“𝙇𝙚𝙩 𝙮𝙤𝙪𝙧 𝙝𝙤𝙢𝙚 𝙗𝙚 𝙮𝙤𝙪𝙧 𝙢𝙖𝙨𝙩 𝙖𝙣𝙙 𝙣𝙤𝙩 𝙮𝙤𝙪𝙧 𝙖𝙣𝙘𝙝𝙤𝙧.”— Kahlil Gibran กวีและนักปรัชญาชาวเลบานอน เคยบอกไว้
.
มีคำถามหนึ่งที่คนกรุงเทพฯ ยุคนี้มักถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า ระหว่าง “อยู่ใกล้ทุกอย่าง” กับ “มีพื้นที่ว่างเพื่อใช้ชีวิต” เราควรจะเลือกอะไร?
.
คิดเหมือนกันไหมครับว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตลาดอสังหาฯ มักบีบให้คนเลือกข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าเลือกคอนโดกลางเมืองก็เพราะได้เรื่องความสะดวก แต่แลกกับพื้นที่ที่แคบลงทุกปีและมีราคาสูง ส่วนชานเมืองก็ให้ความเป็นส่วนตัวดีนะครับ แต่แลกกับเวลาชีวิตบนถนนที่หายไปในทุกเช้าจนถึงค่ำ
.
ทางออกที่น่าสนใจและอยากแนะนำสำหรับใครที่กำลังมองหาชีวิตในเมืองกรุงฯ คือ CORDIZ พัฒนาการ-อ่อนนุช โครงการพรีเมียมทาวน์โฮมจาก PEACE & LIVING เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่กานต์มองว่าออกแบบมาได้อย่างที่เข้าใจไลฟ์สไตล์คนเมืองได้ค่อนข้างลึกซึ้งเลยครับ
.
ถ้าวาดภาพให้เห็นชัด CORDIZ พัฒนาการ-อ่อนนุช ออกแบบมาสำหรับคนกรุงเทพฯ ที่เคยอยู่คอนโดมาสักพักและเริ่มรู้สึกว่าพื้นที่มันไม่พอสำหรับชีวิตที่กำลังขยายออกไป ไม่ว่าจะเป็นการแต่งงาน มีลูก มีพ่อแม่ที่ต้องดูแล หรือแค่ต้องการห้องทำงานที่เป็นบ้านจริงๆ สักห้องหนึ่ง มีที่จอดรถ มีสนามหน้าบ้าน มีห้องครัวที่ทำอาหารได้จริง และมีพื้นที่ส่วนตัวที่แบ่งออกจากพื้นที่ทำงานได้อย่างชัดเจน
.
สิ่งที่กานต์สนใจในโครงการนี้ ก็คือการวาง Positioning ของแบรนด์ให้เป็น The Best Alternative of Sukhumvit หรือทางเลือกที่ตอบโจทย์คนหลงรักสีสันของสุขุมวิท โครงการนี้เลือกปักหมุดในซอยอ่อนนุช 17 ซึ่งเป็นทำเล Mid-Town ที่เชื่อมต่อการใช้ชีวิตได้เนียนมาก
.
ลองนึกภาพตามว่าเราสามารถขับรถแค่ 15 นาที* ก็ถึงเอกมัย-ทองหล่อแล้ว หรือจะใช้รถไฟฟ้า BTS อ่อนนุชก็เดินทางสะดวก กานต์ว่าที่นี่คือทำเลที่รักษาสมดุลระหว่างชีวิตทำงาน การเข้าสังคมปาร์ตี้ และการกลับมาพักผ่อนในพื้นที่ส่วนตัวได้อย่างลงตัวมากเลยครับ
.
สิ่งที่ทำให้ CORDIZ น่าสนใจมากกว่าโครงการทาวน์โฮมทั่วไปคือปรัชญาการออกแบบที่ชัดเจน เพราะแทนที่จะพูดว่า “เราขายบ้านราคาเท่านี้ พื้นที่เท่านี้” PEACE & LIVING กลับตั้งคำถามว่า บ้านในเมืองควรเชื่อมคนกับอะไรบ้างในชีวิตประจำวัน คำตอบที่ได้ถูกสรุปออกมาเป็น Concept ที่ว่า Where Heart and Home Connect ซึ่งไม่ได้แค่โรแมนติกแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนความตั้งใจที่จะออกแบบทุกตารางเมตรให้คุ้มค่ากับการใช้ชีวิตจริงๆ
.
งานออกแบบและฟังก์ชันของ CORDIZ จึงคิดมาเพื่อให้ความรู้สึกของการอยู่บ้านอย่างแท้จริง โครงการนี้ยังให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวสูงมากด้วยจำนวนเพียง 68 ยูนิต ซึ่งตรงกับอินไซต์ของคนยุคนี้ที่โหยหาสเปซเงียบสงบเพื่อชาร์จพลัง
.
ฟังแค่การตั้งชื่อ SOUL และ MIND ก็รู้เลยว่าโครงการนี้มองผู้อยู่อาศัยในฐานะคนที่มีบุคลิก มีความต้องการที่แตกต่างกันทั้งชีวิตภายนอกบ้านและเมื่อกลับมาถึงบ้าน
.
กานต์พาไปชมบ้านตัวอย่างและอ่านกันต่อในแคปชั่นนะครับ
.
21 – 22 มี.ค. 69 PRE-SALE
ลงทะเบียน และจองภายในงานรับโปรอยู่ฟรีนาน 12 เดือน*
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/4sHoUFy

