Thursday 6 August 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  INTERNATIONAL
LEISURE TRAVEL · INTERNATIONAL·05 Aug 2026

เที่ยวภูฏาน ดินแดนมังกรสายฟ้า ตั้งแต่ขาบินถึงวัดตั๊กซัง

ไกด์เที่ยวภูฏานฉบับรวมทุกเรื่องไว้ที่เดียว ตั้งแต่ไฟลต์เช้าออกจากสุวรรณภูมิ เส้นทางพาโรถึงทิมพู ป้ายตลกร้ายริมทาง ระบำหน้ากาก ชุดโก แกงพริกใส่ชีส วัดตั๊กซัง ไปจนถึงสนามบิน Gelephu ที่กำลังจะเปิด

Words & Photography · KANT
สัมผัสดินแดนมังกรสายฟ้า “ภูฏาน” (ตอน 1) — O9ursna6w7QYPfBdXkL o
TRAVELQuick Facts: เที่ยวภูฏาน ดินแดนมังกรสายฟ้า ตั้งแต่ขาบินถึงวัดตั๊กซัง
TypeTravel Editorial
ByKANT
Updated5 Aug 2026

ภูฏานเป็นประเทศที่คนไทยพูดถึงกันมานาน แต่คนที่ได้ไปเหยียบจริงยังนับหัวได้ กานต์ไปครั้งแรกเมื่อเกือบสิบปีก่อน แล้วหยิบโน้ตเก่ามาอ่านซ้ำอีกหลายรอบ ยิ่งอ่านยิ่งเห็นว่าเสน่ห์ของที่นั่นซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ทั้งนั้น ป้ายริมถนน ชุดที่คนต้องใส่เข้าสถานที่ราชการ ภาพวาดบนผนังบ้าน แกงชามหนึ่งที่กินไม่ลง

IMG_4337

ชิ้นนี้รวมทุกเรื่องที่กานต์เคยเขียนถึงภูฏานแบบกระจัดกระจายมาไว้ที่เดียว ตั้งแต่ขาบินออกจากสุวรรณภูมิตอนตีสี่ครึ่ง ไปจนถึงสนามบินแห่งใหม่ทางตอนใต้ของประเทศที่กำลังจะเปิด อ่านรวดเดียวจบก็พอเห็นภาพว่าประเทศนี้ทำงานอย่างไร และควรเตรียมตัวไปแบบไหนครับ

ภูฏานอยู่ตรงไหน และทำไมต้องมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่น

ภูฏานเป็นอาณาจักรเล็ก ๆ ที่แทรกตัวอยู่ระหว่างจีนกับอินเดีย มีฉายาว่ามังกรแห่งสันติ ย้อนกำเนิดไปได้ราว 1,300 ปี คนที่นี่เรียกตัวเองว่าชาวดรุ๊กปา เมืองที่นักท่องเที่ยวไปถึงกันมีสามเมือง พาโรคือเมืองหน้าด่านที่มีสนามบิน ทิมพูคือเมืองหลวง และปูนาคาคืออดีตเมืองหลวงที่มีอายุกว่า 300 ปี สามเมืองนี้เรียงกันบนเส้นทางเดียว ขับรถต่อกันได้ทั้งหมด

ข้อที่ต่างจากประเทศอื่นชัดที่สุดคือกฎ ไปกันกี่คนก็ต้องมีมัคคุเทศก์ชาวภูฏานนำทางเสมอ เดินดุ่ม ๆ เที่ยวเองไม่ได้ ค่าธรรมเนียมที่จ่ายเข้าประเทศก็ไม่ได้หายไปไหน รัฐเอาไปลงกับการศึกษาและสาธารณสุข คนภูฏานทุกคนเรียนฟรี รักษาฟรี แลกกันตรง ๆ แบบนี้ กานต์ว่าเป็นดีลที่แฟร์

IMG_4338

เบื้องหลังนโยบายทั้งหมดคือประโยคเดียวที่ดังก้องอยู่ในแผ่นดินนี้มานาน ความสุขมวลรวมของประชาชาติสำคัญกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ เป็นพระราชปณิธานของพระราชบิดา และยังเป็นกรอบที่รัฐใช้ตัดสินใจอยู่จริง ส่วนพระนามที่คนไทยติดปากคือเจ้าชายจิกมี ตอนพระองค์เสด็จมาร่วมงานเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ชาวภูฏานเองเรียกท่านว่าเจ้าชายเคซาร์ คำว่าจิกมีแปลว่าผู้กล้าหาญ ปัจจุบันทรงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก

