Thursday 30 July 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  HOTEL
HOTEL·24 Mar 2022

รีวิว JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa

Words & Photography · KANT
ภาพถ่ายมุมสูงเหนือสวนของ JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay เห็นการจัดภูมิทัศน์เป็นลวดลายและป้ายต้อนรับของรีสอร์ต

Last Updated: 30 June 2026

ENGLISH SUMMARY

JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa sits on Khem Beach (Emerald Bay) on the southern tip of Vietnam’s Phu Quoc island. Designed by Bill Bensley as a fictional 19th-century "Lamarck University", it is celebrated for its richly detailed, colourful architecture that tells a story building by building. This KANT review covers its design, its quiet white-sand beach and its family appeal. Rates start around THB 9,000 per night.

สรุปตรง

JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa คือรีสอร์ต 5 ดาว 231 ห้อง สวีต และวิลล่าริมหาดแขม (Khem Beach) เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม ผลงานของ Bill Bensley ที่สร้างเรื่องเล่าสมมติว่าเป็น Lamarck University มหาวิทยาลัยฝรั่งเศสยุค 1880-1940 จนทุกอาคารกลายเป็นคณะวิชาที่เต็มไปด้วยดีเทลและสีสัน เป็นรีสอร์ตที่ได้การรับรอง Green Globe มีห้องอาหาร 5 แห่ง จุดขายคืองานสตอรีเทลลิงผ่านสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของ Bensley ริมหาดเงียบทางใต้ของเกาะ ราคาเริ่มต้นหลักเก้าพันต่อคืน

Key Facts
KANT Rating 4.8 / 5
LocationEmerald Bay · เกาะฟูก๊วก · เวียดนาม
Priceเริ่มต้นราว 9,000 บาท/คืน
ภาพถ่ายมุมสูงเหนือสวนของ JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay เห็นการจัดภูมิทัศน์เป็นลวดลายและป้ายต้อนรับของรีสอร์ต

#นี่คือโรงแรมที่ก่อนตายคุณต้องไปให้ได้สักครั้ง

ว่ากันว่า … เจ้าของตีเช็คเปล่าให้สถาปนิก

เอาไปสร้างโรงแรมได้ตามจินตนาการ

หายหน้าหายตาไปหลายวัน หนีไปติดเกาะที่เวียดนามมาครับ ตอนนี้เปิดประเทศแล้ว ถ้าใครอยากจะมาเที่ยวที่นี่ กานต์อยากแนะนำโรงแรมหนึ่งที่เกาะฟูกว๊วก (อารมณ์ประมาณสมุยบ้านเรา) เป็นโรงแรมที่ทำให้เก่า และใช้คำว่า “ต้องมา” เพราะเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น ก่อนตายควรต้องมาพักสักครั้ง แต่เดี๋ยวก่อน!! ครั้งเดียวก็ยังถ่ายรูปไม่พอ เพราะสวยมากทุกมุม

มหาวิทยาลัย Lamarck โดย Bill Bensley

JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa เป็นโรงแรมที่สร้างจากมหาวิทยาลัยเก่าแก่ Lamarck University ของเวียดนาม แต่รู้มั้ยว่า ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นมาใหม่ … มันไม่มีจริงหรอกนะ

อ่ะ!! ทุกอย่างคือทำขึ้นมาใหม่หมด ดูจากลายเซ็นต์ก็พอจะรู้ว่ามาจากฝีมือของ “พ่อมดโรงแรม” Bill Bensley (บิล เบนสลี่ย์) ไอดอลผมเอง แต่ความเจ๋งก็คือการทำของใหม่ให้ดูวินเทจ ดูคลาสสิค พรอพแน่นและเหมือนของเก่ามาก มีความเป็นมหาวิทยาลัยในตำนาน แยกเป็นอาคารคณะต่างๆ เหมือนกับการปัดฝุ่นมหาวิทยาลัยร้างให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

