โรงแรมแบรนด์ไทยดังไกลถึงโอซาก้า![]()
CENTARA GRAND HOTEL OSAKA
.
หาอ่านรีวิวยากมาก สำหรับโรงแรมนี้ เลยต้องบินไปนอนด้วยตัวเอง ดีหรือไม่ดีก็ให้รู้กันไป 555 กานต์พามารีวิวอย่างละเอียดเลยครับ สำหรับโรงแรม CENTARA GRAND OSAKA
.
ตัวตีกเป็นตึกสร้างใหม่ครับ ห้องเลยใหญ่กว่าโรงแรมอื่นๆ พอสมควร เราเลือกจองเป็นห้อง Miyabi Conner Club Floor นะครับ จะได้สิทธิ์เข้า Club Lounge ด้วย
.
ทำเลดีมาก นั่งรถไฟ Nankai มาจากสนามบินลงทีสถานี Namba ได้เลยครับ จากนั้นก็ให้รถตุ๊กๆ มารับ มันเท่มากๆ ฟีลเหมือนอยู่ไทย แต่นี่คือใจกลางโอซาก้าเลยนะ หรือใครจะเดินมาก็ได้ครับ ประมาณ 5 นาทีได้
.
มีทางเดินเชื่อมกับ Namba Park เดินเล่นในห้างได้ทั้งวัน หรือใครจะไปช้อปปิ้งที่ Shinsaibashi Dotonbori ป้ายกุลิโกะ ศาลเจ้านัมบะยาซากะ ก็เดินเล่นได้สบายเลยครับ แต่ส่วนมากเราจะอยู่ในโรงแรมมากกว่า
.
Grand Concept ของโรงแรมคือ A Fusion of Thai and Japanese Aesthetics ซึ่งฟังแล้วอาจจะรู้สึกว่าเป็นคำพูดทั่วไป แต่พอเข้ามาจริง ต้องยอมรับว่าเขาทำได้ดีกว่าที่จินตนาการไว้ใส่จิตวิญญาณแบบไทยๆ ผสมกับ Omotenashi แบบญี่ปุ่นไว้ดีมาก
.
ห้องกว้างมาก ได้วิวโอซาก้ามุมสูงมองเห็นวิวทะเลไกลๆ ตอนกลางคืนสวยมากครับ ไปดื่มที่บาร์มาด้วย ร้านสวยแต่งดีมีธีมเป็นทีมเบสบอลในตำนานของญี่ปุ่น ช่วงที่ไปโรงแรมที่เทศกาลสตอเบอร์รี่ คืออาหารของหวานที่ทำจากสตอเบอร์รี่ มีส้มตำ อาหารไทย เชฟก็คนไทย พนักงานส่วนหนึ่งก็มาจากไทยครับ อุ่นใจเหมือนอยู่บ้าน
.
กานต์ชวนอ่านรีวิวแบบละเอียดด้านใน ชมภาพไปด้วยเพลินๆ นะครับ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและจองห้องพักได้ที่ https://www.centarahotelsresorts.com/centaragrand/cgoj

“ไปโอซาก้า พักไหนดี?” น่าจะเป็นคำถามยอดฮิตเวลาแพลนทริปญี่ปุ่น วันนี้กานต์ขอหยิบเอาโรงแรมที่สร้างกระแสได้ดีมากๆ ตั้งแต่เปิดตัวอย่าง Centara Grand Osaka มารีวิวให้ดูกันครับ
ในมุมของคนที่ทำงานคลุกคลีกับเรื่อง Branding และชอบเสพงานสถาปัตยกรรม ผมบอกเลยว่าแบรนด์โรงแรมสัญชาติไทยแห่งนี้ ตีโจทย์การผสานอัตลักษณ์ของไทยเข้ากับบริบทของญี่ปุ่นได้อย่างเฉียบคมมาก เป็นสเปซที่คนไทยไปพักแล้วจะรู้สึกทั้งว้าวและอุ่นใจในเวลาเดียวกัน

โรงแรมตั้งอยู่ใจกลางย่าน Namba ตรงโซน Namba Parks South ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีมาก เดินทางจากสนามบินคันไซมาลงสถานี Nankai Namba ก็เดินถึงโรงแรมได้สบายๆ จะออกไปเดินเล่นช้อปปิ้งที่ Shinsaibashi หรือหาของกินที่ Dotonbori ก็ใกล้นิดเดียว

