Thursday 30 July 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  HOTEL
HOTEL·02 Feb 2022

รีวิว Mandarin Oriental Bangkok โรงแรม 150 ปี ริมเจ้าพระยา

Words & Photography · KANT

Last Updated: 3 July 2026

ENGLISH SUMMARY

KANT reviews Mandarin Oriental Bangkok, the five-star riverside hotel founded in 1876 as Thailand's first — now 331 rooms including 60 suites. What sets it apart is the original 1876 neoclassical Authors' Wing, with suites named for Conrad and Maugham, alongside the two-Michelin-star Le Normandie and a teak launch across to BTS Saphan Taksin. A review of a service legend reaching 150 years in 2026.

สรุปตรง

Mandarin Oriental Bangkok คือโรงแรม 5 ดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อตั้งปี 1876 ในฐานะโรงแรมแห่งแรกของประเทศไทย ปัจจุบันมี 331 ห้องรวม 60 สวีต จุดที่ทำให้ต่างจากโรงแรมริมน้ำทั่วไปคือ Authors’ Wing อาคารนีโอคลาสสิกดั้งเดิมปี 1876 ที่ยังคงอยู่ พร้อมสวีตตั้งชื่อตามนักเขียนระดับโลกอย่าง Conrad และ Maugham ไฮไลต์คือ Le Normandie ห้องอาหารฝรั่งเศสระดับสองดาวมิชลิน และเรือไม้สักรับส่งข้ามไป BTS สะพานตากสิน จุดขายคือมรดกบริการระดับตำนานที่ครบ 150 ปีในปี 2026 ราคาเริ่มต้นหลักหมื่นแปดต่อคืน

Key Facts
KANT Rating 4.8 / 5
LocationBangkok
Price฿18,000+ / คืน
อาคารริมแม่น้ำเจ้าพระยาของ Mandarin Oriental Bangkok ในแสงยามค่ำ

#โอเรียลเต็ล ไม่ใช่โรงแรมแห่งแรกของไทย

แต่เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจมาจนถึงทุกวันนี้

ประวัติโรงแรมโอเรียลเต็ล กรุงเทพฯ

เอาจริง ประวัติของโรงแรมโอเรียลเต็ล กรุงเทพฯ (Mandarin Oriental, Bangkok) ถือว่าหาได้น้อยมากครับ แต่จาก Bangkok Calendar ของหมอบรัดเลย์ พบว่าก่อนหน้านั้นมีการจดแจ้งโรงแรมแห่งแรกคือ Union Hotel

ในหนังสือ “The Oriental Bangkok” โดย Andreas Augustin และ Andrew Williamson ระบุไว้ว่า ซี ซาลเจ กะลาสีเรือชาวเดนมาร์ก เป็นผู้ซื้อกิจการโอเรียนเต็ลในช่วงทศวรรษ 1870 เป็นโรงแรมที่มีพัฒนาการก้าวล้ำ ทั้งการเป็นโรงแรมแห่งแรกในไทยที่มีไฟฟ้าและมีลิฟต์ใช้ มีการลงโฆษณาโรงแรมในสยาม ไดเร็คตอรี่ เป็นโรงแรมที่ริเริ่มนำน้ำแร่บรรจุขวดมาให้บริการแขก จากนั้น ได้จ้างสถาปนิกอิตาเลียนให้ออกแบบอาคารใหม่ ซึ่งก็คือ “Author’s Wing” ในปัจจุบัน จึงถือได้ว่า โอเรียนเต็ลเป็นโรงแรมหรูแห่งแรกของไทยก็ว่าได้

ก่อนจะมีการเปลี่ยนมืออย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็น แมนดาริน โอเรียลเต็ล ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้มาได้สิบกว่าปีมานี้จากการเข้าถือหุ้นของ Mandarin Oriental Holdings B.V. มาพร้อมกับสัญลักษณ์รูปพัด เพื่อบ่งบอกความเป็น Fan ทำให้เป็นโรงแรมท่ีเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่ครับ ปีนี้อายุครบ 145 ปี จะเรียกว่าเป็นตำนานเลยก็ว่าได้ ไม่ใช่ระดับประเทศไทยเท่านั้น แต่เคยขึ้นชั้นโรงแรมที่ดีที่สุดในโลกหลายปีติดต่อกัน

