สรุปตรง
Tea Lounge ที่ Capella Bangkok เปิดอาฟเตอร์นูนทีลิมิเต็ดเอดิชันชื่อ Éclat de Cacao ตั้งแต่ 8 สิงหาคม ถึง 9 ตุลาคม 2569 ราคา 1,800++ บาทต่อท่าน และ 3,500++ บาทสำหรับสองท่าน เสิร์ฟทุกวัน 12.00–18.00 น. งานมาจากมือสองคน คือเชฟ Paulo Bairan หัวหน้าทีมขนมหวานของโรงแรม กับเชฟ Guillaume Lopvet เชฟขนมหวานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Valrhona ช็อกโกแลตฝรั่งเศสจาก Tain-l’Hermitage ที่เปิดโรงงานมาตั้งแต่ปี 1922 ชุดเริ่มด้วยเครื่องดื่มช็อกโกแลตผสมซิตรัส ตามด้วยของว่าง เค้ก สโคนอบใหม่ mignardises และ petits fours โดยไล่รสจากเมล็ดโกโก้อ่อนที่สดและหอม ไปจนถึงดาร์กช็อกโกแลตที่เข้มและลุ่มลึก สำรองที่นั่งโทร. 02 098 3888
เดือนธันวาคม 2567 ราคาโกโก้ล่วงหน้าแตะ 12,931 ดอลลาร์ต่อตัน สูงที่สุดเท่าที่ตลาดเคยเห็น พอถึงมีนาคมปีนี้ร่วงลงมาเหลือ 2,846 ดอลลาร์ แล้วไต่กลับขึ้นไปแถว 6,000 ต้น ๆ ในเดือนกรกฎาคม สองปีที่ผ่านมาจึงเป็นช่วงที่แพสทรีเชฟทั้งโลกต้องคิดเลขก่อนหยิบช็อกโกแลตขึ้นมาใช้ อาฟเตอร์นูนทีที่ประกาศตัวว่าเล่นเรื่องช็อกโกแลตล้วนในปี 2569 จึงมีเรื่องต้นทุนยืนอยู่ข้างหลัง ไม่ได้มาจากรสนิยมอย่างเดียวครับ
Éclat de Cacao คือชุดน้ำชายามบ่ายลิมิเต็ดเอดิชันที่ Tea Lounge ของ Capella Bangkok เปิดตั้งแต่ 8 สิงหาคม ถึง 9 ตุลาคม 2569 เกิดจากเชฟ Paulo Bairan หัวหน้าทีมขนมหวานของโรงแรม ทำงานร่วมกับเชฟ Guillaume Lopvet เชฟขนมหวานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Valrhona ประสบการณ์เริ่มที่เครื่องดื่มจากช็อกโกแลต Valrhona ตัดด้วยซิตรัส ก่อนจะไล่เข้าไปในชุดของว่าง เค้ก สโคนอบใหม่ mignardises และ petits fours ที่วางเมล็ดโกโก้อ่อนไว้ปลายหนึ่ง ดาร์กช็อกโกแลตไว้อีกปลายหนึ่ง แล้วปล่อยให้คนกินเดินระหว่างสองปลายนั้นเอง

