ENGLISH SUMMARY
Mulberry Grove The Forestias Condominiums is MQDC's super-luxury low-rise condominium inside The Forestias on Bangna-Trad Road Km.7. Six buildings of 7-8 storeys hold 269 units on about 16 rai, with Foster + Partners as architecture and interior design consultant, DT Design Corporation as local architect and TK Studio for landscape. Designed for multi-generational families, it borrows the logic of the Thai house – a shared central terrace, cross ventilation and a front porch at every door – and gives residents direct access to The Forestias' 30-rai Miyawaki forest. Units range from 62.70 sq m one-bedrooms to penthouses of 987.14 sq m, and the property is managed by Dusit Hospitality Services. KANT walks through the 3-bedroom duplex show unit and the shared facilities.
สรุปตรง
Mulberry Grove The Forestias Condominiums คือคอนโด Low-rise ระดับซูเปอร์ลักชัวรีของ MQDC ในเมือง The Forestias ริมถนนบางนา–ตราด กม.7 บนที่ดินราว 16 ไร่ มีอาคาร 6 หลัง สูง 7–8 ชั้น กับชั้นใต้ดินอีก 2 ชั้น รวม 269 ยูนิต ที่จอดรถ 537 คัน งานสถาปัตยกรรมและตกแต่งภายในมี Foster + Partners เป็นที่ปรึกษา ทำงานร่วมกับ DT Design Corporation ส่วนภูมิสถาปัตย์เป็นของ TK Studio โครงการตั้งโจทย์ไว้ที่ครอบครัวหลายรุ่น ภายใต้แนวคิด Nurturing Multi-Generational Living แล้วยืมวิถีเรือนไทยมาใช้ ทั้งชานกลางที่ทุกห้องเดินผ่าน ลมที่พัดผ่านกลางอาคาร และ Front Porch หน้าห้อง แบบห้องมี 7 แบบ เริ่มจาก 1 Bedroom 62.70 ตารางเมตร ไปจนถึง Penthouse 987.14 ตารางเมตร ส่วนกลางในร่มรวมไว้ที่อาคาร BLOOMBERRY กลางแจ้งมีสระ Lap Pool สระเด็ก Thermal Pool สนามพัตต์กอล์ฟ และผนังปีน ลูกบ้านเดินเข้าผืนป่ามิยาวากิราว 30 ไร่ของ The Forestias ได้โดยตรง และอยู่ห่าง Happitat ราว 1 กิโลเมตร บริษัท ดุสิตฮอสปิตัลลิตี้ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือดุสิตธานีรับบริหารนิติบุคคล ส่วน MQDC ประกาศเมื่อ 25 สิงหาคม 2569 ว่าโครงการสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่แล้ว
“𝐈𝐭 𝐬𝐡𝐨𝐮𝐥𝐝 𝐫𝐞𝐦𝐚𝐢𝐧 𝐬𝐢𝐥𝐞𝐧𝐭 𝐚𝐧𝐝 𝐥𝐞𝐭 𝐧𝐚𝐭𝐮𝐫𝐞 𝐢𝐧 𝐭𝐡𝐞 𝐠𝐮𝐢𝐬𝐞 𝐨𝐟 𝐬𝐮𝐧𝐥𝐢𝐠𝐡𝐭 𝐚𝐧𝐝 𝐰𝐢𝐧𝐝.” -𝖳𝖺𝖽𝖺𝗈 𝖠𝗇𝖽𝗈 — สถาปนิกชาวญี่ปุ่นคนโปรดของกานต์ อธิบายเรื่องงานออกแบบกับธรรมชาติไว้อย่างน่าสนใจครับ เพราะยิ่งนานวัน เมืองยิ่งโตขึ้น ช่องว่างถ่างขยายออกไป เรากับธรรมชาติจึงห่างกันไปโดยปริยายและรู้สึกโหยหาถึงการกลับคืนสู่ธรรมชาติมากขึ้น
Mulberry Grove The Forestias Condominiums เดินสวนกันตั้งแต่บรรทัดแรกของงานออกแบบ บนที่ดิน 16 ไร่ ย่านบางนา กม.7 MQDC เลือกวางอาคาร Low-rise 6 หลัง สูง 7-8 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน 2 ชั้น รวม 269 ยูนิต ที่จอดรถ 537 คัน ทั้งที่สามารถรวบเป็นตึกสูงได้บนที่ดินผืนเดียวกัน และยังคุ้มค่าก่อสร้างกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ที่นี่ไม่ทำ
งานสถาปัตยกรรมและตกแต่งภายในเป็นที่ปรึกษาระดับโลกโดย Foster + Partners ร่วมด้วยสถาปนิก คือ DT Design Corporation ส่วนงาน ภูมิสถาปัตย์เป็นผลงานของ TK Studio
| Developer | MQDC |
|---|---|
| Type | คอนโดมิเนียม Low-rise |
| Location | บางนา–ตราด กม.7 · The Forestias |
| Design | Foster + Partners · DT Design · TK Studio |
| Status | สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ |
ทำไมเลือกอาคาร Low-rise แทนการรวบเป็นตึกสูง
หลักการใหญ่ของงานออกแบบคือนำแนวคิดวิถีชีวิตแบบเรือนไทย มาประยุกต์ใช้ในฝั่งคอนโด ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้และกระจายกันไปในพื้นที่เดียวกัน เน้นการนำเสนอหลัก Timeless Thai-Inspired Design เห็นได้จากการที่โครงการเลือกเป็นอาคาร Low-rise 6 หลัง แทนที่จะรวบเป็นตึกสูงหลังเดียวบนที่ดินผืนเดิม ผลที่ได้คือทุกยูนิตอยู่ในระยะที่มองเห็นต้นไม้ในระดับสายตา
โครงการนี้จึงเน้นการออกแบบหน้าต่างสูง ฝ้าสูง เน้นการเปิดโล่ง เป็นสามอย่างที่โครงการประกาศเป็นไฮไลต์ และเรามักจะเห็นสามอย่างนี้ทำงานร่วมกันได้จริงเฉพาะในอาคาร Low-rise เท่านั้น
การตัดสินใจข้อเดียวนั้นอธิบายทั้งโครงการได้ ถ้าคำสัญญาคือ Bring Residents Close to Nature คำว่าใกล้ต้องวัดกันที่ระยะทางเดินได้ มองเห็นได้ในระดับสายตา สูดดมกลิ่นธรรมชาติ และที่ฝ่าเท้าลงสัมผัสเหยียบหญ้าได้ในเวลาไม่กี่วินาที ไม่ใช่วัดกันแค่ที่มุมกล้อง เพราะถ้าให้พูดตามตรง ตึกสูงมักให้ภาพที่สวยกว่าเสมอ แต่ให้ความใกล้ชิดธรรมชาติได้น้อยกว่าเสมอเช่นกัน
กานต์ว่านี่คือเส้นแบ่งที่แยก Mulberry Grove The Forestias Condominiums ออกจากคอนโดสีเขียวทุกโครงการที่เราเคยไปเดินดูมาครับ
ป่ามิยาวากิของ The Forestias กับ Happitat หน้าประตูโครงการ
โครงการ The Forestias by MQDC โครงการเมืองระดับ World Class เป็นเมืองขนาดใหญ่มีพื้นที่ถึง 398 ไร่ และมีพื้นที่สีเขียวมากถึง 56% ของทั้งโครงการ และมีป่าราว 30 ไร่ ถือว่าเป็นหัวใจหลักของโครงการ จุดที่น่าสนใจกว่าขนาดคือวิธีปลูกป่าผืนนี้นำทฤษฎีปลูกป่ามิยาวากิ (Miyawaki) มาใช้ในการปลูกป่าภายในโครงการ เพื่อให้ได้ป่าธรรมชาติโดยใช้ระยะเวลาอันสั้น มีความสมบูรณ์ของต้นไม้ที่ไล่ระดับสูงต่ำและสัมพันธ์เกื้อกูลกัน และยังได้นำ “พันธุ์ไม้ท้องถิ่น” จากธรรมชาติของพื้นที่มาร่วมสร้างระบบนิเวศที่สมดุลอีกด้วย
ความหมายทางการอยู่อาศัยของโครงการคิดมาดีมาก เพราะป่าที่ปลูกด้วยวิธีปกติจะโตทันหลานของคนซื้อ ส่วนป่าที่ปลูกด้วยวิธีนี้โตทันตัวคนซื้อเอง และเมื่อ CP Axtra เปิด Happitat ที่ด้านหน้าทางเข้าโครงการเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ด้วยเงินลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท พื้นที่ใช้สอยราว 200,000 ตารางเมตร กับร้านอาหารและคาเฟ่มากกว่า 100 ร้าน ห่างจากประตูโครงการ 1 กิโลเมตร ระบบนิเวศรอบตัวก็เปลี่ยนสถานะจากคำสัญญาในอนาคตมาเป็นสถานที่ที่มีชีวิตชีวา สามารถไปใช้บริการได้จริง
Mulberry Grove The Forestias บ้านที่เริ่มต้นจากความเข้าใจ “ชีวิต” ก่อนการออกแบบ