ถ้าพูดถึงการออกแบบทาวน์โฮมในเมือง สิ่งที่กานต์ให้ความสำคัญมากที่สุดไม่ใช่ตัวเลขตารางเมตร ตารางวา แต่เป็นคำถามที่ว่า “บ้านหลังนี้รู้จักผู้อยู่อาศัยดีแค่ไหน?” มากกว่าครับ เพราะสิ่งที่น่าสนใจใน CORDIZ ไม่ใช่แค่ตัวเลขพื้นที่หรือฟังก์ชัน แต่กานต์ชอบในปรัชญาของการตั้งชื่อ ครับ
CORDIZ พัฒนาการ-อ่อนนุช ตอบคำถามนี้ด้วยการตั้งชื่อแบบบ้านสองแบบที่เลือกได้ในโครงการว่า SOUL และ MIND ซึ่งน่าสนใจมากครับ

SOUL ชวนให้คิดถึงบ้านที่มีความเป็นตัวตนของเรา เป็นบ้านที่เราได้สร้างและเก็บบันทึกความทรงจำเอาไว้ในสถานที่นั้น ส่วนแบบบ้าน MIND ชวนให้คิดถึงบ้านที่ถูกออกแบบด้วยความคิดที่รอบคอบ
มองเผินๆ อาจดูเป็นกิมมิคทางการตลาด แต่ถ้าดูจากขนาดและฟังก์ชันที่ตรงกับชื่อ บ่งบอกได้ว่า PEACE & LIVING เข้าใจดีว่าคนที่จะซื้อบ้านในย่านนี้ในราคาเริ่ม 7.5 ล้านบาทนั้น คือใคร

ซอยอ่อนนุช 17 แยก 13 ฟังดูเหมือนที่อยู่ธรรมดาของคนย่านสวนหลวง แต่ถ้าลองกางแผนที่ดูดีๆ จะพบว่านี่คือ Sweet Spot ของกรุงเทพฝั่งตะวันออกที่หาได้ยากมาก ทำเลนี้อยู่ในจุดที่เชื่อมถึงสุขุมวิทได้ เดินทางเข้าทองหล่อได้รวดเร็ว วิ่งออกถนนพระราม 9 ได้ และขึ้นทางด่วนฉลองรัชได้โดยแทบจะไม่ต้องเจอสัญญาณไฟแดง
สำหรับใครที่โดยสารรถไฟฟ้า สามารถใช้บริการ BTS สถานีอ่อนนุชและรถไฟฟ้า MRT สายสีเหลืองสถานีกลันตันได้ อีกทั้งยังมีทางพิเศษฉลองรัชด่านพระโขนงที่อยู่ใกล้ๆ เช่นกัน รู้สึกได้เลยครับว่า โครงการนี้ไม่ได้อยู่ไกลจากใจกลางเมืองอย่างที่คิด เพียงแค่เราถอยออกมาจากความวุ่นวาย เพื่อให้ได้ชีวิตที่สงบขึ้น

