Tuesday 16 June 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  HOTEL
HOTEL·20 May 2026

รีวิวโรงแรม Park Hyatt Bangkok 2026 หนึ่งเดียวในไทย

Words & Photography · KANT
โถงบันไดใหญ่พร้อมงานศิลปะแขวนระย้า ผู้เข้าพักเดินขึ้นบันได

Last Updated: 15 June 2026

HOTELQuick Facts: รีวิวโรงแรม Park Hyatt Bangkok 2026 หนึ่งเดียวในไทย
LocationBangkok, Thailand
TypeLuxury Hotel
KANT Rating4.8/5
ByKANT
Updated15 Jun 2026

ENGLISH SUMMARY — HOTEL REVIEW

An in-depth luxury hotel review of รีวิวโรงแรม Park Hyatt Bangkok 2026 หนึ่งเดียวในไทย by KANT, a Thai luxury editorial platform. This article covers rooms, dining, facilities, atmosphere, and overall experience with original photography.

Park Hyatt Bangkok แห่งเดียวในไทย

บนที่ดินสถานทูตอังกฤษที่เคยทำสถิติซื้อขายแพงที่สุด

ในจำนวน Park Hyatt ราว 50 แห่งทั่วโลก ประเทศไทยมีเพียงหนึ่ง

ที่ดินมุมถนนวิทยุตัดเพลินจิตแปลงนี้ เคยเป็นสนามหญ้าหน้าสถานทูตอังกฤษมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เคยเป็นเวทีของงานเลี้ยงในสวนของท่านทูต และในวันที่อังกฤษตัดสินใจขายออก มันก็กลายเป็นการซื้อขายที่ดินที่เคยทำสถิติแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยทันที

กลุ่ม Central คว้าสิทธิ์การพัฒนาแปลงนี้มาได้ และเปิด Park Hyatt แห่งแรกในไทย

สำหรับกานต์ Park Hyatt Bangkok ไม่ใช่แค่โรงแรมหรู แต่เป็นเดิมพันทางสถาปัตยกรรมที่ Central วางไว้บนที่ดินซึ่งราคาต่อตารางวาทำลายสถิติประเทศ ภายใต้สโลแกนที่ใครอ่านก็ต้องชะงัก “Luxury is Personal”

พาร์ทนี้กานต์จะมาพักผ่อนที่นี่กัน Staycation ใกล้บ้าน เป็นการเข้าพักครั้งที่ 3 ครับ เป็นทริปเฉพาะวันเกิดไปในตัว

กานต์เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ Rina Mallick ในฐานะ Creative Director ของแบรนด์ Hyatt โฉมใหม่ ที่บอกว่าอยากใช้ภาพไลฟ์สไตล์ขาวดำคอนทราสต์จัด ๆ เพื่อให้แบรนด์ดูเหมือนนิตยสารแฟชั่นมากกว่า Hospitality Brochure

เมื่อมาถึงที่นี่จริง ๆ ก็พบว่าทุกอย่างยึดโยงกับ thesis นั้นจริง ตั้งแต่ลิฟต์ที่ขลิบขอบทอง ไปจนถึงโถงทางเดินที่ใช้แสงเป็นเครื่องมือเล่าเรื่อง

พนักงานที่นี่จะมีความเชิดอยู่นิด ๆ แต่ดูอ่อนน้อมเป็นการวางมาดตามคาแรกเตอร์ของแบรนด์ ไม่ได้เย็นชา แต่รักษาระยะแบบ Private Residence

ด้วยการออกแบบตามโจทย์ที่ Central วางไว้กับสถาปนิกคือ ทำอย่างไรให้ห้างหรูและโรงแรมหรูอยู่บนแปลงเดียวกันโดยไม่ทับเงาซึ่งกันและกัน ตัวอาคารจึงบิดและคอดเข้าด้านบน กานต์อ่านมันเป็นสัญลักษณ์อนันต์หรือ Infinity ∞

ในแบรนด์ Park Hyatt ทั่วโลก งานศิลปะคือ DNA ครับ

ที่กรุงเทพฯ มีสองชิ้นที่กานต์ว่าควรหยุดดู คือ Pagoda Mirage และ Naga ทั้งคู่เป็นผลงานของศิลปินญี่ปุ่น Hirotoshi Sawada

Pagoda Mirage ใช้แผ่นทองแดงรูปกรวยขนาดเล็กนับหมื่นชิ้น แขวนลอยเหนือบันไดวนขนาดใหญ่ที่ทอดจากโถงทางเข้าชั้นหนึ่งไปยัง Ballroom มุม Signature ที่ใครมาก็อดที่จะถ่ายรูปด้วยไม่ได้

เป็นการตีความออกมาในแบบภาพสะท้อนของเจดีย์บนผืนน้ำ สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย

ส่วน Naga ที่ Living Room ชั้น 9 เป็นชุดแถบโลหะห้อยจากเพดานขดไปมา ราวกับพญานาคในตำนานที่กำลังเดินทางข้ามระหว่างสระน้ำและน้ำตกภายใน

โถงบันไดที่เชื่อมจากชั้น 10 (Lobby) ลงไปยังชั้น 9 (ห้องอาหารและสระว่ายน้ำ) คือมุมที่กานต์ชอบมากที่สุดในโรงแรม ใครมาที่นี่ก็ต้องถ่ายรูปตรงนี้เหมือนกัน

