“𝐀 𝐡𝐨𝐮𝐬𝐞 𝐢𝐬 𝐧𝐨𝐭 𝐚 𝐡𝐨𝐦𝐞 𝐮𝐧𝐥𝐞𝐬𝐬 𝐢𝐭 𝐜𝐨𝐧𝐭𝐚𝐢𝐧𝐬 𝐟𝐨𝐨𝐝 𝐚𝐧𝐝 𝐟𝐢𝐫𝐞 𝐟𝐨𝐫 𝐭𝐡𝐞 𝐦𝐢𝐧𝐝 𝐚𝐬 𝐰𝐞𝐥𝐥 𝐚𝐬 𝐭𝐡𝐞 𝐛𝐨𝐝𝐲.” — Benjamin Franklin เคยกล่าวเอาไว้ว่า “บ้านบางหลังสร้างขึ้นเพื่ออยู่อาศัย แต่บางหลังสร้างขึ้นเพื่อส่งต่อ”
.
ทำเลปิ่นเกล้า-บรมราชชนนี มีมนต์ขลังของความเป็น Established Wealth ที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนานครับ ความมั่งคั่งของครอบครัวเก่าแก่ในย่านนี้ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขในบัญชี ทว่าคือคุณภาพชีวิต (Living Quality) ที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น
.
ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของทำเลนี้คือ ครอบครัวใหญ่ที่อยู่อาศัยร่วมกันแบบอบอุ่นถึง 3 เจเนอเรชัน โดยมีศูนย์กลางคือทายาทรุ่นที่ 2 ที่เตรียมก้าวขึ้นเป็นผู้สืบทอด (Successor) อย่างเต็มตัว ภาพของผู้นำรุ่นใหม่ที่ดูสมาร์ท ภูมิฐาน พร้อมรับไม้ต่อดูแลความสำเร็จของตระกูล ควบคู่ไปกับการเอาใจใส่ผู้ใหญ่ในบ้านเป็นอย่างดี
.
THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ จึงถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวในความหมายที่สมบูรณ์แบบที่สุด ด้วยคฤหาสน์หรูที่มีเพียง 45 ยูนิต บนที่ดินเริ่มต้นขนาด 100 ตร.วา ไปจนถึงเนื้อที่กว่าครึ่งไร่ และให้้พื้นที่ใช้สอยสูงสุดถึง 885 ตารางเมตร โครงการตั้งใจส่งมอบช่วงเวลาอันล้ำค่าที่จะถูกจดจำไปตลอดกาล มากกว่าการนำเสนอแค่ความหรูหราที่ฉาบฉวย
.
ในมุมมองของกานต์ สิ่งที่น่าประทับใจคือวิธีคิดของสถาปนิกครับ ที่ได้หยิบเอางานสถาปัตยกรรม Beaux-Arts แห่งกรุงปารีสยุคศตวรรษที่ 19 ซึ่งโดดเด่นเรื่องความพิถีพิถันมาตีความใหม่ผ่านคอนเซปต์ Twisted Classical Refinement ซึ่งได้ลดทอนความแข็งกระด้างลงและเติมความมีชีวิตชีวาเข้าไป ผ่านดีเทลอย่างหลังคา Gable Roof หรือการใช้สีเขียวมะกอก (Olive Green) คู่กับสีเทา ผลลัพธ์ที่ได้คือความรู้สึกสง่างามทว่าอบอุ่น เข้าถึงง่ายในสไตล์ Cozy Luxury Living
.
ความตั้งใจนี้ยังถูกถ่ายทอดไปยังอาคาร Clubhouse เพื่อให้เป็นพื้นที่ของทุกคนในทุกกครอบครัวอย่างแท้จริง สิ่งที่ชอบที่สุดคือการออกแบบโถงเพดานสูงของ The Twin Chamber และ The White Hall รู้สึกถึงบรรยากาศที่คลาสสิกราวกับกำลังใช้เวลาอยู่ใน Grand Salon ของคฤหาสน์ยุโรป
.
สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับ Luxury ความหรูหราอาจเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไปครับ แต่ความหายากต่างหากคือของจริง การได้ครอบครองที่ดินกรรมสิทธิ์ขนาดตั้งแต่ครึ่งไร่ บนทำเลถนนบรมราชชนนีซึ่งแทบจะหาที่ดินใหญ่ได้ยากมากแล้วในตอนนี้ ผสานกับสถาปัตยกรรมที่อยู่เหนือกาลเวลา กานต์คิดว่า THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ จึงตอบรับความต้องการของผู้ที่มองหาสินทรัพย์เพื่อรักษามูลค่าในระยะยาว และเป็นความภาคภูมิใจที่รุ่นลูกพร้อมจะส่งต่อให้รุ่นหลานต่อไปครับ
.
กานต์พาไปชมบรรยากาศโครงการและชวนอ่านรายละเอียดต่อในแคปชันนะครับ
.
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายเข้าชมโครงการแบบ Private ได้ที่ https://apthai.ly/ZsQIfa หรือโทร 1623
#APThai#APThaiบริษัทอสังหาอันดับ1#ThePalazzo#livingQuality#livingqualityในแบบคุณ

ทำเลปิ่นเกล้า-บรมราชชนนี เป็นทำเลทองที่นับว่าจะหาที่ดินแปลงใหญ่ติดถนนสายหลักได้ยากมากแล้วในปัจจุบัน โดยเฉพาะที่ดินที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นหมู่บ้านระดับ Super Luxury ได้ กลุ่มเป้าหมายของย่านนี้คือคนที่มีกำลังซื้อสูง เป็นเจ้าของธุรกิจหรือครอบครัวใหญ่ที่ผูกพันกับทำเลฝั่งธนฯ ไม่อยากย้ายข้ามฝั่งไปโซนอื่น พอครอบครัวเริ่มขยายจึงต้องการบ้านหลังใหม่ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตและสมฐานะ

เมื่อ AP Thai ตัดสินใจนำที่ดินผืนใหญ่ขนาด 31 ไร่บนถนนบรมราชชนนีมาพัฒนาเป็นโครงการ Flagship ระดับ Super Luxury อย่าง THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ กานต์มองว่านี่ไม่ใช่แค่การสร้างบ้านหรู แต่คือการบันทึกโมเมนต์ทางประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย เพราะที่ดินแปลงใหญ่ติดถนนหลักในระดับนี้น่าจะไม่มีอีกแล้วในย่านนี้