Valrhona กลายเป็นคู่ประจำของ Capella ในเอเชีย
เดือนมีนาคมปีเดียวกัน Capella Hanoi เปิดอาฟเตอร์นูนทีชื่อ Spring in Paris, Blooming in Hanoi ที่ Diva’s Lounge ร่วมกับ Valrhona เหมือนกัน เมนูเล่นกับ Hukambi 53% และ Ivoire 35% ผูกเข้ากับความเป็นโอเปราของตัวโรงแรม ห่างกันห้าเดือน แบรนด์เดียวกันย้ายมาลงที่ริมเจ้าพระยา กานต์มองว่านี่คือรูปแบบที่เครือโรงแรมระดับบนใช้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ แทนที่จะให้แต่ละโรงแรมไปหาพาร์ตเนอร์เอง เครือเลือกวัตถุดิบหลักไว้หนึ่งราย แล้วปล่อยให้เชฟประจำโรงแรมตีความตามเมืองที่ตัวเองอยู่ ผลคือมาตรฐานวัตถุดิบคงที่ทั้งภูมิภาค แต่หน้าตาของงานไม่ซ้ำกัน
Valrhona เองเปิดโรงงานที่ Tain-l’Hermitage ทางใต้ของฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี 1922 ตามรอยเมล็ดโกโก้กลับไปถึงผู้ปลูกได้ทั้งหมด และได้รับรอง B Corp ตั้งแต่ปี 2020 ส่วน L’École Valrhona ที่ Frédéric Bau ก่อตั้งไว้เมื่อราวสามสิบปีก่อน คือกลไกที่ทำให้แบรนด์เดินเข้าครัวโรงแรมทั่วโลกได้โดยไม่ต้องขายของ เพราะสอนคนก่อน แล้วคนที่เรียนจบก็สั่งของเอง ตรงไปตรงมาแบบนั้นเลยครับ



2 เชฟ 2 เส้นทาง
Paulo Bairan เริ่มงานขนมที่มะนิลา ก่อนย้ายมากรุงเทพฯ ไปอยู่กับเชฟ Eric Perez ที่โรงเรียนสอนทำขนมของเขา แล้วมีส่วนในการเปิด Seen Bangkok ร้านที่ทำเพสทรีและวิเอนัวเซอรีฝรั่งเศสโดยเฉพาะ ทุกวันนี้เขาคุมทีมขนมหวานของ Capella Bangkok ทั้งขนมปัง เพสทรีประจำวัน ไปจนเค้กสั่งทำ และเป็นคนวางรถเข็นของหวานประจำอาฟเตอร์นูนทีของโรงแรมขึ้นมา
Guillaume Lopvet มาจากอีกทาง เขาผ่านครัวของ Thierry Marx ในปารีสที่ได้สองดาวมิชลิน แล้วไปทำงานกับร้านระดับบนในออสเตรเลียอย่าง Sepia และ Lakehouse ก่อนเข้าเป็นสมาชิก L’École Valrhona เมื่อปี 2022 เคยลงแข่ง Savour Patissier of the Year และ Valrhona C3 หน้าที่ประจำของเขาคือเดินสายอบรมเชฟขนมหวานทั่วเอเชียแปซิฟิก งานอย่าง Éclat de Cacao จึงเป็นทั้งเมนูและตัวอย่างการสอนไปพร้อมกัน



เวลาบ่ายริมเจ้าพระยาในราคา 1,800++ บาท
ราคา 1,800++ บาทต่อท่าน บวกค่าบริการ 10% และภาษี 7% แล้วตกราว 2,119 บาทต่อคน ส่วนชุดสองท่านที่ 3,500++ ตกราว 4,120 บาท ตัวเลขนี้อยู่ในโซนบนของอาฟเตอร์นูนทีโรงแรมกรุงเทพฯ และกานต์ว่ามันสมเหตุสมผลกับที่ตั้ง เพราะ Tea Lounge หันหน้าออกแม่น้ำ มีสระบัวคั่นอยู่ข้างหน้า อยู่ในโรงแรมที่ The World’s 50 Best Hotels ยกให้เป็นที่หนึ่งของโลกเมื่อปี 2024 และยังยืนอันดับสามในปี 2025 งานตกแต่งภายในมาจาก Bill Bensley ที่ดึงงานศิลปะไทยเข้ามาผสมกับเส้นสายร่วมสมัย

