Andaz Pattaya Jomtien Beach — AndazPattayaJomtienBeach 1

Andaz Pattaya Jomtien Beach

HOTELQuick Facts: Andaz Pattaya Jomtien Beach
LocationPattaya, Thailand
TypeLuxury Hotel
ByKANT
Updated1 May 2026

ENGLISH SUMMARY — HOTEL REVIEW

An in-depth luxury hotel review of Andaz Pattaya Jomtien Beach by KANT, a Thai luxury editorial platform. This article covers rooms, dining, facilities, atmosphere, and overall experience with original photography.

สงกรานต์ของกานต์ปีนี้ไม่ได้เริ่มต้นด้วยเสียงดนตรีบนถนน หรือภาพของผู้คนที่สาดน้ำกันอย่างครื้นเครง

แต่เริ่มต้นด้วยการนั่งเงียบ ๆ อยู่ใต้ร่มเงาของต้นจามจุรีอายุนับร้อยปี บนผืนดินริมทะเลแถบนาจอมเทียนครับ

ที่นี่คือ Andaz Pattaya Jomtien Beach โรงแรมแบรนด์ Andaz แห่งแรกของไทย ในเครือ Hyatt

ต้องยอมรับว่าในช่วงหลัง เราเริ่มมองวันหยุดยาวต่างไปจากเดิม (หลายๆ คนก็เป็น)

สมัยหนึ่งสงกรานต์คือการเดินทางไกล กลับบ้านต่างจังหวัด ออกทริปยาว ๆ ไปประเทศที่อากาศเย็นกว่า หลบความร้อนที่แผดเผา

แต่ปีนีเรากลับรู้สึกว่าการเดินทางที่ดีที่สุดในบางครั้งคือการไม่ต้องไปไกล เพียงแต่ต้อง ไปให้ถูกที่ เป็นที่ซึ่งพอพาร่างกายและจิตใจออกจากจังหวะของเมืองได้ โดยไม่ต้องเผื่อเวลาเดินทางเยอะ ไม่ต้องเจ็ทแลค ไม่ต้องรีบกลับมาประชุมในวันถัดไปในสภาพงัวเงีย

เอาจริงๆ พัทยาในภาพจำของคนกรุง ส่วนใหญ่มักผูกไว้กับภาพเดิม ๆ กานต์เองก็เป็นหนึ่งในคนที่เคยมองพัทยาแบบนั้นครับ

จนกระทั่งได้รู้จักที่ดิน 38 ไร่ ริมหาดตะวันรอน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็น private estate ของตระกูลเจียอาภา เจ้าของธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง ที่ซื้อที่ผืนนี้เก็บไว้เงียบ ๆ มากว่ายี่สิบปี ก่อนจะตัดสินใจเปิดบทใหม่ให้มันกลายเป็นรีสอร์ตแนวธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างไปจากรีสอร์ตอื่นในพัทยา

Andaz Pattaya ซ่อนตัวอยู่ห่างจากความวุ่นวาย ตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างหาดจอมเทียนกับหมู่บ้านชาวประมงบางเสร่ บนชายฝั่งยาว 170 เมตร ที่นักเดินทางส่วนใหญ่ข้ามผ่านโดยไม่ทันสังเกต

ชายหาดที่มีชื่อว่า “ตะวันรอน” ซึ่งแปลตรงตัวว่าแสงอาทิตย์ยามเย็น หาดที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า sunset beach เพราะเป็นจุดที่พระอาทิตย์ตกสวยที่สุดจุดหนึ่งของชายฝั่งตะวันออก … ซึ่งก็สวยจริงๆ อ่ะแหละ

Andaz เป็นคำในภาษาฮินดีที่แปลว่า personal style สไตล์ส่วนตัว และนั่นคือสิ่งที่แบรนด์นี้ยึดถือมาตั้งแต่เปิดตัวแห่งแรกที่ลอนดอนเมื่อปี 2007 ในฐานะ luxury lifestyle brand ที่ปฏิเสธความหรูหราแบบสูตรสำเร็จ และเลือกจะเล่าเรื่องของแต่ละทำเลผ่านสถาปัตยกรรม ผ่านวัตถุดิบในครัว ผ่านเสียงดนตรีในล็อบบี้ ซึ่งในความเห็นของกานต์ นี่คือนิยามของ quiet luxury ที่แท้จริงครับ

