888, a Joachim Grassi building registered as a national monument since 2002, alongside a new curved wing by Smith Obayawat of Office of Bangkok Architects. The project is a joint venture between Langham and Rabbit Holdings of BTS Group, with total investment of about 6 billion baht, after the site passed through Natural Park and U City and an earlier plan to open as an Aman. Facilities include Chuan Spa, a Technogym Sandstone Collection fitness centre and a Bangkok outpost of T'ang Court, the three-Michelin-star Cantonese restaurant from The Langham, Hong Kong. Reservations opened on 3 August 2026 for stays from 20 December 2026, with the three-night Grand Arrival package from 131,888++ baht.
สรุปตรง
The Langham, Custom House, Bangkok คือโรงแรมแห่งแรกในประเทศไทยของ Langham Hospitality Group เปิดให้เข้าพัก 20 ธันวาคม 2569 ริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านบางรัก ตัวโรงแรมมี 75 ห้อง แบ่งเป็นห้องพัก 60 ห้องและห้องสวีท 15 ห้อง วางอยู่บนศุลกสถานที่เปิดทำการปี 2431 ผลงานโจอาคิม กราสซี สถาปนิกชาวอิตาลี โดยมีอาคารใหม่ทรงโค้งของสมิตร โอบายะวาทย์ แห่ง OBA ยืนเคียงข้าง เจ้าของโครงการคือ Langham ร่วมทุนกับ Rabbit Holdings ในเครือ BTS Group มูลค่าลงทุนรวมราวหกพันล้านบาท ภายในมี Chuan Spa และ T’ang Court ห้องอาหารกวางตุ้งสามดาวมิชลินจากฮ่องกงที่ยกมาเปิดสาขาให้กรุงเทพฯ โดยเฉพาะ แพ็กเกจเปิดตัว The Grand Arrival เริ่มต้น 131,888++ บาท ของที่โรงแรมริมน้ำหลังใหม่ลอกกันไม่ได้ อยู่ที่ตัวอาคารอายุ 138 ปีหลังนี้หลังเดียว ห้องพักและดาวมิชลินสร้างใหม่ได้เสมอ
ที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาแถบบางรักวันนี้บางแปลงขยับไปแตะหลักแสนสองถึงสองแสนห้าหมื่นบาทแล้ว ตัวเลขแบบนี้ไม่ได้ขยับเพราะที่ดินโล่งเหลือน้อยลงแต่เพียงอย่างเดียว แต่ขยับเพราะของบางอย่างในย่านนี้หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว อย่างเช่น อาคารประวัติศาสตร์ริมน้ำที่รอดพ้นการรื้อทิ้งมาได้ร้อยกว่าปีครับ ตอนนี้กลายเป็นโรงแรมใหม่ล่าสุดของกรุงเทพฯ คือ The Langham, Custom House, Bangkok
ศุลกสถาน หรือที่คนย่านนี้เรียกติดปากกันมานานว่า โรงภาษีร้อยชักสาม คืออาคารแบบนั้น และในที่สุดก็ถึงคิวได้เปิดประตูต้อนรับคนอีกครั้ง ในฐานะ The Langham, Custom House, Bangkok โรงแรมลักชัวรี 75 ห้อง ที่เพิ่งประกาศเปิดรับสำรองห้องพักอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา สำหรับการเข้าพักตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป นับเป็นการเข้าตลาดไทยครั้งแรกของ Langham Hospitality Group เชนโรงแรมในเครือ Great Eagle Holdings จากฮ่องกง
กานต์ว่าข่าวเปิดจองห้องพักแบบนี้ ถ้าอ่านผิวเผินก็เป็นแค่ข่าวประชาสัมพันธ์โรงแรมใหม่อีกโรงหนึ่ง แต่ถ้าตามเส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้ จะเห็นภาพใหญ่กว่านั้นมาก เชนโรงแรมระดับโลกกำลังแข่งกันแย่งชิงที่ดินริมน้ำแบบหาซื้อที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ที่ดินที่ผูกเรื่องเล่าไว้กับตัวอาคารมาตั้งแต่ต้น และเรื่องเล่าแบบนี้สร้างขึ้นใหม่ที่ไหนก็ไม่ได้เลย