แค่ล็อบบี้ก็กว้างราวกับห้องสมุดขนาดใหญ่ แต่ที่ผมชอบคือห้องเกียรติยศของมหาวิทยาลัยซึ่งทำของตกแต่งได้เหมือนของเก่ามาก แทบทุกชิ้นเป็นของสั่งสร้าง เพื่อคุมตีมไม่ให้หลุด ลงดีเทลสุดๆ แถมยังมีสนามกีฬาของมหาวิทยาลัยด้วย เย็นๆ คนมาวิ่งออกกำลังกายเหมือนเราไปที่สนามจุ๊บยังไงยังงั้น

ห้องพักและคณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัย

ห้องพักจะแยกไปตามอาคารของคณะต่างๆ ผมได้เป็นห้อง Emerald Bay View อยู่คณะหอยศาสตร์ ส่วนอาคารอื่นจะเป็นปักษาวิทยา ดาราศาสตร์ มนุษยวิทยา และอื่นๆ กระจายกันไป ส่วนห้องอาหารหลักจะเป็นคณะสถาปัตยกรรม ตั้งอยู่ริมทะเล น่าจะเป็นเด็กถาปัตย์ที่น่าอิจฉาที่สุดในโลก

ห้องอาหาร Pink Pearl และไฮไลท์

ส่วนดินเนอร์แนะนำให้ทานที่ห้องอาหาร Pink Pearl ตึกสีชมพูดูหรูหราสวยงาม เดินลงบันไดจะเป็นห้องเก็บไวน์ชั้นใต้ดินถ่ายรูปสวยมาก เป็นอีกจุดที่น่าประทับใจ ส่วนสปาจะตกแต่งเป็นคณะเห็ดศึกษา นวดไม่เท่าไรแต่ออกแบบได้สวยสุด และต้องไม่ลืมที่จะไปว่ายน้ำและถ่ายรูปที่ Shell Pool สระรูปหอยเชลล์ริมทะเลเก๋มาก

ขอเล่าต่อด้วยภาพละกันครับ ผมว่าถ้ามีโอกาสควรมาลองสวมบท “นักศึกษา” มาพักที่นี่ให้ได้สักครั้งมันช่างเว่อร์วังอลังการสุดๆ จริงๆ

สระว่ายน้ำรูปหอยเชลล์ในตำนาน เว่อร์วังอลังการมาก โรงแรมนี้มีด้วยกัน 3 สระ เลือกได้ตามใจ

ด้านหน้าทางเข้า JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay กับน้ำพุและอาคารโคโลเนียลสีขาวที่จำลองเป็นวิทยาเขตเก่า

ทางเข้าด้านหน้ารีสอร์ต เหมือนกับทางเข้ามหาวิทยาลัย สร้างมาตั้งแต่ปี 1921 ก็ครบ 100 ปีพอดี เป็นตำนานที่เป็นตุเป็นตะมาก

เจ้าของคือ Sungroup มหาเศรษฐีเวียดนาม ทุ่มทุนสร้างเมการีสอร์ตนี้

ซุ้มทางเข้าอาคารสีเหลืองมัสตาร์ดประดับไม้เลื้อยแขวน บรรยากาศแบบตึกเรียนยุโรปของรีสอร์ต

รถนำเราเข้ามาถึงที่โถงต้อนรับด้านหน้าตกแต่งด้วยสีเหลืองไข่ตามสไตล์เวียดนามที่มีความผสมผสานศิลปวัฒนธรรมแบบฝรั่งเศสเข้าไป

ล็อบบีบรรยากาศห้องสมุดเก่า ตกแต่งไม้และทองอร่ามแบบโคโลเนียลของ JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay

Lobby เป็นแบบ Open Air เก๋มาก ฟีลลิ่งของห้องนี้คือห้องสมุด ตกแต่งแบบปาริเชียงเก๋ๆ

โถงต้อนรับกับงานตกแต่งกลางห้องทรงสูงและโคมระย้า เปิดประตูบานเฟี้ยมรับแสงธรรมชาติ

ถ้าจะแพลนถ่ายรูป Lobby ควรมีเวลาสักหนึ่งวันเพราะกว้างมาก มีมุมให้ถ่ายรูปหลายจุดมาก แต่ละมุมคือตกแต่งจัดเต็ม โดยเฉพาะมุมน้ำพุถ้วยรางวัล มันเป็นอะไรที่เก๋สุดๆ