ทริป Staycation ใกล้บ้านของกานต์ เลือกพักที่ แมนดาริน โอเรียลเต็ล แม้จะดูเป็นโรงแรมเก่าแก่ แต่ว่าเพิ่งมีการรีโนเวทใหญ่ไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ใช้เงินลงทุนรวมกว่า 2,500 ล้านบาท ปรับปรุงอาคาร “River Wing” โดยเน้นผสานความเป็นไทยร่วมสมัยเข้ากับเทคโนโลยีต่างๆ ห้องพักทุกห้องจะเห็นแม่น้ำหมด

กานต์พักห้อง State Room เป็นห้องที่ล้อมาจากการที่มีนักการเมืองจากทั่วโลกชอบมาพักที่ห้องนี้ ห้องจะเป็น Facing วิวกรอบหน้าต่างที่มองออกไปเห็นความมีชีวิตของแม่น้ำเจ้าพระยา ในมุมมองแบบพาโนรามิค ภายในห้องตกแต่งในสไตล์ไทยโมเดิร์นสวยงาม ผมชอบการตกแต่งที่ให้ฟีลลิ่งเหมือนบ้านเรือนไทย หัวเตียงตกแต่งด้วยเรือเพื่อบอกเล่าเรื่องราวความผูกพันกับสายน้ำ พื้นในห้องปูด้วยไม้สัก ใช้บุผนังด้วยไม้สักและผ้าไหมจิมทอมป์สัน สีตัดกันกับโซฟาที่หันหน้าชมวิวแม่น้ำ และมีระเบียงอยู่หัวมุมด้านนอกอาคาร มองเห็นทั้งสะพานตากสินและไอคอนสยาม เป็นห้องพักที่ดูดีมีสไตล์และมีเสน่ห์แบบสยามมาก ผสานเข้ากับการต้อนรับดูแลที่อบอุ่นด้วยวัฒนธรรมประเพณีแบบไทยๆ คือจุดขายสำคัญของโรงแรมแห่งนี้

ตำนานการบริการระดับตำนาน

ตำนานเรื่องจิตวิญญาณการให้บริการอันน่าทึ่ง เป็นหนึ่งในเรื่องที่ผมอยากหยิบยกมาเล่า ไม่ว่าจะเป็นอัตราการให้บริการของพนักงานต่อแขกประมาณ 4 ต่อ 1 การมีบัทเลอร์ประจำชั้น ของสังเกตความเป็นไปของแขกในลักษณะอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ภายในห้องพักมีระบบ Motion Sensor Room Control และยังอาศัยการสังเกตบริบท เช่น การนำก้านไม้ขนาดเล็กกั้นประตูเอาไว้ เมื่อแขกก้าวออกจากห้องไป เป็นอันรู้กันว่า จะมีการเช็ค เก็บกวาด ทำความสะอาด จัดวางข้าวของ เตียงนอนให้เป็นระเบียบเรียบร้อยทุกครั้ง และเมื่อเรากลับเข้าห้องมา ก็มักจะพบกับความประทับใจเสมอครับ

อย่างตอนที่ผมขึ้นห้องหลังทานมื้อค่ำเสร็จ ห้องนอนถูกปรับบรรยากาศให้สลัว ดูผ่อนคลายด้วยแสงเทียนและดอกไม้จัดเรียงชื่อ บนโต๊ะมีมาการองที่เพิ่มดีเทลด้วยการใส่ชื่อ KANT เข้าไป เป็นความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูมีมูลค่ามากครับ

ผมเคยอ่านบทความถึงเรื่อง การฝึกฝนความเป็นมิตรเป็นกันเองของพนักงานโรงแรมแมนดาริน โอเรียลเต็ล แล้วต้องบอกว่าทึ่งมากครับ สอนเรื่องการยิ้มให้ดูจริงใจ สอนเรื่องการแสดงสีหน้าว่าไม่ควรประจบประแจง สอนเรื่องการไหว้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม แขกแต่ละคนย่อมต้องการ treatment ที่ต่างกัน ดังนั้นพนักงานต้องหมั่นสังเกตรายละเอียด อ่านแล้วผมรู้สึกทึ่งมากครับ แม้วันที่เข้าพักอาจจะมีพนักงานหลุดๆ มาบ้าง แต่ก็อยู่ในระดับที่พอเข้าใจได้