เป็นมุมภาพที่อลังการแต่สื่อสารชีวิตจริงของคนที่ประสบความสำเร็จในเมืองหลวงได้ดี

นี่คือสิ่งที่ Park Hyatt เก่งกว่าคู่แข่งระดับเดียวกัน งานศิลปะที่ Commission ขึ้นมาเฉพาะที่ ผูกกับ Narrative ของพื้นที่ ไม่ใช่ของซื้อสำเร็จมาแขวน

มาถึงตอนบ่ายเราไปเช็คอินกันก่อนครับ มีห้องประเภทหนึ่งที่กานต์อยากแนะนำคนที่ไม่อยากจ่ายระดับสวีต แต่ก็อยากได้บางอย่างที่ห้องมาตรฐานไม่มี

พาร์ทนี้กานต์พักผ้อง 1 King Corner Panoramic ขนาด 68 ตารางเมตรบนชั้น 24 ซึ่งสูงพอที่จะมองเห็นเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ ได้กว้าง 180 องศา ผ่านกระจกแบบ picture window ที่หัวมุมห้องทั้งสองด้าน

มีเค้กใส่จานเอาไว้ให้พร้อมป้าย Happy Birthday โอ๊ยยย ซึ้งเว่อร์!!

ในห้องมีโต๊ะทำงาน แยกไว้ ด้านในเป็น Living ที่มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ภายนอก ห้องน้ำใหญ่มาก เชื่อมต่อกับห้องแต่งตัว

ชอบห้องน้ำมากกกกก มีเสียงเพลงคลอเบาๆ เมื่อเราอยู่ในห้องน้ำ ผนังตรงอ่างเป็นหินอ่อนสีครีมสลักลายดอกบัวด้วยมือ ไฟส่องบนเฉพาะจุดให้เกิดเงาที่นูนต่ำขึ้น เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ Yabu Pushelberg เรียกว่า Livable Luxury

ดอกบัวบนหินอ่อนนี้ปรากฏอยู่ในทุกห้องของโรงแรม เป็น Signature ที่ Yabu Pushelberg วางไว้ให้มีความเป็นไทยใส่อยู่ในเส้นด้าย ไม่ได้แขวนไว้ให้เห็นบนผนังแบบที่โรงแรมไทยจำนวนมากชอบทำครับ

รายละเอียดการออกแบบเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ กานต์เขียนไว้ในแคปชั่นของแต่ละภาพนะครับ

วางกระเป๋าแล้วเราก็ลงมาที่ Living Room เลานจ์ของโรงแรม ที่กานต์ว่ามี Afternoon Tea ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ

ไฮไลท์ชื่อการ Blend ชาที่ชอบด้วยตัวเองได้ ชาหอมมาก อยากให้มาลอง ขนมแต่ละตัว Pastry Chef ทำออกมาได้สวยเว่อร​์จนไม่กล้าทาน ถ่ายรูปแล้วถ่ายรูปอีก

ชอบสโคนมากกกก เนื้อร่วนกรอบนอกแต่ชุ่มเนยข้างใน เสิร์ฟพร้อม Clotted Cream กับแยมโฮมเมด แน่นอนว่ากานต์ทานหมดเลยครับ

ส่วนมื้อค่ำ เราขึ้นไปที่ชั้น 34-36 ซึ่งแขกทั่วไปที่ไม่ได้เข้าพักก็สามารถขึ้นลิฟต์ตรงมาบนนี้ได้ แนะนำให้มาตั้งแต่เย็นก่อนพระอาทิตย์ตกเลยครับ

ที่ Penthouse Bar + Grill แบ่งออกเป็น 3 Step คือ เริ่มต้นที่ชั้นบนสุดของอาคารทั้งหลัง ออกแบบเป็น Outdoor Garden Lounge จิบ Pre Dinner เบาๆ ดูวิวกรุงเทพฯ สวยๆ บน Rooftop

จากนั้น ไปต่อที่ The Grill ฟีลดีมาก เหมือนมากินข้าวบ้านเพื่อนเทสต์ดี มีรถมอเตอร์ไซค์ Royal Enfield วินเทจตั้งอยู่ ราวกับเป็นของสะสมในห้องนั่งเล่นของเจ้าของบ้าน มันโคตรเท่ห์

ส่วนชั้น 35 เป็น Cocktail Bar มี Live Jazz ฟังเพลงสบายๆ จิบเครื่องดื่มเบาๆ ก่อนนอน

Penthouse Bar + Grill ออกแบบโดย AvroKO สตูดิโอนิวยอร์ก ภายใต้แนวคิดที่จินตนาการถึงเพนต์เฮาส์ของนักเดินทางผู้สะสมงานศิลปะ แฟชั่นอังกฤษ และของสะสมเกี่ยวกับรถวินเทจ ให้กลิ่นอายของบาร์อเมริกันยุค 1920s ที่เห็นในนิวยอร์กและชิคาโก ไม่แปลกใจ ทำไมมันถึงคลาสสิกได้มากเพียงนี้