อาคารหลักสีเหลืองริมสระน้ำ พร้อมร่มและเก้าอี้ริมน้ำของรีสอร์ต

จากนั้น พนักงาน (ที่นี่จะเป็นเหมือนเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย) จะพาเรา (ซึ่งเป็นนักศึกษา) ขับรถบัคกี้ไปส่งตามอาคารคณะต่างๆ ซึ่งอาคารห้องพักจะมีด้วยกัน 7 หลังมีวิลล่าด้วยนะ ซึ่งแต่ละอาคารก็จะเป็นคณะต่างกันไป ผมอยู่คณะหอยศาสตร์

ทางเดินซุ้มโค้งเพดานสูงประดับโคมไฟ ผนังโทนส้มอบอุ่นแบบสถาปัตยกรรมโคโลเนียล

ทางเดินภายในรีสอร์ตคือสวยและลงดีเทลสุดๆ แทบไม่มีจุดไหนไม่อยากแวะถ่ายรูปเลย

มุมห้องผนังสีเขียวกับเตาผิงไม้สีเข้ม แขกในชุดขาวยืนชมงานตกแต่ง

ถึงห้องเรียน เอ๊ยยยย ห้องพักที่คณะหอยศาสตร์แล้ว หรือจะเรียกคณะหอยศึกษาดี

ด้านหน้าเป็น foyer ประดับประดาภาพศิลปะพร้อมกับความอาร์ตแบบจัดเต็ม ซึ่งจะเป็นส่วนของห้องน้ำ

ห้องพักเตียงคู่ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์หุ้มผ้าสีเขียว หัวเตียงไม้แกะสลักสไตล์คลาสสิก

ผมพักห้อง Emerald Bay View ตกแต่งเน้นสีเขียวมิ้นต์ตัดขาว ดูแปลกตาดี ไม่ค่อยได้เห็นห้องพักโทนสีนี้ เตียงหันข้างให้กับระเบียงซึ่งจะเป็นวิวทะเลลิบๆ มีเดย์เบดแบบแยกเอาไว้นั่งดูทีวีที่อยู่ปลายเตียง

ขนมหวานช็อกโกแลตเสิร์ฟพร้อมการ์ดเขียนมือต้อนรับในห้องพัก

มีความต้อนรับด้วยช็อคโกแล็ตรูปกระเป๋าเดินทาง แต่ยังทำได้ไม่คราฟท์เท่าโรงแรมในไทย

มุมโต๊ะทำงานในห้องพัก แสงโคมไฟอุ่นตัดกับงานศิลปะบนผนัง

ที่ขาดไม่ได้คือกาแฟแต่ใช้เป็นแคปซูลเนสเพรสโซ่แทน เอ้าาาาา น่าจะเสิร์ฟกาแฟเวียดนามนะ

ห้องสวีทผนังสีเขียวอ่อน โซฟาสีขาวและหน้าต่างบานสูงรับแสง

ห้องนอนหันข้างให้ระเบียง มองออกไปจะเห็นทะเลแต่มีต้นมะพร้าวบังไว้เล็กน้อย สามารถออกไปนั่งเล่นที่ริมระเบียงได้เลยครับ ค่อนข้างกว้าง

ชายหาดส่วนตัวของรีสอร์ตกับแนวมะพร้าวและทะเลของอ่าวเอมเมอรัลด์

สระว่ายน้ำมีด้วยกัน 3 สระครับคือ คือ Sand Pool , Shell Pool และ Sun Pool เลือกว่ายได้เลยตามสบาย แต่ละสระคือสวยรวยด้วยต้นมะพร้าว

ประตูบานเฟี้ยมไม้เปิดสู่ห้องโปร่งสว่างในอาคารพักของรีสอร์ต

หน้าห้องจะเป็นส่วนของห้องน้ำ ซึ่งกว้างมาก และเป็นกระจกใส มาพร้อมกับอ่างอาบน้ำสไตล์วินเทจ