ถ้าจะถามว่าทำไมที่นี่ถึงพิเศษ ต้องเข้าใจก่อนครับว่าย่านปิ่นเกล้า-บรมราชชนนีไม่ใช่ทำเลใหม่ที่เพิ่งถูกปั้นขึ้นมาใหม่ ทว่า นี่คือย่านที่ครอบครัวเศรษฐี คหบดีและเจ้าของธุรกิจที่ไม่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปไหนไกล เพียงแค่อยากขยับขยายพื้นที่เพื่อรองรับครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น ในสภาพแวดล้อมที่สะท้อนถึงความสำเร็จและสถานะทางสังคมอย่างแท้จริง โครงการ THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ จึงออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ครอบครัวที่ผูกพันกับฝั่งธนฯ มาตลอดชีวิต

เอาจริงๆ กานต์ในฐานะคนฝั่งธนที่อยู่บนถนนบรมราชชนนีมานาน บอกได้เลยวา่า ทำเลนี้ไม่ต้องรอให้พัฒนาเพราะว่ามันสมบูรณ์แบบมานานแล้วครับ
ทำเลนี้เชื่อมต่อสู่ใจกลางเมืองผ่านทางด่วนศรีรัช-วงแหวนช่วงฉิมพลีได้ภายใน 20-30 นาที รองรับด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดงสถานีศาลาธรรมสพน์ (โครงการในอนาคต) มีห้างสรรพสินค้า Communty Mall ทั้ง Central Pinklao, Central WestVille, Design Village, The Mall Bangkae ตลาดสดธนบุรี ฯลฯ รวมถึงโรงพยาบาลชั้นนำอย่าง โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์, โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางแค และโรงพยาบาลธนบุรี 2 นอกจากนี้ยังรายล้อมด้วยโรงเรียนนานาชาติชื่อดังอย่าง Denla British School, โรงเรียนเพลินพัฒนา, โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ธนบุรี, โรงเรียนนานาชาติ Hummingbird และยังใกล้มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายาด้วยครับ

จุดเด่นที่ทำให้ THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ โดดเด่นกว่าใคร คือขนาดของบ้านที่กว้างขวางตั้งแต่ 500 ไปจนถึง 800 ตารางเมตร บนที่ดินแปลงใหญ่ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด ออกแบบสเปซภายในของบ้านให้มีความต่อเนื่อง (Flow) และโปร่งโล่ง เพื่อให้สมาชิกทุกเจเนอเรชันในครอบครัวมีพื้นที่ส่วนตัวในขณะที่ยังคงความใกล้ชิดกันได้

AP Thai วางตำแหน่ง THE PALAZZO ให้เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จที่จับต้องได้ทุกวัน ส่งมอบประสบการณ์ดีๆ ที่ทำให้ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าชีวิตตัวเองมาถึงจุดที่ควรจะเป็นแล้วครับ ด้วยมูลค่าโครงการประมาณ 2,200 ล้านบาท เปิดให้เพียง 45 ครอบครัวในราคา 50–85 ล้านบาท และเปิดให้เข้าชมแบบ Exclusive by Appointment Only เท่านั้น กานต์ว่านี่คือระดับของความเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มอีกแล้วครับ

โครงการวางให้มีระยะ Setback จากถนนหลักเพื่อเปิดพื้นที่สีเขียวด้านหน้าอย่างเต็มที่ สร้างบัฟเฟอร์ระหว่างภายนอกกับพื้นที่ส่วนตัวของเราตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าประตู เมื่อเข้ามาจะพบกับ Double Main Gate สองชั้นเพื่อเสนอการพักอาศัยแบบ Private Community ที่แท้จริง
THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ ใช้ระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐาน KATSAN ของ AP Thailand ครบทุกชั้นของการป้องกัน ไม่ว่าจะเป็น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง, กล้อง CCTV รอบโครงการ และรั้วสูง 3 เมตรเสริมระแนงสูงขึ้นไป ประตูทางเข้าหลักใช้ระบบ LPR (License Plate Recognition) บันทึกและตรวจสอบป้ายทะเบียนอัตโนมัติทุกคันที่ผ่านเข้าออก ส่วนผู้มาติดต่อทุกรายผ่านระบบ VMS (Visitor Management System) ที่บันทึกภาพได้รวดเร็วและแม่นยำ
พอเข้ามาถึงในตัวบ้าน กานต์ชอบที่เขาเลือกใช้ระบบ LifeSmart Home Automation เข้ามาช่วยดูแลครับ มันเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเติมเต็มให้การใช้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นมาก เพราะเราสามารถควบคุมได้ทั้งแสงสว่าง อุณหภูมิ และระบบรักษาความปลอดภัยของทั้งบ้านได้ง่ายๆ แค่แตะหน้าจอหรือสั่งการด้วยเสียง เป็นฟังก์ชันที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนบ้านรับรู้และเข้าใจไลฟ์สไตล์ของเราได้อย่างรู้ใจเลยครับ

Clubhouse ออกแบบมาให้ตั้งตระหง่านเชื่อมต่อกับทางเข้าด้านหน้าโครงการเลยครับ ทำให้สเกลภาพรวมดูยิ่งใหญ่และดึงดูดสายตาตั้งแต่แรกเห็น
Clubhouse ของโครงการระดับ Flagship เช่นนี้ อาจจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่พื้นที่ส่วนกลางครับ แต่กานต์มองว่านี่คือ Statement ที่มีไว้บอกเล่ารสนิยมและความสำเร็จของผู้ครอบครอง
สำหรับ THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ ก็เช่นกันการออกแบบ
Clubhouse ผ่านกระบวนการคิดมาอย่างละเมียดละไมในทุกตารางนิ้ว เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับลูกบ้านครับ

Palace of Winter คือชื่อของ Clubhouse ที่ AP Thailand ตั้งใจออกแบบให้เป็นมากกว่าพื้นที่ส่วนกลาง แต่คือบ้านหลังที่สอง ที่ทุกครอบครัวในโครงการใช้ร่วมกัน มีพื้นที่รวมกว่า 1,500 ตร.ม. ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก 2 สถานที่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมยุโรป นั่นคือ Palace of Versailles ในฝรั่งเศส และ The Winter Palace แห่งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กของรัสเซีย และสิ่งที่น่าประทับใจกว่าคือเป็นความยิ่งใหญ่ ความสวยงามหรูหราที่สามารถใช้ได้ในชีวิตจริงทุกวันครับ

งานสถาปัตยกรรมของที่นี่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสไตล์ Beaux-Arts (โบซาร์) ซึ่งเป็นยุคทองของศิลปะฝรั่งเศสในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึง 20 สไตล์นี้เกิดจากการพัฒนาของสถาบัน École des Beaux-Arts ในปารีส ที่โดดเด่นมากเรื่องการหยิบเอาความงามระดับคลาสสิก ทั้งกรีก-โรมัน เรเนซองส์แบบอิตาลี และบาโรกของฝรั่งเศส มาผสมผสานเข้าด้วยกัน