เรื่องงานดีไซน์กันบ้างครับ ตัวอาคาร 33 ชั้นมีความโดดเด่นด้วยรูปทรงสไตล์โมเดิร์น คอนเซปต์หลักของการตกแต่งภายในเขาได้แรงบันดาลใจมาจาก “สายน้ำ” เราจะเห็นลวดลายเกลียวคลื่น การเล่นแสงเงา และการใช้โทนสีที่ดูนุ่มนวลสบายตาตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าล็อบบี้ไปจนถึงห้องพัก มันให้ความรู้สึกสงบและผ่อนคลาย ตัดกับความคึกคักวุ่นวายของย่านนัมบะภายนอกได้อย่างน่าสนใจ เป็นการสอดแทรกความมินิมอลแบบญี่ปุ่นเข้ากับการต้อนรับที่อบอุ่นแบบไทยๆ ได้เนียนตาดีครับ

โถงลิฟต์สวยมาก จัดวางโคมไฟแขวนเรียงรายคล้ายกับโคมลอยจากทางเหนือของไทย

มีรถตุ๊กๆ ให้บริการรับส่งด้วยนะครับ แต่จะต้องนัดล่วงหน้า เมลล์มาก่อนจากเมืองไทยได้เลยครับ

เมื่อเข้ามาข้างในจะพบกับ Lobby ซึ่งอยู่ชั้น 2 นะครับ มีประติมากรรมที่สร้างขึ้นจากไม้สนจริงที่มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี โดยมีชื่อเรียกเก๋ๆ ว่า “Tako no Matsu” หรือ “สนปลาหมึก”

ก่อนจะถึง Lobby จะเดินผ่านโถงทางเดินเข้าลิฟต์ที่ประดับด้วยดอกไม้สด จัดดอกไม้สไตล์ญี่ปุ่น เปลี่ยนใหม่ตลอดเวลาเพื่อให้ดูสดชื่นมีชีวิตชีวา

เคาน์เตอร์ต้อนรับ ดีไซน์น่ารักมาก ได้แรงบันดาลใจมาจากถ้วยชาของญี่ปุ่น

ด้วยความที่เราพักห้อง Club Floor เราก็จะต้องขึ้นไปเช็คอินชั้น Club แทนครับ

มาถึงก็ได้เวลา Afternoon Tea พอดี พนักงานจะทำเช็คอินที่นี่เลยนะครับ Club Lounge ของ Centara Grand Osaka ใช้ชื่อว่า The Club ตั้งอยู่บนชั้น 32 ออกแบบอินทีเรียร์ด้วยแรงบันดาลใจจากการผสมผสานระหว่าง kimono ของญี่ปุ่นกับงานศิลป์ไทย มีทั้งโซนโซฟานุ่มสำหรับพักผ่อน เคาน์เตอร์สำหรับทำงานกับ laptop และมุมสงบสำหรับอ่านหนังสือเวลาที่เราขี้เกียจออกไปไหน

ก่อนเข้าห้องก็พักจิบชาพร้อมขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นกันสักหน่อย

ที่ต้องห้ามพลาดในช่วงนี้เลยคือสตอเบอร์รี่ครับ

เข้าห้องเราดีกว่า พักที่ชั้น 30 นะครับ Corner Miyabi Club Floor ห้องใหญ่มาก ด้วยความที่เป็นห้องมุมก็จะได้วิว 2 ด้านเลยครับ

วิวโอซาก้ามุมสูงก็จะประมาณนี้ แปลกตาดีเหมือนกัน มองเห็นสถานี Nankai อยู่ห่างจากโรงแรมไปนิดเดียว

เตียงนอนขนาดใหญ่วางไว้ริมหน้าต่าง หัวเตียงสวยดีครับ ประดับภาพวาดเรียบง่ายสไตล์ Zen ปลั๊กไฟหัวเตียงหลาย type ก็ติดตั้งเอาไว้ให้ครบ

ชอบมุมทำงานข้างเตียงมาก ดู cozy และเหมาะกับชีวิตเราที่ต้องทำงานไปด้วยตลอดเวลา ไวไฟแรงอยู่นะ