โดยทั่วไป การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มักเริ่มจาก “ที่ดิน” แล้วจึงสร้างแนวคิดให้เหมาะกับทำเลนั้น แต่ Mulberry Grove เลือกเริ่มต้นจากอีกด้าน โครงการเริ่มจากทำการศึกษาวิจัยและทำความเข้าใจว่า ครอบครัวหลายเจเนอเรชันต้องการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างไร ก่อนนำองค์ความรู้นั้นมาสู่การเลือกทำเล การวางผัง และการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัย

นี่จึงเป็นที่มาของ Mulberry Grove The Forestias Condominiums ที่ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อตามเทรนด์ แต่เพื่อรองรับชีวิตครอบครัวยุคใหม่ที่มีความต้องการหลากหลายและซับซ้อนขึ้น
เพราะครอบครัวหนึ่งอาจมีทั้งพ่อแม่สูงวัย ลูกที่เรียนโรงเรียนนานาชาติ และคนวัยทำงานที่ใช้ชีวิตอยู่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ทุกคนต้องการพื้นที่ที่ทำให้ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยไม่สูญเสียความเป็นส่วนตัวของแต่ละคน

นี่คือหัวใจของ Multi-Generational Living Community และเป็นเหตุผลที่ Mulberry Grove ออกแบบรูปแบบการใช้ชีวิตร่วมกันของครอบครัวในระยะยาว ก่อนจะออกแบบภาพของ “คอนโดท่ามกลางป่า”
แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านองค์ประกอบสำคัญของการอยู่อาศัย ทั้ง Designed for Multi-Generational Harmony, Caring Community, Value Creation Neighborhood และ Dimensional Well-Being โดยนำองค์ความรู้ด้านการวิจัยและนวัตกรรมมาประกอบการพัฒนา พร้อมแนวคิดที่อ้างอิงมาตรฐานด้านสุขภาวะระดับสากล และการรับประกันโครงสร้างยาวนานถึง 30 ปี
ทำเลบางนา–ตราด กม.7 ที่รายล้อมด้วยโรงเรียนนานาชาติ

อีกหนึ่งจุดแข็งคือ ทำเลบางนา–ตราด กม.7 ซึ่งกำลังเติบโตเป็นหนึ่งในย่านสำคัญของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก รายล้อมด้วยโครงการขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
การใช้ชีวิตประจำวันยังสะดวกด้วยแหล่งไลฟ์สไตล์และสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น Happitat, Mega Bangna, IKEA, Central Bangna รวมถึงโครงการในอนาคตอย่าง Bangkok Mall พร้อมโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพหลายแห่งในพื้นที่ใกล้เคียง
ที่สำคัญ บางนายังเป็นหนึ่งในทำเลที่รายล้อมด้วย โรงเรียนนานาชาติชั้นนำจำนวนมาก ทั้ง Concordian, Bangkok Patana, Berkeley, St. Andrews, D-PREP, Dulwich และอีกหลายแห่ง จึงเหมาะกับครอบครัวที่ต้องดูแลทั้งการศึกษา การทำงาน และคุณภาพชีวิตของคนต่างวัยไปพร้อมกัน
เพราะบ้านสำหรับหลายเจเนอเรชัน คือการสร้างชีวิตที่ทุกคนได้ “ใกล้กันอย่างพอดี” มีพื้นที่ของตัวเอง และมีธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของทุกวัน
นี่คือสิ่งที่ทำให้ Mulberry Grove The Forestias Condominiums แตกต่าง เพราะสิ่งที่โครงการออกแบบคือชีวิตของครอบครัวที่จะเติบโตไปด้วยกัน
แบบห้องตั้งแต่ 1 Bedroom จนถึง Penthouse

โครงการมี Room Type ให้เลือกตามความต้องการที่หลากหลาย เริ่มต้นกันที่
- ห้อง 1 Bedroom ขนาด 62.70–69.65 ตร.ม.
- ห้อง 2 Bedrooms ขนาด 97.76–98.71 ตร.ม.
- ห้อง 3 Bedrooms ขนาด 149.22–221.93 ตร.ม.
- ห้อง 1 Bedroom Duplex ขนาด 144.99–160.86 ตร.ม.
- ห้อง 2 Bedrooms Duplex ขนาด 248.31–250.13 ตร.ม.
- ห้อง 3 Bedrooms Duplex ขนาด 301.33–444.99 ตร.ม.
- และ Penthouse ขนาดใหญ่ 743.73–987.14 ตร.ม.
ซึ่งในพาร์ทนี้กานต์จะพาไปชมห้องตัวอย่างแบบ ห้อง 3 Bedrooms Duplex กันครับ ซึ่งวางกระจายกันไปทั้ง 6 อาคาร
ยืมวิถีเรือนไทยมาด้วยชาน ลม และพื้นที่กลาง
แนวคิดในการออกแบบก็น่าสนใจ คือการหยิบยืมวิถีของบ้านเรือนไทยมาออกแบบและจัดวางเอาไว้ในหลายจุด เช่น การมีเรือนไทยแบบมีชานกลางมาเป็นต้นแบบ ชานเปิดโล่งไม่มีผนังกั้น ทำหน้าที่เป็นที่รวมของทุกห้องในอาคารเดียวกัน