บินเข้าพาโร แล้วเลาะไหล่เขาไปทิมพู

นัดกันที่เคาน์เตอร์ K ตีสี่ครึ่ง บอร์ดดิ้ง 06.15 ไฟลต์ออก 06.50 น. บ้านกานต์ถึงสุวรรณภูมิราว 48 กิโลเมตร รวมเวลาเรียกแท็กซี่กับนั่งรถอีกเกือบชั่วโมง เท่ากับตีสามครึ่งต้องออกจากบ้าน กระเป๋าจัดล่วงหน้าไว้แล้ว เพราะตื่นเต้น

สนามบินพาโร ภูฏาน

เส้นทางไม่ได้บินตรง แวะกัลกัตตาก่อนแล้วบินต่อเข้าพาโร รวมเวลาราวสี่ชั่วโมงครึ่ง บนเครื่องเสิร์ฟอาหารเช้ารอบหนึ่ง แล้วได้สแน็กอีกรอบหลังเทคออฟจากกัลกัตตา สายการบินที่บินเส้นทางนี้มีสองเจ้า เจ้าหนึ่งคือดรุ๊กแอร์ กานต์เคยบินทั้งคู่ แทบไม่พบความต่าง มาตรฐานเท่าฟูลเซอร์วิสทั่วไป ลูกเรือชอบคนไทยเป็นพิเศษ คุ้นเคยกันดีเพราะบินบ่อย ช่วงร่อนลงจะหวาดเสียวหน่อย เพราะเครื่องต้องลอดช่องเขา เลี้ยวขวา ปาดซ้าย แล้วค่อยแตะพื้น

พอลงเครื่องแทบทุกคนหันไปถ่ายอาคารผู้โดยสารเก็บไว้เป็นที่ระลึก เพราะยังคงเอกลักษณ์ภูฏานไว้ครบ สวย คลาสสิก และเป็นธรรมชาติ สามคำนี้ใช้ได้กับทั้งเมือง จากพาโรนั่งรถลัดเลาะไหล่เขาราวหนึ่งชั่วโมงก็ถึงทิมพู เวลาที่ภูฏานช้ากว่าไทยราวหนึ่งชั่วโมง ตั้งนาฬิกาเป็นเวลาท้องถิ่นตั้งแต่ลงเครื่อง จะได้ไม่หิวผิดมื้อ

เส้นทางภูเขาจากพาโรสู่ทิมพู

ถนน 1,500 กิโลเมตร และป้ายตลกร้ายริมทาง

ถนนในภูฏานส่วนใหญ่อินเดียเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณและลงมือก่อสร้าง หน่วยงานที่รับผิดชอบคือองค์การถนนชายแดน หรือบีอาร์โอ แรงงานส่วนใหญ่เป็นชาวบังคลาเทศ เพราะคนภูฏานไม่นิยมทำงานก่อสร้าง ก่อนมีถนนตัดผ่าน คนที่นี่เดินทางด้วยการเดินเป็นหลัก ถนนเส้นแรกเริ่มสร้างเมื่อปี 2503 นับถึงวันนี้รวมแล้วกว่า 1,500 กิโลเมตร กระจุกอยู่ที่สามเมืองหลัก พาโร ทิมพู ปูนาคา และไปครั้งไหนก็เห็นการก่อสร้างอยู่เสมอ

ถนนไฮเวย์กับถนนทั่วไปกว้างสองเลนเท่ากัน ขับเลียบริมเขาแบบนี้ จะทำใหญ่กว่านั้นก็ไม่เหมาะ รถส่วนบุคคลเป็นเก๋งคันเล็กเป็นหลัก ซูซุกิ ทาทา ฮุนได บีเอ็มกับเบนซ์นาน ๆ เจอที

tumblr_ne1las3T7P1qz4yr8o1_500

ของที่กานต์ชอบที่สุดบนถนนภูฏานคือป้ายสองข้างทาง มาจากโครงการชื่อโปรเจกต์ ดันตัก ที่ต่อเนื่องมาจากอินเดีย เขียนสองภาษา อังกฤษกับซองคาซึ่งเป็นภาษาราชการ ถ้อยคำซื่อ ๆ ทื่อ ๆ แต่กินใจ BE GENTLE ON MY CURVES จงอ่อนโยนกับทางโค้ง SPEED IS A KNIFE THAT CUTS LIFE ความเร็วคือมีดที่เชือดชีวิต