บนโต๊ะมีขนมวางไว้ต้อนรับ แน่นอนว่าต้องเป็นช็อคโกแลตกับสตอเบอร์รี่เช่นเคย 555

อีกด้านเป็นกระจกและอ่างล้างหน้า แปรงฟันไปมองดูวิวอ่าวไปไกลๆ ติดกันเป็นตู้ลิ้นชักใส่แก้ว มีมินิบาร์ ชาของญี่ปุ่น กาแฟเป็นแบบแคปซูลครับ

หันหลังมาจะเจอกับตู้เสื้อผ้าแบบเปิดโล่ง เราแขวนเสื้อเอาไว้เยอะอยู่ ทริปนี้ขนเสื้อผ้าชิ้นหนามาเยอะเหมือนกัน เพราะอากาศยังหนาว ช่วงที่เราไปมีหิมะตกด้วยในรอบ 40 ปีของโอซาก้า

ด้านหน้าห้องน้ำมีชุดคลุมอาบน้ำแขวนไว้ให้ ห้องน้ำไม่ใหญ่มาก แต่ยังจัดวางอ่างอาบน้ำเอาไว้ได้ ตามสไตล์คนญี่ปุ่นที่ชอบแช่น้ำร้อน ส่วน Amenities เป็นของแบรนด์ Panpuri แบรนด์ไทยที่โกอินเตอร์ไปอีกราย มี bath salt เตรียมให้ด้วยครับ

ช่วงเย็นมานั่งเล่นที่ Club เพราะว่าจะเป็น Evening Cocktails รีบลงมาเพราะว่าเดี๋ยวมีนัดทานข้าวที่ห้องอาหารอีกห้องหนึ่ง
ที่นี่เสิร์ฟทั้งค็อกเทล เบียร์ไทย น้ำผลไม้ และ snacks เบาๆ

Evening Cocktails เสิร์ฟกันแบบจัดเต็ม การบริการบนเลาจน์ก็เนี้ยบและใส่ใจรายละเอียดตามมาตรฐานที่เราคาดหวังจากโรงแรมระดับห้าดาวครับ

มาทานข้าวที่ห้องอาหาร Kunsei ครับ ทางเข้าตกแต่งสไตล์ Mid Century พรมสีสวยมาก

คำว่า “KUNSEI” (燻製) ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “รมควัน” และนี่คือกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจห้องอาหารแห่งนี้ทั้งหมด เพราะ KUNSEI ไม่ได้เป็นแค่ร้านอาหารฝรั่งเศสที่บังเอิญอยู่บนชั้นบนสุดของโรงแรมไทยในโอซาก้า มันคือห้องอาหารที่ใช้เทคนิคการรมควันเป็นแก่นแกนของทุกจาน แล้วผสมผสานกับวัตถุดิบตามฤดูกาลจากภูมิภาค Kansai จนเกิดเป็นอะไรบางอย่างที่หาทานที่อื่นได้ยาก

ตั้งอยู่บนชั้น 33 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของ Centara Grand Hotel Osaka ที่ความสูง 135 เมตรเหนือระดับพื้นดิน

ภายในห้องอาหารตกแต่งโทนสี deep blue ที่ครอบคลุมทั้งร้าน ไม่ใช่สีน้ำเงินแบบทะเล แต่เป็น midnight blue ที่ให้ความรู้สึกลึกลับ สงบ และมีคลาส

มองผ่านกระจกใสก็จะเห็น cityscape ของเมืองโอซาก้าทั้งเมืองกระจายในทุกทิศทาง

ตอนพระอาทิตย์ตกแสงสีส้มอมชมพูจะลอดเข้ามาทั้งร้าน พอตกค่ำไฟเมืองก็กลายเป็นฉากหลังที่ทำให้ทุกจานที่เสิร์ฟออกมาดูพิเศษยิ่งขึ้นไปอีก