แต่ละอาคารจะมีชื่อเรียกเป็นของตัวเอง กานต์คิดว่าเก๋ดี ภาพรวมของอาคารทั้ง 6 หลังเปิดด้วยผิวสี Charcoal เข้ม ตัดเส้นโลหะและแนวไม้ระแนงยาว ให้เราสัมผัสถึงความหรูหราทว่าอบอุ่น จุดที่กานต์ชอบคือช่องว่างกลางอาคาร มีบันไดหลายแนวพาดผ่านกันเหนือ Courtyard เล็ก ๆ ด้านล่าง สายตาจึงเดินขึ้นลงตามคน แสง และต้นไม้ได้พร้อมกัน ลักษณะเหมือนการเดินขึ้นบันไดบ้าน ความโปร่งเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากการทำโถงให้โล่งจนไร้ชีวิต แต่เกิดจากการที่มองเห็นความเคลื่อนไหวของคนในอาคาร ซึ่งเปรียบเสมือนการอยู่บ้านทั้งหลัง
สิ่งที่สถาปนิกหยิบมาใช้ไม่ใช่หน้าตาของเรือนไทย เพราะไม่มีหน้าจั่ว ไม่มีปั้นลม ไม่มีไม้สักย้อมสีเลียนของเก่า แต่เน้นเรื่องลม เรื่องน้ำและเรื่องพื้นที่กลางที่ทุกคนต้องเดินผ่าน

โดยออกแบบให้พื้นที่ตรงกลางตึกมีลมพัดผ่าน ช่วยพาความร้อนที่สะสมอยู่ในพื้นที่ออกไปได้ ทำให้อากาศหมุนเวียนได้ดีกว่า มีลมเย็น ๆ เข้าไปทั่วบริเวณ ส่วนพื้นที่นั่งเล่นหลักยกสูงพ้นดินตามอย่างเรือนไทยเดิม พอย้ายตรรกะชุดนี้มาลงในคอนโด มันแปลงร่างเป็นชานเล็ก ๆ หน้าประตูทุกห้อง กานต์มองว่าวิธีนี้ยากกว่าการแปะลวดลายไทยลงบนตึกโมเดิร์นหลายเท่าครับ และเป็นแนวคิดที่ชัดเจนในการอธิบายที่คำว่า Timeless Thai-Inspired Design ได้ดีมากครับ
ห้องตัวอย่าง 3 Bedrooms Duplex ที่มีทางเข้าและ Front Porch ของตัวเอง
ห้องตัวอย่างที่กานต์พามาชมเป็นห้องแบบ 3-Bedroom Duplex พื้นที่ใช้สอยประมาณ 304.66 ตารางเมตร ที่น่าสนใจคือยูนิตชั้นล่างจะมีทางเข้าห้องเป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นไฮไลท์ที่กานต์มองว่าแปลกใหม่และให้ความ Exclusive มาก ได้ความรู้สึกของการอยู่บ้านมากขึ้น
ด้านนอกมีประตูรั้วระแนงไม้ตั้งสูงเกือบเท่าตัวคน มีทางเดินหินวางเว้นร่องให้หญ้าขึ้นแทรก แล้วต่อออกไปเป็นสนามส่วนกลางที่ใช้ร่วมกับเพื่อนบ้าน คนที่อยู่ห้องแบบนี้ไม่ต้องรอลิฟต์ ไม่ต้องผ่านล็อบบี้ ไม่ต้องเจอใครถ้าไม่อยากเจอ ออกจากประตูบ้านแล้วเหยียบหญ้าได้ใน 5 ก้าวเลยครับ

อีกจุดที่กานต์ชอบมากที่สุดในทั้งโครงการ เป็นมุมเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง คือ Front Porch หน้าห้อง แนวคิดนี้สอดคล้องกับคอนเซปต์ของ Mulberry Grove ที่หยิบความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่ร่วมมาพัฒนาใหม่
MQDC อธิบายถึง Front Porch ว่าได้แรงบันดาลใจจากชานรับแขกของบ้านไทยเก่า และใช้เป็นพื้นที่ทำกิจกรรมเล็ก ๆ ของครอบครัววางคั่นระหว่างทางเดินส่วนกลางกับโลกข้างในบ้าน ต่างจากคอนโดทั่วไปที่มักมีเส้นแบ่งสาธารณะกับส่วนตัวอยู่เส้นเดียว คือบานประตูหน้าห้อง พอเปิดปุ๊บคือเห็นเข้าไปทั้งบ้าน
ไม้บริเวณนี้เป็นไม้จริงที่ทนทานต่อการผุ สภาพอากาศหลายแบบ พร้อมหลีกเลี่ยงสารพิษ Porch จึงทำหน้าที่เป็น Threshold แบบบ้านไทย เป็นช่วงให้เราชะลอฝีเท้าก่อนก้าวเข้าห้อง ลดการนำเชื้อโรคและฝุ่นละอองเข้าไปในพื้นที่ห้องพัก ประโยชน์จริงของ Porch คือความยืดหยุ่น เพราะเราสามารถใช้วางของก่อนเข้าบ้าน เก็บจักรยาน เด็ก ๆ นั่งทำงานศิลปะแล้วเลอะสีตรงนี้ได้โดยไม่มีใครว่า เป็นพื้นปลูกต้นไม้ ใช้รับแขกสั้น ๆ โดยยังไม่ต้องเปิดห้องนั่งเล่นให้คนนอกเห็นทั้งหมด กานต์มองว่าตรงนี้แหละคือจุดที่คำว่าวิถีเรือนไทยของ Foster + Partners ลงมาถึงพื้นจริงและใช้งานได้จริง
ชั้นล่าง โถงสูงสองชั้น ครัวเปิด และห้องอาหารริมสวน
เมื่อเดินเข้ามาภายในห้องจะพบกับโถง Living ที่เปิดโล่งสองชั้น มีชั้นลอยเดินเลียบอยู่ด้านบน และมีโคมกลุ่มทรงกลมผิวขุ่นห้อยไล่ระดับลงมาจากฝ้าชั้นบนสุดจนถึงระดับสายตาคนนั่ง กระจกด้านสวนสูงเต็มความสูงทั้งสองชั้น มีผ้าม่านโปร่งยาวลงมาถึงพื้น แสงธรรมชาติไหลผ่านม่านโปร่งลงมาถึงโซฟา ด้านนอกเป็นพุ่มไม้และแนวต้นไม้ในระดับสายตา ผนังทีวีใช้สีอ่อนวางคู่กับชั้นลอยโลหะสีบรอนซ์ทอง พื้นเป็นหินสีครีมแผ่นใหญ่ ทั้งหมดดูเรียบง่าย ไม่มีอะไรตะโกนครับ