บาร์ผนังสีน้ำเงินเข้มกับโคมไฟแขวน แขกสองคนนั่งพูดคุยกัน

ยอมใจในความกว้างขวางของห้องน้ำเพดานค่อนข้างสูงทำให้ห้องโปร่ง ภายในวางเบาะที่นั่งสีเขียวไว้ในนี้กันเลยทีเดียว ตกแต่งสไตล์เวียดนามโบราณ ชอบโคมไฟที่ห้อยๆ ดูสวยเก๋

ชุดผลิตภัณฑ์อาบน้ำวางบนชั้นหินอ่อนในห้องน้ำของห้องพัก

Toilet Amenities เป็น Signature ของ JW Marriott ทั่วโลก เสียดาย น่าจะลงดีเทลตรงนี้เพิ่ม จะได้เข้าตีม

แขกแช่อ่างอาบน้ำพร้อมรอยยิ้มผ่อนคลายในห้องน้ำของห้องพัก

“Happiness is not the absence of problems, it’s the ability to deal with them.”

-Steve Maraboli

รูปปั้นสิงโตขนาบสองข้างถนนทางเข้าวิทยาเขตจำลองของรีสอร์ต

มาเดินเที่ยวกันดีกว่า ตรงนี้จะเป็นปากทางเข้ามหาวิทยาลัยอีกชั้น ซึ่งเขียนชื่อชัดเจนว่า University Lamarck เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ที่เน้นงานด้าน “ธรรมชาติวิทยา” ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแด่ Jean Baptise Lamarck นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นคนคิดค้นเรื่องเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต จริงจังมากกก

อาคารวิลลาสีขาวสไตล์โคโลเนียลท่ามกลางต้นไม้เขียวครึ้ม

คณะนกศึกษา ใครชอบนกควรมาพักที่อาคารนี้ 555

อาคารสีเหลืองกับซุ้มประตูโค้งและสวนเขียวโดยรอบ

ส่วนอาคารอื่นๆ นอกจากห้องพัก ก็จะเป็นพวกร้านค้า สปา ฟิตเนส ห้องประชุม บาร์ คาเฟ่ ร้านอาหาร เป็นชุมชนย่อยๆ เลยแหละ

แขกยืนข้างตู้จัดแสดงถ้วยรางวัล ส่วนหนึ่งของเรื่องเล่ามหาวิทยาลัยสมมติในรีสอร์ต

ถ้วยรางวัลจะเยอะไปไหน จริงๆ จัดแสดงไว้ที่ห้องสมุดด้านหน้า

มุมห้องประดับภาพถ่ายกรอบไม้เรียงเต็มผนัง ให้อารมณ์ห้องทำงานเก่า

ชอบห้องนี้มาก เป็นเหมือนหอเกียรติยศ ทำกันแบบจริงจัง มีทำเนียบศิษย์เก่าด้วย

ทางเดินยาวปูกระเบื้องลายโบราณ สองข้างแขวนภาพเล่าเรื่องของรีสอร์ต

ทางเดินก็จะตกแต่งด้วยของที่สื่อถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย เช่น เสื้อสามารถ เหรียญทองนักกีฬา ผลงานที่โดดเด่น บลาๆๆ เหล่านี้คือเป็นของที่ทำขึ้นมาใหม่ให้ดูเก่านะ ยอมใจในความลงดีเทลของพ่อมด Bill Bensley แล้ว

ภาพขาวดำของซุ้มประตูโค้งคู่กับภาพบุคคลตรงกลาง

John Steinbeck นักเขียนรางวัลพูลิซเซอร์และเจ้าของโนเบลสาขาวรรณกรรม ซึ่งน่าจะเป็นการ quote ข้อความมาเพื่อสื่อถึงแนวคิดในการสร้างสรรค์สถานที่แห่งนี้ที่เต็มไปด้วยศิลปะ

งานจัดแสดงวัตถุเก่าบนพื้นหลังสีแดงสด

มหาวิทยาลัยฝรั่งมักจะมีให้เก็บความทรงจำไว้แล้วส่งไปในอนาคตหรือบางที่ก็ฝัง พอเอาขึ้นมาดูอีกครั้งมันจะเป็นเรื่องราวความทรงจำสมัยเรียนที่นี่