สำหรับคนไทยที่มาเที่ยวโอซาก้า ผมว่าการไปทานอาหารญี่ปุ่นดีๆ ตามร้านข้างนอกเป็นเรื่องง่าย เพราะโอซาก้าเต็มไปด้วยตัวเลือก แต่ KUNSEI เสนอบางอย่างที่ต่างออกไป มันคือประสบการณ์ fine dining ที่อยู่ในโรงแรมของคนไทย บริหารโดยเชนโรงแรมไทย แต่ใช้วัตถุดิบญี่ปุ่นระดับ premium ปรุงด้วยเทคนิค French-inspired ที่ผสมเทคนิค smoking แบบ Japanese เข้าไป ทั้งหมดนี้เสิร์ฟบนชั้น 33 พร้อมวิว panoramic ของโอซาก้ายามค่ำคืน

ทานอาหารเสร็จเราก็ขยับไปนั่งที่บาร์ ชื่อ Smoke and Spin เป็นบาร์ที่ฮิตมากของคนโอซาก้า คนเยอะมาก

โทนสี dark brown เป็นหลัก ใช้เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งสไตล์ vintage retro ที่ให้ความรู้สึกคลาสสิก

ของตกแต่งที่เป็นเอกลักษณ์คือคอลเลกชัน memorabilia ของเบสบอลญี่ปุ่นที่กระจายอยู่ทั่วร้าน ซึ่งเป็นการ pay tribute ให้กับโอซาก้าในฐานะเมืองแห่งเบสบอล (บ้านของ Orix Buffaloes และ Hanshin Tigers ที่อยู่ไม่ไกล) ดีเทลนี้เล็กแต่ฉลาด เพราะมันทำให้ Smoke & Spin รู้สึก Osaka อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ rooftop bar ทั่วไปที่จะตั้งอยู่ที่เมืองไหนก็ได้

ร้านมีทั้ง indoor seating และ open terrace seating สำหรับคนที่ต้องการสัมผัสอากาศข้างนอก ซึ่งในคืนที่อากาศดี แต่ตอนที่เราไปเค้าปิดพื้นที่ด้านนอก เพราะลมแรงอากาศค่อนข้างหนาว เลยมาจิบวิสกึ้แทนด้านใน

ใดๆ คือวิวโอซาก้าตอนกลางคืนสวยมาก วิว panoramic ของโอซาก้ากระจายออกไปจนสุดสายตา

กลับมาถึงห้องก็ยังเห็นวิวกลางคืนสุดสวยของโอซาก้าแต่ว่าคนละฝั่งกับวิวจากบาร์เมื่อกี้

มื้อเช้าเราทานที่ The Club เสิร์ฟเป็นบุฟเฟ่ต์ขนาดย่อมที่ครอบคลุมทั้งอาหาร Western มีไข่หลายแบบ ไส้กรอก เบคอน สลัด แฮม ชีส ซุปข้าวโพด ซีเรียล ครัวซองต์ โทสต์ ขนมปังนม โยเกิร์ต, อาหารญุี่ปุ่นมีข้าว มิโซะซุป ปลาย่าง ไข่หวาน และอาหารไทยที่เป็นเอกลักษณ์ของ Centara อย่างโจ๊กไทยพร้อมเครื่องปรุง ผัดเนื้อซอสหอยนางรม ต้มข่าไก่ แกงแดงไก่ ผัดทะเล และก๋วยเตี๋ยวไทย อิ่มไปจนถึงกลางวัน

อาหารเช้านอกจากจะมีไลน์บุฟเฟ่ต์แล้วยังเสิร์ฟ Japanese Breakfast Gozen เซ็ตอาหารเช้าแบบญี่ปุ่นด้วยครับ

เริ่มวันดีๆ ด้วยแชมเปญสักแก้วก่อนมื้ออาหาร ปกติต้องดื่มเหล้าบ๊วยนะ

นี่คึือเซ็ตอาหารเช้าสำหรับ 1 คน เห็นจานละนิดละหน่อย แต่เอาจริงๆ คืออิ่มมาก

อาหารอร่อยดีครับ ส่วนตัวชอบทานอย่างละเล็กละน้อยอยู่แล้ว ก็เพลินๆ ดี อาหารไทยก็มีนะครับ

