Last Updated: 23 August 2026
ENGLISH SUMMARY
Park Hyatt Bangkok is the only Park Hyatt in Thailand, rising above the Central Embassy complex on Ploenchit Road. This KANT review covers its understated, art-filled interiors by Yabu Pushelberg, its Penthouse Bar + Grill and city views, and its quiet-luxury positioning in Bangkok's competitive five-star market. Room rates start around THB 9,400 per night.
สรุปตรง
Park Hyatt Bangkok คือโรงแรมหรูระดับ luxury ที่ซ่อนตัวอยู่บนชั้นบนสุด 24 ชั้นของอาคาร Central Embassy ย่านเพลินจิต ใจกลางกรุงเทพฯ เปิดให้บริการในปี 2017 มีห้องพัก 222 ห้องรวม 30 ห้องสวีท ค่าห้องเริ่มต้นราว 9,400 บาทต่อคืน งานออกแบบภายในโดย Yabu Pushelberg วางอยู่บนโครงสร้างอาคารบิดเกลียวของ AL_A สตูดิโอของ Amanda Levete จุดที่กานต์ประทับใจคือความสงบแบบเมืองที่หาได้ยาก ทั้งที่อยู่ห่างจาก BTS เพลินจิตเพียงไม่กี่ก้าว เหมาะกับนักเดินทางที่มองหาความหรูแบบไม่ส่งเสียง คนทำงานสายดีไซน์ และคู่รักที่อยากได้ city resort กลางเมือง
| KANT Rating | 4.8 / 5 |
|---|---|
| Location | กรุงเทพฯ |
| Price | 9,400 บาท+/คืน |
Park Hyatt Bangkok แห่งเดียวในไทย
ทำเล และที่มา
บนที่ดินสถานทูตอังกฤษที่เคยทำสถิติซื้อขายแพงที่สุด
ในจำนวน Park Hyatt ราว 50 แห่งทั่วโลก ประเทศไทยมีเพียงหนึ่ง
ที่ดินมุมถนนวิทยุตัดเพลินจิตแปลงนี้ เคยเป็นสนามหญ้าหน้าสถานทูตอังกฤษมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เคยเป็นเวทีของงานเลี้ยงในสวนของท่านทูต และในวันที่อังกฤษตัดสินใจขายออก มันก็กลายเป็นการซื้อขายที่ดินที่เคยทำสถิติแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยทันที
กลุ่ม Central คว้าสิทธิ์การพัฒนาแปลงนี้มาได้ และเปิด Park Hyatt แห่งแรกในไทย
สำหรับกานต์ Park Hyatt Bangkok ไม่ใช่แค่โรงแรมหรู แต่เป็นเดิมพันทางสถาปัตยกรรมที่ Central วางไว้บนที่ดินซึ่งราคาต่อตารางวาทำลายสถิติประเทศ ภายใต้สโลแกนที่ใครอ่านก็ต้องชะงัก “Luxury is Personal”
แนวคิดแบรนด์ และการบริการ
พาร์ทนี้กานต์จะมาพักผ่อนที่นี่กัน Staycation ใกล้บ้าน เป็นการเข้าพักครั้งที่ 3 ครับ เป็นทริปเฉพาะวันเกิดไปในตัว
กานต์เคยอ่านบทสัมภาษณ์ของ Rina Mallick ในฐานะ Creative Director ของแบรนด์ Hyatt โฉมใหม่ ที่บอกว่าอยากใช้ภาพไลฟ์สไตล์ขาวดำคอนทราสต์จัด ๆ เพื่อให้แบรนด์ดูเหมือนนิตยสารแฟชั่นมากกว่า Hospitality Brochure
เมื่อมาถึงที่นี่จริง ๆ ก็พบว่าทุกอย่างยึดโยงกับ thesis นั้นจริง ตั้งแต่ลิฟต์ที่ขลิบขอบทอง ไปจนถึงโถงทางเดินที่ใช้แสงเป็นเครื่องมือเล่าเรื่อง
พนักงานที่นี่จะมีความเชิดอยู่นิด ๆ แต่ดูอ่อนน้อมเป็นการวางมาดตามคาแรกเตอร์ของแบรนด์ ไม่ได้เย็นชา แต่รักษาระยะแบบ Private Residence
ด้วยการออกแบบตามโจทย์ที่ Central วางไว้กับสถาปนิกคือ ทำอย่างไรให้ห้างหรูและโรงแรมหรูอยู่บนแปลงเดียวกันโดยไม่ทับเงาซึ่งกันและกัน ตัวอาคารจึงบิดและคอดเข้าด้านบน กานต์อ่านมันเป็นสัญลักษณ์อนันต์หรือ Infinity ∞
ในแบรนด์ Park Hyatt ทั่วโลก งานศิลปะคือ DNA ครับ
งานศิลปะประจำโรงแรม
ที่กรุงเทพฯ มีสองชิ้นที่กานต์ว่าควรหยุดดู คือ Pagoda Mirage และ Naga ทั้งคู่เป็นผลงานของศิลปินญี่ปุ่น Hirotoshi Sawada
Pagoda Mirage ใช้แผ่นทองแดงรูปกรวยขนาดเล็กนับหมื่นชิ้น แขวนลอยเหนือบันไดวนขนาดใหญ่ที่ทอดจากโถงทางเข้าชั้นหนึ่งไปยัง Ballroom มุม Signature ที่ใครมาก็อดที่จะถ่ายรูปด้วยไม่ได้
เป็นการตีความออกมาในแบบภาพสะท้อนของเจดีย์บนผืนน้ำ สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย
ส่วน Naga ที่ Living Room ชั้น 9 เป็นชุดแถบโลหะห้อยจากเพดานขดไปมา ราวกับพญานาคในตำนานที่กำลังเดินทางข้ามระหว่างสระน้ำและน้ำตกภายใน
โถงบันไดที่เชื่อมจากชั้น 10 (Lobby) ลงไปยังชั้น 9 (ห้องอาหารและสระว่ายน้ำ) คือมุมที่กานต์ชอบมากที่สุดในโรงแรม ใครมาที่นี่ก็ต้องถ่ายรูปตรงนี้เหมือนกัน
เป็นมุมภาพที่อลังการแต่สื่อสารชีวิตจริงของคนที่ประสบความสำเร็จในเมืองหลวงได้ดี
นี่คือสิ่งที่ Park Hyatt เก่งกว่าคู่แข่งระดับเดียวกัน งานศิลปะที่ Commission ขึ้นมาเฉพาะที่ ผูกกับ Narrative ของพื้นที่ ไม่ใช่ของซื้อสำเร็จมาแขวน
ห้องพัก
มาถึงตอนบ่ายเราไปเช็คอินกันก่อนครับ มีห้องประเภทหนึ่งที่กานต์อยากแนะนำคนที่ไม่อยากจ่ายระดับสวีต แต่ก็อยากได้บางอย่างที่ห้องมาตรฐานไม่มี
พาร์ทนี้กานต์พักผ้อง 1 King Corner Panoramic ขนาด 68 ตารางเมตรบนชั้น 24 ซึ่งสูงพอที่จะมองเห็นเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ ได้กว้าง 180 องศา ผ่านกระจกแบบ picture window ที่หัวมุมห้องทั้งสองด้าน
มีเค้กใส่จานเอาไว้ให้พร้อมป้าย Happy Birthday โอ๊ยยย ซึ้งเว่อร์!!
ในห้องมีโต๊ะทำงาน แยกไว้ ด้านในเป็น Living ที่มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ภายนอก ห้องน้ำใหญ่มาก เชื่อมต่อกับห้องแต่งตัว
ชอบห้องน้ำมากกกกก มีเสียงเพลงคลอเบาๆ เมื่อเราอยู่ในห้องน้ำ ผนังตรงอ่างเป็นหินอ่อนสีครีมสลักลายดอกบัวด้วยมือ ไฟส่องบนเฉพาะจุดให้เกิดเงาที่นูนต่ำขึ้น เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ Yabu Pushelberg เรียกว่า Livable Luxury
ดอกบัวบนหินอ่อนนี้ปรากฏอยู่ในทุกห้องของโรงแรม เป็น Signature ที่ Yabu Pushelberg วางไว้ให้มีความเป็นไทยใส่อยู่ในเส้นด้าย ไม่ได้แขวนไว้ให้เห็นบนผนังแบบที่โรงแรมไทยจำนวนมากชอบทำครับ
รายละเอียดการออกแบบเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ กานต์เขียนไว้ในแคปชั่นของแต่ละภาพนะครับ
ห้องอาหาร บาร์ และสระว่ายน้ำ
วางกระเป๋าแล้วเราก็ลงมาที่ Living Room เลานจ์ของโรงแรม ที่กานต์ว่ามี Afternoon Tea ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ
ไฮไลท์ชื่อการ Blend ชาที่ชอบด้วยตัวเองได้ ชาหอมมาก อยากให้มาลอง ขนมแต่ละตัว Pastry Chef ทำออกมาได้สวยเว่อร์จนไม่กล้าทาน ถ่ายรูปแล้วถ่ายรูปอีก
ชอบสโคนมากกกก เนื้อร่วนกรอบนอกแต่ชุ่มเนยข้างใน เสิร์ฟพร้อม Clotted Cream กับแยมโฮมเมด แน่นอนว่ากานต์ทานหมดเลยครับ
ส่วนมื้อค่ำ เราขึ้นไปที่ชั้น 34-36 ซึ่งแขกทั่วไปที่ไม่ได้เข้าพักก็สามารถขึ้นลิฟต์ตรงมาบนนี้ได้ แนะนำให้มาตั้งแต่เย็นก่อนพระอาทิตย์ตกเลยครับ
ที่ Penthouse Bar + Grill แบ่งออกเป็น 3 Step คือ เริ่มต้นที่ชั้นบนสุดของอาคารทั้งหลัง ออกแบบเป็น Outdoor Garden Lounge จิบ Pre Dinner เบาๆ ดูวิวกรุงเทพฯ สวยๆ บน Rooftop
จากนั้น ไปต่อที่ The Grill ฟีลดีมาก เหมือนมากินข้าวบ้านเพื่อนเทสต์ดี มีรถมอเตอร์ไซค์ Royal Enfield วินเทจตั้งอยู่ ราวกับเป็นของสะสมในห้องนั่งเล่นของเจ้าของบ้าน มันโคตรเท่ห์
ส่วนชั้น 35 เป็น Cocktail Bar มี Live Jazz ฟังเพลงสบายๆ จิบเครื่องดื่มเบาๆ ก่อนนอน
Penthouse Bar + Grill ออกแบบโดย AvroKO สตูดิโอนิวยอร์ก ภายใต้แนวคิดที่จินตนาการถึงเพนต์เฮาส์ของนักเดินทางผู้สะสมงานศิลปะ แฟชั่นอังกฤษ และของสะสมเกี่ยวกับรถวินเทจ ให้กลิ่นอายของบาร์อเมริกันยุค 1920s ที่เห็นในนิวยอร์กและชิคาโก ไม่แปลกใจ ทำไมมันถึงคลาสสิกได้มากเพียงนี้
รีวิวอาหารเช้าสั้นๆ ก่อนจะไปเล่าต่อกันในแคปชั่น
กานต์ลงไปทานอาหารเช้าที่ Embassy Room ห้องอาหาร All Day Dining ที่ออกแบบเป็นครัวเปิดมองเห็นสระว่ายน้ำกลางแจ้งจากที่นั่ง เลือกได้ทั้งโต๊ะในร่มและโต๊ะกลางแจ้ง
เมนูที่กานต์ประทับใจคือ Avocado Toast ท็อปด้วย Posh Egg และ Croissant ที่อบมาหอมจนหยิบเพิ่มอีกชิ้น
เป็นมื้อเช้าง่าย ๆ ในห้องอาหารที่ไม่ง่าย เพราะการจัดวางโต๊ะเป็นไปอย่างหลวม ๆ ไม่อึดอัด ใช้เก้าอี้ Grace ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส เรียบหรูดีครับ
จากห้องอาหารเช้าจะมองเห็นสระว่ายน้ำ วิวกรุงเทพฯ คือสวยมาก สายๆ แนะนำให้ไปทำสปานะครับ ชอบ Pañpuri Organic Spa มากๆ กลิ่นหอมแบบเดียวกับที่ใช้ที่บ้านเลย

