Saturday 17 October 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  DECODE  ·  17 Oct 2026

ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาท — ตั๋วเครื่องบินไม่ใช่ใบรับรองความรวย แล้วรัฐมีเหตุผลอะไรจะเก็บเราเพิ่ม

Words & Photography ·
ภาพปกบทความ ชายในสูทสีชมพูสวมหมวกปีกกว้างนั่งบนกระเป๋าเดินทางกลางลานจอดเครื่องบิน กับข้อความว่าเมื่อตั๋วเครื่องบินไม่ใช่ใบรับรองความรวย
EDITORIALQuick Facts: ภาษีเดินทางออกนอกประเทศ 1,000 บาท — ตั๋วเครื่องบินไม่ใช่ใบรับรองความรวย แล้วรัฐมีเหตุผลอะไรจะเก็บเราเพิ่ม
ByKANT
Updated17 Oct 2026

ENGLISH SUMMARY

Thailand's Revenue Department is taking public comment until 29 October 2026 on a draft Departure Tax Act: 1,000 baht per outbound flight for travellers of every nationality, collected through the ticket, capped by law at 5,000 baht, with land and sea crossings exempt at first. KANT's objection is not that the state needs revenue but that a boarding pass is being read as proof of wealth. A single flat rate charges a small-business owner flying six times a year more than a first-class holidaymaker, the money goes to the central treasury before any tourism spending, and the 5,000-baht ceiling gives the collector flexibility without giving the payer any guarantee.

สรุปตรง

กรมสรรพากรเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการร่าง พ.ร.บ. ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 30 กันยายน ถึง 29 ตุลาคม 2569 ร่างเสนอเก็บจากผู้เดินทางออกนอกประเทศทุกสัญชาติ ระยะแรกเก็บเฉพาะทางอากาศครั้งละ 1,000 บาท รวมอยู่ในค่าตั๋วโดยสาร ทางบกกับทางน้ำยกเว้นไปก่อน อัตราจริงกำหนดผ่านกฎกระทรวงภายใต้เพดาน 5,000 บาท และยังไม่ได้เริ่มเรียกเก็บ กานต์ไม่ได้ค้านเรื่องรัฐต้องหารายได้ แต่ติดใจคำอธิบายที่มองคนถือตั๋วเครื่องบินเป็นคนมีฐานะ เพราะตั๋วบอกได้แค่ว่าเราซื้อการเดินทาง ไม่ได้บอกว่าเราผ่อนตั๋วมา บินไปหาลูกค้า ไปเรียน หรือไปงานศพ อัตราเดียวสำหรับทุกคน คนที่ต้องบินบ่อยจึงจ่ายมากกว่าคนรวยที่บินปีละครั้ง ส่วนเงินที่บอกว่าจะเอามาช่วยท่องเที่ยวในประเทศ ตามคำชี้แจงล่าสุดจะเข้าคลังกลางก่อนแล้วค่อยจัดสรรผ่านงบประมาณ ข้อเสนอแบบนี้จึงยังไม่ควรเดินหน้า จนกว่ารัฐจะอธิบายได้ว่าทำไมต้องเลือกฐานภาษีนี้ จะปกป้องคนที่จำเป็นต้องเดินทางอย่างไร และจะวัดความคุ้มค่าด้วยอะไร

รัฐบอกว่าจะเก็บจากคนมีฐานะ แต่ร่างที่เปิดรับฟังความเห็นอยู่เก็บจากทุกคนที่ถือตั๋ว กานต์อ่านเอกสารหลักการแล้วมีคำถามที่อยากให้รัฐตอบก่อนเดินหน้า

ตั๋วเครื่องบินหนึ่งใบบอกอะไรเราได้บ้าง!?!!