รีวิวอาหารเช้าสั้นๆ ก่อนจะไปเล่าต่อกันในแคปชั่น

กานต์ลงไปทานอาหารเช้าที่ Embassy Room ห้องอาหาร All Day Dining ที่ออกแบบเป็นครัวเปิดมองเห็นสระว่ายน้ำกลางแจ้งจากที่นั่ง เลือกได้ทั้งโต๊ะในร่มและโต๊ะกลางแจ้ง

เมนูที่กานต์ประทับใจคือ Avocado Toast ท็อปด้วย Posh Egg และ Croissant ที่อบมาหอมจนหยิบเพิ่มอีกชิ้น

เป็นมื้อเช้าง่าย ๆ ในห้องอาหารที่ไม่ง่าย เพราะการจัดวางโต๊ะเป็นไปอย่างหลวม ๆ ไม่อึดอัด ใช้เก้าอี้ Grace ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส เรียบหรูดีครับ

จากห้องอาหารเช้าจะมองเห็นสระว่ายน้ำ วิวกรุงเทพฯ คือสวยมาก สายๆ แนะนำให้ไปทำสปานะครับ ชอบ Pañpuri Organic Spa มากๆ กลิ่นหอมแบบเดียวกับที่ใช้ที่บ้านเลย

อาคาร Park Hyatt Bangkok ดีไซน์โค้งโดดเด่นยามพลบค่ำ

ที่ดินมุมถนนวิทยุตัดเพลินจิตแปลงนี้ เคยเป็นสนามหญ้าหน้าสถานทูตอังกฤษมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เคยเป็นเวทีของงานเลี้ยงในสวนของท่านทูต และในวันที่อังกฤษตัดสินใจขายออก มันก็กลายเป็นการซื้อขายที่ดินที่ทำสถิติแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยทันที โดยกลุ่ม Central คว้าสิทธิ์การพัฒนาแปลงนี้มาได้

โจทย์ที่ Central วางไว้กับสถาปนิกคือ ทำอย่างไรให้ห้างหรูและโรงแรมหรูอยู่บนแปลงเดียวกันโดยไม่ทับเงาซึ่งกันและกัน

คำตอบจาก AL_A สตูดิโอลอนดอนของ Amanda Levete สถาปนิกหญิงเจ้าของรางวัล Stirling Prize ทำงานคู่กับ Pi Design จากกรุงเทพฯ พวกเขาออกแบบให้อาคารทั้งสองส่วนเชื่อมต่อกันด้วยรูปทรงต่อเนื่องเป็นขดลวดบิดสามมิติ ซึ่งกานต์อ่านมันเป็นสัญลักษณ์อนันต์หรือ Infinity ∞

โถงบันไดใหญ่พร้อมงานศิลปะแขวนระย้า ผู้เข้าพักเดินขึ้นบันได

ในแบรนด์ Park Hyatt ทั่วโลก งานศิลปะคือ DNA แต่ที่กรุงเทพฯ มีชิ้นงานที่กานต์ว่าควรหยุดดู นั่นคือ Pagoda Mirage ผลงานของศิลปินญี่ปุ่น Hirotoshi Sawada

Pagoda Mirage ใช้แผ่นทองแดงรูปกรวยขนาดเล็กนับหมื่นชิ้น แขวนลอยเหนือบันไดวนขนาดใหญ่ที่ทอดจากโถงทางเข้าชั้นหนึ่งไปยัง Ballroom ตีความเป็นภาพสะท้อนของเจดีย์บนผืนน้ำ สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย และกลายเป็นแลนด์มาร์กของงานแต่งงานในกรุงเทพฯ ไปแล้ว ใครที่เคยไปงานที่นี่ จะต้องถ่ายภาพในมุมนี้

ห้องสวีทพร้อมมุมนั่งเล่น ผู้เข้าพักนั่งอ่านหนังสือบนโซฟา

พาร์ทนี้กานต์พักที่ห้อง 1 king bed:City view: Corner Panoramic windows ห้องกว้างอยู่หัวมุม เห็นวิวกรุงเทพฯ 2 ด้าน

เส้นขอบฟ้ากรุงเทพยามอาทิตย์อัสดง

กรุงเทพฯ ยามพลบค่ำ ถ่ายจากโรงแรมออกไปได้วิวนี้ด้วย สวยมากครับ

เลานจ์เปิดวิวเมืองผ่านผนังฉลุ พร้อมเก้าอี้และโต๊ะ

ขึ้นมาที่ชั้น 11 กันก่อนนะครับ เพื่อเช็คอิน ในมุม lounge ของล็อบบี้ มี ฉากกั้นทำจากแผ่นทองแดงเจาะรูเป็น pattern ที่กานต์ว่าน่าสนใจ เพราะลวดลายดอกจันที่ซ้อนกันเป็นชั้น สะท้อนแสงต่างกันตามมุมที่ยืน เป็นการตีความ moiré pattern เดียวกับ façade ของอาคารแต่ในสเกลเล็กลง วางเก้าอี้ทรง wing-back สีเทาเข้ม โต๊ะกลางเป็นหินอ่อน เรามานั่งพักผ่อนระหว่างรอเช็คอินที่นี่