Signpost 5

ที่เหลือก็ในโทนเดียวกัน AFTER DRINKING WHISKEY DRIVING IS RISKY DRIVE DON’T FLY ขับนะ อย่าบิน DO NOT GOSSIP LET HIM DRIVE อย่ามัวแต่เม้าท์ ปล่อยเขาขับไป DON’T HURRY BE COOL SINCE HEAVEN IS ALREADY FULL อย่ารีบร้อน ใจเย็นไว้ สวรรค์เต็มแล้ว และอันที่กานต์ชอบสุด LIFE IS SHORT DON’T MAKE IT SHORTER ชีวิตก็สั้นอยู่แล้ว อย่าทำให้มันสั้นไปกว่านี้อีก

Signpost 3

วัชรยาน ระบำหน้ากาก และพระลามะผู้บ้าคลั่ง

ภูฏานเป็นประเทศเดียวในโลกที่ยกพุทธมหายานแบบตันตระขึ้นเป็นศาสนาประจำชาติอย่างเป็นทางการ นิกายวัชรยานที่นี่เป็นลัทธิลามะแบบทิเบต เชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด คนภูฏานเรียกศาสนาของตัวเองว่าดรุ๊กปาหรือเกยุปา ลูกชายทุกคนต้องบวชเมื่ออายุครบ 10 ขวบ บางคนศรัทธาแก่กล้าก็บวชไปตลอดชีวิต พระมีบทบาททั้งในชีวิตประจำวันและการปกครองมาตั้งแต่อดีต นโยบายบริหารประเทศจึงเน้นไปที่ศาสนาและศีลธรรมของประชาชนเป็นหลัก

ของที่พลาดไม่ได้คือระบำหน้ากาก ผู้ร่ายรำเป็นพระลามะ มีทั้งระบำวีรบุรุษ ระบำเทพเจ้า และระบำภาคสำแดงทั้งแปดของคุรุรินโปเช เนื้อหาแตกต่างกันไป บ้างสั่งสอนศีลธรรม บ้างสร้างความบริสุทธิ์และปกป้องสถานที่จากวิญญาณร้าย คนภูฏานเชื่อว่าได้เห็นแล้วเป็นบุญใหญ่ ชำระบาปได้ ส่วนพระผู้ร่ายรำก็นับเป็นการฝึกสมาธิและฝึกนิมิตไปพร้อมกัน เพื่อข้ามความดีกับความชั่ว ความสวยกับความน่าเกลียด ไปสู่สภาวะจิตบริสุทธิ์

IMG_4339

อีกเรื่องที่คนไปภูฏานแล้วมักสะดุดตา คือภาพวาดองคชาตบนผนังบ้านด้านนอก เรื่องนี้ย้อนไปถึงพระลามะรูปหนึ่งชื่อท่านดรุ๊กปา คินเลย์ จากสำนักดรุ๊กปา เกยุปา บุคลิกท่านต่างจากลามะรูปอื่นสิ้นเชิง ไม่สอนเรื่องเร้นลับที่ชาวบ้านต้องตีความลำบาก กลับเล่าเรื่องง่าย ๆ มีมุขตลก แล้วมักแทรกความสัปดนตามความเป็นคนทะลึ่งตึงตัง ท่านใช้ชีวิตอิสระ เร่ร่อนไปตามที่ต่าง ๆ ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยจดจำท่านได้ และมอบสมญานามว่าเทวาวิปลาส หรือพระลามะผู้บ้าคลั่ง

ตำนานเล่าว่าครั้งหนึ่งทางภูฏานตะวันตก ชาวบ้านเจอภูตผีปีศาจเข้ามาก่อกวน ท่านดรุ๊กปา คินเลย์สอนว่าถ้าจะเผชิญมาร ก็ให้ใช้องคชาตของตนตีกบาลเหล่ามารร้ายให้ยอมสยบ แล้วสั่งให้มันมาเป็นผู้พิทักษ์พุทธศาสนาสืบไป คำสอนแบบนี้ชาวบ้านถูกอกถูกใจ ภาพองคชาตโบยบินบนผนังบ้านจึงกลายเป็นเครื่องขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายมาถึงวันนี้