กานต์ยอมรับเลยว่างานดีไซน์สวยมากทั้งภายนอกและภายใน ดูแล้วสัมผัสได้ถึงใความคลาสสิคที่ผสานเข้ากับความร่วมสมัยอย่างลงตัว รายละเอียดของงานออกแบบสะท้อนถึงความพิถีพิถัน ตั้งแต่เสาโรมันขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านไปจนถึงซุ้มโค้งทรง Arch ที่เลือกใช้สีเขียวมะกอกที่สื่อถึงความเรียบหรูและคงมนต์เสน่ห์สไตล์ยุโรปเอาไว้ได้เป็นอย่างดี
อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับตัวอาคาร หน้าต่างกระจกใสกรอบสีดำที่ทำให้เกิดจุดเด่นที่ช่วยเสริมความหรูหราให้กับ Clubhouse นอกจากจะเป็นองค์ประกอบที่สะท้อนความงามแบบยุโรปแล้ว ยังเปิดรับแสงธรรมชาติให้ส่องผ่านเข้ามาภายในอย่างพอดี ทำให้พื้นที่ภายในดูโปร่งโล่งและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

ถ้ามองในมุมของการออกแบบพื้นที่ โครงการได้ถ่ายทอดผ่าน 3 คีย์เวิร์ดหลัก คือ Grandeur ที่เน้นความโอ่อ่าอลังการ, Symmetry การจัดวางสัดส่วนทุกอย่างให้สมมาตรกัน และ Opulence ที่สะท้อนความหรูหราวิจิตร

ดังนั้น ทันทีที่ก้าวเข้าไปภายใน เราจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศความแกรนด์นี้ได้อย่างชัดเจนครับ ทั้งจากการจัดสเปซ การเลือกใช้ซุ้มประตูและหน้าต่างทรงโค้งที่รับกัน ไปจนถึงดีเทลงานตกแต่งที่ประณีตและการนำหินอ่อนเข้ามาประดับ ทุกองค์ประกอบช่วยส่งให้สเปซดูหรูหรา เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปสัมผัสความคลาสสิกของปารีสในยุคนั้นเลยครับ

ทันทีที่เข้าสู่ตัวอาคาร ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความโอ่อ่าในแบบคลาสสิกยุโรป โถงต้อนรับเพดานสูงโปร่งช่วยสร้างมิติของพื้นที่ให้ดูยิ่งใหญ่แต่ยังคงความนุ่มนวลของบรรยากาศ ช่องเปิดขนาดใหญ่ดึงแสงธรรมชาติให้ไหลเข้ามาอย่างนุ่มนวล สร้างความรู้สึกผ่อนคลายและเชื่อมต่อกับสวนภายนอกตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง พื้นที่แรกที่เราจะพบเมื่อก้าวเข้าสู่ Palace of Winter คือ The Twin Chamber โถงต้อนรับที่เพดานสูงถึง 9 เมตร!!
กานต์ว่าความสูง 9 เมตรไม่ใช่ตัวเลขที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ มันคือการออกแบบอย่างตั้งใจเพื่อให้เราสัมผัสได้ถึง Grandeur ตั้งแต่ก้าวแรก เหมือนการก้าวเข้าสู่ Hall ของโรงแรมระดับ Palace ในยุโรปที่ทุกอย่างถูกคำนวณมาเพื่อสร้างความรู้สึกว่า “เราได้ใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่พิเศษกับคนพิเศษ”

สิ่งที่ทำให้ The Twin Chamber ดูโอ่โถงสวยงามโดดเด่น นั่นเป็นเพราะองค์ประกอบทุกอย่างที่หลอมรวมกัน ด้วยการออกแบบให้มีเพดานสูง ผสมผสานกับการใช้หน้าต่างบานสูงและการเลือกใช้ผ้าม่านสั่งตัดพิเศษที่ช่วยสร้างสเปซให้น่าประทับใจยิ่งขึ้น และกระจกบานใหญ่เปิดรับมุมมองออกไปยังสวนและสระว่ายน้ำได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ภายใน ไม่ใช่แค่ฉากหลังที่มองเห็นจากด้านนอก พื้นที่ตรงนี้ออกแบบมาเพื่อให้ลูกบ้านมานั่งพักผ่อน จิบชา กาแฟ และทอดสายตาชมวิวสวนภายนอกได้อย่างผ่อนคลายครับ

Grand Parlour & Bar พื้นที่ที่ออกแบบมาสำหรับการสังสรรค์แบบ Intimate ครับ เป็นพื้นที่ที่ให้เราเชิญชวนคนในครอบครัวและเพื่อนสนิทมาแทงพลู นั่งดื่ม Single Malt รสชาตดีๆ คุยกันถึงดึก โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทางกลับ เพราะบ้านเราอยู่แค่ข้ามสนามหญ้าไปก็เท่านั้นเองครับ

Grand Parlour & Bar เชื่อมต่อโดยตรงกับ The White Hall ห้องอเนกประสงค์ที่รองรับการจัดงาน Private Event ได้อย่างสมบูรณ์ครับ ฟังก์ชันนี้ดีมาก ถือว่าตอบโจทย์อินไซต์ของคนซื้อบ้านระดับนี้เลยล่ะครับ เพราะหลายครั้งที่เราอยากจัดปาร์ตี้ส่วนตัว หรือเชิญแขกคนสนิทประมาณ 10-20 คนมาสังสรรค์ เราก็มักจะไม่อยากให้ไปวุ่นวายถึงพื้นที่ส่วนตัวหย่อนใจภายในบ้าน

ความน่าสนใจคือทางโครงการตั้งใจเตรียมพื้นที่ห้องนี้ไว้ให้แบบโล่งๆ โดยไม่ได้ใส่เฟอร์นิเจอร์หรือกำหนดฟังก์ชันตายตัวมาให้ตั้งแต่แรก เพื่อให้ลูกบ้านสามารถเนรมิตและจัดวางเลย์เอาต์ของห้องได้ตามสไตล์ของงานจัดเลี้ยงเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการเซ็ตอัปโต๊ะอาหารแบบ Long Table หรูหราสำหรับมื้อค่ำสุดพิเศษ หรือจะจัดเป็นงานปาร์ตี้สนุกๆ ก็ปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ
นอกจากนี้ การมาใช้งานที่ Clubhouse ยังมีข้อดีเรื่องความสะดวกสบาย เพราะมีพื้นที่จอดรถเตรียมไว้รองรับแขกที่มาร่วมงานโดยเฉพาะ ทำให้การรับรองเพื่อนฝูงหรือพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและดูแกรนด์สมฐานะของลูกบ้านมากๆ ครับ
อยากชวนให้ลองจินตนาการว่าในวันเกิดปีที่ 70 ของคุณปู่หรืองานฉลองความสำเร็จของลูกสาวที่เพิ่งจบปริญญา เราไม่ต้องออกไปจองร้านอาหาร ไม่ต้องจ้างสถานที่ เพราะเรามี The White Hall ที่รองรับแขกได้กว่า 20 คนอย่างสง่างาม ที่สำคัญอยู่ห่างจากบ้านเพียงไม่กี่ก้าวเดินครับ