ห้องอาหารและ Author Lounge

เสียดายที่ไม่ได้ดื่มชาที่ Author Lounge เพราะวันที่ไปไม่ได้เปิดให้บริการ ส่วนห้องอาหาร Lord Jim’s ก็ถูกจองเต็มไปหมดแล้ว เลยไปทานกลางว้นที่ ห้องอาหาร The Verandah แทน ส่วนช่วงค่ำผมไม่พลาดที่จะจองโต๊ะริมน้ำที่ห้องอาหารอิตาเลี่ยน Ciao Terrazza ผมชอบ Taglolini Con L’astice สปาเก็ตตี้ล็อบสเตอร์ เส้นสูตรพิเศษของ Ciao ซอสรสชาติดีมากครับ

The Oriental Spa ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ

จากนั้น นั่งเรือไปทำสปาที่ The Oriental Spa อยู่ฝั่งตรงข้าม บรรยากาศดี ห้องนวด Oriental Suite สวยงามหรูหรามีอ่าง Jacuzzi ในห้อง ส่วนเทอราพิสของที่นี่ต้องยกนิ้วให้ นวดกันแบบหนักหน่วงได้ใจ ฟาดทุกกระบวนท่า สมกับที่ได้ 5 ดาวจาก Forbes Traveller เอาซะหายเมื่อยเลยครับ

ระหว่างเข้าพักผมหยิบหนังสือชื่อ “ORIGINALS” มาอ่านด้วย MO คือความออริจินัล เช่นนั้นเลยครับ ไปชมภาพ Mandarin Oriental, Bangkok Collection ที่กานต์เก็บมาฝากกันดีกว่าครับ

📸✨ติดตาม KANT ในเวอร์ชั่น IG ได้ที่ https://www.instagram.com/kantjournal

ภาพนี้ถ่ายจากกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ขณะนั่งเรือของ MO ไปทำสปาที่ฝั่งตรงข้าม โรงแรมในยามค่ำคืนสวยงามมากเลยครับ ไม่ค่อยได้มีโอกาสเห็นกันสักเท่าไรนัก

แขกนั่งพักบนโซฟากำมะหยี่สีส้มภายในห้องสวีท

ผมหยิบหนังสือ “ORIGINALS” เพราะความเหมือนไม่เคยเปลี่ยนโลก อ่านในระหว่างที่เข้าพักพอดี๊พอดีเลยครับ ทำให้เรียนรู้คู่ของจริงไปด้วยเลยว่าตลอด 140 กว่าปีที่ผ่านของ MO ดูจะไม่ธรรมดาและเปลี่ยนโลกของวงการ Hospitality ไปโดยสิ้นเชิง

วิวแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำกับเรือและแสงไฟริมฝั่งกรุงเทพฯ

ห้องพัก State Room วิวแม่น้ำเจ้าพระยา

คืนนี้พักกันที่ห้อง State Room หนึ่งในห้องที่วิวสวยสุดของ MO เพราะอยู่ด้านหน้ามองเห็นมุมโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาพอดิบพอดี ได้ชั้น 7 ทำให้เป็นมุมที่สวยงามสมจริงมากครับ ภาพนี้ถ่ายผ่านกระจกภายในห้องสะท้อนไฟครับ

อาคารมรดกสีขาวสไตล์โคโลเนียลท่ามกลางแมกไม้ของ Mandarin Oriental Bangkok

Author’s Wing และคบเพลิงที่ไม่เคยดับ

คบเพลิงที่ไม่เคยดับตลอดระยะเวลาที่เปิดให้บริการมา อยู่หน้า Author’s Wing เป็นอาคารสไตล์โคโรเนียลสีขาวปนเขียวไข่กาอันเป็นเอกลักษณ์ ตั้งอยู่ติดกับท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านหน้าประดับประดาเป็นสวนสไตล์อังกฤษ เพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์ว่าเป็นโรงแรมแห่งแรกในสยามที่มีไฟฟ้าใช้และทำให้คนเดินเรือรู้ว่าโลเคชั่นตรงนี้เป็นที่ตั้งของโรงแรมโอเรียลเต็ล