ภาพวาดศิวลึงค์บนผนังบ้านในภูฏาน

ชุดโก และชุดประจำชาติที่ใส่เองไม่ได้

ชุดประจำชาติของผู้ชายเรียกว่าชุดโก เนื้อผ้าหนาและหนักมาก สมเหตุสมผลกับการเป็นเมืองหนาว กานต์ลองใส่แล้วพบว่าใส่เองไม่ได้ ต้องอาศัยคนท้องถิ่นช่วย โดยเฉพาะตอนรัดประคดหรือสายคาดเอว เขากลัวหลุดก็รัดจนเอวกิ่ว

ชุดโก ชุดประจำชาติภูฏาน

ปกติคนภูฏานจะสวมเสื้อยืดไว้ด้านใน แล้วถอดเสื้อคลุมส่วนบนออก ปล่อยให้รุ่ยลงมาตรงช่วงล่าง ทุกวันนี้คนหนุ่มสาวใส่ชุดประจำชาติน้อยลง เสื้อยืดกางเกงยีนส์เข้ามาแทน แต่กฎยังอยู่ ใครจะติดต่อสถานที่ราชการต้องสวมชุดประจำชาติเท่านั้นถึงจะได้รับบริการ

เรื่องกินในภูฏาน กับของฝากที่ควรหอบกลับ

ภูฏานมีชายแดนติดอินเดีย ความสัมพันธ์ยาวนานและแน่นแฟ้น จึงนำเข้าอาหารจากอินเดียกันมาก อาหารภูฏานเลยมีรสไปทางแขกอยู่บ้าง แต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว ทุกเมนูค่อนข้างเรียบง่าย ส่วนประกอบหลักมีข้าว บะหมี่ ข้าวโพด ผัก มันหมู แล้วก็พริก คนที่นี่ชอบรสจัดพอกับคนไทย หรืออาจจะเผ็ดกว่าเรา

อาหารท้องถิ่นภูฏาน

ของประจำชาติที่ชาวภูฏานภูมิใจมากคือ Ema Datshi หรือแกงพริกใส่ชีส พริกสดกับซอสเนยต้มรวมกับหัวไช้เท้า มันหมู และหนังหมู ตามธรรมเนียมเป็นของดีที่ทำเลี้ยงคนสำคัญในงานพิเศษ กานต์กินยาก เจอแกงชามนั้นเข้าไปแทบหงายหลัง เมนูอื่นเป็นผัดผัก แกงเครื่องเทศ เนื้อไก่ ปลาแทบไม่มีให้เห็น เพราะคนที่นี่ไม่จับปลา ไม่ฆ่าปลา ด้วยความกลัวบาป อยากกินต้องซื้อปลานำเข้าจากอินเดียที่ตลาด

พ่อครัวภูฏานทุกวันนี้ทำอาหารได้หลายชาติเพื่อเอาใจแขก ญี่ปุ่นมี จีนมี ฝรั่งแน่นอนอยู่ในไลน์ทุกเช้า มื้อกลางวันมื้อแรกที่ภูฏาน พ่อครัวทำต้มยำให้กิน รสชาติเหมือนต้มน้ำหม้อใหญ่แล้วหย่อนคนอร์ก้อนต้มยำลงไปสองก้อน จืดสิ้นดี แต่คนภูฏานใจดี คอยถามคอยเป็นห่วงว่าทานได้ไหม อร่อยไหม ตรงนั้นชดเชยรสชาติได้หมด

มื้ออาหารในภูฏาน

ของฝากส่วนใหญ่เป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านฝีมือประณีต ผ้าทอมีทั้งฝ้ายและขนสัตว์ เครื่องจักสานทำจากไม้ไผ่ หน้าตาคล้ายของเมืองไทยทั้งรูปร่างลวดลายและประโยชน์ใช้สอย กล่องไม้หรือภาชนะใส่ของเป็นงานไม้ประดับเงิน ตีเป็นแผ่นแล้วฝังเม็ดเงินลงในเนื้อไม้เป็นลวดลาย เครื่องประดับอัญมณีกับเครื่องเงินก็นิยม ส่วนของที่พลาดไม่ได้คือตังถั่งเช่ากับน้ำผึ้งป่าแท้