“Not what we have, but what we enjoy, constitutes our abundance.”
-Epicurus

เดินขึ้นบันไดมาชั้นบนกันบ้างครับ เราจะพบกับ Royal Sky Lounge เอาจริงคือตั้งอยู่บริเวณเหนือป้อม รปภ. ด้านหน้าเลยนะ แต่เรามองว่านี่ถือเป็นการใช้สเปซที่เป็นซิกเนเจอร์ของ AP ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับลูกบ้านเลยละครับ

กานต์ว่าห้องนี้ให้อารมณ์เหมือน Private Club ส่วนตัวสำหรับคนในครอบครัว มีบาร์เครื่องดื่มไว้รอต้อนรับ ด้านในมีโซฟานั่งเล่น และโต๊ะสำหรับนั่งประชุมหรือให้ลูกๆ มาใช้เป็นห้องติวหนังสือได้

เราสามารถมองทอดสายตาออกไปเห็น The Harmonia Garden เป็นสวนคอร์ทยาร์ดขนาดใหญ่ พร้อมกับงานสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปที่พาดผ่านสีทองอ่อนๆ ของแสงแดด เมื่อตกกระทบกับ Facade สีเขียว Olive Green ของตัวบ้านและงานเหล็กดัดลวดลาย Beaux-Arts คือภาพที่กานต์มองว่าสวยโดยไม่ต้องพยายามเลยครับ

เราชอบพื้นที่นั่งพักผ่อนมุมสูงที่มองออกไปเห็นวิวโครงการและท้องฟ้า น่าจะเหมาะสำหรับช่วงเย็นที่อยากนั่งเงียบๆ คนเดียวหรือกับครอบครัวครับ

ส่วนอีกห้องที่อยู่ด้านในสุดเป็นห้อง Theater สำหรับดูหนังที่มีเก้าอี้แบบโรงภาพยนตร์ถึง 6 ที่นั่ง พร้อมจอและเครื่องเสียงจัดเต็ม ให้ครอบครัวมาใช้เวลาพักผ่อนร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ
กานต์คิดว่าการลงดีเทลในพื้นที่ส่วนกลางแบบนี้ สะท้อนให้เห็นความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของคนระดับบนได้อย่างลึกซึ้งเลยครับ

ชั้นบนยังมี Scenery Gym ที่จัดเต็มด้วยอุปกรณ์จาก Technogym แบรนด์สัญชาติอิตาลีที่เป็น Official Fitness Partner ของ Olympic Games และใช้ในโรงแรม 5 ดาวชั้นนำทั่วโลกครับ เมื่อได้มาอยู่ในพื้นที่ที่ออกแบบมาอย่างดี ประสบการณ์การออกกำลังกายทุกเช้าก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงครับ

ถัดมาคือ ห้องโยคะ ที่กานต์มองว่าคือพื้นที่ที่ลงตัวที่สุดในชั้นนี้ครับ เพราะได้รับการออกแบบให้เปิดรับวิว The Harmonia Garden ด้านนอกได้เต็มๆ ลองนึกภาพตอนเช้าตรู่ที่แสงแดดอ่อนๆ เริ่มทอแสง เราวางเสื่อโยคะบนพื้นที่สะอาดเนี้ยบ หายใจเข้าลึกๆ แล้วสายตาก็พบกับต้นไม้สีเขียวที่ยังเปียกน้ำค้างอยู่ด้านนอก ความรู้สึกแบบนั้นไม่ต่างจากการฝึก Yoga Retreat ในรีสอร์ตหรูเลยครับ เพียงแต่ที่นี่เราไม่ต้องแพ็คกระเป๋าไปไหน เพราะมันอยู่แค่ไม่กี่ก้าวจากบ้าน

THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ มาพร้อมสระว่ายน้ำความยาวกว่า 24 เมตร ที่มีขนาดใหญ่พอให้ว่ายจริงๆ ได้ครับ เป็นสระที่รองรับได้ตั้งแต่เด็กที่กำลังหัดว่าย ไปจนถึงผู้ใหญ่ที่ออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำอย่างจริงจังทุกเช้าครับ

สิ่งที่กานต์มองว่าใส่ใจมากคือการเลือกใช้สระระบบน้ำเกลือ แทนคลอรีนแบบดั้งเดิมครับ ความแตกต่างนั้นสัมผัสได้ทันทีตั้งแต่ก้าวแรกที่ลง เพราะสระน้ำเกลือสัมผัสนุ่มกว่า อ่อนโยนต่อผิวและดวงตา ไม่มีกลิ่นคลอรีนที่ติดผมและผิวหนังหลังว่ายน้ำ และสำหรับเด็กๆ ที่ลงสระทุกวัน หรือผู้สูงอายุที่ใช้การเดินในน้ำเป็นกายภาพบำบัด ระบบนี้ช่วยได้มากจริงๆ ครับ
นอกจากนี้ ยังออกแบบให้มีโซนล้างตัวเป็นชาวเวอร์ให้อาบน้ำทำความสะอาดอยู่ด้านหน้าก่อนลงสระและมีห้องน้ำแยกสำหรับชาย-หญิง พร้อมห้องอาบน้ำและ Locker เก็บของด้านใน

ติดกันมีทางเดินตามแนวสระว่ายน้ำเชื่อมต่อกับสวนขนาดใหญ่ด้านข้าง ทำให้ได้สัมผัสถึงธรรมชาติสีเขียว สามารถมาเดินเล่นรับลมชมวิวได้ มีที่นั่งกลางแจ้งเหมาะสำหรับผู้ปกครองที่มารอเด็กๆ เรียนว่ายน้ำในสระว่ายน้ำ หรือทำกิจกรรมพักผ่อนกันกับครอบครัวในสวนส่วนกลาง

ลองจินตนาการเช้าวันหยุดที่แดดยังไม่ร้อนจัด เด็กๆ วิ่งลงสระก่อนใคร คุณพ่อว่ายน้ำรอบสระยาวๆ ขณะที่คุณแม่นั่งอ่านหนังสืออยู่ริมสระ และคุณปู่คุณย่าเดินลงมาในส่วนน้ำตื้นเพื่อออกกำลังกายเบาๆ ยามสาย ภาพนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในรีสอร์ตวันหยุดครับ แต่เกิดขึ้นที่บ้านของเราเองทุกสัปดาห์