เคาน์เตอร์ต้อนรับตกแต่งงานศิลปะ ดีไซน์โมเดิร์น

เคาน์เตอร์เช็คอินมี 2 ฝั่ง ทำจากทองเหลือรูปทรงฟรีฟอร์ม ประดับด้วยดอกไม้สดและภาพวาดดอกไม้สไตล์ abstract ที่ปรากฏอยู่ทั่วโรงแรม ราวกับกำลังเดินอยู่ในแกลเลอรีที่มีชีวิต

โถงเอเทรียมกระจกพร้อมบันไดและแสงธรรมชาติ

ในแบรนด์ Park Hyatt ทั่วโลก งานศิลปะคือ DNA แต่ที่กรุงเทพฯ มันคือสิ่งที่กานต์อยากให้เรียกว่า “หัวใจ” มากกว่า เพราะคอลเลกชันที่เห็นในโรงแรมไม่ได้ซื้อมาจากแคตตาล็อก แต่เป็น คอลเลกชันส่วนตัวของกลุ่ม Central ซึ่งบริหารโดยคุณทศ จิราธิวัฒน์ ที่นำมาวางไว้ในตึกของตัวเอง

ตัวเลขที่กานต์อ่านเจอคือ มากกว่า 700 ชิ้น กระจายอยู่ทั่วโรงแรม

ประติมากรรมโลหะระหว่างอาคารกระจก

Scholar’s Rock ของ Zhan Wang ตั้งบนฐานหินอ่อน รูปทรง organic หล่อจากหินจริง แนวคิดของชิ้นนี้คือการนำสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมจีนโบราณ อย่าง “หินนักปราชญ์” ที่นักวิชาการสมัยราชวงศ์ใช้เป็นวัตถุนั่งสมาธิและไตร่ตรอง มาผสานกับวัสดุของยุคอุตสาหกรรม เพื่อตั้งคำถามว่าธรรมเนียมจะดำรงอยู่อย่างไรในเมืองที่กำลังเปลี่ยนโฉมเร็วเกินไป

งานติดตั้งโคมไฟเพดานทรงเรขาคณิตสีดำทอง

“Up 3” เป็นกลุ่มโคมไฟแขวนทรง dodecahedron สีดำด้านนอกตัดทองด้านใน รูปทรงเรขาคณิตที่ห้อยอยู่เหนือบันได เป็นจุดที่กานต์ว่าควรมองจากด้านล่างขึ้นไป เพราะเงาของแสงจากภายในกล่องโลหะแต่ละใบจะส่องเป็นรูปทรงพระจันทร์ครึ่งดวงบนเพดาน

บันไดทองเหลืองดีไซน์ลอยตัว

งานชื่อ “I Were You” เป็นบันไดสีทองที่จัดวางอยู่ในโถงทาง งานของ Gao Weigang ศิลปินจีนที่มีชื่อเสียงจากการนำของใช้ในชีวิตประจำวันมาตีความใหม่ในเชิงปรัชญา

โถงบันไดวนพร้อมงานศิลปะลูกปัดร้อยระย้า

โถงบันไดบริเวณห้อง Ballroom กับงานศิลปะของ Hirotoshi Sawada สวยมาก หรูหราขั้นสุด

โถงลิฟต์ดีไซน์โมเดิร์น

งานออกแบบภายในเป็นฝีมือของ Yabu Pushelberg ดูโอชาวนิวยอร์กที่เคยทำให้กับ Park Hyatt New York อันเป็นเรือธงของแบรนด์ โจทย์ที่ได้รับคือ private residence ที่ refined ไม่ใช่ โรงแรมที่หรูหรา ดังนั้น เราจะรู้สึกเหมือนถูกเชิญขึ้นบ้านมากกว่า โดยเฉพาะโถงลิฟต์ออกแบบสวยมาก เลือกใช้สีดีคุมโทนสุดๆ

ทางเข้าห้องสวีทพร้อมงานศิลปะและมินิบาร์ ผู้เข้าพักเดินเข้าห้อง

ห้องพักของเรา 1 king bed:City view:Corner Panoramic windows ห้องกว้าง 68 ตร.ม. แบ่งห้องออกเป็น 3 เลเยอร์ คือด้านหน้าโถงทางเข้ามีห้องแต่งตัวและห้องน้ำ ตรงกลางเป็นพื้นที่ทำงานและมินิบาร์ ด้านในสุดเป็นโซนพักผ่อนและเตียงนอน

ห้องนั่งเล่นในสวีทเปิดวิวเมือง พร้อมโซฟาและจอทีวี

Living ด้านในจะอยู่มุมห้อง ทำให้ได้วิวทั้ง 2 ด้านของกรุงเทพฯ จัดวางโซฟาทรงโค้งสีขาวครีม เก้าอี้นั่งพร้อม โต๊ะกลางสามใบทรงกลมโค้งสีดำ โรงแรมวางขนมต้อนรับเอาไว้ให้ มีเค้กวันเกิดด้วย น่ารักจัง

ห้องนอนสวีทเปิดวิวเมือง พร้อมโต๊ะทำงานและเตียงนอน

ห้องนอนเตียง king-size หันออกกระจกมุม หัวเตียงประดับผนังไม้สีน้ำตาล พื้นเตียงสวยมาก เป็นพรมลายดอกบัวสีเหลืองมัสตาร์ดดูเข้ากันดี