ล็อบบี้คลาสสิกหรูหรา ประดับโคมระย้าและเพดานสูง

ผมเริ่มพาเดินชมโรงแรมจาก Author’s Wing เลยก็แล้วกันนะครับ เข้ามาด้านในจะเป็นโถงขนาดใหญ่ตกแต่งและออกแบบในสไตล์ยุคปี 1900 ใครนึกภาพตามไม่ออก จะบอกว่าก็คือมุมของโรงแรมที่คู่บ่าวสาวนิยมมาจัดงานแต่งงานกันที่นี่แหละครับ

ห้องรับรองตกแต่งด้วยกระจกปิดทองและงานคลาสสิก

ภายในตกแต่งอย่างเรียบหรูดูเป็นโอเรียลทัลสไตล์ เป็นอาคารไม้สีขาวประดับกรอบรูปบุคคลสำคัญแห่งประวัติศาสตร์โอเรียลเต็ลไว้เต็มห้องเลยครับ ถ้าไม่มีงานเลี้ยง เราสามารถเดินเข้ามาถ่ายรูปนั่งเล่นพักผ่อนได้ที่นี่

บันไดใหญ่สีขาวกลางล็อบบี้ กับแขกที่ยืนอยู่ตรงกลาง

พอเห็นโถงกลางตรงนี้ หลายคนจะนึกออกทันที ว่าเป็น Author’s Wing ที่มีภาพคู่บ่าวสาวเดินลงมาจาก Author’s Suite ด้านบน ปกติจะทาน Afternoon Tea กันที่นี่ครับ แต่ช่วงที่เข้าพักก่อนหน้านี้ วันธรรมดาจะไม่มีให้บริการครับ สามารถเดินเข้ามาเก็บภาพได้

โคมไฟทรงกรงนกประดับลวดลายไทยเหนือพื้นที่ส่วนกลาง

จากนั้น เมื่อเลี้ยวซ้ายจะตรงเข้ามาสู่ Lobby อาคาร ซึ่งเราจะขับรถมาจอดกันที่นี่เพื่อดรอปกระเป๋าลงครับ เป็นการตกแต่ง Lobby ที่เรียบหรูดูอลังการสะท้อนภาพความเป็นไทยสไตล์โมเดิร์นได้ดี

ห้องอาหารดีไซน์ร่วมสมัย ประดับโคมแขวนและต้นไม้เขียว

ปกติ Lobby ที่ MO จะมีแขกเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงบ่าย อาจจะต้องหาจังหวะในการถ่ายรูปกันนานหน่อย เพื่อไม่ให้เกิดการไปรบกวนแขกท่านอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมค่อนข้างให้ความสำคัญและโรงแรมก็เช่นกันครับ ดังนั้นจะมีเวลาเพียงเสี้ยวนาทีที่ Lobby จะดูโล่งๆ ผมชอบฟีลลิ่งที่ดูโปร่งสบายจากหน้าต่างกระจกบานสูงจากพื้นจรดเพดาน

มุมตกแต่งโทนไม้พร้อมของสะสมวินเทจ

มีที่นั่งด้านนอกรับลมเย็นๆ ด้วยครับ

สระว่ายน้ำกลางแจ้งกับฉากหลังเป็นตึกสูงของกรุงเทพฯ

ถัดจากที่นั่งบริเวณ Lobby จะเป็นสระว่ายน้ำ ซึ่งแน่นอนว่าก็ต้องหาจังหวะถ่ายภาพในช่วงที่ไม่มีแขกท่านอื่นมาใช้บริการ ซึ่งโชคดีมาก ที่ได้ภาพนี้มา เพราะว่าไม่ค่อยได้เห็นสระว่ายน้ำของ MO กันเท่าไรนัก