ที่ดินมุมถนนวิทยุตัดเพลินจิตแปลงนี้ เคยเป็นสนามหญ้าหน้าสถานทูตอังกฤษมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เคยเป็นเวทีของงานเลี้ยงในสวนของท่านทูต และในวันที่อังกฤษตัดสินใจขายออก มันก็กลายเป็นการซื้อขายที่ดินที่ทำสถิติแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยทันที โดยกลุ่ม Central คว้าสิทธิ์การพัฒนาแปลงนี้มาได้
โจทย์ที่ Central วางไว้กับสถาปนิกคือ ทำอย่างไรให้ห้างหรูและโรงแรมหรูอยู่บนแปลงเดียวกันโดยไม่ทับเงาซึ่งกันและกัน
คำตอบจาก AL_A สตูดิโอลอนดอนของ Amanda Levete สถาปนิกหญิงเจ้าของรางวัล Stirling Prize ทำงานคู่กับ Pi Design จากกรุงเทพฯ พวกเขาออกแบบให้อาคารทั้งสองส่วนเชื่อมต่อกันด้วยรูปทรงต่อเนื่องเป็นขดลวดบิดสามมิติ ซึ่งกานต์อ่านมันเป็นสัญลักษณ์อนันต์หรือ Infinity ∞

ในแบรนด์ Park Hyatt ทั่วโลก งานศิลปะคือ DNA แต่ที่กรุงเทพฯ มีชิ้นงานที่กานต์ว่าควรหยุดดู นั่นคือ Pagoda Mirage ผลงานของศิลปินญี่ปุ่น Hirotoshi Sawada
Pagoda Mirage ใช้แผ่นทองแดงรูปกรวยขนาดเล็กนับหมื่นชิ้น แขวนลอยเหนือบันไดวนขนาดใหญ่ที่ทอดจากโถงทางเข้าชั้นหนึ่งไปยัง Ballroom ตีความเป็นภาพสะท้อนของเจดีย์บนผืนน้ำ สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย และกลายเป็นแลนด์มาร์กของงานแต่งงานในกรุงเทพฯ ไปแล้ว ใครที่เคยไปงานที่นี่ จะต้องถ่ายภาพในมุมนี้

พาร์ทนี้กานต์พักที่ห้อง 1 king bed:City view: Corner Panoramic windows ห้องกว้างอยู่หัวมุม เห็นวิวกรุงเทพฯ 2 ด้าน

กรุงเทพฯ ยามพลบค่ำ ถ่ายจากโรงแรมออกไปได้วิวนี้ด้วย สวยมากครับ

ขึ้นมาที่ชั้น 11 กันก่อนนะครับ เพื่อเช็คอิน ในมุม lounge ของล็อบบี้ มี ฉากกั้นทำจากแผ่นทองแดงเจาะรูเป็น pattern ที่กานต์ว่าน่าสนใจ เพราะลวดลายดอกจันที่ซ้อนกันเป็นชั้น สะท้อนแสงต่างกันตามมุมที่ยืน เป็นการตีความ moiré pattern เดียวกับ façade ของอาคารแต่ในสเกลเล็กลง วางเก้าอี้ทรง wing-back สีเทาเข้ม โต๊ะกลางเป็นหินอ่อน เรามานั่งพักผ่อนระหว่างรอเช็คอินที่นี่