Langham เริ่มต้นที่ลอนดอน ปี 1865
ชื่อ Langham มีที่มาจาก The Langham, London โรงแรมที่เปิดตัวเมื่อปี 1865 ได้รับยกย่องเป็นแกรนด์โฮเทลแห่งแรกของยุโรป ผ่านสงครามโลกทั้งสองครั้ง ผ่านช่วงที่ BBC เคยเช่าเป็นสตูดิโอ ก่อนบูรณะกลับมาเปิดเป็นโรงแรมอีกครั้งในปี 1991 สี่ปีให้หลัง Great Eagle Holdings กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์จากฮ่องกง ซื้อกิจการ The Langham, London แล้วนำชื่อนี้มาตั้งเป็นแบรนด์หลักของเชนทั้งเครือ กลายเป็น Langham Hospitality Group ที่วันนี้ดูแล Langham Hotels and Resorts, Cordis Hotels and Resorts, Eaton และ Ying’nFlo แบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดสาขาแรกที่หางโจวเมื่อกลางปี 2025
บ็อบ ฟาน เดน ออร์ด (Bob van den Oord) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม เคยวางตำแหน่งแบรนด์ Langham ไว้ว่าเป็น approachable luxury ลักชัวรีที่ไม่เย็นชาหรือเงียบขรึมแบบคู่แข่งบางเจ้า ล็อบบี้ต้องมีชีวิต มีเสียงคน มีวัฒนธรรมกินดื่มเป็นตัวขับเคลื่อนบรรยากาศ กานต์อ่านแล้วพอเข้าใจครับ เพราะปรัชญานี้เองที่ผลักดันให้ Langham ขยายเข้ายุโรป (Langham, Venice เตรียมเปิดปี 2027 โรงแรมใหม่แห่งแรกในทวีปยุโรปรอบ 160 ปี) เข้าตะวันออกกลาง (Langham, Diriyah ที่ซาอุดีอาระเบีย เป้าเปิดปี 2029) และตอนนี้ถึงคิวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรุงเทพฯ คือจุดเริ่มต้น
ศุลกสถาน ผ่านมือมาแล้วสามรอบ
แต่ก่อนจะมาอยู่ในมือ Langham ที่ดินผืนนี้ผ่านเจ้าของมาแล้วไม่ต่ำกว่าสามรอบ ศุลกสถานเปิดทำการครั้งแรกปี พ.ศ. 2431 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ออกแบบโดยโจอาคิม กราสซี สถาปนิกอิตาเลียน-ออสเตรียน-ฝรั่งเศส ที่ฝากผลงานสไตล์ตะวันตกไว้หลายจุดในกรุงเทพฯ ยุคนั้น อาคารทำหน้าที่เก็บภาษีนำเข้าตามสนธิสัญญาเบาว์ริง อัตราสามสตางค์ต่อร้อย คนเลยเรียกติดปากว่าโรงภาษีร้อยชักสาม และเพราะเป็นด่านแรกที่พ่อค้าต่างชาติต้องผ่านก่อนเข้าเมือง จึงได้อีกชื่อว่าประตูสู่สยาม
พอศุลกากรย้ายไปคลองเตยในปี 2492 อาคารก็เริ่มเสื่อมบทบาทลงเรื่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นที่ทำการตำรวจน้ำบ้าง สถานีดับเพลิงบางรักบ้าง จนทรุดโทรมหนัก ผู้เช่ารายสุดท้ายย้ายออกไปราวปี 2559 กรมธนารักษ์เจ้าของที่ดินเคยให้สัมปทาน 30 ปีกับบริษัท Natural Park ตั้งแต่ปี 2548 ตอนนั้นมีข่าวจะทำเป็นโรงแรม Aman แต่โครงการค้างเติ่งอยู่นานหลายปี ก่อนบริษัทจะปรับโครงสร้างใหม่เป็น U City และเซ็นสัญญากับกระทรวงการคลังอย่างเป็นทางการในปี 2562 งบก่อสร้างตอนนั้นราวสามพันล้านบาท บวกค่าเช่าตลอดสัญญาอีกพันหกร้อยล้าน เป้าหมายเดิมยังวางแบรนด์ Aman เปิดปี 2568
จนปี 2567 โครงการเปลี่ยนมือมาอยู่กับ Langham Hospitality Group ร่วมทุนกับ Rabbit Holdings ในเครือ BTS Group มูลค่าการลงทุนรวมขยับขึ้นไปแตะหกพันล้านบาท ระหว่างบูรณะยังต้องทำงานร่วมกับกรมศิลปากรขุดค้นและขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุในพื้นที่ไปพร้อมกัน เพราะอาคารได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตั้งแต่ปี 2545 แตะอะไรไม่ได้ตามใจครับ