ความหรูที่ไม่ต้องตะโกน แต่ค่อย ๆ เปิดเผยตัวเองให้ผู้มาเยือนสัมผัสทีละชั้น โดยเฉพาะพื้นที่สีเขียว

ต้นไม้เดิมไว้ทุกต้น อายุ 50 ถึง 100 ปี ที่ยืนต้นอยู่ก่อนที่ใครจะคิดฝันถึงการทำโรงแรม แล้วจัดวางอาคารแบบคลัสเตอร์ Low-rise สูงตั้งแต่หนึ่งถึงสามชั้น ให้สอดแทรกไปตามร่องเงาไม้เงียบๆ

บ้านพักเก่าของตระกูลได้รับการรีโนเวทให้กลายเป็นบ้านพัก ส่วนเรือนไทยไม้สักหลังเก่าได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็น Tea House และพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ที่บอกเล่าประวัติของผืนดิน ใช้ชื่อว่า Ruen Thaiเรือนไทยสีแดงสองชั้นริมชายหาด ที่ยังคงเสิร์ฟชาในแบบดั้งเดิมด้วยการนั่งพื้น (เราได้แค่เดินผ่าน ไม่ได้เข้าไป)

ตรงกับ brand DNA ของ Andaz ที่พูดเสมอว่า “dissolve the barrier between hotel and locale”

วัสดุที่ใช้ก็เล่าเรื่องของชลบุรีได้อย่างตรงไปตรงมา อาทิ ไม้ไผ่สานจากพนัสนิคม ปูนอ่างศิลา งานหัตถกรรมทำมือจากช่างชาวบ้าน ไม้สักที่นำกลับมาใช้ใหม่จากเรือนไทยเก่า ทั้งหมดถูกประกอบเข้าด้วยกันภายใต้ภาษาการออกแบบที่อยู่ตรงกลางระหว่าง modern กับ vintage

สิ่งที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า sense of place และสิ่งที่ภาษาไทยอาจเรียกว่าที่นี่คือบ้าน

เราพักกันที่ Beachfront Pool Villa ด้านหน้าติดหาด มีสระว่ายน้ำ ศาลาชมพระอาทิตย์ตกแบบส่วนตัว มีทางลงหาด (ซึ่งปิดไปแล้ว) หน้าบ้านมีชิงช้าใต้ต้นไม้ริมชายหาด บรรยากาศดีมาก เลยอยากเล่าให้ฟัง

กานต์เขียนรีวิวค่อนข้างละเอียดเพราะไม่ค่อยเห็นมีใครเล่าถึงวิลล่านี้สักเท่าไรนัก อยากให้กดเข้าไปอ่านกันในแคปชั่นของแต่ละรูปครับ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิ๊ก >> www.andazpattaya.com

สอบถามและจองห้องพักโทร >> 038 221 234

#ANDAZPATTAYAJOMTIENBEACH#ANDAZPATTAYA#ANDAZ#HYATT#PATTAYA

ในขณะที่หลายคนกำลังสาดน้ำสงกรานต์กัน เราเลือกจะแช่น้ำในวิลล่าและให้ร่มเงาของต้นจามจุรีเป็นที่พักใจ ก่อนจะพบว่านี่คือสงกรานต์ที่ดีที่สุดของเราในรอบหลายปีครับ

ทริปนี้ตั้งใจมาพักผ่อนใกล้ๆ แถวพัทยาในวันสบายๆ ปล่อยใจให้ลอยไปกับท้องฟ้าและน้ำทะเล ชิลล์ๆ อยู่ในวิลล่าครับ

Andaz Pattaya ในยามเย็น เราจะเห็นอาคารสูงไม่เกินสามชั้น กระจายตัวเป็นคลัสเตอร์เล็ก ๆ ซ่อนอยู่ใต้เรือนยอดของต้นไม้ใหญ่ที่สูงถึง 20 เมตร ด้านหน้าเป็นชายหาดทรายสีขาวนวลที่มีร่มขาวและเตียงผ้าใบจัดเรียงเป็นแนวยาว