เคาน์เตอร์เช็คอินมี 2 ฝั่ง ทำจากทองเหลือรูปทรงฟรีฟอร์ม ประดับด้วยดอกไม้สดและภาพวาดดอกไม้สไตล์ abstract ที่ปรากฏอยู่ทั่วโรงแรม ราวกับกำลังเดินอยู่ในแกลเลอรีที่มีชีวิต

ในแบรนด์ Park Hyatt ทั่วโลก งานศิลปะคือ DNA แต่ที่กรุงเทพฯ มันคือสิ่งที่กานต์อยากให้เรียกว่า “หัวใจ” มากกว่า เพราะคอลเลกชันที่เห็นในโรงแรมไม่ได้ซื้อมาจากแคตตาล็อก แต่เป็น คอลเลกชันส่วนตัวของกลุ่ม Central ซึ่งบริหารโดยคุณทศ จิราธิวัฒน์ ที่นำมาวางไว้ในตึกของตัวเอง
ตัวเลขที่กานต์อ่านเจอคือ มากกว่า 700 ชิ้น กระจายอยู่ทั่วโรงแรม

Scholar’s Rock ของ Zhan Wang ตั้งบนฐานหินอ่อน รูปทรง organic หล่อจากหินจริง แนวคิดของชิ้นนี้คือการนำสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมจีนโบราณ อย่าง “หินนักปราชญ์” ที่นักวิชาการสมัยราชวงศ์ใช้เป็นวัตถุนั่งสมาธิและไตร่ตรอง มาผสานกับวัสดุของยุคอุตสาหกรรม เพื่อตั้งคำถามว่าธรรมเนียมจะดำรงอยู่อย่างไรในเมืองที่กำลังเปลี่ยนโฉมเร็วเกินไป

“Up 3” เป็นกลุ่มโคมไฟแขวนทรง dodecahedron สีดำด้านนอกตัดทองด้านใน รูปทรงเรขาคณิตที่ห้อยอยู่เหนือบันได เป็นจุดที่กานต์ว่าควรมองจากด้านล่างขึ้นไป เพราะเงาของแสงจากภายในกล่องโลหะแต่ละใบจะส่องเป็นรูปทรงพระจันทร์ครึ่งดวงบนเพดาน

งานชื่อ “I Were You” เป็นบันไดสีทองที่จัดวางอยู่ในโถงทาง งานของ Gao Weigang ศิลปินจีนที่มีชื่อเสียงจากการนำของใช้ในชีวิตประจำวันมาตีความใหม่ในเชิงปรัชญา

โถงบันไดบริเวณห้อง Ballroom กับงานศิลปะของ Hirotoshi Sawada สวยมาก หรูหราขั้นสุด

งานออกแบบภายในเป็นฝีมือของ Yabu Pushelberg ดูโอชาวนิวยอร์กที่เคยทำให้กับ Park Hyatt New York อันเป็นเรือธงของแบรนด์ โจทย์ที่ได้รับคือ private residence ที่ refined ไม่ใช่ โรงแรมที่หรูหรา ดังนั้น เราจะรู้สึกเหมือนถูกเชิญขึ้นบ้านมากกว่า โดยเฉพาะโถงลิฟต์ออกแบบสวยมาก เลือกใช้สีดีคุมโทนสุดๆ

ห้องพักของเรา 1 king bed:City view:Corner Panoramic windows ห้องกว้าง 68 ตร.ม. แบ่งห้องออกเป็น 3 เลเยอร์ คือด้านหน้าโถงทางเข้ามีห้องแต่งตัวและห้องน้ำ ตรงกลางเป็นพื้นที่ทำงานและมินิบาร์ ด้านในสุดเป็นโซนพักผ่อนและเตียงนอน

Living ด้านในจะอยู่มุมห้อง ทำให้ได้วิวทั้ง 2 ด้านของกรุงเทพฯ จัดวางโซฟาทรงโค้งสีขาวครีม เก้าอี้นั่งพร้อม โต๊ะกลางสามใบทรงกลมโค้งสีดำ โรงแรมวางขนมต้อนรับเอาไว้ให้ มีเค้กวันเกิดด้วย น่ารักจัง

ห้องนอนเตียง king-size หันออกกระจกมุม หัวเตียงประดับผนังไม้สีน้ำตาล พื้นเตียงสวยมาก เป็นพรมลายดอกบัวสีเหลืองมัสตาร์ดดูเข้ากันดี

เช็กห้องว่างและราคาที่ Trip.com
ระหว่างโซนกั้นด้วยกระจกใสที่กัดผิวเป็นลายเจดีย์สวยมาก
ความตั้งใจของดีไซเนอร์ Yinjispace เรียกว่า “a kind of palimpsest superimposing temples and skyscrapers” — เมื่อผู้เข้าพักมองผ่านฉากกั้นออกไปยังหน้าต่างด้านนอก ภาพของวัดและเจดีย์บนกระจกจะซ้อนทับกับวิวตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ เป็นการสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบันที่อยู่ในห้องเดียวกันได้อย่างน่าสนใจ

ห้องน้ำคืออีกหนึ่งไฮไลท์ เชื่อมต่อกับมุมแต่งตัว (ที่กานต์ไม่ได้ถ่ายมาเพราะว่ารกมาก ข้าวของเราเยอะ) เป็น layout ที่เข้าใจการใช้งานจริง เพราะเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วเดินเข้าห้องน้ำได้โดยไม่ต้องผ่านห้องนอน
ชอบภาพดอกบัวแกะสลักนูนต่ำมากๆ ดูเรียบหรู

เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าเป็นแบบ His&Her ตกแต่งสไตล์ลอฟต์ดูเรียบเท่ ถ้ายืนบริเวณนี้เราจะได้ยินเสียงเพลงคลอเบาๆ อัตโนมัติ เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ แต่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากๆ

ผลิตภัณฑ์อาบน้ำในห้องเป็น Le Labo กลิ่น Bergamot 22 เป็น scent ที่ทำเฉพาะให้ Park Hyatt ทุกแห่งทั่วโลก เข้าใจว่าไม่มีขายทั่วไปนะ กานต์ชอบมาก ถ้าเหลือติดก้นขวดก็ต้องเอากลับบ้านเลยแหละ อยากให้โรงแรมทำน้ำหอมออกมาขายจัง

ลงมานั่งที่ Living Room ตกแต่งแบบเรียบหรู จะสังเกตเห็นงานศิลปะที่อยู่บนเพดาน ชื่องานว่า Naga ผลงานของ Sawada แสงธรรมชาติจาก floor-to-ceiling window จะส่องลงมาในมุมที่ทำให้ห้องนี้ดูมีมิติที่สุด
ความตั้งใจของ Sawada คือให้ผู้เข้ามาในห้องนี้รู้สึกเหมือนอยู่ใต้ “river of myth” ที่ไหลผ่านโรงแรม

Afternoon Tea รอบนี้เป็นธีม Gentle Ritual นะครับ collaboration กับ Araksa Tea Garden ไร่ชาเชียงใหม่ เราเคยไปไร่ชานี้มาแล้ว ชอบมาก
Afternoon Tea จะเปลี่ยนธีมไปเรื่อย ๆ นะครับ แนะนำให้ถามก่อนทางไลน์ @parkhyattbangkok หรือ email bkkph.fb.reservations@hyatt.com