ลานสวนและศาลาพักผ่อนท่ามกลางแมกไม้ในแสงแดดอ่อน

ผมชอบมุม Cabana นี้มากกว่า เป็นสระตื้นๆ สำหรับเด็กๆ พร้อมที่นั่งสำหรับผู้ปกครอง พักผ่อนกันวันสบายๆ ผมมาเก็บตอนเช้าตรู่พอดี เลยยังไม่มีแขกมาใช้บริการ

เคาน์เตอร์ต้อนรับกับเสาหินอ่อนและโคมระย้า

บริเวณเคาน์เตอร์เช็คอินในตำนาน เจ้าหน้าที่สามารถทักชื่อเราได้ทันทีที่เห็นเดินมา พร้อมกับอาสาดำเนินการเรื่องเข้าพักให้ทันทีโดยมิต้องเอื้อนเอ่ย และเท่าที่ผมคอยสังเกต กับแขกท่านอื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน พนักงานที่นี่สามารถอนุมานในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและหามุมในการชวนสนทนาได้อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ ทำให้เราอยากคุยด้วยได้ตลอดเวลา

ห้องนั่งเล่นหรูประดับโคมระย้าและเฟอร์นิเจอร์คลาสสิก

พนักงานถามว่าอยากให้ขึ้นไปส่งที่ห้องไหม หรือว่าถ้ากังวลเรื่องความใกล้ชิดจะขออนุญาตส่งแค่หน้าลิฟต์ ผมเลยว่า ส่งแค่นี้ก็ได้ จะได้ไม่รบกวนจนเกินไป เพราะเมื่อกดลิฟต์มาหน้าชั้นก็จะมีบัทเลอร์ประจำรอคอยให้บริการอยู่แล้ว ผมพักที่ชั้น 7 ห้องอยู่ด้านหน้าสุดของอาคารเลยครับ

ห้องนอนเตียงขาวกับผนังไม้และโคมไฟหัวเตียง

ผมพักห้อง State Room ห้องใหญ่เหมือนพักในบ้านเรือนไทย มีโถงทางเข้าประดับฝาบ้านด้วยไม้ เข้ามาด้านในเป็นเตียงนอนขนาดใหญ่ ปูเตียงได้เนี๊ยบไร้ที่ติ จัดวางข้าวของเป็นระเบียบเรียบร้อยดูสะอาดสะอ้านมาก

สัมผัสแรกคือกลิ่นหอมอ่อนๆ พนักงานต้อนรับรอให้การอธิบายการใช้งานอุปกรณ์ภายในห้อง ส่วนแอร์ ไฟทุกดวง ทีวี เปิดต้อนรับไว้อยู่แล้ว

แขกนั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะอาหารเช้าริมหน้าต่าง

บนโต๊ะจัดวางเวลคัมเป็นขนมและผลไม้ พร้อมการ์ดที่ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ เขียนข้อความต้อนรับด้วยลายมือ

มือเปิดฝาชีครอบจานในมื้ออาหารชั้นเลิศ

ชอบความดีเทลในการต้อนรับ ดูขนมสิครับ ไม่กล้าทานเลย มีความคุมโทนรูปและสีจานเข้ากันได้ดีมาก

มุมนั่งเล่นในห้องสวีท กับโซฟาสีส้มริมหน้าต่าง

ตรงกลางห้องเป็นชุดโซฟาขนาดใหญ่จัดวางไว้เป็นรูปตัวแอล (L) มองออกไปจะเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านหน้าต่างกระจกที่ยาวต่อเนื่องจนถึงอีกมุมของห้อง

ห้องน้ำหรูพร้อมอ่างล้างหน้าคู่และโคมระย้า

ห้องน้ำดูคลาสสิคด้วยกระเบื้องดินเผาสีเขียวใบตองประดับคู่กับหินอ่อนจากอิตาลี ประดับด้วยกล้วยไม้คุมโทนสีขาวเขียว ส่วน Amenities มีกลิ่นหอมตะไคร้และสมุนไพรอ่อนๆ ละมุนยิ่งนักมาในบรรจุภัณฑ์สีเขียวนวลน่าใช้มาก