Supboard กลางทะเล ในขณะที่พระอาทิตย์กำลังตก สีฟ้าของทะเลค่อย ๆ กลืนเป็นสีชมพูอมทอง มีเกาะเล็ก ๆ ของอ่าวไทยอยู่ทางซ้ายมือไกล ๆ มันเป็นอะไรที่สวยมาก

Andaz Pattaya มีม้านั่งแบบนี้กระจายอยู่ทั่วสวน บางตัวเป็นไม้สักเรียบ ๆ บางตัวเป็นไม้พรางสี เข้ากับอายุของต้นไม้ที่โอบรอบ นี่คือ site-specific design ที่ทำให้ผมยิ้มทุกครั้งที่เดินผ่านครับ

เมื่อเราก้าวลงจากรถเดินมาที่ล็อบบี้ สิ่งแรกที่เห็นคือต้นจามจุรีขนาดมหึมาที่แผ่กิ่งก้านคลุมทั้งลาน ด้านล่างเป็นบ่อน้ำหินแกรนิตที่สะท้อนเงาของกิ่งไม้และแสงเช้าลงบนผิวน้ำ หรือ เป็นบ่อน้ำที่เป็นเงาสะท้อนของวิญญาณต้นไม้ ซึ่งฟังดูเหมือนบทกวี เป็นมุมที่ใครมาถึงรีสอร์ตก็ต้องมาถ่ายรูปครับ

ต้นจามจุรีต้นนี้ ไม่ได้เป็นเพียง landmark แต่เป็น นาฬิกาของรีสอร์ท ครับ เพราะแสงที่ลอดลงมาผ่านใบจะเปลี่ยนสีไปตามเวลาของวัน ตอนเช้าเป็นสีทองอ่อน ตอนบ่ายเป็นสีเขียวเย็น ตอนเย็นเป็นสีส้มอมแดง และตอนค่ำจะมีโคมไฟหวายห้อยลงมาจากกิ่ง ให้แสงส้มนุ่มสาดลงบนเก้าอี้หวายของ Teak Lounge ที่ตั้งอยู่ริมบ่อน้ำ

เช็คอินที่อาคารด้านหน้า มี terrace ที่นั่งพักได้ตลอดเวลาเพื่อได้ชื่นชมต้นจามจุรี ขณะเดียวกันถ้าร้อนก็เข้าไปในห้องแอร์ได้เช่นกัน บรรยากาศโล่งๆ สบายๆครับ

ใกล้ๆ กันมี Teak Lounge ให้เราได้นั่งมองสีเขียวแบบ 360 องศา บรรยากาศเงียบ เหมาะสำหรับนั่งทำงาน อ่านหนังสือ หรือดื่มไวน์แก้วหนึ่งก่อนอาหารเย็น เสิร์ฟ light bites, afternoon cocktails และกาแฟพิเศษตลอดวัน บางวันมีดนตรีมาบรรเลงสดด้วยครับ

ก่อนไปวิลล่า เรามาสำรวจสถาปัตยกรรมของที่นี่ พบว่า การออกแบบจะไม่พยายามแย่งซีนธรรมชาติ แต่เลือกหลบไปอยู่ใต้เงาไม้ ให้ต้นไม้เดิมบนที่ดินทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักของภูมิทัศน์ ในขณะที่อาคารคอย support อยู่เบื้องหลังอย่างถ่อมตัว

herb garden ของรีสอร์ท ขนาดกะทัดรัด แต่ใช้งานได้จริง เป็นแปลงผักไม้ยกระดับที่ปลูกเรียงเป็น row แบบ raised bed สมัยใหม่ ส่งเข้าครัวเป็นวัตถุดิบให้เราได้ทานกัน