อีกหนึ่งไฮไลท์คือ จะมีชาให้เราเลือกเบลนด์เองได้ตามความต้องการเลยครับ เข้ามาเทสต์ดมกลิ่นก่อนได้

แอบถ่ายเชฟกำลังทำขนมหวานให้เราทานคู่กับชา

เราเริ่มจาก Savoury หรืออาหารคาว กันก่อนนะครับ
— มีแซลมอนรมควันโรย cranberry reduction บนฐาน rosti
— Tartlet ข้าวโพดฟัก โรย black truffle
— Mini chicken pie ท๊อปด้วยเชอร์รี่
— Foie gras ทรงโดมสีน้ำผึ้งและมี citrus glaze
ของหวานจะมี
— Honey hexagon สีเหลืองรังผึ้ง กับ yuzu ดีไซน์เป็นรูปทรง 6 เหลี่ยมล้อกับรังผึ้งจริง
— Flower-shape pralines สวยมาก เป็นดอกสีน้ำตาล/ส้มทำจาก chocolate praline หุ้มด้วย cocoa butter shell ที่ทำเป็นรูปกลีบดอกไม้
— Cassis fig dome สีม่วงประดับใบ shiso
— Honey droplet มี Linzer-style sablé สีขาว
— White pearl โดมสีขาวด้านในเป็นลิ้นจี่กุหลาบ ประดับดอกไม้กินได้ มีความสวยงาม กลิ่นหอม และอร่อยมาก

จากนั้นพนักงานที่ดูแลเรา คือคุณ Mammie จะเข็น Tea Cake Trolley สไตล์ Art Deco พร้อมโดมแก้วใส่ขนมมาที่โต๊ะให้เราเลือก

ที่ต้องห้ามพลาดเลยคือ crème brûlée torched tableside พนักงานจะ torch น้ำตาล caramelize ให้เปลียนเป็นสีน้ำตาลไหม้ หอมหวานอร่อยมาก

ตอนค่ำจะเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์คือ 3 Step Journey ที่ Penthouse Bar + Grill เป็น triplex บนสามชั้นบนสุด ออกแบบโดย ออกแบบโดย AvroKO สตูดิโอนิวยอร์ก ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่จินตนาการถึงเพนต์เฮาส์ของนักเดินทางผู้สะสมงานศิลปะ แฟชั่นอังกฤษ และของสะสมเกี่ยวกับรถวินเทจ

ทันทีที่ลิฟต์เปิด สิ่งแรกที่เห็นคือ chest โบราณลายฝังมุก อายุน่าจะเป็นร้อยปี ตั้งอยู่ที่ด้านหน้า เพื่อจะบอกว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางมาแล้วทั่วโลก

ตอนเย็นให้ขึ้นมาที่ชั้นบนสุดก่อนนะครับ เพื่อมาจิบเครื่องดื่ม Pre Dinner
ช่วงเวลาที่กานต์ว่าควรมาคือก่อนตะวันตกประมาณ ห้าโมงครึ่ง สั่งค็อกเทล signature สักแก้ว แล้วหามุมที่หันออกฝั่งตะวันตก กรุงเทพฯ ในนาทีที่แสงสีส้มลามจากขอบฟ้าไปทาบยอดตึก คือภาพที่ไม่ค่อยมีคนได้เห็น

ถามพนักงานมา แนะนำว่าให้เราสั่งเป็น Bananito รัมสไตล์ Old Fashion มีความอินฟิ้วกล้วยเข้าไป ส่วนอีกแก้ว สั่งเป็น Violet Seacoast เครื่องดื่มสไตล์ไมอามี่ เหมาะกับหน้าร้อนดี สดชื่นครับ

จากนั้น เราลงมาที่ The Grill dining room ชั้น 34 ดีไซน์สวยมากเหมือนมานั่งทานข้าวบ้านเพื่อนที่เทสต์ดี

ตรงกลางเป็น Open Kitchen ราวกับตั้งใจให้เป็น theatre ที่ทุกโต๊ะมองเห็นเชฟกำลังปรุงอาหาร

ด้านในจะเห็นเตาย่าง ซึ่งทำกันสดๆ ตรงนี้เลยครับ เรามาดูอาหารที่เราสั่งไปเชฟจะ cook ให้ตรงเตานี้เลย ได้ข่าวว่าเตาย่างคือสั่งมาแพงมาก

เสิร์ฟขนมปังก่อนนะครับ เป็นซาวน์โดวทำเอง

สั่งอาหารไปสักพัก มื้อนี้เราเริ่มด้วยซีซาร์สลัดก็จะมีพนักงานมาคลุกโชว์กันสดๆ ที่โต๊ะเลยครับ

สั่งอาหารมาเยอะมาก ทั้งหอยเชลล์ย่าง (เนื้อหอยหวานดีมาก) กุ้งลายเสือเนื้อเด้งกรอบ, Mac & cheese อันนี้ต้องสั่ง, ซุปเป็นหัวหอมต้องรีบทานตอนยังร้อน, ส่วน Steak tartare อันนี้เฉยๆ ไม่ถึงกับชอบ แต่ไฮไลท์คือสเต๊ก ribeye ที่ผ่านการ dry-aged เสิร์ฟพร้อม garlic confit ทั้งหัว ที่ caramelize จนนิ่ม

The Grill น่าจะเป็นห้องอาหารที่กานต์มาทานบ่อยมากหากอยากกินเสต๊กดีๆ และเป็นมื้อที่พิเศษสุดๆ

จากนั้นมาต่อกันที่ชั้น 35 Cocktail Bar ที่เห็นวิวกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน

เป็นบาร์ที่กว้างและสูงโปร่งด้วยเพดานสูง ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

ใกล้ ๆ Cocktail Bar บนชั้นนี้มี Johnnie Walker Depth of Blue Room — flagship Blue Label bar แห่งแรกของโลก

วันที่เราไปนั่งมี Live Band ด้วยนะครับ ฟังเพลินๆ ดีเหมือนกัน ไปอ่านมาจากในเวปไซต์โรงแรม วงจะเล่นวันพุธ-วันอาทิตย์

ชอบตรงที่บรรยากาศโล่งดี มองเห็นวิวกรุงเทพฯ ทุกโต๊ะเลยครับเพราะว่าอยู่ติดริมหน้าต่างกระจก

จำไม่ได้ว่าสั่งอะไรมาบ้าง เพราะว่าไม่ไหวแล้วหลายแก้วเกิน 555 เป็นคืนปล่อยหนุ่ม เพราะกำลังจะแก่ขึ้นอีกปี

เช้านี้ตื่นมาพร้อมกับดอกไม้ช่อใหญ่

ก่อนลงไปทานข้าวแวะไปนั่งเล่นที่สวนริมสระว่ายน้ำของโรงแรม จัดวาง Sundeck ไว้ในบรรยากาศสบายๆ ซ่อนอยู่ในกลุ่มต้นไม้ ให้ความรู้สึกเหมือนรีสอร์ตที่ตัดออกจากเมือง ทั้งที่อยู่ใจกลาง CBD มานั่งเช้าๆ ยังไม่ค่อยร้อน

สระว่ายน้ำแบบเกลือยาว 40 เมตร ถ้ามาถ่ายตอนเช้าๆ จะยังไม่ค่อยมีแขก

เป็นสระว่ายน้ำที่มองเห็นวิวกรุงเทพฯ สวยทั้งช่วงเช้าและช่วงเย็นเลยครับ

มาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร Embassy Room ห้องอาหารกว้างขวางมาก เสิร์ฟ 3 มื้อแบบ All Day Dining