พื้นที่สีเขียวส่วนกลางของโครงการมีขนาดใหญ่กว่า 1 ไร่ ออกแบบตามแนวคิด Formal European Garden สนามหญ้าที่กว้างขวาง มี Garden Pavilion ทรงกลมที่เป็นจุด Focal Point ของสวน ปลูกต้นไม้นานาพันธุ์ที่จัดวางอย่างมีจังหวะ ตั้งแต่ไม้โปร่งที่ยอมให้แสงแดดส่องผ่านในเวลาที่พอดี พุ่มไม้และไม้ดอกที่เพิ่มสีสันตามฤดูกาล ไปจนถึงไม้ยืนต้นที่สร้างร่มเงาและมิติให้กับพื้นที่ได้อย่างงดงาม

สำหรับครอบครัวที่มีเด็กๆ โครงการจัดเตรียม Playground เอาไว้รองรับครับ มาพร้อมสไลเดอร์ สะพานและลานวิ่งเล่น พื้นปูด้วยยางกันกระแทกที่ดูแลความปลอดภัยตั้งแต่ออกแบบ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้เด็กๆ วิ่งเล่นได้อย่างสบายใจ ขณะที่ตัวเองนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ไม่ห่างกันเท่าไหร่

สำหรับบ้านที่เลี้ยงสัตว์ กานต์มองว่านี่คืออีกหนึ่งจุดที่โครงการคิดมาดีมากครับ พื้นที่สวนขนาดนี้เปิดรับให้น้องๆ ออกมาเดินเล่นได้อย่างเต็มที่ ในพื้นที่ที่สะอาด ปลอดภัย และมีธรรมชาติล้อมรอบ ซึ่งสำหรับครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกสำคัญ นี่คือคุณค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ครับ

พื้นที่สวนส่วนกลางและ Clubhouse ได้รับการออกแบบโดยให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงระหว่างสถาปัตยกรรมและธรรมชาติ ทำให้ทุกองค์ประกอบของพื้นที่สอดประสานกันอย่างกลมกลืน และที่สำคัญ การออกแบบยังคงเน้นย้ำเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้พักอาศัยเป็นสำคัญ

THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ จึงออกแบบให้มี The Signature Club ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโถงหลักของ Palace of Winter

The Signature Club ออกแบบไว้สำหรับรับรองแขกและ Visitor โดยเฉพาะ ข้อดีก็คือทำให้เกิดความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้พักอาศัย หากมีแขกมาพบก็สามารถนัดหมายที่ Clubhouse ได้โดยไม่จำเป็นต้องเชิญเข้าไปภายในตัวบ้าน นี่คือการออกแบบที่เข้าใจ Etiquette ของการอยู่อาศัยระดับบนอย่างแท้จริง

ภายในได้รับแรงบันดาลใจในการตกแต่งมาจาก Peacock Room แห่ง The Winter Palace เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก รัสเซีย ห้องที่ขึ้นชื่อเรื่องสีทองและสีเขียวมรกตที่ตัดกันอย่างสวยงาม งานลวดลายนกยูงที่ประณีตบรรจง และบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกราวกับนั่งอยู่ในราชสำนักยุโรปครับ

เมื่อแนวคิดดังกล่าวถูกนำมาตีความใหม่ ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นที่รับรองแขกที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน ทุกองค์ประกอบตั้งแต่วัสดุ แสงไฟ ไปจนถึงสัดส่วนเฟอร์นิเจอร์ ล้วนพูดภาษาเดียวกันครับ นั่นคือภาษาของความประณีตหรูหรา

สิ่งที่กานต์มองว่าน่าประทับใจกว่าแค่ความสวยงามของต้นไม้คือการที่พืชพรรณเหล่านี้ถูกจัดวางอย่างมีเป้าหมายครับ ไม่ใช่แค่ภูมิสถาปัตย์ที่ดูดีในแปลน แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่เราสัมผัสได้จริงทุกครั้งที่ก้าวออกจากบ้าน

THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ นำเสนอบ้าน 3 แบบที่แตกต่างกันในเรื่องขนาดและฟังก์ชัน แต่อยู่บนปรัชญาเดียวกัน นั่นคือบ้านหรูที่ออกแบบมาเพื่อการอยู่อาศัยจริงของครอบครัวหลายเจเนอเรชัน แต่กานต์มองว่าสิ่งที่ทำให้บ้านทุกหลังดูโดดเด่นอาจจะไม่ใช่แค่ตัวเลขพื้นที่ครับ แต่คือแนวคิด Intelligence Function Layouts ที่ซ่อนอยู่ในทุกมุมของบ้าน ไม่ว่าจะเป็น Formal Living Room สำหรับต้อนรับแขกอย่างสง่างาม Grand Foyer โถงต้อนรับที่โอ่โถง Pantry Room สำหรับเก็บวัตถุดิบแยกต่างหากจากครัวหลัก และ Maid Zone ที่แยกอิสระพร้อมพื้นที่สำหรับคนสวนและคนขับรถ ทุกอย่างถูกจัดวางให้ชีวิตประจำวันลื่นไหลโดยไม่ต้องคิดมากครับ

พาร์ทนี้กานต์จะพาไปชมแบบบ้าน Velincia Velincia ซึ่งเป็นแบบบ้านที่ใหญ่ที่สุดพื้นที่ใช้สอย 885 ตร.ม. บนที่ดินกว่า 200 ตารางวา 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ ที่จอดรถในร่ม 8 คัน มีพื้นที่ Courtyard ส่วนตัว บ้านตัวอย่างหลังนี้คือ Masterpiece ของโครงการครับ ออกแบบภายใต้แนวคิด The Majesty Space สำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่รองรับได้ทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ
ภาพรวมของอินทีเรียร์ในบ้านตัวอย่างหลังนี้ ถือเป็นการตอกย้ำคอน เซปต์ของโครงการที่ผสานสถาปัตยกรรมคลาสสิกแบบ Beaux-Arts เข้ากับ Biophilic Design หรือการดึงธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ
เรื่องที่อยากชวนคิดคือ งานสถาปัตยกรรมของบ้าน ที่โดดเด่นด้วยอัตลักษณ์สไตล์ยุโรป ในงานสถาปัตยกรรมยุโรปร่วมสมัยเราจะเห็น Paired Gables หรือหน้าจั่วคู่ถูกนำมาใช้อย่างตั้งใจ ด้วยเพราะรูปทรงที่พูดถึงความหมายของ Duality within Unity ความแตกต่างสองสิ่งที่อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ยอดจั่วทั้ง 2 ไม่ได้เหมือนกันทุกประการหรอกครับ แต่สอดรับกันจนดูเหมือนเป็นหนึ่งเดียว ถ้าจะเปรียบไปก็คนเหมือน 2 รุ่นในครอบครัวเดียวกันที่เติบโตมาต่างยุค มีมุมมองต่างกัน แต่เชื่อมโยงกันด้วยรากฐานเดียวกันซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของโครงการนี้