เดินไปเรื่อยๆ เราจะพบว่าที่นี่มีศาลาไม้สักหลังเล็ก มีเบาะที่นอนและหมอนลายขิดวางเรียงอยู่ ขนาบด้วยต้นไม้ใหญ่และพุ่มไม้ใบแดงเข้ม กระจายอยู่ในสวนของรีสอร์ท เป็นพื้นที่กลางแจ้งกึ่งส่วนตัว ที่แขกสามารถจองหรือใช้งานฟรีได้

อาคารห้องพักจะเป็นไม้สีเข้ม ทั้งหลัง เพื่อให้กลมกลืนกับเงาไม้รอบข้าง ระเบียงห้องทำเป็นไม้ระแนงแนวตั้งให้ลมพัดผ่านได้

เดินผ่านเรือนไทย ทำเป็น Tea House ซึ่งได้รับการอนุรักษ์มาจากเรือนไทยเก่าบนที่ดินผืนนี้ อายุกว่า 60 ปี ทรงจั่วแหลม หลังคามุงกระเบื้อง ปีกไม้ด้านหน้าแผ่ออกเป็นพาไล ใต้ถุนสูงแบบเรือนไทยภาคกลางดั้งเดิม

จากล็อบบี้ เราจะไปห้องพัก พนักงานถามว่าจะให้รถไปส่งไหม แต่เราเลือกเดินเอาดีกว่า เพราะว่าเป็นรีสอร์ตที่ควรเดิน จะได้ชมนก ชมไม้ ได้บรรยากาศของสีเขียว สดชื่นสบายตาดีครับ

ก่อนถึงชายหาดจะมีวิลล่าหลังใหญ่ ได้วิวทะเลตอนเย็นครับ สวยมาก คลาสสิคสุดๆ บ้านเรือนไทยยืนเด่นอยู่บนฐานคอนกรีตยกระดับ ผนังไม้สีน้ำตาลเข้มขนาบด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาบางส่วน ด้านหน้ามีม้านั่งไม้โอบต้นไม้อีกตัวตั้งอยู่กลางสนามหญ้า

มาถึงจุดที่เป็นไฮไลท์คือพื้นที่ยกสูงที่มองเห็นทะเลอยู่ไม่ไกล เราเดินมาจนถึงโซนหน้าหาดกันแล้วครับ สีเขียวตัดกับสีฟ้า ให้ความรู้สึกสบายตา สบายใจ

ส่วนห้องพักแบบ Pool Villas จะอยู่แยกออกไปขนานกับชายหาดครับ ให้ความสงบและเป็นส่วนตัวมากกว่า

ทางเดิน 2 ฝั่งเต็มไปด้วยไม้พุ่มทรงสูง เพื่อบดบังสายตาจากชายหาดที่อยู่ข้างๆ และให้ความเป็นส่วนตัว แขกทั่วไปจะไม่สามารถเดินลัดเพื่อเข้ามาในโซนนี้ได้ครับ เพราะต้องแหวกพุ่มไม้เข้ามานะ

เมื่อกานต์เดินเข้าสู่วิลล่า โซนหน้าคือห้องนั่งเล่น สิ่งแรกที่กระทบสายตาคือ เพดานไม้โอ๊คผ่าเสี้ยน ปูเป็นแนวขนานยาว จากบานกระจกไปจนถึงผนังด้านใน มีไฟเส้น linear cove lighting ซ่อนระหว่างเส้นไม้ ให้แสงอุ่นสาดลงมาเป็นแถบ ๆ ซึ่ง PIA Interiors ใช้เทคนิคนี้เพื่อให้เพดานไม่รู้สึก flat และสร้าง rhythm ที่นำสายตาให้เคลื่อนไปตามความยาวของห้อง พื้นเป็นไม้เนื้อแข็งสีน้ำตาลอมแดง ตัดกับพรมผืนใหญ่ลายวิจิตรสีส้ม-แดง-เหลืองทองที่มี pattern แบบ ลายไทยผสมเปอร์เซีย

ห้องนั่งเล่นมีโซฟาเป็น L-shape สีเทาอ่อน วางหมอนผ้าทอสีสด เป็นงานทอมือของภาคอีสานของไทย ด้านในมีครัวขนาดเล็พร้อมเครื่องใช้ครัวครบชุด รวมถึงกาน้ำร้อนสีแดงสด สำรับเครื่องใช้ไม้ไผ่ การตกแต่งสไตล์เรือนไทยที่แสดงว่าห้องนี้ออกแบบให้รองรับการอยู่ยาวราวกับบ้านหนึ่งหลัง