บอกว่าเราชื่ออะไร จะเดินทางไปไหน และวันไหน ชั้นตั๋วโดยสารอะไร

แต่!! มันไม่ได้บอกว่าเรามีเงินเหลืออยู่ในบัญชีเท่าไร เราเก็บเงินซื้อตั๋วใบนี้นานแค่ไหน หรือเราจำเป็นต้องเดินทางเพราะอะไรนะ

กานต์ได้อ่านคำอธิบายภาษีออกนอกประเทศที่มองคนเดินทางเป็นคนมีกำลังทรัพย์แล้ว แล้วก็เกิดสงสัยว่า รัฐรู้จักชีวิตเราจากรายได้ต่อหัว หรือแค่เห็นเรามีตั๋วเครื่องบินอยู่ในมือ

เราก็ดูรวยละ

เพราะถ้าการมีตั๋วแล้วถูกนับว่าเป็นคนมีเงินทันที คนที่ผ่อนตั๋ว คนที่ใช้เงินเก็บทั้งปี หรือคนที่ต้องบินไปหาคนในครอบครัว ไปทำงาน ก็คงถูกจัดเข้ากลุ่มเดียวกันหมด!?!!

ทั้ง ๆ ที่ชีวิตจริงของแต่ละคนแทบไม่เหมือนกันเลย

ร่างนี้ยังไม่ได้เก็บ แต่เสนออะไรไว้บ้าง

ขอแยกเรื่องนี้ให้ชัดก่อนนะครับ ณ วันนี้ 16 ตุลาคม 2569 ภาษีใหม่นี้ยังอยู่ในขั้นรับฟังความคิดเห็นจนถึงวันที่ 29 ตุลาคม ยังไม่ได้เริ่มเรียกเก็บ

เอกสารหลักการร่างเสนออัตราเริ่มต้นทางอากาศครั้งละ 1,000 บาท ครอบคลุมทุกสัญชาติ และวางเพดานไว้สูงสุด 5,000 บาท

ส่วนทางบกกับทางน้ำเสนอให้ยกเว้นในระยะแรก

คำว่าคนมีฐานะ กับคนที่ต้องบินจริง ๆ

แต่สิ่งที่เราติดใจที่สุดคือ คำอธิบายที่พูดถึงคนไปเที่ยว “เป็นคนมีฐานะ”

แต่เมื่อลงไปดูในขอบเขตที่ร่างเสนอ ไม่ได้หยุดอยู่แค่คนที่ไปเที่ยวนะครับ การบินไปทำงาน ไปเรียน หรือไปดูแลครอบครัว ก็ไม่ได้รับยกเว้นทั่วไปเพียงเพราะมีเหตุผลเหล่านี้

โลกของคนเดินทางไม่ได้มีแต่คนลากกระเป๋าไปเที่ยวช็อปปิ้ง บางคนกำลังไปหาลูกค้ารายแรก บางคนกำลังพาลูกไปเริ่มชีวิตนักเรียน และบางคนอาจกำลังไปเยี่ยมคนที่เขาไม่รู้ว่าจะได้เจออีกกี่ครั้ง ไปงานศพ หรือจะไปธุระกงการอะไรก็ตามแต่

“ไม่ใช่เรื่องของรัฐ”

ถ้ารัฐอยากเก็บจากคนที่มีกำลังจ่ายมาก ก็ควรพิสูจน์ให้ได้ว่าภาษีที่ออกแบบกำลังทำอย่างนั้นจริง เพราะการเห็นใครเดินผ่านประตูผู้โดยสารขาออก ก็ยังดูจะเป็นข้อมูลที่น้อยเกินไปที่จะสรุปชีวิตเขา

ลองสมมติใช้อัตรา 1,000 บาทตามข้อเสนอ คนมีฐานะบินเฟิร์สคลาสไปพักผ่อนหนึ่งครั้ง เสียภาษีรายการนี้ 1,000 บาท คนทำธุรกิจเล็ก ๆ บินไปพบลูกค้าหกครั้ง เสีย 6,000 บาท ความถี่ทำให้คนหลังจ่ายมากกว่า โดยไม่ได้ยืนยันว่าเขารวยกว่า

แล้วการเดินทางไปหางาน ไปเรียนรู้ หรือไปเจรจาธุรกิจ ควรถูกมองเป็นแค่การเอาเงินออกไปใช้ต่างประเทศหรือครับ

บางครั้งสิ่งที่คนเหล่านี้พากลับมา คือรายได้ ความรู้ และโอกาสที่เกิดขึ้นในประเทศไทยต่ออีกทอดหนึ่ง