เมื่อเปิดประตูเข้าบ้านมาจะพบกับ Foyer โดดเด่นด้วยเพดานสูงที่ให้ความโอ่อ่าและความเป็นส่วนตัว เชื่อมต่อโดยตรงไปยัง Grand Living Court พื้นที่สังสรรค์ที่ออกแบบมาให้ปรับเปลี่ยนได้ตามบทบาท ไม่ว่าจะต้อนรับแขกคณะใหญ่หรือเป็นพื้นที่ครอบครัวในวันธรรมดา
โถงทางเดินออกแบบโดยคำนึงถึงฟังก์ชันการใช้งานและมุมมองของชั้นล่างและชั้นบนเข้าไว้ด้วยกัน ประดับประดาฝ้าเพดานด้วยโคมไฟ ดีไซน์โมเดิร์นบรรยากาศภายในบ้านดูสะอาดตา มีความอบอุ่น ล้วนเป็นการเลือกสรรสีจากธรรมชาติเข้ามาช่วยขับเน้นความสง่างามและมีรสนิยมของผู้อยู่อาศัย

ด้านขวาเป็นห้องรับแขกที่แยกตัวออกไป สามารถใช้เป็นเป็นพื้นที่พักผ่อนได้ในตัว อีกทั้งมุมนี้ยังมีบรรยากาศค่อนข้างโล่ง โปร่งสบาย เปิดรับแสงธรรมชาติจากภายนอกเข้ามา ภายในห้องจัดวางโซฟาที่นั่งดีไซน์ฟรีฟอร์มขนาดใหญ่ พร้อมเก้าอี้นั่งบุกำมะหยี่สีฟ้าน้ำทะเลเอาไว้ให้เกิดความรู้สึกสบายๆ เป็นกันเอง กานต์ชอบเวลาที่มีแสงแดดยามเช้าส่องเข้ามาภายใน กระทบกับเฟอร์นิเจอร์และโคมไฟที่แวววาว ดูงดงามราวกับเป็นภาพจิตรกรรมที่มีชีวิต

ห้องรับแขกสามารถเชื่อมต่อบรรยากาศของการพักผ่อนด้วยการมองดูวิวสระว่ายน้ำและสวนด้านนอกได้

ติดกับ Living Area ถัดเข้ามาด้านใน ออกแบบให้เป็นห้องนอนผู้สูงอายุที่มาพร้อมห้องน้ำในตัว จุดเด่นก็คือมีพื้นที่สวน 2 ด้านและหน้าต่างสามารถเปิดออกได้
ข้อดีก็คือผู้สูงอายุไม่ต้องเดินขึ้นลงบันไดไปนอนชั้นบน โครงการออกแบบฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบสนองความต้องการจริงของผู้สูงวัย ในรูปแบบ Universal Design ทั้งการเชื่อมต่อกับลานจอดรถ ออกแบบให้มีทางลาดเพื่ออำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้วีลแชร์ พร้อมกับออกแบบให้ห่้องนอนและห้องน้ำมีประตูกว้างและพื้นที่ขนาดใหญ่สามารถรองรับการใช้งานของผู้สูงวัยหรือผู้ใช้วีลแชร์ได้อย่างสะดวก พื้นเป็นแบบไม่ลด Step ทำให้เดินเหินได้สะดวกไม่มีสะดุด ท่อน้ำแบบฝั่งในพื้น สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น รายละเอียดเล็กๆ เหล่านี้คือสิ่งที่บอกว่าแบบบ้าน Velincia ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อโชว์ แต่ออกแบบมาเพื่อใช้งานได้จริง

ภายในห้องกว้างขวางสามารถจัดวางเตียงนอนขนาดคิงส์ไซส์ไว้ได้สบายเลยครับ มีหลานๆ มานอนอ้อนให้คุณปู่อ่านนิทานให้ฟัง บ้านตัวอย่างจัดวางเตียงค่อนไปทางหน้าต่างกระจกเพื่อใช้เป็นช่องแสงธรรมชาติและเปิดรับวิวสวนได้ ทำให้คุณปู่คุณย่าสามารถนั่งบนเตียงแล้วมองออกไปเห็นวิวสวนด้านข้างบ้านได้ ตื่นเช้ามาเปิดกระจกสูดอากาศบริสุทธิ์ยามเช้าได้เต็มที่ เราว่าเป็นอีกหนึ่งมุมสงบและมีความเป็นส่วนตัว

บริเวณทางเข้าของบ้านอีกฝั่งจะเชื่อมต่อกับลานจอดรถก่อนจะเข้าสู่ตัวบ้านบริเวณห้องครัว ข้อดัีก็คือเราสามารถขนข้าวของที่ซื้อมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตตรงเข้าเอาไปเก็บไว้ในครัวได้ทีันที โดยที่ไม่ต้องเดินผ่านพื้นที่ Grand Living Court
ขณะเดียวกันมีห้องแยกด้านหน้าบ้านที่ออกแบบเป็น Shoes Storage ขนาดใหญ่เลือกใช้สีเขียวมะกอก จัดเป็นรูปตัวยู ใช่้เป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บรองเท้า หรือจะใช้เป็นห้องเก็บของเช่นถุงกอล์ฟ หรือเก็บกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ก็ได้เช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นบ้านสำหรับคนที่ชอบเดินทางแบบกานต์เลยครับ

ปกติเราเห็นบ้านหรูหลายหลังที่มีโต๊ะอาหารสวยๆ นะครับ แต่จะมีสักกี่ที่ที่พื้นที่ตรงนี้กลายเป็นหัวใจของบ้านได้อย่างแท้จริง สำหรับ Grand Living Court ของที่นี่ กานต์สัมผัสได้ถึงความรู้สึกแบบนั้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้ามาเลยครับ

ความน่าสนใจอยู่ที่การออกแบบพื้นที่ให้ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และ Pantry เชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียว โดยมีเพดาน Double Volume ทรงโค้งแบบ Barrel Vault พร้อมซ่อนไฟ Cove Lighting ที่ดูนุ่มนวล ให้บรรยากาศคล้ายกับโถงโบสถ์ในยุโรปมากกว่าจะเป็นแค่บ้านพักอาศัยทั่วไป