มุมห้องนอนและโต๊ะทำงานในสวีท ผู้เข้าพักและงานศิลปะฝาผนัง

ระหว่างโซนกั้นด้วยกระจกใสที่กัดผิวเป็นลายเจดีย์สวยมาก

ความตั้งใจของดีไซเนอร์ Yinjispace เรียกว่า “a kind of palimpsest superimposing temples and skyscrapers” — เมื่อผู้เข้าพักมองผ่านฉากกั้นออกไปยังหน้าต่างด้านนอก ภาพของวัดและเจดีย์บนกระจกจะซ้อนทับกับวิวตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ เป็นการสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบันที่อยู่ในห้องเดียวกันได้อย่างน่าสนใจ

ห้องน้ำพร้อมอ่างอาบน้ำ เสื้อคลุมและเคาน์เตอร์อ่าง ดีไซน์โมเดิร์น

ห้องน้ำคืออีกหนึ่งไฮไลท์ เชื่อมต่อกับมุมแต่งตัว (ที่กานต์ไม่ได้ถ่ายมาเพราะว่ารกมาก ข้าวของเราเยอะ) เป็น layout ที่เข้าใจการใช้งานจริง เพราะเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วเดินเข้าห้องน้ำได้โดยไม่ต้องผ่านห้องนอน

ชอบภาพดอกบัวแกะสลักนูนต่ำมากๆ ดูเรียบหรู

ห้องน้ำพร้อมเคาน์เตอร์อ่างคู่และกระจก งานหินอ่อน

เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าเป็นแบบ His&Her ตกแต่งสไตล์ลอฟต์ดูเรียบเท่ ถ้ายืนบริเวณนี้เราจะได้ยินเสียงเพลงคลอเบาๆ อัตโนมัติ เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ แต่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากๆ

ผลิตภัณฑ์อเมนิตี้ Le Labo จัดวางในช่องไฟส่อง

ผลิตภัณฑ์อาบน้ำในห้องเป็น Le Labo กลิ่น Bergamot 22 เป็น scent ที่ทำเฉพาะให้ Park Hyatt ทุกแห่งทั่วโลก เข้าใจว่าไม่มีขายทั่วไปนะ กานต์ชอบมาก ถ้าเหลือติดก้นขวดก็ต้องเอากลับบ้านเลยแหละ อยากให้โรงแรมทำน้ำหอมออกมาขายจัง

งานติดตั้งประติมากรรมเพดานสีดำ

ลงมานั่งที่ Living Room ตกแต่งแบบเรียบหรู จะสังเกตเห็นงานศิลปะที่อยู่บนเพดาน ชื่องานว่า Naga ผลงานของ Sawada แสงธรรมชาติจาก floor-to-ceiling window จะส่องลงมาในมุมที่ทำให้ห้องนี้ดูมีมิติที่สุด

ความตั้งใจของ Sawada คือให้ผู้เข้ามาในห้องนี้รู้สึกเหมือนอยู่ใต้ “river of myth” ที่ไหลผ่านโรงแรม

พนักงานรินน้ำชาในเลานจ์ บริการระดับพรีเมียม

Afternoon Tea รอบนี้เป็นธีม Gentle Ritual นะครับ collaboration กับ Araksa Tea Garden ไร่ชาเชียงใหม่ เราเคยไปไร่ชานี้มาแล้ว ชอบมาก

Afternoon Tea จะเปลี่ยนธีมไปเรื่อย ๆ นะครับ แนะนำให้ถามก่อนทางไลน์ @parkhyattbangkok หรือ email bkkph.fb.reservations@hyatt.com

ภาพรวมบริการน้ำชายามบ่าย

อีกหนึ่งไฮไลท์คือ จะมีชาให้เราเลือกเบลนด์เองได้ตามความต้องการเลยครับ เข้ามาเทสต์ดมกลิ่นก่อนได้

เชฟจัดจานของหวาน บรรยากาศประณีต

แอบถ่ายเชฟกำลังทำขนมหวานให้เราทานคู่กับชา

ชุดน้ำชายามบ่ายพร้อมขนมอบและดอกไม้

เราเริ่มจาก Savoury หรืออาหารคาว กันก่อนนะครับ

— มีแซลมอนรมควันโรย cranberry reduction บนฐาน rosti
— Tartlet ข้าวโพดฟัก โรย black truffle

— Mini chicken pie ท๊อปด้วยเชอร์รี่
— Foie gras ทรงโดมสีน้ำผึ้งและมี citrus glaze

ของหวานจะมี
— Honey hexagon สีเหลืองรังผึ้ง กับ yuzu ดีไซน์เป็นรูปทรง 6 เหลี่ยมล้อกับรังผึ้งจริง
— Flower-shape pralines สวยมาก เป็นดอกสีน้ำตาล/ส้มทำจาก chocolate praline หุ้มด้วย cocoa butter shell ที่ทำเป็นรูปกลีบดอกไม้
— Cassis fig dome สีม่วงประดับใบ shiso
— Honey droplet มี Linzer-style sablé สีขาว
— White pearl โดมสีขาวด้านในเป็นลิ้นจี่กุหลาบ ประดับดอกไม้กินได้ มีความสวยงาม กลิ่นหอม และอร่อยมาก

