ลอนดอนไฟไหม้ใหญ่เมื่อปี 1666 มหาวิหารหลังเดิมพังไปกับเมือง สิ่งที่ขึ้นมาแทนคือโดมที่กลายเป็นเส้นขอบฟ้าของเมืองมาตั้งแต่ปี 1710 และยังนับเป็นงาน English Baroque ที่สมบูรณ์ที่สุดชิ้นหนึ่งจนถึงทุกวันนี้


คนออกแบบคือ Sir Christopher Wren กานต์เดินมาถึงที่นี่จากฝั่ง Tate Modern ข้ามสะพาน Millennium มาก็เจอตัวมหาวิหารพอดี ระยะทางสั้นมาก แต่เป็นการข้ามยุคสมัยที่ชัดที่สุดครั้งหนึ่งในลอนดอน จากโรงไฟฟ้าที่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย มาสู่โบสถ์อายุสามร้อยปี


งานของ Sir Christopher Wren
ภายนอกเป็นสถาปัตยกรรม Baroque ที่ควบคุมสัดส่วนไว้แน่นมาก ภายในผสม Renaissance เข้ากับ English Baroque โดดเด่นด้วยแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ที่แขวนลงมาจากโถงสูง ฝ้าเพดานตกแต่งเต็ม มีแท่นบูชาหินอ่อนแกะสลัก ภาพโมเสก รูปปั้น และงานแกะสลักกระจายอยู่ทั่ว


มหาวิหารทำหน้าที่เป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญของอังกฤษ และเป็นสถานที่จัดพระราชพิธีสำคัญมาตลอด กานต์ว่าความน่าสนใจอยู่ตรงที่อาคารหลังนี้ทำงานสองอย่างพร้อมกันมาสามร้อยปี เป็นทั้งสถานที่ประกอบศาสนกิจจริง และเป็นสัญลักษณ์ของรัฐ


โดมสามชั้น และบันไดสามช่วง
โดมของ St Paul’s สูง 111 เมตร หรือ 365 ฟุต น้ำหนักราว 65,000 ตัน โครงสร้างเป็นโดมสามชั้นซ้อนกัน ซึ่งเป็นเทคนิคที่หายากและเป็นงานคิดของ Wren เอง ชั้นนอกทำหน้าที่เรื่องสัดส่วนที่มองจากภายนอก ชั้นในทำหน้าที่เรื่องสเกลที่มองจากพื้นโบสถ์


ด้านในเปิดให้เดินขึ้นได้สามระดับ Whispering Gallery อยู่ที่บันได 257 ขั้น Stone Gallery ที่ 376 ขั้น และ Golden Gallery ที่ 528 ขั้น ตั๋วใบเดียวรวมทั้งสามระดับไว้แล้ว ไม่มีตั๋วโดมแยกต่างหาก


Whispering Gallery ได้ชื่อมาจากคุณสมบัติทางเสียง กระซิบใส่ผนังโค้งด้านหนึ่ง คนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามได้ยินชัด ส่วน Golden Gallery คือจุดสูงสุดที่ขึ้นไปได้ เห็นลอนดอนรอบตัวครบ 360 องศา


ตั๋ว และกฎการถ่ายรูป
ราคาตั๋วปี 2026 อยู่ที่ผู้ใหญ่ 27 ปอนด์ เด็ก 10.50 ปอนด์ มีราคาลดสำหรับครอบครัว กลุ่ม และผู้มีสิทธิ์ลดหย่อน ส่วนผู้พิการเข้าฟรี


กฎที่ควรรู้ก่อนเข้าคือถ่ายรูปได้แต่ห้ามถ่ายวิดีโอ และช่วงที่มีพิธีห้ามถ่ายทุกอย่าง วันที่กานต์ไปใช้ Leica Q2 เก็บภาพ ติดอยู่อย่างเดียวคือเลนส์ 28 มม. เก็บความกว้างของโถงไม่ค่อยไหว ใครตั้งใจมาถ่ายสถาปัตยกรรมควรพกอะไรที่กว้างกว่านั้น
มุมมองแบรนด์
หลังไฟไหม้ใหญ่ปี 1666 Wren ใช้เวลาวางแผนอยู่ 9 ปี แล้วก่อสร้างอีก 35 ปี กว่าจะเสร็จในปี 1710 และมหาวิหารหลังนี้ยืนเป็นอาคารที่สูงที่สุดในลอนดอนเรื่อยมาจนถึงทศวรรษ 1960 ทุกวันนี้ลอนดอนยังมีแนวสายตาที่กฎหมายคุ้มครองไว้ เพื่อให้มองเห็นโดมหลังนี้ได้จากจุดที่กำหนด ตึกใหม่ในย่านการเงินอย่าง The Scalpel กับ The Cheesegrater จึงต้องเอนออกจากกัน เปิดช่องให้โดมอยู่ตรงกลาง กานต์มองว่าเรื่องนี้พูดถึงวินัยของเมืองได้ดีกว่างานสถาปัตยกรรมชิ้นไหน เมืองที่ยอมจำกัดตัวเองเพื่อรักษาภาพจำภาพเดียว ได้ภาพจำนั้นกลับมาเป็นทุนในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย — มหาวิหาร St Paul’s
มหาวิหาร St Paul’s อยู่ที่ไหน และเดินทางไปอย่างไร
มหาวิหารตั้งอยู่ใจกลางลอนดอนฝั่ง City of London วิธีที่กานต์ใช้และแนะนำคือเริ่มจาก Tate Modern ริมแม่น้ำ Thames แล้วเดินข้ามสะพาน Millennium มาขึ้นฝั่งตรงข้าม จะเจอตัวมหาวิหารพอดี ระหว่างเดินบนสะพานมองเห็น Canary Wharf ย่านการเงิน กับ The Shard ตึกทรงสามเหลี่ยม 95 ชั้นที่สูงที่สุดในลอนดอน เส้นทางนี้สั้นและได้วิวคุ้มที่สุดเส้นหนึ่งของเมือง
ค่าเข้าชมเท่าไหร่ และรวมอะไรบ้าง
ราคาปี 2026 อยู่ที่ผู้ใหญ่ 27 ปอนด์ เด็ก 10.50 ปอนด์ มีราคาลดสำหรับครอบครัว กลุ่ม และผู้มีสิทธิ์ลดหย่อน ผู้พิการเข้าฟรี ตั๋วใบเดียวรวมการขึ้นชมโดมทั้งสามระดับไว้แล้ว ไม่มีตั๋วโดมแยกขาย กฎที่ควรรู้คือถ่ายรูปได้แต่ห้ามถ่ายวิดีโอ และช่วงที่มีพิธีทางศาสนาห้ามถ่ายทุกอย่าง
ขึ้นโดมต้องเดินกี่ขั้น และเห็นอะไรบ้าง
โดมสูง 111 เมตร หรือ 365 ฟุต หนักราว 65,000 ตัน เป็นโครงสร้างโดมสามชั้นซ้อนกันตามที่ Sir Christopher Wren ออกแบบไว้ ระดับแรกคือ Whispering Gallery ที่บันได 257 ขั้น จุดเด่นอยู่ที่เสียง กระซิบใส่ผนังโค้งด้านหนึ่งแล้วคนฝั่งตรงข้ามได้ยินชัด ระดับถัดไปคือ Stone Gallery ที่ 376 ขั้น และสูงสุดคือ Golden Gallery ที่ 528 ขั้น ซึ่งมองเห็นลอนดอนครบ 360 องศา