วัดตั๊กซัง ไฮไลต์ที่ต้องฟิตขาไปก่อน

ภูฏานเป็นประเทศแรกของโลกที่มีกฎหมายบังคับให้คนทุกคนรักษาป่า ห้ามตัดไม้ทำลายป่า และกำหนดให้ต้องมีป่าปกคลุมไม่ต่ำกว่า 60% ของพื้นที่ประเทศ สองข้างทางระหว่างเมืองจึงเต็มไปด้วยป่าทึบสลับต้นสนไซปรัส ต้นไม้ประจำชาติ ระหว่างทางมีจุดชมวิวโชดูลากับนาข้าวขั้นบันไดให้แวะ

IMG_4340

ไฮไลต์ของทุกทริปคือวัดถ้ำเสือ หรือวัดตั๊กซัง เมืองพาโร วัดเกาะอยู่ริมหน้าผาสูงกว่า 900 เมตร นักแสวงบุญจากทั่วโลกเลื่อมใสศรัทธาที่นี่มากที่สุดแห่งหนึ่ง ใครไม่ถนัดเดินขึ้นเขามีบริการม้าให้ขี่ ค่าใช้จ่ายราว 20 ดอลลาร์ ทางชัน ฝนตกแล้วเป็นโคลนลื่นง่าย รองเท้าเดินป่าที่ยึดเกาะพื้นได้ดีกับไม้พยุงตัวจำเป็นจริง ๆ ครับ ก่อนไปภูฏานควรฟิตร่างกายไว้ก่อน เพราะไฮไลต์ของทริปนี้ไม่ใช่งานง่าย

IMG_4341

Gelephu ประตูบานที่สองที่กำลังจะเปิด

ทุกวันนี้ใครจะเข้าภูฏานต้องผ่านพาโรทางเดียว แต่กำลังจะไม่ใช่แบบนั้นอีก สนามบินนานาชาติเกเลฟูในเขต Sarpang ใกล้ชายแดนอินเดีย จะเป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 ของประเทศ ขนาด 65,000 ตารางเมตร รองรับได้ 123 เที่ยวบินต่อวัน และตั้งเป้าต้อนรับผู้โดยสาร 5.5 ล้านคนในปี 2065

สนามบินนานาชาติ Gelephu ภูฏาน

งานออกแบบเป็นของ Bjarke Ingels Group โครงสร้างเป็นไดอะกริดที่สร้างจากไม้กลูแลมในท้องถิ่น ตั้งใจให้แยกชิ้นส่วนได้ง่ายเพื่อรองรับการขยายในอนาคต รูปทรงอ่านได้เป็นทิวเขาหิมาลัยที่สูงต่ำสลับกันไป ตั้งอยู่กับฉากหลังของป่ากึ่งเขตร้อนและภูเขาใกล้แม่น้ำไพธา จุดที่เด่นที่สุดคืองานแกะสลักไม้ที่ซับซ้อน ได้แรงบันดาลใจจากเสาหลัก Kachen ในสถาปัตยกรรมชั้นสูงของภูฏาน

งานไม้ในอาคารผู้โดยสาร Gelephu

ทีมออกแบบดึงงานฝีมือภูฏานเข้ามาทั้งกระบวน ทั้ง Shing-Zo งานช่างไม้ Par-Zo งานแกะสลัก และ Lha-Zo งานภาพวาด ตัวอาคารตอบสนองสภาพอากาศกึ่งเขตร้อนของภูฏานตอนใต้ ส่งเสริมการไหลของอากาศตามธรรมชาติ หลังคาติดแผงเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อหนุนเป้าคาร์บอนเป็นศูนย์ของประเทศ อาคารผู้โดยสารในประเทศอยู่ทางทิศตะวันตก เทอร์มินอลระหว่างประเทศอยู่ทิศตะวันออก

ภาพเรนเดอร์สนามบิน Gelephu

ภายในแบ่งพลาซ่าออกเป็น 4 โซน มีพื้นที่นั่งเล่นแบบกึ่งกลางแจ้ง กับลาน Forest Spine ที่เรียงรายด้วยสกายไลท์และหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน แล้วยังเผื่อพื้นที่ฝึกสติไว้ให้ทั้งโยคะ การอาบน้ำฆ้อง และการทำสมาธิ อ่านสเปกจบแล้วเห็นชัดว่าประเทศนี้ตั้งใจให้สนามบินเป็นบทแรกของประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ทางผ่าน