ชุดน้ำชายามบ่ายพร้อมไฮเดรนเยียและฝาครอบแก้ว

จากนั้นพนักงานที่ดูแลเรา คือคุณ Mammie จะเข็น Tea Cake Trolley สไตล์ Art Deco พร้อมโดมแก้วใส่ขนมมาที่โต๊ะให้เราเลือก

รถเข็นเสิร์ฟน้ำชายามบ่ายพร้อมพนักงาน

ที่ต้องห้ามพลาดเลยคือ crème brûlée torched tableside พนักงานจะ torch น้ำตาล caramelize ให้เปลียนเป็นสีน้ำตาลไหม้ หอมหวานอร่อยมาก

รายละเอียดงานบันไดทองเหลืองและงานศิลปะ

ตอนค่ำจะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์คือ 3 Step Journey ที่ Penthouse Bar + Grill เป็น triplex บนสามชั้นบนสุด ออกแบบโดย ออกแบบโดย AvroKO สตูดิโอนิวยอร์ก ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่จินตนาการถึงเพนต์เฮาส์ของนักเดินทางผู้สะสมงานศิลปะ แฟชั่นอังกฤษ และของสะสมเกี่ยวกับรถวินเทจ

ตู้ไม้ฝังมุกประดับงานดอกไม้แห้งในเลานจ์

ทันทีที่ลิฟต์เปิด สิ่งแรกที่เห็นคือ chest โบราณลายฝังมุก อายุน่าจะเป็นร้อยปี ตั้งอยู่ที่ด้านหน้า เพื่อจะบอกว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางมาแล้วทั่วโลก

วิวเมืองยามค่ำคืนผ่านหน้าต่างผนังทองเหลือง

ตอนเย็นให้ขึ้นมาที่ชั้นบนสุดก่อนนะครับ เพื่อมาจิบเครื่องดื่ม Pre Dinner

ช่วงเวลาที่กานต์ว่าควรมาคือก่อนตะวันตกประมาณ ห้าโมงครึ่ง สั่งค็อกเทล signature สักแก้ว แล้วหามุมที่หันออกฝั่งตะวันตก กรุงเทพฯ ในนาทีที่แสงสีส้มลามจากขอบฟ้าไปทาบยอดตึก คือภาพที่ไม่ค่อยมีคนได้เห็น 

ค็อกเทลจัดเสิร์ฟที่บาร์ บรรยากาศยามค่ำ

ถามพนักงานมา แนะนำว่าให้เราสั่งเป็น Bananito รัมสไตล์ Old Fashion มีความอินฟิ้วกล้วยเข้าไป ส่วนอีกแก้ว สั่งเป็น Violet Seacoast เครื่องดื่มสไตล์ไมอามี่ เหมาะกับหน้าร้อนดี สดชื่นครับ 

ห้องอาหารพร้อมที่นั่งบุนวมและโคมระย้า เปิดวิวเมืองยามค่ำ

จากนั้น เราลงมาที่ The Grill dining room ชั้น 34 ดีไซน์สวยมากเหมือนมานั่งทานข้าวบ้านเพื่อนที่เทสต์ดี 

ครัวเปิดยามค่ำพร้อมเชฟ เปิดวิวเมือง

ตรงกลางเป็น Open Kitchen ราวกับตั้งใจให้เป็น theatre ที่ทุกโต๊ะมองเห็นเชฟกำลังปรุงอาหาร 

เนื้อและกุ้งย่างบนเตา บรรยากาศสเต๊กเฮาส์

ด้านในจะเห็นเตาย่าง ซึ่งทำกันสดๆ ตรงนี้เลยครับ เรามาดูอาหารที่เราสั่งไปเชฟจะ cook ให้ตรงเตานี้เลย ได้ข่าวว่าเตาย่างคือสั่งมาแพงมาก 

ขนมปังโฮมเมดอบใหม่บนถาดไม้

เสิร์ฟขนมปังก่อนนะครับ เป็นซาวน์โดวทำเอง 

พนักงานคลุกสลัดข้างโต๊ะ บริการระดับพรีเมียม

สั่งอาหารไปสักพัก มื้อนี้เราเริ่มด้วยซีซาร์สลัดก็จะมีพนักงานมาคลุกโชว์กันสดๆ ที่โต๊ะเลยครับ 

ภาพรวมเมนูอาหารไฟน์ไดนิงหลากหลายจาน

สั่งอาหารมาเยอะมาก ทั้งหอยเชลล์ย่าง (เนื้อหอยหวานดีมาก) กุ้งลายเสือเนื้อเด้งกรอบ, Mac & cheese อันนี้ต้องสั่ง, ซุปเป็นหัวหอมต้องรีบทานตอนยังร้อน, ส่วน Steak tartare อันนี้เฉยๆ ไม่ถึงกับชอบ แต่ไฮไลท์คือสเต๊ก ribeye ที่ผ่านการ dry-aged เสิร์ฟพร้อม garlic confit ทั้งหัว ที่ caramelize จนนิ่ม 

บาร์และครัวเปิดพร้อมโคมไฟแขวน

The Grill น่าจะเป็นห้องอาหารที่กานต์มาทานบ่อยมากหากอยากกินเสต๊กดีๆ และเป็นมื้อที่พิเศษสุดๆ 

วิวเมืองยามค่ำคืนผ่านหน้าต่างบาร์

จากนั้นมาต่อกันที่ชั้น 35 Cocktail Bar ที่เห็นวิวกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน 