ทางเดินโทนสลัวกับโคมไฟส่องนำสายตาไปสุดทาง

ห้องนี้ก็ชอบ เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสะสมจานโบราณต่างๆ มากมาย

อาคารสีชมพูพาสเทลกับระเบียงและไม้ประดับ บรรยากาศโคโลเนียลของรีสอร์ต

ชอบการลงดีเทลที่สะท้อนถึงความใส่ใจในการออกแบบ เช่นการจัดวางที่นั่ง ให้ได้พักบริเวณอาคารต่างๆ เพราะถ้าเดินทั้งวันคงไม่ไหว มันกว้างมาก มุมถ่ายรูปก็เยอะสะใจ … แต่จะว่าไปมุมนี้ก็ยังนั่งถ่ายรูปได้นะ

ภายในประดับโคมไฟผ้าหลากสีแขวนเป็นกลุ่มเหนือผนังจัดแสดงภาพ

ห้องสันทนาการที่ออกแบบเป็นร้านทำโคมเวียดนาม จริงๆ ทีนี่มีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก มีทั้งแบบฟรีและเสียเงินเพิ่ม

ทางเดินผนังสีเขียวกับซุ้มโค้งและป้ายตกแต่งบอกทางในอาคาร

ชอบความลงดีเทลแม้กระทั่งผนังว่างๆ

บันไดกว้างกับป้ายข้อความบนผนัง ดีเทลเล่าเรื่องของวิทยาเขตจำลอง

มีอาคารนักกีฬาด้วย ดูเก่าๆ หน่อย คลาสสิคดีแน่นอนว่าต้องมีกีฬารักบี้เป็นตัวชูโรง

โถงประดับธงผ้าสีแดงห้อยเรียงยาว สร้างบรรยากาศพิธีการ

ฟิตเนสคือเท่มาก เหมือนสโมสรนักกีฬามหาวิทยาลัยสุดๆ

ลู่วิ่งสีแดงกลางรีสอร์ตกับอาคารพักเป็นฉากหลัง แขกออกกำลังกายยามเช้า

ความจริงจังคือการมีสนามฟุตบอลขนาดใหญ่มาพร้อมลู่วิ่ง ถ้าเติมอัฒจรรย์มาล่ะใช่เลย

ประติมากรรมรูปมือสีขาวกลางสนามหญ้า มีอาคารหลังคาทรงจีนเป็นฉากหลัง

เดินถ่ายรูปหมดไปเป็นวัน จนงงไปหมดแล้ว 555 อาคารสไตล์จีนผสมเวียดนามก็มี ซึ่งจะเป็นสปา

อาคารสีขาวสะท้อนผิวน้ำนิ่ง หนึ่งในมุมเก็บภาพยอดนิยมของรีสอร์ต

สปาที่คณะเห็ดศึกษา ชอบมาก คอนเซปต์มาจาก ความเชื่อที่ว่าเห็ดจะเป็นยารักษาโรคที่ดี

ห้องอาหารเพดานไม้ฉลุลายกับเคาน์เตอร์บาร์ใจกลางห้อง

ยอมแล้ว เพดานเป็นกรอบรูปรูปเห็ดนานาพันธุ์ เป็นงานดีไซน์ที่ลงดีเทลสุดๆ

เก้าอี้ไม้เก่าวางซ้อนกันริมหน้าต่าง ให้อารมณ์คลาสสิก

ภายในสปาตกแต่งเก๋ดี แนะนำให้เผื่อเวลาไว้สักนิด นวด 1 ชั่วโมง แต่แวะถ่ายรูปประมาณครึ่งวัน

แขกเดินขึ้นบันไดสีขาวทรงโค้ง รายละเอียดสถาปัตยกรรมเด่นของรีสอร์ต

ลงทะเบียนเสร็จจะเดินขึ้นไปห้องนวดชั้นบน ชอบภาพนี้ดูมีความคลีนและคอนทราสกันของสีเหลือง แดงและขาว

ทางเดินซุ้มโค้งโปร่งสว่าง เชื่อมพื้นที่ต่างๆ ภายในอาคาร

ทางเข้าสปาสวยมาก แวะถ่ายรูปตลอดทาง จนเทอราพิสเริ่มมอง

แขกในชุดคลุมอาบน้ำยืนชมวิวริมหน้าต่างห้องพัก

เรื่องนวดยอมรับเลยว่ายังเป็นรองเทอราพิสไทย แต่เรื่องบรรยากาศและงานดีไซน์ให้เกิน 100