ช่องว่างแนวตั้งแบบนี้ให้ผลสองอย่างพร้อมกัน หนึ่งคือเรื่องแสงที่เราเห็นได้ทันทีที่เดินเข้าไป แสงเข้าจากกระจกสูงสองชั้นจะตกลงมาถึงกลางห้อง ไม่ได้กองอยู่แค่ริมหน้าต่างเหมือนคอนโดในห้องเพดานเตี้ยทั่วไป ส่วนอีกเรื่องที่กานต์คิดว่าเราต้องอยู่เองไปสักพักถึงจะรู้สึกได้ ก็คือการที่คนที่อยู่ชั้นบนกับคนที่นั่งอยู่ชั้นล่างรับรู้กันและกันได้โดยไม่ต้องพูดอะไร ต่างมองเห็นว่าอีกคนอยู่ตรงไหน กำลังทำอะไร แต่ไม่ได้อยู่พื้นที่เดียวกัน พ่อแม่กับลูกไม่จำเป็นต้องนั่งติดกันตลอดเวลาเพื่อรู้สึกว่าอยู่ด้วยกัน นี่คือระยะห่างที่ครอบครัว Multi-Generational ต้องการจริง ๆ

Living Area จัดโซฟาหลายตัวล้อมโต๊ะกลางทรงกลม ไม่บังคับให้ทุกคนนั่งเรียงหน้ากระดานดูโทรทัศน์ มองไปในภาพครอบครัว เราเห็นคุณแม่ถักเปียให้กับลูกสาว คุณพ่อนั่งอ่านข่าวจาก iPad อยู่ใกล้ ๆ เด็กชายเล่นของเล่นตรงโต๊ะ และคุณปู่ชงกาแฟในครัว ทุกคนทำคนละอย่างในห้องเดียวกัน นี่คือภาพของ Multi-Generational Living ที่มีเหตุผลทาง Space Planning รองรับอย่างเป็นธรรมชาติ
โครงการติดตั้งระบบ AIR ALL IN 1 ของ Daikin ระบบเดียวที่ดูแลอุณหภูมิ ความชื้น อากาศใหม่ การกรองมลพิษ และการระบายอากาศ พร้อม IAQ Sensor ที่สัมพันธ์กับห้องเพดานสูงโดยตรง แม้ระบบอากาศที่ดีจะไม่ได้ลบต้นทุนจาก Double-volume ออกไปทั้งหมด อย่างน้อยห้องก็ไม่ได้ปล่อยให้พื้นที่ใหญ่ทำงานด้วยเครื่องปรับอากาศธรรมดาเพียงอย่างเดียว

กานต์ชอบครัวของห้องนี้ตรงที่ให้ความสำคัญกับคนทำอาหาร เพราะตำแหน่งครัวอยู่ติด Living Area แบบ Open Plan มี Peninsula ยื่นออกมาเป็นพื้นที่เตรียมอาหาร ชงกาแฟ หรือให้ลูกมานั่งคุยระหว่างคุณแม่กำลังทำครัว ด้านในวาง Worktop เป็นรูปตัว U ระยะระหว่างอ่างล้าง เตาปรุง และตู้สูงค่อนข้างกระชับ เดินไม่กี่ก้าวก็ถึงกันทั้งหมด ผิวตู้สีเทาอ่อนกับ Top สีขาวรับแสงแล้วสงบตา ไม่พยายามเปลี่ยนครัวให้เป็น Show Kitchen สีดำขรึมจนมองไม่เห็นคราบ
ชุดอ่างล้างจานและก๊อกเป็นของ BLANCO เครื่องครัวจาก Bertazzoni ตู้เย็นจาก Liebherr และ Top ครัว Caesarstone ภาพห้องตัวอย่างเห็นเตา Built-in เตาอบ ไมโครเวฟ อ่างล้างสองหลุมกับพื้นที่เก็บของเต็มแนวผนัง

Dining Area จะอยู่ถัดไป ห้องตัวอย่างจัดวางโต๊ะกลมสำหรับ 6 ที่นั่งชิดกระจกเข้ามุม ด้านหนึ่งมองสวน อีกด้านเปิดสู่ Terrace ข้างนอก ผนังอีกฝั่งเก็บงานศิลปะกับ Console ไว้เรียบ ๆ บรรยากาศจึงเป็นส่วนตัวกว่า
ด้านนอกมีมุมเก้าอี้ริมสวนสำหรับนั่งจิบกาแฟยามเช้านอกบ้าน และสูดอากาศบริสุทธิ์กัน สำหรับกานต์ นี่จึงเป็นส่วนที่อธิบายคำว่า Nurturing Multi-Generational Living ได้ดีที่สุด

ชั้นล่าง ยังมีห้องนอนอีกหนึ่งห้อง ในห้องตัวอย่างตกแต่งใช้โทนสีเบจ สีเทาและไม้ วางเตียงกลางผนังบุผ้าขนาดใหญ่ ไฟซ่อนเหนือหัวเตียงให้แสงนุ่ม พื้นไม้ลาย Herringbone ช่วยเพิ่มจังหวะโดยไม่ต้องใส่ลายตกแต่งมาก กระจก Full-height เปิดมุมมองออกไปยังสวนระดับเดียวกับห้อง ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นต้นไม้สีเขียว เติมเต็มความสดชื่นได้ทันทีครับ

ด้วยความที่เป็นห้องแบบ Duplex จึงมีบันไดขึ้นชั้นบน ได้อารมณ์ของการอยู่บ้านเพิ่มขึ้นไปอีก โครงการติดตั้งบันไดเป็นไม้สีเข้ม ลูกนอนกว้าง ราวจับไม้แบบเรียบ ผ้าม่านโปร่งสูงเต็มผนังอยู่ด้านหลัง หน้าที่จริงของมันไม่ใช่การสัญจร แต่คือการแบ่งอาณาเขตโดยไม่ต้องสร้างผนัง เพราะชั้นบนเป็นพื้นที่ส่วนตัวส่วนชั้นล่างเป็นของส่วนรวม
ชั้นบน ห้องทำงาน ห้องนอนลูก และ Master Bedroom ที่มองเห็นยอดไม้
บนชั้นสองสามารถมองออกไปเห็นสะพานลอยฟ้าที่พาดข้ามเรือนยอดไม้ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก เป็นระยะที่มองเห็นและสัมผัสถึงความรู้สึกอยู่ท่ามกลางธรรมชาติได้ในทันที