บางรัก ย่านการค้าเก่าแก่ที่สุดของกรุงเทพฯ
ทำเลที่ตั้งเองก็เล่าเรื่องได้อีกชั้นหนึ่ง บางรักกับถนนเจริญกรุงคือย่านการค้าระหว่างประเทศเก่าแก่ที่สุดของกรุงเทพฯ เคยเป็นที่ตั้งสถานกงสุลต่างชาติ บริษัทการค้ายุคอาณานิคมอย่าง East Asiatic Company และโรงแรมเก่าแก่อย่าง Mandarin Oriental Bangkok นับตั้งแต่ ICONSIAM เปิดตัวปี 2561 ฝั่งธนบุรีตรงข้ามก็ดึงคนกลับมาที่แม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้ง ฝั่งเจริญกรุงเองก็ฟื้นตัวไปพร้อมกัน Warehouse 30, The Jam Factory, Lhong 1919, TCDC ที่ย้ายเข้าไปอยู่ในตึกไปรษณีย์กลางเก่า ผลักให้ย่านนี้กลายเป็นคู่ตรงข้ามของย่านซีบีดีสุขุมวิท ลักชัวรีแบบที่นี่มาพร้อมมรดกและงานคราฟต์ พอดิบพอดีกับดีเอ็นเอของ Langham ที่วางตัวเองเป็นแบรนด์สายเฮอริเทจอยู่แล้ว

อาคารใหม่ที่ยอมถอยให้อาคารเก่า
ตัวสถาปัตยกรรมของโครงการเดินตามตรรกะเดียวกัน อาคารใหม่ที่สร้างขึ้นข้างศุลกสถาน ออกแบบโดยสมิตร โอบายะวาทย์ (Smith Obayawat) ผู้ก่อตั้ง OBA หรือ Office of Bangkok Architects สตูดิโอสถาปนิกไทยที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2537 ฝากผลงานไว้ทั่วเมือง ตั้งแต่ SO/ Sofitel Bangkok ไปจนถึง Siam Square One รูปทรงโค้งของอาคารใหม่หลังนี้ตั้งใจสะท้อนการไหลของแม่น้ำเจ้าพระยา วางตัวเป็นคู่สนทนากับศุลกสถานแบบที่ Langham เรียกเองว่าความสัมพันธ์คุณปู่กับหลาน อาคารเก่าคือรากที่มั่นคง อาคารใหม่คือกิ่งก้านที่งอกต่อไปข้างหน้า ไม่ได้เลียนแบบอดีตให้เหมือนเป๊ะ แต่ก็ไม่ตัดขาดจากมันเช่นกัน
ภายในห้องพักเลือกใช้วัสดุธรรมชาติ แสงไฟโทนอุ่น ลวดลายที่หยิบยืมจากศิลปะไทยมาปรับให้ร่วมสมัย จุดที่กานต์ชอบเป็นพิเศษคืออ่างอาบน้ำในห้องพักครับ ออกแบบให้เป็นประติมากรรมชิ้นหนึ่งของห้อง ล้อมด้วยผนังโลหะสีทองขัดเงา ลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนอ้างอิงงานโลหะไทยแบบเหรียญกษาปณ์และงานปิดทองในยุครัชกาลที่ 5 รายละเอียดแบบนี้ผูกเรื่องราวของที่ดินผืนนี้เข้ากับตัวห้องพักได้จริง ไม่ใช่ลวดลายตกแต่งลอยๆ ที่หยิบมาจากไหนก็ได้ ห้องสวีทยกระดับขึ้นไปอีกขั้น อ้างอิงความโอ่อ่าจากมรดกศิลปวัฒนธรรมชนชั้นสูงไทย ผสานเข้ากับโทนสีซิกเนเจอร์ของ Langham เอง
75 ห้อง กับ T’ang Court สามดาวมิชลิน
รวมทั้งหมด 75 ห้อง แบ่งเป็นห้องพัก 60 ห้อง ห้องสวีท 15 ห้อง มี Chuan Spa และฟิตเนสติดตั้งอุปกรณ์ Technogym รุ่น Sandstone Collection เป็นโรงแรมแรกในภูมิภาคเอเชียที่ได้อุปกรณ์รุ่นนี้ ส่วนตัวศุลกสถานเองบูรณะแยกไว้ทำหน้าที่พื้นที่กิน ดื่ม และเฉลิมฉลอง รวมถึง T’ang Court ห้องอาหารกวางตุ้งสามดาวมิชลินจาก The Langham, Hong Kong ที่ยกมาเปิดสาขาให้กรุงเทพฯ โดยเฉพาะ

เกมราคา 131,888 บาท กับจังหวะที่เลือกเปิด