บนโต๊ะมีชุดต้อนรับครบเซ็ต มีจดหมายเขียนมือจาก General Manager คุณ Ranjeet ที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “Sawasdee krub, Dear Mr. Kant” เปิดขึ้นอย่างอ่อนโยนและอบอุ่น พนักงานต้อนรับบอกว่า คุ๊กกี้มะพร้าวอร่อยมาก ไว้มาลองกินคู่กับกาแฟครับ

เดินเข้ามาด้านในจะเป็นห้องนอน โดดเด่นด้วยเพดานไม้จั่วโค้ง ที่มีโครงไม้สักเปิดให้เห็นทุกเส้น ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้านไทยโบราณ มีเก้าอี้ปลายเตียงให้เรานั่งพักผ่อน เตียงนอนหนานุ่มดีมาก

ห้องนอน ตกแต่งสวยมาก หัวเตียงทำจากไม้เจาะรูเป็นลายคล้ายลายขัดแตะ ด้านข้างเตียงบนผนังห้องเป็น งานศิลปะไทยร่วมสมัย

ห้องน้ำสวยมาก ผนังบุด้วย หินอ่อน Emperador Dark สีน้ำตาลช็อกโกแลตผสมเส้นคริสตัลขาวแบบไม่เป็นระเบียบ กิมมิคที่ชอบคือการออกแบบให้ด้านหลังอ่างมี slot window แนวตั้ง ที่เปิดออกไปเห็นต้นไม้ด้านนอก เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้กานต์ร้องในใจว่า “นี่คือสถาปนิกที่เข้าใจว่า ห้องน้ำต้องการแสงธรรมชาติและ visual connection กับภายนอก”

ในวิลล่ามีสระว่ายน้ำส่วนตัวด้วยครับ ทำให้เราได้พักผ่อนแบบสบายใจ ได้ยินเสียงลมพัดไหวและเสียงคลื่นกระทบหาดทรายตลอดเวลา

ใกล้ๆ สระว่ายน้ำจะมี sunbed วางไว้พร้อมร่ม ล้อมด้วยพุ่มไม้หูกวางและพรรณไม้เขตร้อนที่เลือกปลูกอย่างตั้งใจเพื่อสร้าง natural privacy screen

Sunset Sala เป็นศาลาไม้ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในวิลล่าด้านหน้าคือริมทะเล ใต้ต้นหูกวางใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านคลุมเกือบทั้งหลัง

เฉลิมฉลองให้กับอ่าวไทยในบรรยากาศของพระอาทิตย์ตกที่วิวสวยมาก

ด้านหน้าวิลล่ามีชิงช้าใต้ต้นไม้ แขกและคนทั่วไปมานั่งปล่อยใจกันที่นี่เยอะมาก

ถัดไปใกล้เวลาพระอาทิตย์ตกดิน มีการผจญภัยออกไปกลางทะเลเพื่อดื่มด่ำกับพระอาทิตย์ตกแบบส่วนตัว สามารถใช้บริการได้ที่ Beach Center ครับ

ต้นไม้ใหญ่หลายต้นอยู่ที่นี่มาก่อนรีสอร์ตครับ ดีใจที่เจ้าของไม่ยอมให้ตัดต้นไม้ เราจึงได้เห็นธรรมชาติสีเขียวได้ตลอดเวลาของการพักผ่อน

เดินผ่านช่วงค่ำ เห็นห้องนึงเปิดไฟ ได้ moment ที่ ภายใน กับ ภายนอก มีบทสนทนากัน แสงในห้องไม่ใช่แสงขาวจ้าของหลอด fluorescent แต่เป็นแสงสีส้มอบอุ่นที่ให้ความรู้สึกของบ้านจริง ๆ ในขณะที่ระแนงไม้ด้านนอกสร้าง texture ให้กับแสงที่ลอดออกมา