อาหารเป็นแบบ Semi-buffet คือมีไลน์อาหารให้เราตักเองและสั่งจากพนักงานได้

ครัวแบบเปิดครับ มองเห็นเชฟและพนักงานครัวกำลังง่วนอยู่กับการปรุงอาหารแบบจานต่อจานให้เรา

ที่ชอบมากคือ The Pantry เป็นห้องที่ดีมาก มีทั้ง โยเกิร์ต น้ำผลไม้แช่เย็น โทสต์ เบเกอรี่อบสด สลัด เราสามารถเปิดตู้หยิบเองได้ราวกับเดินอยู่ในครัวบ้านตัวเอง

อาหารที่สั่งไปมาแล้วครับ ชอบ Avocado Toast ท็อปด้วย Posh Egg และ Croissant ที่อบมาหอมจนหยิบเพิ่มอีกชิ้น อาหารไทยก็มีนะครับ อาหารมาเลย์ที่นี่ก็มีเหมือนกัน

โรงแรมต้องมีบริการหนังสือพิมพ์ตอนเช้าให้แขกอ่านและแน่นอนว่าต้องเป็น Bangkok Post

ไปเดินเล่นชมโรงแรมกันบ้างครับ ระหว่างวันที่กานต์เข้าพัก สิ่งที่ทำให้ Park Hyatt Bangkok แตกต่างจากโรงแรม 5-star อื่นในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เพียงห้องพัก หรือ rooftop bar แต่เป็น public spaces ระหว่างทาง
นี่คือคอนเซปต์ที่โรงแรมเรียกว่า A Living Art Gallery โดย Park Hyatt brand ตั้งใจให้ผู้เข้าพัก ใช้ชีวิตอยู่ใน gallery จริง ๆ

ห้องนี้เป็นหนึ่งใน hidden gem ของ Park Hyatt Bangkok คือ The Parlor ที่ออกแบบเป็น private meeting and function space

ห้องนี้ชื่อ The Bar สามารถมานั่งจิบไวน์ตอนกลางคืนหรือทานอาหารได้ที่นี่ ดูเป็นส่วนตัวดีครับ

Library ห้องนี้ชอบมาก ได้มานั่งพักผ่อนแบบส่วนตัว อ่านหนังสือเงียบๆ ที่นี่ได้

หลังจากใช้เวลา 30 นาทีใน reading nook กานต์ลงไปชั้น 9 เพื่อทาน lunch ที่ Embassy Room La Marina ห้องอาหารหลักของโรงแรมที่ตั้งอยู่ติด pool deck ชั้น 9

ห้องเดียวกันกับห้องอาหารเช้า แต่ตอนกลางวันจะบรรยากาศของการนั่งทานอาหารเงียบๆ ห้องดูโปร่งด้วยเพดานสูง ทำให้ห้องดูเหมือน villa บน Amalfi Coast มากกว่า restaurant ทั่วไปในโรงแรม

สั่งอาหารมาหลายอย่าง ที่ชอบจะเป็น Burrata ลูกใหญ่มาก มาพร้อมกับสลัดมะเขือเทศ เส้นปาปาเดลก็ดีนะครับ เชฟทำสดๆ เนื้อ pasta หนากำลังดี แต่ที่ชอบที่สุดคือ Lemon sorbet at La Marina นึกถึงอิตาลีขึ้นมาทันที

Pizza Tartufo with Black Truffle เชฟมาสไลด์สดๆ กันบนโต๊ะเลยครับ

classic Italian tiramisu เชฟจะมาตัดเสิร์ฟถึงจานเลยครับ นี่คือ Italian tradition สไตล์อิตาลีจริง ๆ

ที่นี่มีสปาด้วยนะครับ เป็นของ Panpuri Organic Spa อยากบอกว่าเป็น Big Fan เลยครับ
มุมนี้คือสวยมากบันไดที่ Yabu Pushelberg ออกแบบเฉพาะสำหรับเข้า spa บนชั้น 11

ห้อง treatment มีดอกบัวแกะสลักแบบนูนต่ำอีกแล้วครับ

Welcome ritual with herbal compress

บ่อน้ำ Whirlpool สวยมาก เพดานทรงกลีบดอกไม้เข้ากับอ่างน้ำเลยครับ

เป็น spa ที่สวยมากและสงบเงียบสุดๆ เหมาะแก่การมาชาร์จพลัง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทรหาโรงแรมเลยครับ เบอร์ +6620121234
หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.parkhyattbangkok.com
อ่านต่อ: รีวิว Andaz One Bangkok อีกหนึ่งโรงแรมหรูเปิดใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ
บันทึกการเข้าพักครั้งก่อน (2020)

กานต์เขียนรีวิวโรงแรม Park Hyatt Bangkok แยกเพลินจิต
บนที่ดินสถานฑูตอังกฤษเดิม ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่า
เป็นการซื้อขายที่ดินที่แพงที่สุดประเทศไทย![]()
ตัวอาคารของ CENTRAL EMBASSY ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม
ออกแบบเป็นสัญลักษณ์ “อนันต์” หรือ Infinity ∞
สะท้อนถึงการพัฒนาอย่างไม่สิ้นสุดหยุดนิ่ง
เหมือนการดึงเอาเชนดังระดับโลกอย่าง Park Hyatt มาบริหาร
เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวเท่านั้นในประเทศไทย
ในสโลแกน “Luxury is Personal” – ความหรูหราที่เป็นส่วนตัว
อย่าแปลกใจถ้าดีไซน์จะคล้ายกับ Park Hyatt ที่ New York
เพราะใช้บริษัท Yabu Pushelberg เดียวกันมาออกแบบครับ
เน้นความเรียบ หรู โก้ของไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิต
ผมเคยอ่านสัมภาษณ์ของ Rina Mallick
เป็น Creative Director ของแบรนด์ Hyatt โฉมใหม่ ว่า
อยากจะใช้ภาพไลฟ์สไตล์ที่เป็นขาวดำ คอนทราสต์จัดๆ
เพื่อสร้างความรู้สึกเหมือนนิตยสารแฟชั่นที่ดูมีมนต์เสน่ห์
เน้นการใช้แสงที่ให้อารมณ์ของภาพในการสื่อสาร
เพื่อประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวของผู้เข้าพัก
ซึ่งเมื่อมาถึงก็ได้รับความเป็นส่วนตัวจริงๆ ครับ
พนักงานของที่นี่จะมีความเชิดอยู่นิดๆ ตามคาแรกเตอร์
เธอพาผมไปที่ห้องเบอร์ 2712 เป็น Executive Suite
วิวดีเชียวแหละครับ มองเห็นกรุงเทพมหานครในมุมที่แปลกตาไป
ออกแบบให้มีความเป็นโมเดิร์นไทย ดูเก๋ดีครับ
หน้าห้องจะมี Powder Room ห้องน้ำขนาดเล็กสำหรับแขก
ถัดไปด้านในจะเป็นห้องรับแขก มี Pastry ชิ้นเล็กๆ วางต้อนรับ
อีกด้านจะเป็นโต๊ะทำงาน และมุมเอนเตอร์เทน
เดินผ่านเข้าไปจะเป็นห้องแต่งตัวแบบ Walk in Closet
ด้านในสุดจะเป็นห้องนอนและห้องน้ำ ตามสไตล์ห้องพักผู้บริหาร
ที่มักจะออกแบบมาให้เป็นห้องแนวลึกเพื่อความเป็นส่วนตัว
ตามคอนเซปต์ “Livable Luxury” ครับ ไม่ธรรมดาจริงๆ
พร้อมกันนี้จะพาเดินสำรวจทุกซอกมุมแบบ Exclusive
โดยเฉพาะไฮไลท์อย่าง “Pagoda Mirage” สีทองแดงวิบวับ
งาน Art Decorate ระดับ Master ของศิลปินชาวญี่ปุ่น Hirotoshi Sawada
ถ่ายรูปออกมาแล้วสวยมากครับ (ใครมางานแต่งที่นี่บ่อยๆ คงเคยเห็น)
สระว่ายน้ำที่นี่ก็วิวสวย เป็นสระแบบอินฟินิตี้ยาว 40 เมตร
ทอดขนานไปกับเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ เมืองอมร
เป็นทัศนียภาพที่งดงาม แปลกตา หาชมได้ยาก
หากไม่ได้เข้าพักในโรงแรมใจกลางกรุงเช่นนี้
กานต์เก็บภาพมาฝากกันเช่นเคยครับ
อยากให้ค่อยๆ เปิดไปอ่านแคปชั่นของรูปทุกรูป
ที่ผมได้เขียนเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของโรงแรมนี้
โรงแรมหรูระดับ Top Tier ของ World of Hyatt
ยอมรับเลยว่าเป็นโรงแรมที่งามจับจิต ถูกจริตคุณกานต์จริงๆ ครับ
อยากให้เข้าไปอ่าน กดไลค์และแชร์กัน
เพราะเรื่องราวของ Park Hyatt Bangkok นั้น
น่าจะเรียกว่าเป็น “อีกหนึ่งตำนานของวงการโรงแรมไทย”
Director & Photographer – Kant Jominta
Assistant Photographer – Supawadee Phuripanyasiri
FACEBOOK – kant.co.th
INSTAGRAM – kant.co.th
YOUTUBE CHANNEL – kantcoth
WEBSITE – kant.co.th
—
Park Hyatt เป็นโรงแรมที่ให้ความสำคัญกับเรื่องของงานศิลปะครับ เพราะถือเป็นสิ่งที่อยู่ภายในประสบการณ์ ดังนั้น ทุกแห่งของ Park Hyatt จะมีงานอาร์ตระดับมาสเตอร์ ประดับอยู่
อย่างของโรงแรมพาร์คไฮแอท กรุงเทพฯ สร้างสรรค์โดย ฮิโรโตชิ ซาวาดะ (Hirotoshi Sawada) ศิลปินชาวญี่ปุ่น “Pagoda Mirage” ประกอบไปด้วยทองแดงขนาดเล็กรูปกรวยหมุนวนนับหมื่นๆ ชิ้น แขวนลอยเพื่อให้เกิดเงาสะท้อนของเจดีย์บนน้ำ งดงามมากครับ
เป็นอีกจุดถ่ายรูปที่สวยและนิยมกันมาก