แวะมาดูห้องอาหาร Smoke & Spin ตอนกลางวัน เค้าเปิดเป็น Afternoon Tea ด้วยครับ

จริงๆ เรารู้จักร้านนี้มาก่อนอยู่แล้ว เพราะเป็นแฟนเบสบอลของญี่ปุ่น ซึ่งโอซาก้าก็เป็นหนึ่งในตำนานของญี่ปุ่น และนำมาตกแต่งที่นี่ด้วยครับ

Fitness Centre ตั้งอยู่ชั้น 4 เปิด 24 ชั่วโมง มีอุปกรณ์ครบครัน มี hot tub ให้แช่หลังออกกำลังกาย เป็นจุดบวกสำหรับคนที่ติดการออกกำลังกายและต้องการ maintain routine แม้อยู่ระหว่างทริป ไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาเปิดปิดเลยครับ ดีมากเว่อร์

ตอนบ่ายหลังจากกลับจากช้อปปิ้ง ก็มาแวะนวดที่ SPA Cenvaree ที่ Centara Grand Osaka เป็นสาขาแรกในญี่ปุ่นของแบรนด์สปาที่ได้รับรางวัล World Luxury Spa Awards มาหลายปีซ้อน

อินทีเรียร์ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจจากขนมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม (wagashi) ใช้โทนสีอ่อนนุ่มและเส้นโค้งอ่อนหวาน สร้างบรรยากาศที่สงบและผ่อนคลายตั้งแต่ก้าวเข้าไป

มาถึงก็กรอกฟอร์มกันก่อน ชอบมุมนี้มากดูละมุนใจ

ทรีตเมนต์ผสมผสานระหว่างศาสตร์ตะวันตกและตะวันออก ใช้น้ำมันจากแบรนด์ Arodia ของไทยที่ผลิตจากส่วนผสมธรรมชาติ 99.7% เบลนด์เฉพาะสำหรับ SPA Cenvaree เท่านั้น เลือกกลิ่นที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

สปามี couples treatment room 4 ห้อง วิวด้านนอกเป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่น

ห้องน้ำน่ารักดี ห้องนวดบางห้องมีอ่างจากุซชี่ไว้ให้ด้วยครับ

เทอราพิสเป็นคนไทย อารมณ์เหมือนนวดอยู่ในสปากรุงเทพเลยครับ คนไทยยังไงเรื่องนวดก็เบอร์หนึ่งอยู่แล้ว นวดดีมาก

ตอนนวดไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะอยากใช้เวลาพักผ่อนให้เต็มที่ นวดเสร็จก็มานั่งพักที่ Relaxing Room

ตอนค่ำเราไปทานดินเนอร์ที่ WhiskeyNova Steakhouse ชั้น 32 ร้านเท่มากตั้งแต่ทางเข้าเลย

สเต็กเฮ้าส์ที่ตกแต่งด้วย concept ผสมระหว่าง American comic book culture กับ Japanese retro art บรรยากาศสนุกแต่หรู เน้น dry-aged beef และ wagyu คุณภาพสูง จับคู่กับคอลเลกชันวิสกี้และไวน์ที่คัดมาอย่างดี

concept ของ WhiskeyNova คือ “American comic book culture meets Japanese retro art” ตกแต่งด้วย Comic ญี่ปุ่น พร้อมวิวจากระจกใส มองออกไป วิวจากชั้น 32 ฝั่งนี้คือที่สุดจะมองเห็น Tsutenkaku ด้วยครับ

เนื้อที่ WhiskeyNova ใช้ถูก dry-age ในตู้บ่มเนื้อเฉพาะเป็นเวลา 2–4 สัปดาห์ ร้านใช้เตาถ่านย่างเนื้อที่ความร้อนประมาณ 500°C ทำให้ข้างนอกกรอบหอม ข้างในยังชุ่ม

ใครที่มาเที่ยวโอซาก้า กานต์ว่า WhiskeyNova ตอบโจทย์หลายอย่างพร้อมกัน ได้ทานสเต็กเนื้อญี่ปุ่นคุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้ มาลอง lunch course ก่อนก็ได้ครับ ราคาดีมาก ได้นั่งในบรรยากาศที่สนุกและมีสีสัน ได้วิวเมืองจากชั้น 32 ได้ลอง whiskey collection ที่คัดสรรมาดี และทั้งหมดนี้อยู่ในโรงแรมไทยที่พนักงานหลายคนพูดไทยได้ ซึ่งเรื่อง service ไม่ต้องกังวลเลย