ส่วนชุดคลุมอาบน้ำเป็นผ้าไหมสีแดงเลือดนกของจิม ทอมป์สัน

แขกสวมแว่นกันแดดผ่อนคลายข้างแจกันกล้วยไม้

ผมลองทำโทนภาพนี้ให้ดูย้อนไปยุค 70s จะได้เข้ากับการตกแต่งในห้องน้ำที่มีความวินเทจนิดๆ ดูเป็นนักธุรกิจที่ยุ่งหน่อยๆ

ห้องนั่งเล่นในสวีทเปิดรับวิวเมือง

มุมจากเตียงนอนเพื่อให้มองเห็น Facing View แม่น้ำเจ้าพระยาแบบเต็มๆ จะสังเกตว่าภายในห้องจัดวางผังการใช้สอยไว้เป็นสัดส่วนดีมาก เราสามารถเปิดประตูออกไปนั่งเล่นที่ระเบียงด้านนอกที่อยู่มุมห้องได้ด้วยเพื่อชมวิวแม่น้ำแบบพาโนราม่าได้สบายๆ

เส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ ยามพลบค่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา

มองจากระเบียงห้องฝั่งขวาจะเห็นวิว Icon Siam สีทองอร่ามสวยงามมากครับ

ท้องฟ้าสีชมพูยามเย็นเหนือแม่น้ำและตึกสูงของกรุงเทพฯ

แต่ถ้ามองจากระเบียงมาทางซ้ายจะเป็นวิวอาคารน้อยใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาต่อเนื่องไปจนถึงสะพานตากสิน ถ่ายแสงช่วงทไวไลท์มา ผมว่าเย็นนี้กรุงเทพเราก็สวยดี

แขกนั่งที่โต๊ะในห้องพักพร้อมวิวเมืองยามค่ำ

State Room เป็นห้องที่วิวสวยมากจริงๆ และมองเห็นแม่น้ำเจ้าพระยาในมุมมองที่กว้างกว่า ผมว่าเหมาะกับวันพักผ่อนสบายๆ

รายละเอียดสถาปัตยกรรมผนังอาคารทรงขั้นบันได

มองลงไปจะเห็นห้องอาหาร The Verandah ครับ แขกส่วนใหญ่เลือกมานั่งในบรรยากาศ Outdoor รับลมเย็นๆ ชมวิวพระอาทิตย์ตกริมแม่น้ำครับ

แขกนั่งทำงานบนแล็ปท็อปในบาร์โทนเข้ม

ค่ำนี้ผมเลือกทานที่ห้องอาหารอิตาเลี่ยน Ciao Terrazza อยู่ริมน้ำเช่นกันฝั่ง Author’s Wing

ภาพชุดเมนูอาหารและของหวานจัดจานอย่างประณีต

มีหลายจานที่น่าสนใจผมชอบโดยจะเป็นอาหารอิตาเลี่ยนสุดคลาสสิกที่ปรุงโดยใช้วัตถุดิบนำเข้าคุณภาพทั้งจากอิตาลี ยุโรป และมีจากในไทยด้วยเพื่อให้ได้ความสดใหม่ ผมชอบ POLPO เป็นจานปลาหมึกยักษ์มากที่สุด

พนักงานในชุดสีแดงให้บริการที่โต๊ะอาหารค่ำ

Ciao Terrazza เป็นร้านอาหารอิตาเลี่ยนในเมืองไทยที่ผมชอบร้านนึงเลยครับ ส่วนนึงอาจจะเป็นเพราะชอบรสมือของเชฟ Norbert Kostner ที่ดูแลร้านอาหารให้กับ MO มานานหลายสิบปี เป็นชาวอิตาลีที่ทำอาหารได้รสชาติสากลดีมากครับ

ภาพชุดมื้ออาหาร แขกที่โต๊ะอาหารคู่ของหวานและเครื่องดื่ม

Taglolini Con L’astice สปาเก็ตตี้ล็อบสเตอร์ เส้นสูตรพิเศษของ Ciao ซอสล็อปสเตอร์รสชาติดีมากครับ