บาร์เปิดวิวเมืองยามค่ำพร้อมที่นั่ง

เป็นบาร์ที่กว้างและสูงโปร่งด้วยเพดานสูง ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย 

บาร์เปิดวิวเมืองยามค่ำพร้อมสตูลสีแดงและชั้นเหล้าไฟส่อง

ใกล้ ๆ Cocktail Bar บนชั้นนี้มี Johnnie Walker Depth of Blue Room — flagship Blue Label bar แห่งแรกของโลก 

เลานจ์ดนตรีสดพร้อมนักดนตรี เปิดวิวเมืองยามค่ำ

วันที่เราไปนั่งมี Live Band ด้วยนะครับ ฟังเพลินๆ ดีเหมือนกัน ไปอ่านมาจากในเวปไซต์โรงแรม วงจะเล่นวันพุธ-วันอาทิตย์ 

เลานจ์เปิดวิวเส้นขอบฟ้ายามค่ำ ผู้เข้าพักนั่งพักผ่อน

ชอบตรงที่บรรยากาศโล่งดี มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ทุกโต๊ะเลยครับเพราะว่าอยู่ติดริมหน้าต่างกระจก 

ค็อกเทลจัดเสิร์ฟพร้อมดอกไม้สีแดง

จำไม่ได้ว่าสั่งอะไรมาบ้าง เพราะว่าไม่ไหวแล้วหลายแก้วเกิน 555 เป็นคืนปล่อยหนุ่ม เพราะกำลังจะแก่ขึ้นอีกปี 

ผู้เข้าพักในชุดคลุมถือช่อดอกไม้ในห้องนอน

เช้านี้ตื่นมาพร้อมกับดอกไม้ช่อใหญ่ 

ดาดฟ้าสระว่ายน้ำพร้อมเตียงอาบแดด ร่มและสวน เปิดวิวเมือง

ก่อนลงไปทานข้าวแวะไปนั่งเล่นที่สวนริมสระว่ายน้ำของโรงแรม จัดวาง Sundeck ไว้ในบรรยากาศสบายๆ ซ่อนอยู่ในกลุ่มต้นไม้ ให้ความรู้สึกเหมือนรีสอร์ตที่ตัดออกจากเมือง ทั้งที่อยู่ใจกลาง CBD มานั่งเช้าๆ ยังไม่ค่อยร้อน 

สระว่ายน้ำขอบอินฟินิตี้เปิดวิวเมือง พร้อมเตียงอาบแดด

สระว่ายน้ำแบบเกลือยาว 40 เมตร ถ้ามาถ่ายตอนเช้าๆ จะยังไม่ค่อยมีแขก 

เส้นขอบฟ้าเมืองพร้อมผู้เข้าพักชมวิว

เป็นสระว่ายน้ำที่มองเห็นวิวกรุงเทพฯ สวยทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นเลยครับ 

ห้องอาหารไฟน์ไดนิงพร้อมหน้าต่างบานสูง เปิดวิวเมือง

มาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร Embassy Room ห้องอาหารกว้างขวางมาก เสิร์ฟ 3 มื้อแบบ All Day Dining 

ครัวเปิดพร้อมเชฟปรุงอาหาร

อาหารเป็นแบบ Semi-buffet คือมีไลน์อาหารให้เราตักเองและสั่งจากพนักงานได้ 

ห้องอาหารส่วนตัว บรรยากาศโทนเข้ม

ครัวแบบเปิดครับ มองเห็นเชฟและพนักงานครัวกำลังง่วนอยู่กับการปรุงอาหารแบบจานต่อจานให้เรา 

ผู้เข้าพักรับประทานอาหาร บรรยากาศอบอุ่น

ที่ชอบมากคือ The Pantry เป็นห้องที่ดีมาก มีทั้ง โยเกิร์ต น้ำผลไม้แช่เย็น โทสต์ เบเกอรี่อบสด สลัด เราสามารถเปิดตู้หยิบเองได้ราวกับเดินอยู่ในครัวบ้านตัวเอง 

ภาพรวมเมนูอาหารเช้า ข้าวซอย ไข่เบเนดิกต์และครัวซองต์

อาหารที่สั่งไปมาแล้วครับ ชอบ Avocado Toast ท็อปด้วย Posh Egg และ Croissant ที่อบมาหอมจนหยิบเพิ่มอีกชิ้น อาหารไทยก็มีนะครับ อาหารมาเลย์ที่นี่ก็มีเหมือนกัน 

ผู้เข้าพักนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในห้องอาหาร

โรงแรมต้องมีบริการหนังสือพิมพ์ตอนเช้าให้แขกอ่านและแน่นอนว่าต้องเป็น Bangkok Post 

โถงทางเดินพร้อมผู้เข้าพักในชุดสูท งานไม้โทนอบอุ่น

ไปเดินเล่นชมโรงแรมกันบ้างครับ ระหว่างวันที่กานต์เข้าพัก สิ่งที่ทำให้ Park Hyatt Bangkok แตกต่างจากโรงแรม 5-star อื่นในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงห้องพัก หรือ rooftop bar แต่เป็น public spaces ระหว่างทาง