ภูฏานในความทรงจำ

รูปที่กานต์เก็บไว้จากทริปแรกถ่ายเมื่อเกือบสิบปีก่อน คนท้องถิ่นในภาพยังใส่ชุดประจำชาติเดินกันทั่วเมือง สิ่งที่ติดอยู่ในความจำไม่ใช่วัดหรือวิว เป็นเรื่องเล็กกว่านั้น เอวที่ถูกรัดจนกิ่ว ป้ายริมทางที่อ่านแล้วอมยิ้ม แกงพริกใส่ชีสที่กินไม่ลง ความเป็นห่วงของคนที่ยืนถามว่าทานได้ไหม

บรรยากาศเมืองในภูฏาน

ประเทศที่วัดความสำเร็จด้วยความสุขมวลรวมแทนจีดีพี ย่อมมีวิธีต้อนรับคนแปลกหน้าต่างจากที่อื่น และของที่ลอกไม่ได้ในภูฏานมีอยู่อย่างเดียว คือจังหวะชีวิตของคนที่นั่น

คำถามที่พบบ่อย — เที่ยวภูฏาน

ไปภูฏานยังไง ใช้เวลาเท่าไร และเที่ยวเองได้ไหม

บินออกจากสุวรรณภูมิด้วยไฟลต์เช้า 06.50 น. เส้นทางไม่ได้บินตรง แวะกัลกัตตาก่อนแล้วต่อเข้าพาโร รวมเวลาราวสี่ชั่วโมงครึ่ง สายการบินมีสองเจ้า เจ้าหนึ่งคือดรุ๊กแอร์ พาโรเป็นเมืองหน้าด่านที่มีสนามบิน จากนั้นนั่งรถลัดเลาะไหล่เขาอีกราวหนึ่งชั่วโมงถึงทิมพู เมืองหลวง เที่ยวเองแบบเดินดุ่ม ๆ ไม่ได้ เพราะกฎบังคับว่าไปกี่คนก็ต้องมีมัคคุเทศก์ชาวภูฏานนำทางเสมอ ค่าธรรมเนียมที่จ่ายรัฐเอาไปลงกับการศึกษาและสาธารณสุข คนภูฏานทุกคนเรียนฟรี รักษาฟรี เวลาที่นั่นช้ากว่าไทยราวหนึ่งชั่วโมง

ไฮไลต์ของภูฏานมีอะไรบ้าง

วัดถ้ำเสือหรือวัดตั๊กซัง เมืองพาโร คือไฮไลต์ที่ทุกคนตั้งเป้า วัดเกาะอยู่ริมหน้าผาสูงกว่า 900 เมตร ระบำหน้ากากโดยพระลามะเป็นอีกอย่างที่พลาดไม่ได้ มีทั้งระบำวีรบุรุษ ระบำเทพเจ้า และระบำภาคสำแดงทั้งแปดของคุรุรินโปเช สามเมืองหลักเรียงอยู่บนเส้นทางเดียว พาโร ทิมพู และปูนาคา อดีตเมืองหลวงอายุกว่า 300 ปี ระหว่างทางมีจุดชมวิวโชดูลากับนาข้าวขั้นบันได อีกภาพที่คนไปแล้วจำได้คือภาพวาดองคชาตบนผนังบ้าน ย้อนไปถึงคำสอนของท่านดรุ๊กปา คินเลย์ พระลามะผู้บ้าคลั่ง

เตรียมตัวยังไง กินอะไร และซื้ออะไรกลับ

ฟิตขาไว้ก่อน ทางขึ้นวัดตั๊กซังชัน ฝนตกแล้วเป็นโคลนลื่นง่าย ควรมีรองเท้าเดินป่าที่ยึดเกาะดีกับไม้พยุงตัว ใครไม่ถนัดเดินมีม้าให้ขี่ ค่าใช้จ่ายราว 20 ดอลลาร์ เสื้อกันหนาวจำเป็นเพราะเป็นเมืองหนาว และถ้าต้องติดต่อสถานที่ราชการ กฎบังคับให้สวมชุดประจำชาติเท่านั้น เรื่องกิน อาหารประจำชาติคือ Ema Datshi แกงพริกใส่ชีสที่ต้มกับหัวไช้เท้า มันหมู หนังหมู รสจัดใกล้บ้านเรา ปลาแทบไม่มีเพราะคนที่นี่ไม่ฆ่าปลา ของฝากเป็นงานหัตถกรรม ผ้าทอฝ้ายกับขนสัตว์ เครื่องจักสานไม้ไผ่ กล่องไม้ฝังเม็ดเงิน ตังถั่งเช่า และน้ำผึ้งป่า

Share
KANT
BULLETIN

A weekly dispatch, considered.