ช่วงเวลาที่ Langham เลือกเปิดตัวก็น่าสนใจ เพราะตอนนี้รัฐบาลไทยเองกำลังปรับนโยบายวีซ่าไปทางเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ อยากได้นักท่องเที่ยวพักนานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น แทนที่จะไล่ตามจำนวนหัว Krungsri Research คาดว่านักท่องเที่ยวจะกลับมาโต 35.5 ล้านคนในปี 2569 แรงหนุนหลักมาจากกลุ่มอินเดียกับยุโรปที่ใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย ไม่ใช่จีนแบบเดิม นี่คือกลุ่มลูกค้าที่แพ็กเกจ The Grand Arrival ของ Langham เล็งเอาไว้พอดี สามคืนแรกของฤดูกาลเปิดตัว เริ่มต้นที่ 131,888++ บาทสำหรับห้องคลาสสิก และ 248,888++ บาทสำหรับห้องสวีท พร้อมบัตเลอร์ส่วนตัว รถเบนท์ลีย์ และทัวร์ประวัติศาสตร์ศุลกสถานที่โรงแรมอื่นให้ไม่ได้ครับ
ราคาระดับนี้วาง The Langham ให้ชนตรงกับ Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River และ Capella Bangkok สองโรงแรมที่เปิดปี 2563 ยกระดับมาตรฐานลักชัวรีริมแม่น้ำเจ้าพระยาไปแล้วรอบหนึ่ง ต่างกันตรงที่ Four Seasons กับ Capella สร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ส่วน Langham แบกรับต้นทุนและความเสี่ยงของการบูรณะอาคารอายุร้อยกว่าปีไปพร้อมกัน เดิมพันสูงกว่า แต่ก็เป็นเรื่องที่ลอกเลียนแบบกันไม่ได้เหมือนกัน เพราะตัวศุลกสถานเอง ต่อให้สร้างโรงแรมใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอีกสักสิบแห่ง ก็ไม่มีทางมีอาคารประวัติศาสตร์ปี 2431 ให้ครอบครองเป็นหลังที่สองอีกแล้ว The Langham, Custom House, Bangkok เดิมพันธุรกิจทั้งก้อนไว้กับความจริงข้อเดียวนี้ เพราะที่นี่มัน Rare Item มากๆ
คำถามที่พบบ่อย — The Langham, Custom House, Bangkok
The Langham, Custom House, Bangkok อยู่ที่ไหน
โรงแรมตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งบางรัก บนถนนเจริญกรุง ย่านการค้าระหว่างประเทศเก่าแก่ที่สุดของกรุงเทพฯ ที่เคยเป็นที่ตั้งสถานกงสุลต่างชาติและบริษัทการค้ายุคอาณานิคมอย่าง East Asiatic Company ตัวโรงแรมใช้อาคารศุลกสถานเดิมที่เปิดทำการเมื่อปี 2431 เป็นแกนกลาง อยู่ใกล้ Mandarin Oriental Bangkok และมองข้ามแม่น้ำไปเห็น ICONSIAM ฝั่งธนบุรี ทางโรงแรมจัดเรือส่วนตัวและรถเบนท์ลีย์รับส่งไว้ให้แขกที่เข้าพัก
เปิดให้เข้าพักเมื่อไร ราคาเริ่มต้นเท่าไร
วันเปิดให้เข้าพักคือ 20 ธันวาคม 2569 และเปิดรับจองแล้ว แพ็กเกจเปิดตัวชื่อ The Grand Arrival สำหรับสามคืนแรกของฤดูกาล เริ่มต้นที่ 131,888++ บาทสำหรับห้องคลาสสิก และ 248,888++ บาทสำหรับห้องสวีท ราคานี้รวมบัตเลอร์ส่วนตัว รถเบนท์ลีย์ และทัวร์ประวัติศาสตร์ศุลกสถาน ระดับราคาแบบนี้วางโรงแรมไว้ชนกับ Four Seasons Hotel Bangkok at Chao Phraya River และ Capella Bangkok สองแห่งที่เปิดเมื่อปี 2563
จุดเด่นของ The Langham, Custom House, Bangkok อยู่ตรงไหน
โรงแรมมี 75 ห้อง แบ่งเป็นห้องพัก 60 ห้องและห้องสวีท 15 ห้อง อาคารใหม่ทรงโค้งที่สร้างข้างศุลกสถานเป็นผลงานสมิตร โอบายะวาทย์ แห่ง Office of Bangkok Architects รูปทรงตั้งใจสะท้อนการไหลของแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนตัวศุลกสถานบูรณะแยกไว้เป็นพื้นที่กิน ดื่ม และเฉลิมฉลอง จุดที่คนพูดถึงมากที่สุดคือ T’ang Court ห้องอาหารกวางตุ้งสามดาวมิชลินจาก The Langham, Hong Kong ที่ยกมาเปิดสาขาให้กรุงเทพฯ โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมี Chuan Spa และฟิตเนสที่ติดตั้งอุปกรณ์ Technogym รุ่น Sandstone Collection เป็นแห่งแรกในเอเชีย