ชั้นบนประกอบด้วย 2 ห้องนอนและ 1 พื้นที่อเนกประสงค์ เหมาะสำหรับจัดเป็นห้องทำงาน ห้องพระ หรือห้องออกกำลังกายภายในบ้าน ออกแบบให้มีแสงลอดเข้ามาเป็นเส้นแล้วพาดลงบนพื้นไม้
ห้องตัวอย่างมีโต๊ะทำงานสีดำตัวใหญ่วางกลางห้อง สำหรับคุณพ่อที่นั่งประชุมออนไลน์ทั้งวัน กานต์ว่านี่คือรายละเอียดที่ได้ใช้จริงมากกว่าของหรูหลายชิ้นในห้องเดียวกันครับ

ต่อมาเป็นห้องนอนรอง สำหรับเด็กหญิง ห้องตัวอย่างจัดวางเตียงนอนไว้ด้านในริมหน้าต่างทรงสูงเปิดออกไปเจอสีเขียว ทำให้ได้รับความเป็นส่วนตัวและสามารถชมวิวสวย ๆ ได้ตั้งแต่ตอนตื่นนอน มีพื้นที่รอบเตียงกว้างขวางเดินได้สบายเลยตกแต่งโทนครีมกับชมพูอ่อนพาสเทลใช้เป็นผ้าคาดเตียง ช่วยทำให้ห้องนี้ดูสดใสขึ้น ติดทีวีบนผนังตรงข้ามเตียง โครงการออกแบบให้ทุกห้องเป็นแบบ En Suite Bedroom คือมีห้องน้ำส่วนตัวให้ทุกห้อง
ส่วน Master Bedroom กินพื้นที่ไปครึ่งหนึ่งของชั้นบน ห้องตัวอย่างตกแต่งด้วยสีเบจแบบคุมเอิร์ธโทน ปูพื้นไม้ลายก้างปลาสีเข้มเป็นงานปูทีละแผ่น ไม่ใช่แผ่นสำเร็จที่คลิกต่อกัน ทำให้ต้นทุนค่าแรงต่อตารางเมตรสูงกว่าปูตรงหลายเท่า แต่เป็นจุดที่แยกงานที่คราฟท์ออกจากงานที่ทำตามสเปกได้ชัดที่สุด กานต์ชอบความละเอียดแบบนี้มาก ผนังหัวเตียงบุผ้าทอเนื้อหยาบ มีโซฟาสองที่นั่งวางในห้องสำหรับนั่งพักผ่อนในช่วงเวลาก่อนนอน

ด้านข้างเป็นกระจกสูงเปิดออกไปเจอเรือนยอดไม้ในระดับสายตา นึกภาพตามนะครับ สำหรับคนที่นอนในห้องนี้แล้วตื่นมาลืมตา มองเห็นใบไม้ไหวอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร กานต์ว่าเราจะได้ประสบการณ์คนละเรื่องกับคนที่ตื่นมาเห็นเส้นขอบฟ้ากับตึกอีกฝั่งถนนเลยล่ะครับ และจากมุมหนึ่งของห้องมองลงไปเห็นโคมกลุ่มที่ห้อยอยู่กลางช่องว่างของห้องนั่งเล่นชั้นล่าง แปลว่าห้องนอนใหญ่ทำหน้าที่เป็นชั้นลอยที่คุมภาพรวมของบ้านไว้ทั้งหลัง ตำแหน่งแบบนี้เป็นรูปแบบเก่าแก่ในสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัย คนที่เป็นเจ้าของบ้านได้ห้องที่มองเห็นทุกอย่าง
ห้องแต่งตัวจะอยู่ถัดเข้าไปด้านในจากหัวนอน ต่อเนื่องออกไปเป็นห้องแต่งตัวพร้อมโต๊ะเครื่องแป้งและกระจกบานสูง เป็นการจัดลำดับแบบโรงแรม คือห้องนอน ห้องแต่งตัว ห้องน้ำ เรียงต่อกันเป็นแถบ ไม่ได้กองรวมอยู่ในกล่องเดียว เป็นห้องที่มีขนาดใหญ่แยกออกไปเป็นส่วนตัว ประโยชน์จริงของลำดับนี้เกิดตอนเช้าตรู่ เมื่อคนหนึ่งต้องออกไปประชุม แต่อีกคนยังนอนอยู่ พอมีห้องแต่งตัวคั่นกลาง คนที่ตื่นก่อนเปิดไฟแต่งตัวได้โดยแสงไม่สาดเข้าเตียง และเสียงเปิดลิ้นชักกับเสียงน้ำไม่ทะลุถึงกัน สำหรับคู่ที่ตารางชีวิตไม่ตรงกัน ห้องที่มีกันชนห้องนี้มีค่ากับความสัมพันธ์มากครับ

ติดกันกับห้องแต่งตัวจะเป็น Master Bathroom เป็นห้องน้ำที่มีขนาดใหญ่มาก ภายในห้องน้ำแยกส่วนเปียกแห้งเอาไว้ให้แล้วเรียบร้อย มาพร้อมกับอ่างอาบน้ำแบบลอยตัวดูโมเดิร์น ใกล้กันเป็นอ่างล้างหน้าแบบ His&Her ส่วนห้องอาบน้ำจะอยู่ฝั่งตรงข้าม มาพร้อมห้องสุขาที่อยู่ติดกัน ห้องน้ำในห้องนอนใหญ่ใช้หินอ่อนสีขาวลายเทาทั้งผนัง พื้นปูโมเสกหกเหลี่ยมโทนสีครีมและอุปกรณ์ทั้งชุดใช้สี Copper หรือ Silver จาก Gessi ดูหรูหรามาก วางคู่กับสุขภัณฑ์ Duravit
ส่วนตัวกานต์เองก็จะชอบมุมนี้ในห้องนอนเป็นพิเศษ อยากจะทำอะไรก็ได้ตามใจ อยากแช่อ่างอาบน้ำให้สบายใจ เติมความผ่อนคลายหลังจากที่เหนื่อยล้าในระหว่างการทำงานมาทั้งวัน จากนั้น ก็ค่อยลงไปทานข้าวกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในบ้านครับ
ส่วนกลางในอาคาร BLOOMBERRY ที่ดุสิตเข้ามาดูแล

โครงการจัดวางส่วนกลางในร่มเกือบทั้งหมดไว้ในอาคาร 4 (BLOOMBERRY) ข้างในมี Catering Room, Lounge, Dining Room, Children’s Room, Sauna, Fitness, Multi-Zone Gym, Yoga Room, Study Room, Meeting Room, Salon & Massage Studio และ Smart Parcel Locker นอกจากนี้ โครงการยังได้จัดเตรียม EV Charger Station, Food Delivery Room และ Laundry Pick-Up and Drop-Off Room ในทุกอาคาร
ด้วยความที่โครงการประกาศตัวว่า ออกแบบมาเพื่อคนสามรุ่นอยู่ร่วมกัน พื้นที่ส่วนกลางจึงต้องรองรับคนได้ทุกวัย กานต์มองว่าที่โครงการรวมส่วนกลางไว้ที่เดียว น่าจะมีเหตุผลรองรับ เพราะทำให้คนต้องเดินมาเจอกัน มันถึงจะเกิด Community ของคนที่มีไลฟ์สไตล์ ความชอบเหมือนกัน ๆ ให้มาอยู่ร่วมกัน เพื่อพัฒนาไปสู่สังคมแห่งคุณภาพที่ดีในสิ่งแวดล้อมที่ดีได้