ถ้วยกาแฟและของหวานวางบนโต๊ะ

ของหวานมีให้เลือกหลากหลาย แนะนำว่าลองสั่งไอศครีมโฮมเมดมาทานด้วยนะครับพลาดไม่ได้เลย

ห้องสวีทโทนอบอุ่นกับเตียงและเฟอร์นิเจอร์ไม้

หลังดินเนอร์ ผมกลับเข้าห้องมาพร้อมกับบรรยากาศที่เรียกได้ว่าเซอร์ไพรส์มาก ลงทุนจัดห้องหับใหม่ให้ดูสลัวด้วยแสงเทียนพร้อมดอกไม้สดจัดเรียงเป็นชื่อบนเตียงเกร๋ๆ

ถาดของว่างจัดวางอย่างเรียบร้อยในห้องพัก

ส่วนบนโต๊ะจะมีมาการองวางไว้ ผมชอบตรงที่แต่งหน้าเลียนแบบลายเซ็นต์ของผมได้ดีงามมาก รักในความดีเทลเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้

วิวเส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ มองผ่านหน้าต่างห้องพัก

Good Morning จาก State Room ครับ มองเห็นสถานฑูตฝรั่งเศสในซอยเจริญกรุง 36 สวยงามแปลกตาดีครับ

แขกเอนกายบนเตียงในห้องนอนโทนไม้กับผ้าปูสีขาว

เตียงนอนดูดวิญญาณของจริง แทบไม่อยากตื่นเลยครับ

แขกในชุดขาวที่โต๊ะอาหารเช้าสุดประณีต

มื้อเช้าไปทานกันที่ห้องอาหาร The Verandah ครับ อากาศเย็นสบายในตอนเช้าเราจึงอยากในนั่งบรรยากาศ Outdoor ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยากันไป

จิบน้ำส้มคั้นสดเพิ่มความสดชื่นกันหน่อย ผมคนเดียวจัดไป 4 แก้ว ชอบมาก

สำรับอาหารจัดจานอย่างวิจิตรพร้อมผลไม้และของคาว

อาหารมีให้เลือกสั่งแบบจานต่อจาน ผมชอบความแกะสลักผลไม้พร้อมทำป้ายชื่อมาให้น่ารักมาก

แขกในชุดขาวที่โต๊ะอาหารริมหน้าต่างห้องอาหาร

มื้อกลางวันก็ฝากท้องไว้ที่ The Verandah เช่นกัน แต่เปลี่ยนมานั่งด้านในห้องแอร์บ้าง สั่งข้าวซอยไก่มาทาน ส่วนตัวว่ารสชาติยังไม่จัดจ้านนัก

วิวแม่น้ำเจ้าพระยากับเรือและเส้นขอบฟ้ากรุงเทพฯ

ตอนค่ำมีนัดทำสปา ที่ The Oriental Spa อยู่ฝั่งตรงข้ามต้องนั่งเรือของโรงแรมข้ามไป

มุมภายในโทนไม้เข้มกับบันไดและระเบียงชั้นลอย

The Oriental Spa เป็นสปาแห่งเดียวในประเทศไทยที่ได้รับรางวัล 5 ดาวจาก Forbes ปีล่าสุดและยังเคยได้รับรางวัล 1 ในสปาที่ดีที่สุดในโลกจากนิตยสาร Travel + Leisure อีกด้วยครับ มาตอนค่ำก็สวยไปอีกแบบ

ภาพชุดทางเดินและมุมตกแต่งโทนไม้ภายในอาคาร

มีความเป็นเรือนไทย ทราบว่าเป็นเรือนของพระยามไหสวรรย์ (กอ สมบัติศิริ) อยู่ฝั่งถนนเจริญกรุงนะครับ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่คนฝั่งธนแบบผมรู้จักคุ้นเคยนามของท่านดี

แขกแช่ตัวผ่อนคลายในอ่างจากุซซีบรรยากาศแสงเทียน

ผมนวดที่ห้องOriental Suite สวยงามหรูหรามีอ่าง Jacuzzi ในห้อง ตีฟองนมนุ่มๆ เอาไว้ให้แล้วด้วยครับ