นี่คือคอนเซปต์ที่โรงแรมเรียกว่า A Living Art Gallery โดย Park Hyatt brand ตั้งใจให้ผู้เข้าพัก ใช้ชีวิตอยู่ใน gallery จริง ๆ 

เลานจ์พร้อมโซฟา ชั้นหนังสือและดอกไม้

ห้องนี้เป็นหนึ่งใน hidden gem ของ Park Hyatt Bangkok คือ The Parlor ที่ออกแบบเป็น private meeting and function space 

บาร์และเลานจ์พร้อมงานดอกไม้สีแดงและเคาน์เตอร์

ห้องนี้ชื่อ The Bar สามารถมานั่งจิบไวน์ตอนกลางคืนหรือทานอาหารได้ที่นี่ ดูเป็นส่วนตัวดีครับ 

มุมอ่านหนังสือพร้อมชั้นโชว์โค้ง ผู้เข้าพักนั่งพักผ่อน

Library ห้องนี้ชอบมาก ได้มานั่งพักผ่อนแบบส่วนตัว อ่านหนังสือเงียบๆ ที่นี่ได้ 

ห้องอาหารครัวเปิดพร้อมโคมไฟแขวนสีน้ำเงิน

หลังจากใช้เวลา 30 นาทีใน reading nook กานต์ลงไปชั้น 9 เพื่อทาน lunch ที่ Embassy Room La Marina ห้องอาหารหลักของโรงแรมที่ตั้งอยู่ติด pool deck ชั้น 9 

เคาน์เตอร์ห้องอาหารพร้อมผู้เข้าพักและครัวเปิด

ห้องเดียวกันกับห้องอาหารเช้า แต่ตอนกลางวันจะบรรยากาศของการนั่งทานอาหารเงียบๆ ห้องดูโปร่งด้วยเพดานสูง ทำให้ห้องดูเหมือน villa บน Amalfi Coast มากกว่า restaurant ทั่วไปในโรงแรม 

ภาพรวมเมนูอาหารไฟน์ไดนิงหลากหลายจาน

สั่งอาหารมาหลายอย่าง ที่ชอบจะเป็น Burrata ลูกใหญ่มาก มาพร้อมกับสลัดมะเขือเทศ เส้นปาปาเดลก็ดีนะครับ เชฟทำสดๆ เนื้อ pasta หนากำลังดี แต่ที่ชอบที่สุดคือ Lemon sorbet at La Marina นึกถึงอิตาลีขึ้นมาทันที 

เชฟจัดจานอาหาร บรรยากาศประณีต

Pizza Tartufo with Black Truffle เชฟมาสไลด์สดๆ กันบนโต๊ะเลยครับ 

ทิรามิสุจัดจานพร้อมเชฟและผู้เข้าพัก

classic Italian tiramisu เชฟจะมาตัดเสิร์ฟถึงจานเลยครับ นี่คือ Italian tradition สไตล์อิตาลีจริง ๆ 

รายละเอียดบันไดวนทองเหลือง

ที่นี่มีสปาด้วยนะครับ เป็นของ Panpuri Organic Spa อยากบอกว่าเป็น Big Fan เลยครับ

มุมนี้คือสวยมากบันไดที่ Yabu Pushelberg ออกแบบเฉพาะสำหรับเข้า spa บนชั้น 11 

สปาพร้อมงานไฟผนังทรงกลีบบัว งานหินอ่อน

ห้อง treatment มีดอกบัวแกะสลักแบบนูนต่ำอีกแล้วครับ 

ทรีตเมนต์สปา ผู้เข้าพักรับบริการนวด

Welcome ritual with herbal compress 

ห้องทรีตเมนต์สปา งานผนังโทนอบอุ่น

บ่อน้ำ Whirlpool สวยมาก เพดานทรงกลีบดอกไม้เข้ากับอ่างน้ำเลยครับ 

โถงทางเดินสปาเสาเรียงสีขาว บรรยากาศสงบ

เป็น spa ที่สวยมากและสงบเงียบสุดๆ เหมาะแก่การมาชาร์จพลัง 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทรหาโรงแรมเลยครับ เบอร์ +6620121234

หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.parkhyattbangkok.com

อ่านต่อ: รีวิว Andaz One Bangkok อีกหนึ่งโรงแรมหรูเปิดใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ

Kant.
Bulletin A weekly dispatch, considered.

FAQFrequently Asked Questions

รีวิวโรงแรม Park Hyatt Bangkok 2026 หนึ่งเดียวในไทย is located where?

รีวิวโรงแรม Park Hyatt Bangkok 2026 หนึ่งเดียวในไทย is a luxury 5-star hotel reviewed by KANT with photos and details.

Who is รีวิวโรงแรม Park Hyatt Bangkok 2026 หนึ่งเดียวในไทย best for?

รีวิวโรงแรม Park Hyatt Bangkok 2026 หนึ่งเดียวในไทย is ideal for luxury travelers, couples, and premium hospitality seekers.

KANT review of รีวิวโรงแรม Park Hyatt Bangkok 2026 หนึ่งเดียวในไทย?

KANT stayed at and reviewed รีวิวโรงแรม Park Hyatt Bangkok 2026 หนึ่งเดียวในไทย covering rooms, dining, facilities with real photos.

KANT BRIEF

เรื่องที่คัดมาแล้ว · ทุกวันอาทิตย์