MQDC แต่งตั้ง บริษัท ดุสิตฮอสปิตัลลิตี้ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือดุสิตธานี เข้ามาบริหารนิติบุคคลและพื้นที่ส่วนกลาง พร้อม Concierge Service และผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพประจำโครงการ ภายใต้แนวคิดที่ทางดุสิตเรียกว่า Hotel-Inspired Living

โถงต้อนรับออกแบบให้รู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง มีเลานจ์พักคอยที่โอ่โถงด้วยพื้นที่แบบ Double Volume จัดวางอาร์มแชร์สีเอิร์ธโทนและสีเขียวพาสเทลที่เข้ากันกับธรรมชาติภายนอก พร้อมเคาน์เตอร์บาร์ต้อนรับด้านหลังที่ให้บรรยากาศเหมือนคาเฟ่ระดับพรีเมียม
ส่วนกลางที่คิดเผื่อคนทุกวัย ตั้งแต่โต๊ะอาหารถึงสระว่ายน้ำ
โครงการได้ออกแบบกิจกรรมมาให้ครอบคลุมทุกวัยของครอบครัวเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Climbing Wall กับ Children’s Room เป็นของคุณลูก Multi-Zone Gym กับ Study Room เป็นของคุณพ่อคุณแม่ที่ยังทำงานอยู่ ส่วน Putting Green กับ Thermal Pool เป็นของรุ่นปู่ย่า

โครงการยังได้เตรียมพื้นที่รับประทานอาหารส่วนตัว (Dining Room) ที่โดดเด่นด้วยประติมากรรมโคมไฟระย้าด้านบน โต๊ะหินอ่อนแนวยาว และเคาน์เตอร์เตรียมอาหารรายล้อมด้วยหน้าต่างกระจกทรงโค้งสูงและเสาโลหะที่ช่วยสะท้อนแสงเงาเพิ่มความแกรนด์ให้กับห้อง ออกแบบมาให้ใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว
“The table is a meeting place, a gathering ground, the source of sustenance and nourishment, festivity, safety, and satisfaction.”
— Laurie Colwin

นอกจากนี้ ยังมี Play & Share เป็นห้องสันทนาการที่จัดวางโต๊ะพูลตรงกลางสำหรับผู้ใหญ่ ในขณะเดียวกันก็มีมุมม้าโยกและกล่องของเล่นบนพรมขนนุ่มสำหรับเด็กเล็ก ผนังห้องยังคงคอนเซปต์การใช้วัสดุโลหะสะท้อนเงาทรงโค้งสลับกับกระจกใส ทำให้ห้องดูกว้างขวาง มีลูกเล่น และมองเห็นทัศนียภาพของสระว่ายน้ำและสวนสีเขียวด้านนอกได้อย่างเต็มตา

สระว่ายน้ำวางตัวยาวทอดขนานไปกับตึก มีพื้นที่ระเบียงไม้ริมสระกว้างขวางพร้อมเตียงอาบแดด และซุ้มระแนงไม้ดีไซน์สะดุดตา ให้ผู้ปกครองนั่งพักผ่อนขณะดูแลเด็ก ๆ เล่นน้ำได้อย่างใกล้ชิด
เราได้เห็นการวางผังสระว่ายน้ำที่แบ่งโซนการใช้งานอย่างชาญฉลาด สระหลักเป็น Lap Pool ต่อด้วยสระเด็กที่ปลายด้านหนึ่ง


กานต์มองว่า โครงการตีความคำว่า “Luxury” ได้ทันสมัยมากครับ เพราะปัจจุบันนี้ความหรูหราก้าวพ้นความวิจิตรตระการตา หรือการใช้วัสดุที่ดูหรูหราตะโกนไปแล้ว และกลายเป็นนิยามของ “Quiet Luxury” ที่เน้นคุณภาพชีวิต
พื้นที่ที่ส่งเสริม Well-being และการได้ใช้เวลาร่วมกันของคนในครอบครัว การนำงานคราฟต์ที่กลมกลืนกับบริบทของธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวเข้ามาเป็นหัวใจหลัก ช่วยสร้างความรู้สึกให้โครงการดูเป็น บ้าน และเซฟโซนที่อบอุ่นและเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งสร้างภาพจำที่แตกต่างจากคอนโดระดับ Super Luxury ทั่วไปที่มักจะเน้นความอลังการแบบแข็งกระด้างได้อย่างชัดเจนครับ

ในอาคาร 4 ก่อนถึงสระว่ายน้ำจะมีพื้นที่ล็อคเกอร์ตกแต่งด้วยโทนสีขาวสะอาดตา ตัดกับกระจกขอบมนกรอบสีทองและจัดเตรียมอุปกรณ์เป่าผมไว้ให้อย่างครบครัน เชื่อมต่อไปยังห้องซาวน่ากรุไม้ที่มีไฟซ่อนให้แสงสว่างนวลตา มอบประสบการณ์การผ่อนคลายเพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แบบ
Clublounge ฟิตเนส ห้องโยคะ ซาลอน และมุมทำงาน

พื้นที่ชั้นบนของ Clublounge ออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับทุกคนในครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นห้องฟิตเนสที่มีเครื่องออกกำลังกายครบครัน บรรยากาศเป็นห้องกระจกที่มองเห็นวิวสวนและสระว่ายน้ำด้านนอกได้สดชื่นดี ถือว่าเป็นฟิตเนส มีขนาดใหญ่ จัดวางเครื่องเล่นและอุปกรณ์ในการออกกำลังกายเอาไว้เยอะมาก แยกออกเป็นห้องสำหรับฟรีเวทและแมชชีน รองรับการใช้งานของลูกบ้าน โดยเฉพาะการติดตั้งเครื่องออกกำลังกายจาก Technogym แบรนด์เครื่องออกกำลังกายคุณภาพสูงระดับโลก

ติดกันเป็นสตูดิโอพื้นไม้บานกระจกสูงโปร่งที่เหมาะสำหรับคลาสโยคะ หรือให้เด็ก ๆ มาฝึกเต้นบัลเลต์รับแสงธรรมชาติ