ทรีตเมนต์สปานวดผ่อนคลายโดยนักบำบัด

ผมเลือกเป็นนวดไทย อยากจะมาประลองกระบวนท่ากับเทอราพิสที่ได้ชื่อว่ายอดเยี่ยมที่สุดในประเทศไทยดูสักตั้ง ปรากฎว่าคุณเธอจัดหนักมาก หายเมื่อยดีเลยครับ แก้ได้ทุกจุด

แขกนั่งพักริมผนังไม้โทนเข้ม

ผมชอบบรรยากาศของการนวดที่มีความเป็นไทยที่แท้ทรู ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมต่างชาติที่ชอบนวดและทำสปาที่ The Oriental Spa จังหวะจะโคนในการให้บริการคือดีมาก

ขวดแชมเปญแช่เย็นในถังน้ำแข็ง

ก่อนจะเช็คเอ้าท์ในช่วงค่ำ แวะซื้อขนมที่ The Mandarin Oriental Shop กันสักหน่อย มาการองสัก 3 กล่องต้องไม่ควรพลาด

แขกนั่งบนโซฟาสีส้มชมวิวแม่น้ำและเมืองผ่านหน้าต่าง

ผมยกให้ MO เป็นอีกหนึ่งโรงแรมที่ประทับใจครับ อยากจะไปพักห้องสวีทอื่นๆ ดูบ้าง

ป้ายสัญลักษณ์ของ Mandarin Oriental Bangkok ตัดกับท้องฟ้า

สอบถามรายละเอียดและจองห้องพัก https://www.mandarinoriental.com/…/chao…/luxury-hotel

จองโรงแรมนี้เลย คลิก >> https://www.trip.com/t/yh5OXtFrFU2

คำถามที่พบบ่อย

Mandarin Oriental Bangkok อยู่ที่ไหน และเดินทางอย่างไร

Mandarin Oriental Bangkok ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งบางรัก ใกล้ย่านเจริญกรุงและไอคอนสยามที่อยู่ฝั่งตรงข้าม จากสนามบินสุวรรณภูมิขับรถราว 45 นาทีถึงหนึ่งชั่วโมง หรือจะนั่ง BTS มาลงสถานีสะพานตากสินแล้วต่อเรือของโรงแรมข้ามฟากก็ได้บรรยากาศ การมาถึงด้วยเรือริมเจ้าพระยาคือเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้การเดินทางสู่โรงแรมแห่งนี้ต่างจากที่อื่น

ราคาเริ่มต้นเท่าไร และคุ้มไหม

ราคาห้องพักของ Mandarin Oriental Bangkok เริ่มต้นในหลักสองหมื่นบาทต่อคืนขึ้นไป และสูงขึ้นมากในห้องสวีตปีกนักเขียน โรงแรมมีห้องพัก 331 ห้อง โดยหลายสวีตตั้งชื่อตามนักเขียนระดับโลกที่เคยมาพำนัก สิ่งที่อยู่ในราคาคือการได้พักในโรงแรมที่เก่าแก่ที่สุดของไทยซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี 1876 พร้อมงานบริการที่ติดอันดับโลกมายาวนาน จึงเป็นการจ่ายเพื่อประวัติศาสตร์และมาตรฐานที่พิสูจน์แล้ว

จุดเด่นและไฮไลต์คืออะไร

ในปี 2026 โรงแรมฉลองครบรอบ 150 ปีพอดี ทำให้เรื่องราวความเป็นตำนานยิ่งชัด ไฮไลต์อยู่ที่ Authors’ Lounge ในอาคารวิคตอเรียนเดิมซึ่งเสิร์ฟน้ำชายามบ่ายในบรรยากาศอาณานิคม ห้องอาหารฝรั่งเศส Le Normandie ได้สองดาวมิชลิน ส่วนตัวโรงแรมเพิ่งได้รับ Three Keys จากมิชลินและติดทำเนียบ 50 โรงแรมที่ดีที่สุดในโลก ตอกย้ำสถานะเกรนด์ดามริมเจ้าพระยา

Share
KANT
BULLETIN

A weekly dispatch, considered.