ห้องอาหารหลังคากระจกกับโคมระย้าและพื้นลายโมเสก รับแสงธรรมชาติทั้งวัน

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้และขายในสปาจะเป็นแบรนด์ HARNN ของไทยครับ ซึ่งทำกลิ่นพิเศษให้ JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa โดยเฉพาะ แต่ก็มีกลิ่นอื่นๆ ด้วยครับ

ลานหน้าอาคารสีเหลืองยามพลบค่ำ แสงไฟอุ่นขับสถาปัตยกรรมโคโลเนียล

เป็นรีสอร์ตหน้ากว้างที่มองเห็นทะเลแทบทุกมุม แต่เราไม่ได้ลงไปเล่นน้ำทะเลเลยอันนี้ตัวจริง 555 คือชอบมานอนริมทะเล แต่ไม่ชอบเล่นน้ำทะเล

ตรอกเล็กระหว่างอาคารโคโลเนียลกับต้นไม้ จำลองบรรยากาศเมืองเก่า

บรรยากาศตอนเย็นๆ คือสบายมาก เดินเล่นถ่ายรูปไปเพลินสุดๆ มีโคมไฟประดับเหมือนเดินเล่นที่ฮอยอัน

ตอนนี้ฉันอยากจะหยุดเวลาไว้ก่อน ยังเดินได้ไม่ทั่วเลย

ห้องอาหารผนังแดงตกแต่งจัดจ้าน เฟอร์นิเจอร์หลากสีสไตล์ผสมตะวันออก

มื้อค่ำคืนนี้ เราจองห้องอาหาร Pink Pearl เอาไว้ เป็นห้องอาหารฝรั่งเศสสไตล์ปาริเชียงที่หรูหรา สวยงาม อลังการเป็นที่สุด เป็นห้องอาหารที่เปิดเฉพาะช่วงเย็น เสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสเป็นหลัก

มุมมองจากชั้นบนลงสู่ลานร้านอาหารกลางแจ้งที่ประดับโคมและกระถางสีแดง

Pink Pearl เป็นคฤหาสถ์ 2 ชั้นใกล้ชายหาดของ Madame Pearl เอาไว้รับรองเพื่อนฝูง นางเป็นคนชอบนก ดังนั้น บรรยากาศการตกแต่งที่รวมนกนานาชนิดเอาไว้

ผมชอบโทนสีที่ใช้จะเป็นส้ม เหลือง ชมพู แดง โอ๊ยยเก๋สุดๆ

เพดานสีแดงทองกับโคมระย้าทรงดาวกระจาย งานตกแต่งชิ้นเอกของห้องอาหาร

แค่โคมไฟเพดานกระจกหักเหลี่ยมก็เอาไป 10 เต็ม ไม่รู้ไปสรรหาของตกแต่งพวกนี้มาจากไหน แต่โดยปกติก็มักจะเป็นของสั่งผลิต เฉพาะที่นี่ที่เดียวเท่านั้น ทำนองนี้

แขกนั่งที่โต๊ะอาหารกับผนังจิตรกรรมและงานตกแต่งหรู

ที่นี่เสิร์ฟอาหารฝรั่งเศสแบบ Fine-Dinningเป็นคอร์ส มีให้เลือกหลากแบบ ราคาไม่แรงมาก

จานอาหารปรุงประณีตจัดวางอย่างพิถีพิถัน พร้อมเครื่องเคียงในถ้วยเล็ก

อาหารจะเป็นฝรั่งเศสที่ผสมผสานกลิ่นอายแบบเวียดนามเข้าไป ระหว่างมื้ออาหารจะมีนักร้องโอเปร่ามาขับกล้อมบทเพลงให้เราได้ฟังด้วยครับ ทำให้การรับประทานอาหารมื้อนี้เพลินดี