อังกฤษก็เก็บภาษีผู้โดยสาร แต่แยกอัตราตามระยะทางและชั้นโดยสาร พร้อมยกเว้นเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีในชั้นต่ำสุด อัตราเดียวสำหรับคนต่างสถานการณ์จึงเป็นสิ่งที่รัฐเลือก ไม่ใช่ทางเลือกเดียวที่รัฐมี

เงินเข้าคลังกลางก่อน แล้วค่อยพูดเรื่องช่วยท่องเที่ยว

อีกเรื่องที่ฟังแล้วกานต์อยากชวนให้คิด คือเหตุผลว่าจะเก็บเงินมาช่วยการท่องเที่ยวในประเทศ ตามคำชี้แจงล่าสุดที่เป็นข่าว เงินจะเข้าคลังกลางก่อน แล้วจึงจัดสรรผ่านงบประมาณ ไม่ใช่ภาษีที่ส่งตรงไปใช้ด้านท่องเที่ยวโดยเฉพาะ

การส่งเงินเข้าคลังกลางเป็นเรื่องปกติของภาษีหลายประเภท เราไม่ได้มีปัญหากับการช่วยคนอื่นด้วยเงินภาษี เพราะสังคมก็ต้องช่วยกันอยู่แล้ว แต่เมื่อรัฐใช้ประโยชน์ด้านท่องเที่ยวมาชวนให้ยอมรับภาระใหม่ เราควรได้เห็นรายละเอียดมากกว่าคำว่าจะช่วย

จะช่วยใคร ช่วยอย่างไร และอะไรจะดีขึ้นสำหรับคนเที่ยวในประเทศ ต้นทุนเดินทางจะลดลงไหม เมืองรองจะเดินทางสะดวกขึ้นไหม หรือคุณภาพบริการจะดีขึ้นตรงไหน ใครเป็นคนประเมินว่าเงินที่ใช้ไปคุ้มจริง

คนที่ถูกเก็บรู้จำนวนเงินที่ตัวเองต้องเสีย แต่ประโยชน์ที่รัฐพูดถึงยังต้องรอการจัดสรรภายหลัง ความแน่นอนสองฝั่งนี้ไม่เท่ากัน และคนจ่ายมีสิทธิถามถึงช่องว่างนั้น

ที่สำคัญ การทำให้เที่ยวต่างประเทศแพงขึ้น ไม่ได้รับประกันว่าเที่ยวในประเทศจะน่าเลือกขึ้น เพราะคนที่อยากไปดูงานออกแบบ ไปพิพิธภัณฑ์ หรือไปหาครอบครัว ไม่ได้มีทริปในประเทศที่แทนกันได้เสมอ

เพดาน 5,000 บาท ความคล่องตัวของคนเก็บ กับหลักประกันของคนจ่าย

ส่วนเพดาน 5,000 บาท รัฐอธิบายว่ามีไว้เพื่อความคล่องตัว กานต์เข้าใจนะครับว่าไม่ได้จะเก็บเท่านี้ทันที และอัตราเริ่มต้น 1,000 บาทก็อยู่ในเอกสารหลักการร่างแล้ว

แต่คนที่กำลังถูกขอให้ยอมรับกฎหมาย ต้องพิจารณาทั้งอัตราเริ่มต้นและอำนาจปรับอัตราในอนาคตด้วย ร่างเสนอให้กำหนดอัตราผ่านกฎกระทรวงภายในเพดานนั้น คำอธิบายว่าเริ่มเพียงพันบาทจึงตอบได้แค่ส่วนหนึ่ง

เราไม่จำเป็นต้องเดาว่าวันหนึ่งจะขึ้นไปถึง 5,000 บาทแน่ ๆ เพื่อจะถามว่า ก่อนปรับอัตราจะต้องเปิดข้อมูลอะไร รับฟังผลกระทบอย่างไร และมีเงื่อนไขไหนที่ต้องลดหรือหยุดเก็บบ้าง