ตบท้ายด้วยของหวาน จานนี้เป็นช็อคโกแลตอีกแล้วครับ มากับไอศครีม

กลับมาถึงห้องนอนละครับ มองเห็นชิงช้า Ebisu Tower ที่ตั้งอยู่บนตึก Don Quijote สาขา Dotonbori ด้วยครับ

งานดีไซน์ Grand Concept ของโรงแรมคือ “A Fusion of Thai and Japanese Aesthetics” ซึ่งฟังแล้วอาจจะรู้สึกว่าเป็นคำพูดทั่วไป แต่พอเข้ามาจริง ต้องยอมรับว่าเขาทำได้ดีกว่าที่จินตนาการไว้
แค่เห็นตุ๊กๆ ตั้งไว้หน้าห้องอาหารก็ว้าวแล้วครับ

สิ่งที่ Centara Grand Osaka ทำได้ดีมากคือการผสมผสาน Thai Hospitality เข้ากับ Japanese Omotenashi ได้อย่างลงตัว พนักงานหลายคนเป็นคนไทยหรือพูดไทยได้ หลายคนเข้ามาทักทายเพราะพอรู้จักเราอยู่บ้าง ซึ่งสำหรับคนไทยที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วเจอพนักงานที่พูดภาษาเดียวกัน ต้อนรับด้วยรอยยิ้มแบบที่คุ้นเคย ผมว่ามันอุ่นใจดีเหลือเกิน

ห้องอาหาร all da dining ชื่อ Suan Bua อยู่ชั้น 2 ครับ เป็นร้านอาหารไทยที่ทำหน้าที่เสิร์ฟทั้งมื้อเช้า กลางวัน และเย็น หน้าร้านมีตุ๊กตุ๊กจำลองจอดอยู่ สร้างอารมณ์ street food ไทยทันที ตกแต่งสวยมาก ใช้สีแดงร้อนแรงดีครับ

ติดกันเป็นห้องอาหาร Embassy of Crab เสิร์ฟอาหารทะเลที่เน้นปูเป็นพระเอก เมนูแนว international seafood ที่มีตั้งแต่ chilli crab สไตล์เอเชีย สปาเก็ตตี้เมนไทโกะ กุ้งย่าง masala กับ ciabatta เสิร์ฟทั้งมื้อกลางวันและเย็น

อาหารเช้าก็คือเชื่อมต่อกันทั้ง 2 ห้องเลยครับ ไลน์อาหารหลากหลาย เราชอบครัวซองก์มากครับ เทคนิคสไตล์ญี่ปุ่นผสมฝรั่งเศส

ไลน์อาหารเช้าเยอะอยู่ครับ เบื่อจากห้องอาหารเช้าใน Club Louge ก็ลงมาทานที่นี่ได้ มีให้เลือกทั้งอาหารญี่ปุ่น อาหารไทย และอาหารสไตล์อินเตอร์คอนติเนนท์

มีมุมอาหารไทยด้วยครับ มีเชฟคนไทยมาคอยลวกก๋วยเตี๋ยว ฟีลเหมือนอยู่บ้าน

ช่วงที่ไป ช่วงอาหารกลางวันมีเทศกาล สตอเบอร์รี่เป็นแบบบุฟเฟต์นะครับ เชฟก็รังสรรค์เมนูอาหารที่ใส่สตอเบอร์รี่เข้าไป ทั้งส้มตำ ยำ ข้าวตังหน้าซอสสตอเบอร์รี่ ผมว่าดีมาก เข้ากันสุดๆ

ซีฟู๊ดก็มีครับ นำมาใส่สตอเบอร์รี่กันหลายเมนูเลย

บาร์เครื่องดื่ม มีให้เลือกเยอะมาก

ปิดท้ายด้วยขนมหวาน แน่นอนว่า สตอเบอร์รี่ล้วนๆ หอมหวานมาก ซื้อกินคงแพงน่าดู มากินแบบนี้ดีกว่า คุ้มมาก

ขากลับเรียกใช้บริการตุ๊กๆ ไปส่งที่สถานีรถไฟ Nankai เช่นเคยครับ