เดินผ่าน Teak Lounge ในแสงเย็นก่อน blue hour ด้านหลัง มีต้นจามจุรีที่กำลังออกดอกสีชมพูอ่อน ๆ ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมเป็นช่วงที่ดอกจามจุรีออกมากที่สุดในปี กลีบดอกสีชมพูอมม่วงจะร่วงลงมาเกลื่อนพื้นหญ้าด้านล่าง เป็นภาพที่หาดูได้ยาก

เย็นนี้เรามาทานข้าวที่ Village Butcher ครับ สิ่งแรกที่สะกดสายตาผมคือ เปลวไฟของเตา และบรรดาเชฟที่กำลังง่วงกับการปรุงของอร่อยให้เราได้ทาน มองลอดผ่านกระจกของห้องครัวเปิด

มีที่นั่งด้านนอกสำหรับรับลมเบาๆ ในช่วงหน้าหนาวด้วยนะครับ เหมาะกับการทานสเต๊กร้อนๆ มาก

Dry-aging cabinet แบบกระจกใสตั้งเด่นกลางห้องอาหาร เผยให้เห็นเนื้อสี่ส่วนที่แขวนปักป้ายวันที่บ่มไว้ มทั้ง Ribeye Kiwami / Striploin USDA Prime / Striploin Miyazaki

ด้านล่างของตู้เป็น Himalayan pink salt block เรียงเป็นฐาน ใช้เกลือชมพูจากเทือกเขาหิมาลัยให้ทำหน้าที่เป็น natural humidity regulator ในการควบคุมความชื้นของตู้ดรายเอจ ซึ่งเป็นเทคนิคที่สเต็กเฮาส์ชั้นนำในนิวยอร์กใช้เป็นมาตรฐาน

นั่งปุ๊บ ขนมปังมาเสิร์ฟปั๊บ

ก่อนสเต็คมา พนักงานจะนำกล่องไม้ Athena handcrafted steak knives ที่ใส่มีด 8 เล่มด้ามไม้หลากสี มี ดำ, เทา, น้ำตาล, ขาว, ครีม แต่ละเล่มด้ามทำจากเขาสัตว์ตามธรรมชาติต่างกัน ฝากล่องภายในมีลายซิกแซกอักษรย่อของแบรนด์ Athena พร้อมโลโก้เขาสัตว์และพลั่ว

Ribeye Wagyu Miyazaki A5 จานนี้บอกเลยว่าอย่าพลาด

signature dishes ของ Village Butcher ที่กานต์สั่งมาทาน Pan-Seared Scallops อร่อยมาก ซี่โครงก็ดีเช่นกัน

ห้องอาหารเย็นยังมีอีกจุดนึงครับ คือที่ Fish Club มองเห็นวิวพระอาทิตย์ตกทะเล แนะนำให้จองโต๊ะก่อนนะครับ

เราเลือกนั่งด้านนอก ด้านในเป็นห้องแอร์ มุมนี้ที่กานต์คิดว่าเป็นหนึ่งใน most photogenic moments ของรีสอร์ทครับ

ของทานเล่นมาเสิร์ฟก่อนเลยครับ เป็นแผ่นแป้งคล้ายปอเปี๊ยะห่อสาหร่ายแล้วเอาไปทอด อร่อยมากทานเพลินสุดๆ

เราสั่ง ค็อกเทลมาจิบเบาๆ มองบรรยากาศด้านหน้าเป็นสระว่ายน้ำวิวทะเลตอนพระอาทิตย์ตกน้ำ คนเยอะอยู่เหมือนกัน ต่างต้องการมาอำลาพระอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า

เป็นมุมที่สวยมาก ยิ่งในช่วงทไวไลท์ คนเริ่มลุกจากสระไปเตรียมทานอาหารเย็น จะเป็นเวลาส่วนตัวของเรา

จานที่ชอบคือ เนื้อวากิวสเต็คบาง ๆ ผัดกะเพราไฟแรง เสิร์ฟบนข้าวผัดกะเพราะ topping ด้วยไข่ดาวกรอบ ส่วนของหวานยกให้ Grilled Pineapple Coconut Pudding โปรดสั่งไว้ก่อนเลยเพราะรอนานมาก