โรงแรมอยู่ในอาคาร Centrel Embassy ชั้น 9 ถึงชั้น 36 มีห้องพักและห้องสวีททั้งหมด 222 ห้อง 3 ชั้นบนสุดจะเป็นร้านอาหารและบาร์ชื่อว่า Penthouse Bar & Grill

สระว่ายน้ำคืออีกมุมถ่ายรูปที่เป็นไฮไลท์ครับ สวยงามมาก กับการได้สัมผัสกรุงเทพมหานคร ด้วยตาเปล่าในมุมมองใหม่ อยากชวนมาถ่ายรูปกันเยอะๆ เพราะสวยจริงๆ อารมณ์เหมือนกับอยู่นิวยอร์กก็มิปาน

เค้าท์เตอร์ต้อนรับบริเวณชั้น 10 ตกแต่งแบบเรียบหรู เน้นวัสดุสีทอง ทองแดงและไม้ ประดับด้วยดอกไม้สดและภาพเขียนดอกไม้ที่มีความแอปสแตรกนิดๆ อยู่ทั่วโรงแรม

ด้านในล้อบบี้มีมุมให้นั่งพักชมวิว บริเวณนี้จะประดับด้วยงานศิลปะดีไซน์เก๋ ราวกับมาเยี่ยมชมแกลอรี่ที่มีชีวิต

เป็นคีย์การ์ดที่เรียบหรูมากครับ สีดำขลิบทอง สะท้อนตัวตนของแบรนด์ได้ชัดเจนดี
ห้องที่พักคือ 2712 ชั้น 27 ค่อนข้างสูงดี ชอบครับ เป็นห้องระดับ Executive Suite

โถงลิฟต์สวยมาก การจัดไลท์ติ้งทำได้ดีเลยครับ เวลามาจับคู่กับสัตจะวัสดุอย่างไม้ ขลิบด้วยขอบอลูมิเนียมสีทอง และกระจกดำ ทำให้รู้สึกถึงความหรูหรา ทว่าเรียบง่าย มีระดับ

เมื่อเปิดประตูเข้ามาจะเจอส่วนหน้าที่เป็น Powder Room ห้องน้ำขนาดเล็กสำหรับแขก ถัดมาจะเป็น เค้าท์เตอร์บาร์เล็กๆ สำหรับจัดวางมินิบาร์ ชา กาแฟ ที่นี่จะมีผลไม้อบแห้งเป็น Complimentary สำหรับแขกด้วยครับ เครื่องชงกาแฟเป็นแบบแคปซูล น้ำเปล่า น้ำแข็งขอได้ตลอดเวลา

ห้องพักระดับ Park Executive Suite จะมีขนาด 93-109 ตารางเมตร แตกต่างกันไปในแต่ละทำเลห้องครับ แต่แพทเทิร์นการจัดวางเลย์เอ้าท์จะคล้ายๆ กัน คือห้องโถง จะเป็น Living Corner ที่มีโซฟาขนาดใหญ่ พร้อมโต๊ะกลาง สวยเก๋

มี Welcome Snack เป็นช็อคโกแล็ตถั่ว อร่อยดีครับ ค่อนไปทางหวาน อาจจะต้องเดินไปชงกาแฟมาทานคู่เพื่อเพิ่มความอร่อย

ถัดจาก Living จะเป็นโต๊ะทำงานอเนกประสงค์ครับ สามารถปรับเป็นโต๊ะรับประทานอาหารได้ด้วย
ผมชอบดีไซน์ความโค้งมนของผนัง ที่ทำให้ห้องไม่รู้สึกทึบตัน สร้างความสบายใจในเวลาเข้าพักครับ

ห้องพักของกานต์จะหันหน้าออกไปทางถนนเพชรบุรี ครับ มองเห็นความเคลื่อนไหวในแถบเพลินจิต ชิดลมได้เกือบทั้งหมด
ทำเลนี้ ถือว่ามีความร้อนแรงมาก เพราะในอนาคตจะมีโรงแรมระดับ Ultra Luxury มาเปิดด้วย

ถัดไปเป็นมุมแต่งตัวแบบ Walk in Closet ที่จัดวางเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพ
พนักงานบรรจงแขวนสูทของกานต์เอาไว้บนราวอย่างเรียบร้อย เพื่อความสมบูรณ์แบบในการเดินทางเพื่อการเจรจาธุรกิจ

ห้องนอนสวยมากครับ โทนสีไปในทางอบอุ่น ด้วยวัสดุที่เน้นไม้ ให้ความรู้สึกสบายมากๆ อยากนอนอยู่บนเตียงทั้งวัน ไม่อยากทำแล้วงานการต่างๆ
ตื่นมาตอนเช้าได้วิวของกรุงเทพที่สวยงาม

ช่วงเย็น แม่บ้านจะมาเทิร์นดาวน์ให้ตามมาตรฐานของโรงแรม 5 ดาวทั่วไป พร้อมกับจัดวางน้ำดื่ม เตรียมไว้บริเวณหัวเตียง