บรรยากาศห้องอาหารโทนชมพูกับดีเทลทองแดง ถ่ายผ่านฉากหน้าเบลอ

เป็นร้านอาหารที่ถ่ายรูปสวยมากครับ

ห้องเก็บไวน์ผนังขวดสูงจรดเพดาน แขกยืนเลือกไวน์กลางห้อง

ชั้นล่างจะมีบันไดลงไปเป็นห้องเก็บไวน์ ซึ่งที่เห็นริมฝาผนังคือช่องเก็บไวน์ทั้งนั้น

เลานจ์หรูกับซุ้มโค้งและงานตกแต่งละเอียด แขกนั่งพักผ่อนกลางห้อง

มีเล้าจน์ที่นั่งสำหรับเทสต์ไวน์ สังสรรค์กัน ภายในตกแต่งได้สวยมาก

ชายหาดยามเย็นกับแนวมะพร้าวและเตียงผ้าใบของรีสอร์ต

สายลม ชายหาด ทะเล และแสงแดด

ห้องอาหารเบาะสีน้ำเงินกับพื้นโมเสกและภาพบุคคลบนผนัง

เช้านี้เราทานอาหารกันที่คณะสถาปัตยกรรม ชื่อห้องอาหาร Tempus Fugit

บราสเซอรีสไตล์ยุโรปกับเก้าอี้สีน้ำเงินและหน้าต่างซุ้มโค้ง

ที่นี่มีห้องอาหารหลายห้องมากครับ แต่ที่ ห้องอาหาร Tempus Fugit ก็จะเป็นห้องอาหารหลักที่เปิดให้บริการทั้งวัน

มุมห้องผนังสีน้ำเงินกับภาพบุคคลกรอบทองและแสงจากหน้าต่างบานสูง

ชอบการตกแต่งของห้องอาหารนี้ท่ีเป็นตัวแทนคณะสถาปัตยกรรม มันดูเท่ดี กับการเลือกใช้สีน้ำเงินตัดเหลือง

เชฟประจำครัวเปิดยิ้มที่สเตชันปรุงอาหารสด

ไลน์อาหารคือแน่นมาก ทั้งยุโรป เอเชีย เวียดนาม เกาหลี ญี่ปุ่น บางสเตชั่นก็ทำกันสดๆ เช่นเฝอ

ตะกร้านึ่งไม้ไผ่กับอาหารร้อนเสิร์ฟแบบกวางตุ้ง

ปาท่องโก๋เวียดนาม

เคาน์เตอร์อาหารในซุ้มโค้งโทนเข้ม ให้อารมณ์ภัตตาคารคลาสสิก

สเตชั่นของหวานและผลไม้ จริงๆ ทานควบไปถึงสายๆ เอาให้อิ่มเลยเที่ยงกันไปได้เลย เพราะอาหารเยอะจริงจัง

แขกนั่งรับประทานอาหารเช้าริมหน้าต่าง แสงเช้าสาดเข้ามาในห้อง

อ่ะ สั่งมาเท่าที่กินก่อน แต่ต้องไม่ลืมสั่งกาแฟเวียดนามมาลองนะ

อาหารเช้าหลากจานจัดเต็มโต๊ะ ถ่ายจากมุมบน

“There is nothing better than a proper breakfast.”

-Sophie Dahl

อาคารสีเขียวมินต์สไตล์โคโลเนียลท่ามกลางสวนเขียวของรีสอร์ต

กลางวันลองเปลี่ยนบรรยากาศมาทานที่ ห้องอาหาร Red Rum เป็นห้องอาหารโอเพ่นแอร์ริมทะเล เน้นเสิร์ฟเมนู Seafood Grill วัตถุดิบคือสดดีมาก เพราะมาจากแหล่งวัตถุดิบ แต่ราคาก็จะสูงกว่าร้านอาหารด้านนอกพอสมควร

แขกนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่โต๊ะคาเฟ่กับเก้าอี้ไม้ดัดสีแดง