Fish Club เป็นห้องอาหารที่ได้ Michelin Selected 2025 จาก Michelin Guide Thailand รางวัลที่สะท้อนคุณภาพของอาหารได้ด้วยครับ นอกจากวิวที่สวยสุดใจ

ตื่นนอนตอนเช้า เราถือแก้วกาแฟ มาเดินเล่นริมสระว่ายน้ำส่วนตัวในวิลล่า บรรยากาศเงียบสงบดีมากครับ

เมื่อเปิดประตูออก ห้องนอนของเราก็เชื่อมกับธรรมชาติเบื้องหน้าทันที แต่ที่ดีมากๆ คือมันเงียบสงบสุดๆ เลยครับ

ออกไปเดินเล่นริมชายหาดกันตอนเช้า มองกลับไปเห็น skyline ของพัทยาฝั่งหลัก ตึกสูงเรียงตัวเป็น vertical wall ของคอนโดมิเนียมและโรงแรม มีคนตกปลา คนมาวิ่งริมหาด เด็กๆ มาก่อกองทรายกัน

จากนั้นเราไปทานอาหารเช้ากันบ้างครับ ห้องอาหารเช้าของที่นี่ใหญ่มาก เพราะรวม 3 ห้องอาหารเข้าไว้ด้วยกัน Wok Wok + La Cucina + Village Butcher เลือกนั่งได้เลยครับ แต่อาจจะมีบางวันที่เปิดไม่ครบแต่ก็รองรับได้พออยู่ครับ

มาถึงก็จะเจอชาไทยดักไว้ก่อนเลยครับ ต้องสั่ง เพราะว่าเช้าๆ ต้องการความสดชื่น

ของแทร้!! มีคุณป้ามาทำโรตีสดๆ ให้เราได้ทานด้วยครับ มุมอาหารตรงนี้จะเปลี่ยนไปไม่เหมือนกัน อีกวันจะเป็นขนมเบื้องครับ

ห้องอาหารที่เรานั่งจะเป็น Wok Wok สามารถเดินเชื่อมกันได้หมด แต่ห้องนี้ตกแต่งสไตล์ไทยๆ เห็๋นได้จากโหลยาดอง

อาหารเช้ารูปแบบเป็น semi-buffet โดยมี buffet line ให้เลือก ทุกห้องอาหารบวกกับ à la carte menu ที่สั่งเพิ่มได้โดยไม่คิดเงินเพิ่ม

ห้องอาหารเป็นครัวเปิดครับ บางเมนูก็จะทำกันสดๆ ที่สเตชั่นเลย ส่วนก๋วยเตี๋ยวจะอยู่ด้านนอกนะครับ กระซิบว่า ลูกชิ้นกุ้งอร่อยมากกกก เพราะเจ้าของทำโรงงานเอง ตอนขากลับจะแวะซื้อด้านหน้ารีสอร์ตแต่เค้าปิด อดเลย!!

นี่คือเมนูที่คัดมาแล้วว่าดีย์ ว่าจึ้ง ต้องลอง โดยเฉพาะข้าวกะเพราะทะเล มันดีย์มาก ซีฟู๊ดคือสดจริงอิงอร มัจฉะวาฟเฟิลก็อร่อยหอมๆ ส่วนครัวซองก์ไม่ต้องพูดถึง … ที่สุด!!!

ตอนกลางวันมาลองทานที่ห้องอาหาร La Cucina เน้นเสิร์ฟอาหารอิตาเลี่ยน เป็นห้องอาหารที่อยู่ใน Michelin Guide ด้วยครับ

พิซซ่าต้องมา พาสต้าต้องมี แต่ที่ดีก็คือสาคูมะม่วง หอมมากเว่อร์

เดินเล่นสำรวจรีสอร์ตกันต่อครับ เดินลัดเลาะชมไม้ไปเรื่อย พอแดดร้อนๆ เจอต้นไม้สีเขียว ดอกไม้สีสดใสก็ทำให้ใจเราเย็นลงได้