ห้องน้ำสวยดีมีความคุมโทนสีเบจอ่อนๆ มีกระจกบานคู่พร้อมอ่างล้างหน้าแยกกันแบบ His & Her ส่วนฝั่งตรงข้ามจะเป็นอ่างอาบน้ำ ที่เชื่อมต่อทีวีจอเล็กเอาไว้ได้ สามารถใช้เวลาผ่อนคลายไปกับตัวเองได้อย่างสบายใจ
ถัดไปด้านในเป็น Shower ที่มี Amenities ในห้องน้ำ เป็น Le Labo “Bergamote 22” ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับโรงแรมพาร์คไฮแอท กรุงเทพฯ

ลงไปสำรวจบริเวณโดยรอบโรงแรมบ้าง จะมีการจัดวางานศิลปะไว้ทั่วทั้งโรงแรม
อย่างชิ้นนี้จะอยู่ที่บริเวณโถงตอนรับชั้นหนึ่งเลยครับ เป็นลักษณะของเกลียวบันไดสีทองแดงที่สื่อสารเชื่อมต่อไปยังบันไดวนชั้นบนบริเวณทางขึ้นห้องบอลรูม

งานศิลปะถูกออกแบบมาให้เชื่อมต่อกันอย่างไม่ตั้งใจ แต่เป็นการสื่อสารอัตลักษณ์ของโรงแรมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ดี
บันไดวนเป็นเกลียว ที่ประดับด้วยผลงานศิลปะที่โดดเด่น “Pagoda Mirage” โดยศิลปินชาวญี่ปุ่น Hirotoshi Sawada ซึ่งมีผลงานปรากฏอยู่ในหลายพร๊อพเพอร์ตี้ที่โดดเด่น เช่น Four Seasons New York, Mandarin Oriental Tokyo และ St Regis Miami
สำหรับที่ Park Hyatt Bangkok จะเป็นการนำเอาแผ่นทองแดงรูปกรวยหลายพันหลายหมื่นแผ่น ไปแขวนอยู่เหนือบันไดวนขนาดใหญ่ที่ทอดลงมาจากโถงทางเข้าชั้นหนึ่งไปยังห้องบอลรูม เป็นการบอกเล่าความหมายของภาพสะท้อนของเจดีย์บนผืนน้ำ ที่สื่อสารถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย อันเป็นที่ตั้งของโรงแรม

ด้านนอก ถูกออกแบบให้มีความเป็นศิลปะแบบไม่สมมาตรเช่นกัน เป็นความเคลื่อนไหวแบบอิสระหรือว่าฟรีฟอร์ม

ส่วนมุมนี้ กานต์ชอบมากครับ เป็นโถงบันไดลงจากชั้น 10 ซึ่งเป็น Lobby เพื่อมายังชั้น 9 ที่เป็นห้องอาหารและสระว่ายน้ำ เป็นภาพที่ชอบมากให้ความรู้สึกอลังแต่ยังอะโลน … เหมือนชีวิตจริง 555 เศร้า

ลงไปทาน Afternoon Tea กันครับ ที่ Living Room เลานจ์สุดหรูบริเวณชั้น 9 ถือเป็นอาฟเตอร์นูนที ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร
ขนมจะถูกจัดวางมาอย่างสวยงาม ชิ้นไม่ใหญ่มาก พอดีคำ พร้อมสโคนที่มีเนยครีมและแยมแบบโฮมเมด เสิร์ฟพร้อม Mariage Frères ชา จากฝรั่งเศส
ส่วนไฮไลท์คือ โถแก้วขนาดเล็กที่จัดวางขนมหรืออาหารว่างมาแบบพอดี ด้านล่างจะมีน้ำแข็งแห้ง จากนั้นพนักงานจะรินน้ำใส่โถกลางถาดที่บรรจุน้ำแข็งแห้ง ทำให้มีควันพวยพุ่งออกมา กลายเป็นลูกเล่นเก๋ๆ ที่ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับเซ็ตน้ำชายามบ่ายนี้ได้เป็นอย่างดี

ชอบสโคน ของ อร่อยมากครับมีความร่วนและกรอบแบบพอดี แต่เนื้อด้านในยังนุ่มชุ่มเนย ทานสโคนหมดทั้ง 4 ลูกเลยครับ แหะๆ
Living Room เลานจ์ประจำโรงแรม มีไฮไลท์ในการตกแต่งที่โดดเด่น เป็นงานศิลปะที่ชื่อว่า “นาคา” (Naga) โดยศิลปินชาวญี่ปุ่น ฮิโรโตชิ ซาสาดะ คนเดิม จะมีลักษณะเป็นชุดกระบองที่ห้อยลงมาจากเพดานขดไปมา ราวกับพญานาคในตำนาน ที่กำลังเดินทางข้ามระหว่างสระน้ำและน้ำตกภายใน Living Room
ซิกเนเจอร์ อาฟเตอร์นูนที ให้บริการทุกวัน เวลา 14.00-17.00 น.
ราคา 850++บาท ต่อทาน และ 1,600++บาท สำหรับ 2 ท่าน
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 66 2 012 1234

อีกจุดหนึ่งที่สวยคือ The Bar ครับ เป็นบาร์ที่สวยมากอีกแห่งหนึ่งในกรุงเทพ เหมาะแก่การมานั่งชิลล์ๆ

เมื่อก่อนจะเปิดช่วงบ่ายไปจนถึงดึก เดี๋ยวนี้เปิดตั้งแต่กลางวัน สามารถมาทานกาแฟ เบอร์ร์เกอร์ ได้ที่นี่เช่นกันครับ บรรยากาศดีมาก

ห้องนี้คือ The Apartment ครับ อยู่ใกล้กับบอลรูม เป็นความพิเศษ ที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้สำหรับการจัดงานที่ต้องการความเป็นส่วนตัว กันเองแต่อบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน เพราะด้วยการตกแต่งที่ Cozy โดยมีทีมงานมืออาชีพคอยอำนวยความสะดวกในทุกเรื่องครับ

ส่วนตัวผมชอบห้องนี้ครับ เป็นเหมือน Library ขนาดย่อม สามารถมานั่งพักผ่อน อ่านหนังสือ หรือคุยธุรกิจกันได้ในบรรยากาศสบายๆ มีหนังสือน่าอ่านหลายเล่มเลยครับ

ขึ้นไปชั้น 11 กันบ้างครับ เป็นที่ตั้งของสปา PAÑPURI เคยรีวิวเอาไว้แล้วแบบเต็มๆ อ่านได้ที่นี่ครับ https://www.facebook.com/286042824270/posts/10159327619904271/

ตอนช่วงเย็น เป็นเวลาที่เหมาะแก่การไปถ่ายรูปที่สระว่ายน้ำ ซึ่งเป็นแลนด์สเปคที่สวยมาก สระว่ายน้ำอยู่ที่ชั้น 9
เราจะเห็นหมู่ตึกน้อยใหญ่ในย่านเพลินจิต สุขุมวิท ชิดลม เป็นทัศนียภาพที่น่าชมมากครับ

ตอนค่ำ จองโต๊ะไว้ที่ Penthouse Bar + Grill ซึ่งเหมา 3 ชั้นบนสุดของโรงแรมเอาไว้ ตกแต่งในสไตล์บาร์สไตล์อเมริกันในช่วงทศวรรษที่ 1920 ออกแนววินเทจนิดๆ บริหารงานโดยเชฟ Franck Detrait
มีไลฟ์สเตชั่นคุกกิ้ง ปรุงอาหารสดๆ ให้เราได้ทานกัน เน้นการใช้วัตถุดิบที่นำเข้าและผลิตในท้องถิ่นที่มีคุณภาพ