รีสอร์ตมีคาเฟ่ให้นั่งคลายร้อนด้วยนะ เน้นอาหารไลท์มีลและเครื่องดื่ม ขนมต่างๆ

แก้วชาเย็นและจานอาหารเช้าบนเบาะสีแดงของร้านอาหาร

มื้อกลางวันถ้าใครอยากจะทานเบาๆ ผมว่าเรามาแจมที่คาเฟ่ได้ฮะ

อีกมุมของอาคารสีเขียวมินต์กับแนวต้นไม้ บรรยากาศวิทยาเขตจำลอง

เดินเล่นมาจนถึงช่วงใกล้หน้าหาดบรรยากาศก็จะโล่งๆ หน่อย

แขกในชุดลายดอกยืนรับลมริมชายหาดของรีสอร์ต

JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa ตั้งอยู่บริเวณ Khem Beach ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ เป็นจุดที่ค่อนข้างเงียบสงบและไม่ค่อยมีคลื่นแรงนัก สามารถมาเดินเล่นริมชายหาดถ่ายรูปได้สบายเลย

เตียงอาบแดดและร่มผ้าใบริมทะเลของ JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay

บรรยากาศ Vibes มาก มีนักท่องเที่ยวมานอนอาบแดดทั้งวัน

แนวมะพร้าวสะท้อนผิวสระว่ายน้ำของรีสอร์ต ปิดท้ายด้วยภาพสงบริมน้ำ

JW Marriott Phu Quoc Emerald Bay Resort & Spa เป็นอีกรีสอร์ตที่ชอบมาก และอยากไปอีกครั้ง เพราะยังถ่ายรูปได้ไม่ครบ บนเนื้อที่ 50 ไร่ริมทะเล ถือเป็นรีสอร์ตที่ใหญ่มากและคอนเซปต์แน่น ดีเทลดี เป็นอีกหนึ่งสถานที่สำหรับใครที่มองหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจไม่ไกลจากเมืองไทยมากนักครับ

จองโรงแรมนี้เลย คลิก >> https://www.trip.com/t/EQyvmQFrFU2

คำถามที่พบบ่อย

JW Marriott Phu Quoc อยู่ที่ไหน และเดินทางอย่างไร

ตั้งอยู่ริมหาดแขม (Khem Beach) ทางใต้ของเกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม หาดทรายขาวเงียบสงบที่น้ำทะเลใสเป็นสีมรกต การเดินทางสะดวกเพราะอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติฟูก๊วกเพียงราว 15-20 นาทีโดยรถ รีสอร์ตมีบริการรถรับส่งสนามบิน (ราว 45 ดอลลาร์ต่อเที่ยว) และสำหรับห้องสวีตและวิลล่าบางประเภทจัดรถรับส่งส่วนตัวให้ฟรี

ราคาเริ่มต้นเท่าไร และคุ้มไหม

ราคาเริ่มต้นราว 9,000-14,000 บาทต่อคืน ขึ้นกับฤดูกาลและประเภทห้อง พร้อมอาหารเช้าและสิทธิ์ชมการแสดง Kiss of the Sea สำหรับบางแพ็กเกจ จุดที่ทำให้ราคาคุ้มคือนี่เป็นงานออกแบบชิ้นเอกของ Bill Bensley ที่หาประสบการณ์แบบนี้ได้ยาก ในเชิงตลาด ฟูก๊วกกำลังขึ้นเป็นจุดหมายลักชัวรีใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรีสอร์ตนี้คือหมุดหมายสำคัญของกระแสนั้น

จุดเด่นและไฮไลต์คืออะไร

ไฮไลต์คือคอนเซ็ปต์การออกแบบโดย Bill Bensley ที่สมมติให้รีสอร์ตเป็นมหาวิทยาลัย Lamarck ในจินตนาการยุคอาณานิคมฝรั่งเศสช่วงปี 1880 แต่ละอาคารเล่าเรื่องเป็นคณะวิชาต่างกัน เต็มไปด้วยสีสันจัดจ้านและรายละเอียดสนุกแบบเซอร์เรียล เสริมด้วยการแสดง Kiss of the Sea กลางทะเล งานชิ้นนี้คือบทพิสูจน์ว่าสถาปัตยกรรมเล่าเรื่องได้ทั้งรีสอร์ต โดยไม่ทิ้งความหรูหราระดับ JW Marriott

Share
KANT
BULLETIN

A weekly dispatch, considered.