แต่จุดที่กานต์ประทับใจที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องความโอ่โถงโอ่อ่าครับ แต่มันคือการออกแบบที่กานต์รู้สึกว่าเขาเข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
เห็นได้จาก Dining Area พื้นที่นี้ถูกดีไซน์มาเพื่อให้คนทุกเจเนอเรชันมานั่งล้อมวงกันได้แบบสบายใจจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะยาวที่รองรับสมาชิกได้ครบถ้วน หรือแสงจากโคมไฟ Pendant ที่จัดวางมาเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย

ด้วยสเกลของครัวที่กว้างและครบครันขนาดนี้ การเชิญ Celebrity Chef มาทำอาหารแบบ Fine Dining ที่บ้านจึงเป็นเรื่องง่ายมากครับ เราจะได้ทั้งความหรูหราและความเป็นส่วนตัวที่หาไม่ได้จากร้านอาหารข้างนอก ไม่ว่าจะจัดปาร์ตี้กับเพื่อนสนิท หรือมื้อพิเศษกับคนในครอบครัว พื้นที่ตรงนี้ก็รองรับได้สมบูรณ์แบบเลยครับ

ขยับเข้ามาดูส่วน Pantry กันบ้างครับ ตรงนี้เชื่อมกับครัวหลักได้อย่างลงตัวมาก เขาเลือกใช้โทนสีเทา French Gray ตัดกับ Counter Island สีน้ำเงิน Teal ขอบทอง เป็นการจับคู่สีที่ดูแพงและมีรสนิยม

ส่วนครัวหลักเองก็จัดเต็มครับ ทั้งตู้เก็บของสูงถึงเพดานและตู้กระจกสำหรับโชว์ของสะสม มีหน้าต่างบานใหญ่ให้มองเห็นสวนข้างนอกได้ตลอดเวลา ทำให้การทำอาหารในบ้านหลังนี้เป็นช่วงเวลาที่มีชีวิตชีวาและไม่น่าเบื่อเลยครับ

Family Area ชั้นบนของ THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ ออกแบบและตกแต่งมาอย่างหรูหราและสมรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเพดานกรุไม้ที่ซ่อนไฟให้แสงดูละมุน งานบัวเพดานเก็บดีเทลลวดลายอย่างละเอียด ไปจนถึงพื้นไม้ลายก้างปลาสีเข้มที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น พร้อม Cove Lighting สีทองช่วยให้แสงกระจายทั่วถึงทุกมุมโดยไม่มีจุดใดอึดอัด โดยมีเสา Corinthian สีขาวที่ตั้งขนาบราวระเบียงเหล็กดัดช่วยแบ่งพื้นที่โดยไม่ต้องสร้างกำแพงกั้น ช่วยเชื่อมทุกมุมให้รู้สึกเป็นเรื่องราวเดียวกันครับ

อีกทั้งยังออกแบบมาภายใต้แนวคิดที่อยากให้ทุกคนเป็นตัวเอง ด้วยการทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบในพื้นที่เดียวกันซึ่งต้องยอมรับเลยว่ามันกว้างและทอดยาวตลอดแนวบ้าน พื้นที่ชั้นบนจึงจัดวางให้แต่ละมุมมีบุคลิกและฟังก์ชันของตัวเองอย่างลงตัว ทุกคนในครอบครัวสามารถอยู่ในพื้นที่เดียวกันแต่ก็กำลังทำสิ่งที่ตัวเองชอบได้พร้อมกันโดยไม่รบกวนกัน

เราจึงได้เห็นภาพคุณย่านั่งถักไหมพรมอยู่บนเก้าอี้หน้าชั้นหนังสือทรงสูงที่เรียงรายด้วย Collection ของสะสมและประติมากรรมในแสงไฟ Niche สีทองอบอุ่น

ขณะที่เด็กตัวน้อยกำลังนั่งวาดรูปอยู่ที่โต๊ะทำงานกับคุณแม่ในอีกมุมหนึ่งของพื้นที่เดียวกัน

คุณปู่เลือกนอนเหยียดยาวบน Wing Chair หน้าเตาผิงหินแกะสลัก มีน้องหมาตัวโปรดแนบอยู่ข้างๆ แสงธรรมชาติผ่านหน้าต่างโค้งทรง Arch ส่องผ่านผ้าม่านขาวโปร่งเข้ามาพอดีครับ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในพื้นที่เดียว โดยไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองกำลังขัดจังหวะใคร

Grand Master Bedroom ได้รับการออกแบบสเปซให้เป็นเหมือน Personal Empire หรืออาณาจักรส่วนตัวอย่างแท้จริงครับ โดยก่อนจะเข้าถึงห้องนอนด้านใน เราจะเดินผ่านโถงทางเดินที่ให้ความรู้สึกเหมือนแกลเลอรีขนาดย่อม ผนังตกแต่งด้วยงานกรุไม้และบัวปูนปั้นที่ทำออกมาได้ประณีตมาก เป็นมุมที่ตั้งใจออกแบบมาให้แขวนภาพความทรงจำดีๆ ร่วมกัน สร้างสเปซที่เชื่อมโยงความรู้สึกและเป็นจุดพักสายตาที่อบอุ่นก่อนจะก้าวเข้าสู่พื้นที่พักผ่อนส่วนตัว

สิ่งที่ทำให้ Master Bedroom ของที่นี่ดูโดเด่นคือการมี Living Zone อยู่ในตัวครับจัด บ้านตัวอย่างจัดวางโซฟา Sage Green ขนาดใหญ่อยู่ปลายเตียงพร้อมเก้าอี้ Accent สีเหลืองมัสตาร์ด Velvet 2 ตัว และโต๊ะกาแฟหินดำทรงกลมตรงกลาง ทำให้มุมนี้ใช้งานได้จริงทั้งในฐานะที่นั่งอ่านหนังสือยามเช้า ดื่มชายามบ่าย หรือนั่งคุยกันเบาๆ ก่อนนอนครับ
กานต์ชอบช่วงเตียง Four-Poster สีดำทรงคลาสสิกที่ตั้งอยู่ตรงกลาง มีหัวเตียงแต่งด้วยภาพ Mural ลายป่าเขตร้อนสีเทาเข้ม ให้ความรู้สึกเหมือนนอนอยู่กลางธรรมชาติ ขณะที่หน้าต่างกรอบเหล็กดัดด้านข้างรับแสงธรรมชาติจากสวนภายนอกเข้ามาได้ตลอดวัน

ด้านในเป็น Walk-in Closet ที่จัดวาง Island ไว้ตรงกลางสำหรับดิสเพลย์เครื่องประดับ ขนาบข้างด้วยตู้เสื้อผ้าหน้าบานกระจกใสที่ซ่อนไฟด้านในเพื่อช่วยยกระดับประสบการณ์การแต่งตัวในทุกๆ วันให้พิเศษขึ้น

ภายในมีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะให้สมาชิกครอบครัวเข้ามาใช้เวลาแต่งตัวพร้อมกันได้สบาย

Walk-in Closet เชื่อมต่อกับ Master Bathroom ที่คุมโทนด้วยสีเบจและลายหินที่ดูสะอาดตา ตรงกลางจัดวางอ่างอาบน้ำแบบ Freestanding ไว้กึ่งกลางให้รับแสงธรรมชาติจากหน้าต่าง ฟังก์ชันด้านในจัดเต็มและแบ่งสัดส่วนชัดเจน ทั้งโซน Shower ที่กั้นกระจกใส และเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าแบบกว้าง ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังใช้เวลาพักผ่อนอยู่ในสปาส่วนตัวของโรงแรมระดับ 5 ดาวครับ

ห้องนอนทุกห้องเป็นแบบ En-suite คือมีห้องน้ำขนาดใหญ่ในตัวครับ กานต์พาไปชมห้องนอนต่อมากันบ้างจะอยู่ทางขึ้นบันได ซึ่งก็รู้สึกว่ามีขนาดใหญ่เช่นกัน ห้องนี้คือ Junior Master Bedroom
กานต์ชอบห้องนี้มากด้วยการจับคู่น้ำเงิน French Blue กับสีเหลืองทองของคิ้วบัวสีทองและฝ้าเพดานสีขาว เป็นการเล่นกับสีและสเปซได้สนุกแต่ยังคงความหรูหราไว้เต็มเปี่ยมครับ

จุดที่ชอบเป็นพิเศษคือโต๊ะกระจกฐานสีทองในฟอร์มของรากไม้ที่ตั้งอยู่มุมห้อง มันทำหน้าที่เป็น Statement Piece ที่ดึงสายตาและเพิ่มกลิ่นอายแบบอาร์ตๆ ให้กับพื้นที่ได้ดีทีเดียวครับ ส่งให้ห้องนอนนี้ดูห้องมีบุคลิกชัด
ด้านในเป็น Walk-in Closet จัดวาง Island ตรงกลางจัดเก็บเครื่องประดับที่บุกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มด้านใน มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังเดินเลือกไอเทมชิ้นโปรดอยู่ในบูทีคช้อปแบรนด์เนมเลยล่ะครับ

พอขยับมาที่ห้องถัดมา มู้ดของห้องจะเปลี่ยนเป็นความรู้สึกที่ผ่อนคลายและละมุนขึ้นอย่างชัดเจนครับ ห้องนี้โดดเด่นด้วยการจับคู่ระหว่างงานไม้สีอ่อนที่เป็นกรอบบานบนผนัง กับวอลเปเปอร์สีเทอควอยซ์อ่อนๆ ที่มีลวดลายของนกและธรรมชาติ สอดรับไปกับหัวเตียงสีเขียว Teal ทำให้สเปซนี้ดูโปร่งสบายและทิ้งความรู้สึกเป็นทางการลงไปได้เยอะเลยครับ

กานต์มองว่าพื้นที่ตรงนี้ตั้งใจออกแบบมาให้เปิดรับแสงธรรมชาติแบบเต็มๆ ด้วยประตูกระจกบานเลื่อนบานใหญ่ที่เชื่อมออกไปสู่ระเบียง ทำให้ห้องดูสว่างและมีชีวิตชีวา ส่วนมุมพักผ่อนริมหน้าต่างที่เลือกใช้โต๊ะท็อปหินอ่อน ก็ช่วยเบรกความอบอุ่นของไม้ให้ดูมีความภูมิฐานขึ้น เป็นความหรูหราที่ดูนุ่มนวลและเข้าถึงง่ายครับ

ห้องนอนสุดท้ายภายในบ้าน กานต์ให้คำนิยามว่าเป็นความหรูหราที่มีกลิ่นอายความคลาสสิกและมีความโมเดิร์น ผสมอยู่อย่างลงตัวครับ ห้องนี้เล่นกับความเปรียบต่างของสีได้น่าสนใจมาก การใช้โครงไม้สีเข้มตีตารางตัดกับผนังสีขาว ช่วยขับให้หัวเตียงสีมัสตาร์ดดูป๊อปและโดดเด่นขึ้นมาทันที

สเปซในห้องถูกแบ่งฟังก์ชันอย่างชาญฉลาดด้วยฉากกั้นกระจกบานเลื่อน ช่วยแยกโซนเตียงนอนและมุมนั่งอ่านหนังสือหรือมุมทำงานส่วนตัวออกจาก Walk-in Closet ที่อยู่ถัดเข้าไปทำให้การใช้งานจริงยืดหยุ่นและเป็นสัดส่วนมากครับ

พอเดินทะลุเข้ามาภายในห้องแต่งตัวก็ยังคุมมู้ดความขรึมด้วยโครงไม้สีเข้มตัดกับหน้าบานตู้สีขาวเซาะร่อง พร้อมซ่อนไฟหลืบตามชั้นวางที่ช่วยเน้นให้กระเป๋าหรือของสะสมดูโดดเด่น เป็นการจบงานดีไซน์ที่เน้นความเนี้ยบในทุกรายละเอียดจริงๆ ครับ

ถ้าจะให้สรุปภาพรวมโครงการ THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ กานต์มองว่าที่นี่ไม่ได้ขายแค่ความใหญ่โตโอ่อ่า ทว่า กำลังนำเสนอ “สุนทรียภาพของการใช้ชีวิต” ที่เข้าใจอินไซต์ของครอบครัวใหญ่ยุคใหม่อย่างลึกซึ้งจริงๆ
ความโดดเด่นของโครงการนี้คือการออกแบบที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างพื้นที่ส่วนรวมและพื้นที่ส่วนตัวได้อย่างไร้ที่ติ ตอบโจทย์ทั้ง We Time & Me Time ให้ทุกคนมีมุมโปรดของตัวเองได้ในพื้นที่เดียวกัน โดยที่ยังมองเห็นและมีปฏิสัมพันธ์กันได้
การตัดสินใจเลือก THE PALAZZO ปิ่นเกล้า-บรมฯ จึงเป็นการลงทุนกับพื้นที่ที่ออกแบบมารองรับความสุขและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวครับ เป็นรางวัลแห่งความสำเร็จที่สะท้อนรสนิยมความคลาสสิกแบบไม่ต้องตะโกน และที่สำคัญที่สุดคือเป็นบ้านที่พร้อมจะมอบประสบการณ์ระดับไฮเอนด์ในทุกๆ วันและเติบโตไปพร้อมกับทุกช่วงเวลาที่มีความหมายของทุกคนในบ้านครับ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายเข้าชมโครงการแบบ Private ได้ที่ https://apthai.ly/ZsQIfa หรือโทร 1623