ห้องอาหารตกแต่งแบบเรียบหรู แวดล้อมด้วยกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นวิวกรุงเทพในมุมสูง ที่มีดีไซน์สอดรับกันทั้ง 3 ชั้น

วิวจาก Penthouse Bar & Grill มองเห็นกรุงเทพยามราตรีที่สวยงามจริงๆ ครับ

สั่งอาหารมาทานหลายอย่างเลยครับ เมื่อได้ชิมก็เห็นเป็นไปตามที่เชฟบอกไว้คือ วัตถุดิบสดจากธรรมชาติ ที่ชอบเห็นจะเป็น Blue Swimmer Crab Cake อร่อยมาก

ดินเนอร์ในคืนวันศุกร์ที่รถติดไปจนถึงช่วงดึก กรุงเทพฯ ราตรีนี่ก็คึกคักดีเหมือนกันครับ
กำลังทอดอารมณ์ไปกับอาหารอร่อยๆ บรรยากาศสบายๆ เหมาะกับการชวนคนรู้ใจมาดินเนอร์ที่ Penthouse Bar & Grill ครับ

Good Morning Bangkok ตื่นมาพร้อมกับวิวนี้เลยครับ

เป็นเช้าวันเสาร์ที่เราไม่ได้รีบเร่งจะออกไปไหน เป็นโรงแรมที่เหมาะแก่การพักผ่อนเช่นกัน แม้จะดูว่าเป็น City Hotel ก็ตาม เราสามารถ take time ได้ในห้องพักของเรา ก่อนจะลงไปทานอาหารเช้ากันครับ

อาหารเช้า เราทานกันที่ Embassy Room เป็น All Day Dining ซึ่งเป็นห้องอาหารที่มีแนวคิดแบบครัวเปิดที่สามารถมองเห็นสระว่ายน้ำกลางแจ้ง มีทั้งที่นั่งด้านในและยังมีที่นั่งกลางแจ้งอีกด้วย
เมนูอาหารเช้ามีทั้งแบบที่สั่งจากพนักงานและไลน์แบบเรียบง่าย

ภายในห้อง The Pantry จะมีโยเกิร์ตและน้ำผลไม้ แช่เย็นไว้ในตู้ ให้เราหยิบเองได้ตามใจ มีบรรยากาศอบอุ่นสบายๆ เพื่อให้เรารู้สึกเหมือนอยู่บ้าน

นอกจากนี้ ยังมีโทสต์และเบเกอรี่ ที่อบสดใหม่ ให้เราเลือกหยิบได้ตามใจ ครัวซองก์คืออร่อยและหอมมาก
รวมทั้งผลไม้ที่ปอกเปลือกกันสดๆ ตามที่เราสั่งเลยครับ สบายเหมือนอยู่บ้านตัวเองกันเลยทีเดียว

Embassy Room เป็นห้องอาหารที่เรียบหรูโก้มากครับ การจัดวางโต๊ะที่นั่ง เป็นไปอย่างหลวมๆ ไม่อึดอัด โต๊ะสั่งทำพิเศษและเก้าอี้ของ “Grace” โดย Emmanuel Gallina

ขอตัวไปทานอาหารเช้าสักครู่นะครับ

สั่งเมนู Signature มาลองชิมหลายอย่างเลยครับ ชอบมากคือโทสต์ อโวคาโดท๊อปด้วย Posh egg และมีครัวซองก์ที่เราไม่ควรพลาดครับ

นั่งทานอาหารเช้ากันไปเรื่อยๆ สบายๆ จนใกล้จะได้เวลาปิดไลน์ จึงขึ้นไปเก็บของและเช็คเอ้าท์ จากนั้นก็มาเดินเล่นช้อปปิ้งต่อที่ CENTRAL EMBASSY ที่มีทางเชื่อมจากโรงแรมไปได้เลย สะดวกสบายมากๆ ครับ
นับเป็นอีกโรงแรมใจกลางกรุงที่น่าสนใจในความเรียบหรู ดูดีแบบ Humble Luxury ให้สมกับที่บ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของแบรนด์ Park Hyatt ได้ดี
ตอนนี้โรงแรมมีแพคเกจ Brunch at The Park ให้เราได้ผ่อนคลายไปกับเสียงเพลง อาหารชั้นเลิศ และพักผ่อนในห้องที่เต็มไปด้วยความเงียบสงบท่ามกลางความวุ่นวายใจกลางเมือง ในราคาเริ่มต้นเพียง 9,999++ บาทต่อคืน
แพคเกจประกอบไปด้วย
• ห้องพัก 1 คืน สำหรับ 2 ท่าน
• สิทธิพิเศษอัพเกรดห้องพักไปยังประเภทถัดไป (ขึ้นอยู่กับห้องว่างในขณะเข้าพัก)
• บุฟเฟ่ต์มื้อสายสำหรับ 2 ท่านในวันอาทิตย์ (ไม่รวมเครื่องดื่ม)
• เครื่องดื่มไม่อั้นสำหรับ 2 ท่านจากเมนูที่ร่วมรายการ (จำกัดเวลา 1 ชั่วโมง)
• เช็คเอาท์ได้ถึงเวลา 20.00 น. (ขึ้นอยู่กับห้องว่างในขณะนั้น)
สามารถจองเพื่อเข้าพักในคืนวันเสาร์หรือคืนวันอาทิตย์
ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ตุลาคม 2563
สำรองห้องพักหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ +66 2 012 1234
หรืออีเมล bkkph-reservations@hyatt.com
*แพคเกจนี้ไม่สามารถใช้ร่วมกับโครงการเราเที่ยวด้วยกันได้ครับ
คำถามที่พบบ่อย — Park Hyatt Bangkok
Park Hyatt Bangkok อยู่ตรงไหน เดินทางอย่างไร
Park Hyatt Bangkok ตั้งอยู่บนชั้นบนของอาคาร Central Embassy ถนนเพลินจิต เขตปทุมวัน เชื่อมตรงกับสถานี BTS เพลินจิตผ่านทางเดินภายในห้าง เดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิราว 45 นาทีโดยรถยนต์ และอยู่ใกล้สวนลุมพินีกับย่านการค้าหลักของกรุงเทพฯ ทำเลที่ Central Embassy ย่านเพลินจิตนี้เชื่อม BTS เพลินจิตได้ตรงจากตัวอาคาร กลางย่านการค้าหรูของกรุงเทพฯ
ใครออกแบบ Park Hyatt Bangkok
Park Hyatt Bangkok ออกแบบภายในโดยสตูดิโอ Yabu Pushelberg จากนิวยอร์ก ส่วนตัวอาคาร Central Embassy ที่บิดเป็นเกลียวเป็นผลงานของ AL_A สตูดิโอของ Amanda Levete งานภายในเลือกใช้หินอ่อน ทองเหลือง และไม้ ในโทนสุขุม ซึ่งกานต์มองว่าเป็นงานดีไซน์ที่นิ่งแต่มีรายละเอียดลึก
Park Hyatt Bangkok เหมาะกับใคร
Park Hyatt Bangkok เหมาะกับนักเดินทางที่ชอบความหรูแบบเงียบ คนทำงานสายครีเอทีฟและดีไซน์ รวมถึงคู่รักที่อยากได้โรงแรมกลางเมืองที่ให้ความรู้สึกเหมือน urban resort สำหรับกานต์ จุดแข็งของที่นี่คือการบาลานซ์ระหว่างทำเลใจกลางเมืองกับความสงบส่วนตัว ซึ่งโรงแรมในเมืองส่วนใหญ่ทำไม่ได้
อ่านต่อ — Luxury Hotels Bangkok — Best Hotel Reviews by KANT