นอกจากนี้ พื้นที่ตรงนี้มีทั้งห้องสปาส่วนตัวและโซนซาลอนแบบเต็มรูปแบบ ที่จัดเตรียมเตียงสระผมและเก้าอี้ปรับเอนดีไซน์มินิมัลไว้ให้
“Pleasure is the beginning and the end of a completely happy life.”
—Epicurus
กานต์มองว่านี่คือการตอบโจทย์ Self-care ที่เข้าใจ Insight ของกลุ่มลูกค้าระดับบนที่ต้องการปรนนิบัติตัวเองในพื้นที่ที่เป็นเซฟโซน โดยไม่ต้องออกไปเผชิญความวุ่นวายภายนอกเลยครับ
สำหรับวัยทำงาน โครงการได้ตีความ Co-working Space ใหม่ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ผ่อนคลายแต่ยังคงสมาธิในการทำงานได้ดี มีการใช้พาร์ทิชันระแนงไม้มาพรางสายตาเพื่อแบ่งสัดส่วนการใช้งาน ทั้งมุมโซฟานั่งเล่น โต๊ะทำงานเดี่ยว

ห้องประชุมแบบ Private ที่มีโต๊ะขนาดใหญ่รองรับการคุยงานหรือจัดเลี้ยงในครอบครัว โดยดึงแสงธรรมชาติและทัศนียภาพของสวนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห้อง
สวนกลางแจ้ง ตั้งแต่ผนังปีนถึงสนามพัตต์กอล์ฟ
ความน่าสนใจคือการกระจายพื้นที่ทำกิจกรรมให้ล้อไปกับบริบทของผืนป่า ด้านในมีรอบสระคือของเล่นชุดใหญ่ที่กระจายอยู่ตามช่องว่างระหว่างอาคาร ไม่ว่าจะเป็นผนังปีนแบบ Bouldering ทำเป็นผิวโค้งตามแนวกระบะต้นไม้
พื้นที่พักผ่อนเอ้าท์ดอร์ออกแบบมาให้ทำหน้าที่เสมือนไพรเวตรีสอร์ตขนาดย่อม มีมุมอ่านหนังสือใต้ร่มไม้ริมธารน้ำตกที่มีชุดโซฟา ที่ชวนให้เราหยิบหนังสือเล่มโปรดมานั่งอ่านเงียบ ๆ หรือจิบกาแฟรับแดดอ่อน ๆ ตอนเช้า ท่ามกลางความร่มรื่น ท่ามกลางแมกไม้เขียวชอุ่ม เหมาะสำหรับเป็นพื้นที่ที่ช่วยชาร์จพลังและให้ความรู้สึกสงบได้อย่างยอดเยี่ยมครับ

สนามพัตต์กอล์ฟสามหลุม
บังเกอร์ทรายเล็ก ๆ ติดตั้งเครื่องเล่นไม้ทรงบ้านหลังคาจั่วต่อกับอุโมงค์ตาข่ายและบ่อทราย

ลาน Outdoor Fitness ให้มายืดเส้นยืดสาย มีบาร์โหน ม้ากระดก และพื้นยางสีอิฐ
ป่า Canopy Walk และ Happy Lawn ของ The Forestias

บรรยากาศในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ Mulberry Grove The Forestias Condominiums ออกแบบมาให้สอดคล้องกับภาพรวมของผืนป่าและพื้นที่สีเขียวของ The Forestias
สิ่งที่ทำให้ “ป่า” ของ The Forestias แตกต่างจากการทำ Landscape ทั่วไป คือเขาไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า จะจัดสวนอย่างไรให้สวย แต่เริ่มจากคำถามว่า จะสร้างระบบนิเวศของป่าให้กลับมาเกิดขึ้นได้อย่างไร
ผืนป่าหลักของโครงการจึงนำแนวคิด Miyawaki Forest มาใช้ โดยปลูกไม้ท้องถิ่นอย่างหนาแน่นประมาณ 3–4 ต้นต่อตารางเมตร คละชนิดและคละระดับ ตั้งแต่ไม้เรือนยอด ไม้ชั้นรอง ไม้พุ่ม ไปจนถึงพืชคลุมดิน แทนการวางต้นไม้ให้เป็นแถวหรือจัดองค์ประกอบให้เรียบร้อยเหมือนสวนประดิษฐ์ เป้าหมายคือปล่อยให้พืชแต่ละชนิดแข่งขัน พึ่งพา และค่อย ๆ สร้าง community ของตัวเองขึ้นมา จนเกิดเป็นป่าที่มีความหนาแน่นและซับซ้อนใกล้เคียงระบบธรรมชาติจริงมากที่สุด

บน Happitrail หรือ Canopy Walk เส้นทางสำหรับคนทั่วไป เราจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวขึ้นไปเหนือระดับพื้นดิน จนเริ่มมองเห็นผืนป่าในอีกมุมหนึ่ง ระหว่างทางจะผ่าน Flying Whales ก่อนพาไปสู่ Bird’s Nest Playground ซึ่ง MQDC ออกแบบให้เป็นพื้นที่สำหรับทั้งครอบครัว มีทางเดินตาข่ายที่ค่อย ๆ พาขึ้นไปยังจุดชมวิวด้านบน ให้เด็ก ๆ ได้ปีน สำรวจ และมองธรรมชาติรอบตัวในระดับที่แทบจะอยู่ท่ามกลางยอดไม้จริง ๆ
The Forestias วางผืนป่าขนาดประมาณ 30 ไร่ ไว้เป็นหัวใจของโครงการ โดยใช้ทฤษฎีปลูกป่ามิยาวากิ (Miyawaki) เพื่อสร้างป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และเปิดพื้นที่ให้พืช สัตว์ และมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยบางพื้นที่อย่าง Deep Forest ถูกจำกัดไม่ให้คนเดินเข้าไปโดยตรง เพื่อให้ธรรมชาติยังมีพื้นที่ของตัวเองอย่างแท้จริง

ความสนุกของ The Forestias คือ การออกแบบวิธีให้คนเข้าไปสัมผัสธรรมชาติในระดับต่าง ๆ โดยยังพยายามรักษาสมดุลระหว่างการใช้งานกับระบบนิเวศไว้ด้วย

กานต์ชอบวิธีที่เขาไม่ได้แยกคำว่า “สนามเด็กเล่น” ออกจากคำว่า “ธรรมชาติ” เพราะแทนที่จะนำเครื่องเล่นสำเร็จรูปมาตั้งบนพื้นแล้วปลูกต้นไม้ล้อมรอบ ที่นี่กลับพยายามเปลี่ยนป่าให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่น
ถัดมา Explorer’s Lookout ก็ใช้แนวคิดคล้ายกัน แต่ตีความออกมาเป็นประสบการณ์ของบ้านต้นไม้ เด็ก ๆ สามารถขึ้นไปใกล้ระดับพุ่มไม้ มองลงมายังป่าด้านล่าง และกลับลงมาด้วยสไลเดอร์ ขณะที่พื้นที่ Playground อีกส่วนหนึ่งออกแบบเครื่องเล่นหลายรูปแบบเพื่อพัฒนาการทรงตัว การเคลื่อนไหว ความกล้า การตัดสินใจ การสำรวจ และการเรียนรู้ที่จะใช้พื้นที่ร่วมกับคนอื่น