เรื่องที่น่าสังเกตกว่าตัวเมนู คือจังหวะที่โรงแรมเลือกลงงานนี้ ไตรมาสสามเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเบาบางกว่าปลายปี อาฟเตอร์นูนทีจึงขายคนกรุงเทพฯ ได้ตรงที่สุด ใช้พื้นที่เดิม ไม่ต้องเพิ่มห้องพัก ไม่ต้องเพิ่มพนักงาน แล้วยังพาคนที่ไม่เคยเข้าโรงแรมให้ได้นั่งในนั้นสองชั่วโมง สำหรับโรงแรมที่มีห้องพักและสวีทรวม 101 ห้อง F&B คือช่องทางที่ขยายฐานคนรู้จักได้เร็วกว่าห้องพักมาก



ช็อกโกแลตเป็นวัตถุดิบที่คนไทยรู้จักดีจนแทบไม่ต้องอธิบาย และนั่นคือทั้งข้อได้เปรียบและข้อจำกัดของงานชิ้นนี้ ถ้าเดินตามความคุ้นเคย ชุดนี้ก็จบลงเป็นของหวานสวย ๆ อีกชุดหนึ่ง แต่ถ้าเล่นให้เห็นระยะห่างระหว่างโกโก้อ่อนกับดาร์กเข้ม ๆ ได้จริงในชุดเดียวกัน คนกินจะได้ยินสิ่งที่ Valrhona พยายามพูดมาร้อยปี ว่าโกโก้แต่ละแหล่งมีเสียงของตัวเอง ไม่ต่างจากองุ่นแต่ละแปลง

คำถามที่พบบ่อย — Éclat de Cacao ที่ Capella Bangkok
Éclat de Cacao ที่ Capella Bangkok เปิดถึงเมื่อไหร่ และราคาเท่าไร
ชุดน้ำชายามบ่าย Éclat de Cacao เสิร์ฟที่ Tea Lounge โรงแรม Capella Bangkok ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม ถึง 9 ตุลาคม 2569 ให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ถึง 18.00 น. ราคา 1,800++ บาทสำหรับหนึ่งท่าน และ 3,500++ บาทสำหรับสองท่าน ราคายังไม่รวมค่าบริการ 10% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% คิดรวมแล้วตกราว 2,119 บาทต่อคน สำรองที่นั่งได้ที่โทร. 02 098 3888 หรืออีเมล tealounge.bangkok@capellahotels.com
Valrhona คือแบรนด์อะไร ทำไมโรงแรมระดับบนถึงเลือกใช้
Valrhona เป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตสำหรับมืออาชีพจากเมือง Tain-l’Hermitage ทางใต้ของฝรั่งเศส เปิดโรงงานมาตั้งแต่ปี 1922 จุดยืนของแบรนด์อยู่ที่การตามรอยเมล็ดโกโก้กลับไปถึงผู้ปลูกได้ทั้งหมด ทำงานตรงกับเกษตรกรรายย่อยในกว่าสิบห้าประเทศ และได้การรับรอง B Corp ตั้งแต่ปี 2020 อีกเสาหนึ่งคือ L’École Valrhona โรงเรียนสอนทำขนมที่ Frédéric Bau ก่อตั้งขึ้น และรับเชฟจากทั่วโลกเข้าอบรมทุกปี
Tea Lounge ที่ Capella Bangkok ต่างจากอาฟเตอร์นูนทีโรงแรมอื่นอย่างไร
Tea Lounge ตั้งอยู่ในโรงแรม Capella Bangkok ย่านเจริญกรุง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีสระบัวคั่นระหว่างที่นั่งกับแม่น้ำ งานตกแต่งภายในทั้งโรงแรมมาจาก Bill Bensley ที่ผสมงานศิลปะไทยเข้ากับเส้นสายร่วมสมัยของย่าน ตัวโรงแรมได้อันดับหนึ่งจาก The World’s 50 Best Hotels เมื่อปี 2024 และอยู่อันดับสามในปี 2025 ทีมขนมหวานนำโดยเชฟ Paulo Bairan ทำรถเข็นของหวานเป็นซิกเนเจอร์ประจำชุดน้ำชายามบ่าย