มุม Signature ที่เดินผ่านกี่ครั้งก็อดบันทึกภาพไว้ไม่ได้ มันสวยโดนใจมากๆ สระว่ายน้ำที่นี่มีด้วยกัน 3 สระ ตรงนี้คือ Beachfront Infinity Pool ริมชายหาด

ตรงกลางเป็น Lagoon Pool สระฟรีฟอร์มขนาดใหญ่กลางโครงการ เชื่อมต่อกับห้อง Lagoon Access โดยตรง มี jacuzzi jet pods สองจุดให้แช่ และอยู่ติดกับ Sanuk Sanuk Kids’ Club และมีเครื่องเล่นสำหรับเด็กด้วยครับ เหมาะสำหรับครอบครัว สระนี้ในช่วงวันหยุดยาวอาจคึกคักพอสมควร หากใครต้องการความสงบ เราแนะนำ Water Court Pool จะดีกว่าครับ

ส่วนอีกสระจะอยู่โซนด้านหน้าใกล้ๆ สปาและฟิตเนส เป็น Water Court Pool Adult Only สำหรับคนที่ต้องการความสงบ เราไม่ได้มา แต่มาฟิตเนสแทน

เดินมาเรื่อยๆ จนถึงฝั่งสปาครับ ที่นี่จะเป็น PAÑPURI Wellness Harbor แบรนด์เครื่องหอมระดับพรีเมียมของไทยที่ผู้มีรสนิยมรู้จักดี

reception ของสปาออกแบบสวยมาก ดูสงบ ด้านในก็จะมีอโรมาให้เราเลือก กลิ่นแรกที่ต้องไปดมก็คือ Andaman Sails เพราะเป็นกลิ่นเดียวกับที่บ้านและในรถ เราชอบกลิ่นนี้มากกกกกก

ตอบแบบสอบถามกันก่อน เราเลือกเป็น Signature Aromatic 90 นาที เอาให้หายเมื่อยกันไปเลย

ห้องทรีตเมนต์จะมีให้เลือกทั้งแบบห้องเดี่ยวและแบบคู่นะครับ การตกแต่งจะเน้นวัสดุธรรมชาติ ชอบเพดานเหมือนเป็นเสื่อไม้ไผ่สานละเอียด สีครีม ตัดกับผนังไม้เข้มเพื่อไม่ให้ห้องดูมืดเกินไป

เทอราพิสเริ่มทำการทำความสะอาดเท้ากันก่อนครับ แช่เท้าในน้ำดอกไม้พร้อมเกลือหิมาลัย จากนั้นก็จะเชิญขึ้นเตียง

จากนั้นก็หลับไปเลยครับ เทอราพิสน้ำหนักมือดีมาก ตื่นมาอีกทีตอนที่ได้ยินเสียง singing bolw ปลุกเบาๆ

เป็น Travel rituals ที่เราไม่ค่อยเจอมานาน หลังการทำงานมาช่วง 3-4 เดือนแรกของปีนี้ Andaz Pattaya ก็เป็นสถานที่ในการปลดเปลื้องใจให้ผ่อนคลายไปกับธรรมชาติในระยะที่เดินทางง่ายไม่ไกลกรุงเทพมากนักครับ

FAQFrequently Asked Questions

Andaz Pattaya Jomtien Beach is located where?

Andaz Pattaya Jomtien Beach is a luxury 5-star hotel reviewed by KANT with photos and details.

Who is Andaz Pattaya Jomtien Beach best for?

Andaz Pattaya Jomtien Beach is ideal for luxury travelers, couples, and premium hospitality seekers.

KANT review of Andaz Pattaya Jomtien Beach?

KANT stayed at and reviewed Andaz Pattaya Jomtien Beach covering rooms, dining, facilities with real photos.

KΔNT
KΔNT

อดีตผู้ประกาศข่าวสายเศรษฐกิจ เจ้าของเพจ KANT.CO.TH ชื่นชอบในไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยวพักผ่อน ในโรงแรมหรู สนใจเรื่องราวงานดีไซน์ อสังหา การตลาด การลงทุน