เมื่อเดินกลับลงมาในระดับพื้นดิน บริเวณ Happy Lawn ก็เปลี่ยนอารมณ์อีกครั้ง จากการผจญภัยท่ามกลางต้นไม้มาเป็นพื้นที่เปิดโล่งสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน การพักผ่อน กิจกรรมของครอบครัว และกิจกรรมของชุมชน โดย Happy Lawn เองก็ถูกใช้เป็น Event Venue ของ The Forestias อยู่จริง

ถ้ามองทั้งหมดรวมกัน กานต์ว่าสิ่งที่น่าสนใจของ The Forestias ที่ “มีป่า มี Canopy Walk และมี Playground” จึงอยู่ที่การออกแบบประสบการณ์ให้คนค่อย ๆ เปลี่ยนความสัมพันธ์กับธรรมชาติไปเรื่อย ๆ
จากการมองป่า
ไปสู่การเดินอยู่เหนือป่า
การเล่นอยู่ท่ามกลางป่า
และสุดท้ายคือการใช้ชีวิตร่วมกับป่า
ตรงนี้ต่างหากที่ทำให้คำว่า Living with Nature ของ The Forestias มีน้ำหนักมากกว่าการเอาพื้นที่สีเขียวมาเป็นเพียงฉากหลังของโครงการอสังหาริมทรัพย์ครับ
สรุป

กานต์คิดว่าความสำเร็จสูงสุดของ Mulberry Grove The Forestias Condominiums ไม่ได้อยู่ที่การมีป่ากี่ไร่ หรือมีเครื่องเล่นกี่ชิ้น แต่อยู่ที่วันหนึ่งลูกบ้านเลิกเรียกสถานที่เหล่านี้ว่า “พื้นที่ส่วนกลาง” เด็กอาจเรียกว่าไปเล่นบ้านต้นไม้ พ่อบอกว่าจะออกไปวิ่ง แม่หยิบเสื่อไปปิกนิกที่สนามหญ้า และคุณปู่เลือกเดินเส้นเดิมช้า ๆ หลังอาหารเย็น ทุกคนใช้คนละมุม คนละเวลา แต่ความทรงจำค่อย ๆ เติบโตอยู่ในคอนโดมิเนียมบนผืนป่าเดียวกัน
Luxury ที่มีความหมายจึงไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกช่วงเวลาพิเศษเกินจริงครับ เพราะบางครั้งมันคือการทำให้กิจวัตรธรรมดา อย่าง เดิน เล่น วิ่ง นั่งคุย และกลับบ้านเกิดขึ้นได้เองท่ามกลางธรรมชาติที่สลับสับเปลี่ยนไปได้ทุกวันนั่นเอง
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 1265 หรือดูข้อมูลโครงการได้ที่ mqdc.com
คำถามที่พบบ่อย
Mulberry Grove The Forestias Condominiums อยู่ที่ไหน ใกล้อะไรบ้าง
โครงการอยู่ในเมือง The Forestias ของ MQDC ริมถนนบางนา–ตราด กม.7 บนที่ดินราว 16 ไร่ ติดกับผืนป่ามิยาวากิราว 30 ไร่ที่เป็นหัวใจของ The Forestias เว็บไซต์โครงการระบุระยะไว้ว่า Health and Brain Center ของ The Aspen Tree Clinic อยู่ห่างราว 0.8 กิโลเมตร Happitat ราว 1.1 กิโลเมตร Mega Bangna กับ IKEA ราว 3.3 กิโลเมตร Concordian International School ราว 3.8 กิโลเมตร และ Bangkok Mall ที่กำลังจะเปิดราว 7.5 กิโลเมตร ย่านนี้ยังมีโรงเรียนนานาชาติอีกหลายแห่ง ทั้ง Bangkok Patana, Berkeley, St. Andrews, D-PREP และ Dulwich*
ห้องมีกี่แบบ ขนาดเท่าไหร่ และราคาเท่าไหร่
แบบห้องมี 7 แบบ 1 Bedroom ขนาด 62.70–69.65 ตารางเมตร 2 Bedrooms ขนาด 97.76–98.71 ตารางเมตร 3 Bedrooms ขนาด 149.22–221.93 ตารางเมตร 1 Bedroom Duplex ขนาด 144.99–160.86 ตารางเมตร 2 Bedrooms Duplex ขนาด 248.31–250.13 ตารางเมตร 3 Bedrooms Duplex ขนาด 301.33–444.99 ตารางเมตร และ Penthouse ขนาด 743.73–987.14 ตารางเมตร ห้องตัวอย่างที่กานต์พาชมเป็นแบบ 3 Bedrooms Duplex พื้นที่ประมาณ 304.66 ตารางเมตร ยูนิตชั้นล่างมีทางเข้าของตัวเองและมี Front Porch หน้าห้อง ทุกห้องนอนมีห้องน้ำในตัว ส่วนราคา เว็บไซต์ของ MQDC ยังไม่ได้ประกาศไว้ ต้องสอบถามกับโครงการโดยตรงที่หมายเลข 1265
ส่วนกลางมีอะไรบ้าง และใครเป็นผู้บริหารนิติบุคคล
ส่วนกลางในร่มเกือบทั้งหมดอยู่ที่อาคาร 4 BLOOMBERRY มีห้อง Catering Room เลานจ์ ห้อง Dining Room ห้องเด็ก ซาวน่า ฟิตเนส Multi-Zone Gym ห้องโยคะ Study Room ห้องประชุม Salon & Massage Studio และตู้รับพัสดุอัจฉริยะ ทุกอาคารมีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ห้องรับอาหารเดลิเวอรี และห้องรับส่งผ้าซัก กลางแจ้งมีสระว่ายน้ำ สระเด็ก Thermal Pool สนามพัตต์กอล์ฟ ผนังปีน ลานออกกำลังกาย สนามเด็กเล่น และลานโยคะ MQDC แต่งตั้งบริษัท ดุสิตฮอสปิตัลลิตี้ เซอร์วิสเซส จำกัด ในเครือดุสิตธานี ให้บริหารนิติบุคคลและพื้นที่ส่วนกลาง พร้อมบริการคอนเซียร์จภายใต้แนวคิด Hotel-Inspired Living
*ระยะทางอ้างอิงจากเว็บไซต์ผู้พัฒนาโครงการ ระยะเวลาเดินทางจริงเปลี่ยนตามสภาพการจราจร ข้อมูลรายละเอียดโครงการ ณ เดือนตุลาคม 2569 โปรดตรวจสอบกับผู้พัฒนาโครงการอีกครั้งก่อนตัดสินใจ
อ่านต่อ — รวมรีวิวคอนโดมิเนียมของ KANT · THE FORESTIAS เมืองที่ออกแบบให้ธรรมชาติเป็นศูนย์กลาง · รีวิว WHIZDOM The Forestias คอนโดในเมืองในป่า MQDC