แต่ความคล่องตัวของคนเก็บควรมาคู่กับหลักประกันของคนจ่าย ถ้ารัฐออกแบบอำนาจไว้เผื่อเพิ่มภาระได้ ก็ควรออกแบบความรับผิดชอบไว้ให้ชัดพอกัน (โว๊ยยยยย)

รัฐต้องมีวินัยการคลัง แต่ก็ต้องรับผิดชอบกับภาษีที่เลือกด้วย

คำชี้แจงยังพูดถึงการเพิ่มรายได้ รักษาวินัยการคลัง และความเชื่อมั่นของสถาบันจัดอันดับเครดิต เรื่องเหล่านี้สำคัญครับ ประเทศต้องบริหารการเงินอย่างรับผิดชอบ แต่ผมอยากเห็นความรับผิดชอบในการเลือกภาษีด้วย

เพราะเวลาเห็นรัฐเอาเงินภาษีไปถลุงใช้ มองไปทางไหนก็หน้าเดิม ๆ ทั้งนั้น

จริงอยู่ว่า ระบบตั๋วทำให้รัฐเก็บเงินได้สะดวก

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมต้องเลือกคนกลุ่มนี้มารับภาระ ก็ต้องอธิบายอีกชุดหนึ่ง ความสะดวกของคนเก็บไม่ควรตอบแทนความเป็นธรรมของคนจ่าย

และรายได้ที่เพิ่มในบัญชีของรัฐ ต้องนำมาเทียบกับต้นทุนส่วนอื่นด้วย ทั้งค่าจัดเก็บ ภาระธุรกิจ และการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเดินทาง โดยเฉพาะเมื่อข้อเสนอครอบคลุมนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

ผลกระทบจะมากแค่ไหนต้องมีข้อมูล ถ้าทริปบางส่วนลดลง หรือคนใช้จ่ายในไทยน้อยลง ภาษีนี้ยังคุ้มอยู่ไหม การนับจำนวนผู้เดินทางแล้วคูณพันบาทเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคำตอบนี้ครับ

ความเห็นของคนจ่ายเปลี่ยนคำตัดสินได้จริงไหม

ตอนนี้รัฐยังเปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่ กานต์จึงอยากรู้ว่าความเห็นของคนจ่ายเปลี่ยนคำตัดสินได้จริงแค่ไหน ถ้าผลประเมินออกมาว่าไม่คุ้ม รัฐพร้อมหยุดไหม หรือเราถูกเชิญมาให้ความเห็นแค่ว่าจะเก็บอย่างไร

สำหรับเรา ข้อเสนอแบบนี้ยังไม่ควรเดินหน้า จนกว่าจะอธิบายได้ว่าทำไมต้องเลือกฐานภาษีนี้ จะปกป้องคนที่จำเป็นต้องเดินทางอย่างไร และจะวัดความคุ้มค่าของเงินที่เก็บได้ด้วยอะไร

ประชาชนไม่ควรต้องพิสูจน์ว่าตัวเองลำบากพอ จึงจะมีสิทธิตั้งคำถามกับภาษีใหม่ เพราะต่อให้บางคนจ่ายได้สบาย เขาก็ยังคงต้องถามเรื่องเหตุผล ความเป็นธรรม และอำนาจที่รัฐขอได้

ตั๋วเครื่องบินเป็นเพียงหลักฐานว่าเราซื้อการเดินทางครับ อนุมานตามต้นทุน เพราะเป็นธุรกิจ

ส่วนหลักฐานที่ว่ารัฐควรเก็บเงินเราเพิ่ม รัฐต้องเป็นคนเอามากางให้ดูด้วยนะครับ

มันก็เงินเรา เหมือนกันเนอะ!!

สาระสำคัญของร่างที่เปิดรับฟังความเห็น

ตัวเลขและเงื่อนไขข้างล่างนี้สรุปจากเอกสารรับฟังความคิดเห็นของกรมสรรพากรและคำชี้แจงของกระทรวงการคลังที่เป็นข่าว ตรวจ ณ วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ร่างยังเปลี่ยนได้หลังปิดรับฟังความเห็น

ที่มาข้อมูล

แชร์บทความนี้
KANT
BRIEF

A weekly dispatch, considered.