รอบข้างยิ่งน่าสนใจ The Nine Center พระราม 9 อยู่ห่างแค่ประมาณ 2 กิโลเมตร ส่วน M District ก็อยู่ไม่ไกลใช้เวลาขับรถประมาณ 15 นาที* นอกจากนี้ยังใกล้ Seacon Square ศรีนครินทร์ และ พาราไดซ์ พาร์ค นั่นหมายความว่าทั้ง Lifestyle Mall ระดับ Premium และ Community Mall อย่างโซนพัฒนาการ 30 ก็มี Oasis และ Top Food Hall Center รวมถึง Lotus’s Go Fresh หรือฝั่งถนนอ่อนนุชก็จะมี Onnut Plaza Community Mall ล้วนอยู่ในระยะที่เดินทางได้ทุกวันสะดวกมากๆ

สำหรับครอบครัวที่มีลูกหรือกำลังวางแผนว่าจะมี ทำเลนี้มีโรงเรียนนานาชาติชั้นนำอยู่โดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนนานาชาติบางกอกเพรพ, โรงเรียนนานาชาติเอกมัย, โรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันและโรงเรียนนานาชาติไบรท์ตันที่อยู่ไม่ไกล รวมไปถึงมีโรงพยาบาลชั้นนำอย่างสมิติเวช ศรีนครินทร์ และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ที่เดินทางถึงได้สบายๆ

Main Gate ทางเข้าโครงการดีไซน์แบบ Minimal ที่ยังคงความ Modern เอาไว้ด้วยการออกแบบเส้นสายที่ช่วยเพิ่มมิติ มีระบบความปลอดภัยเป็นแบบ Easy Pass ควบคุมการเข้าออก บวกกับกล้อง CCTV และ รปภ. 24 ชั่วโมง รอบโครงการเป็นรั้วสูง 3 เมตรและเสริมระแนงเพิ่มขึ้นไป

ส่วน Clubhouse จัดวางเอาไว้ด้านหน้าโครงการ ข้อดีก็คือทำหน้าที่เป็นทั้ง First Impression และ Buffer Zone ในแง่ความปลอดภัย เพราะการที่ Clubhouse อยู่ด้านหน้าก็หมายความว่าคนที่จะเข้ามาในโครงการต้องผ่านจุดเดียว ควบคุมการเข้าออกได้ง่ายกว่า อีกเรื่องที่น่าสนใจคือเรื่องความเป็นส่วนตัว

ภายนอกของ Clubhouse ออกแบบในสไตล์ Modern Minimalist ตัวอาคารเป็น 2 ชั้นโทนขาวครีมสะอาด มีผนังกระจกบานใหญ่ต่อเนื่องตลอดแนว ช่วยให้แสงธรรมชาติลอดเข้ามาได้ตลอดวันและยังทำให้มองจากฟิตเนสชั้นบนยังเห็นสระว่ายน้ำด้านล่างได้ด้วย งานดีไซน์เท่มากใช้เส้น Curve ที่ขอบหลังคาช่วยให้อาคารไม่แข็งกระด้างเกินไป ในช่วงเย็นที่แสงไฟภายในส่องออกมากับแสงพระอาทิตย์ตกที่ท้องฟ้ากระทบอาคารให้เปลี่ยนสี ทำให้ภาพรวมดูอบอุ่นในแบบพรีเมียม

สระว่ายน้ำอยู่ชั้นล่างเป็นสระแบบ Semi-outdoor เป็นสระระบบเกลือ ขนาด 12.60×4.00 เมตร ลึก 1.20 เมตร มีแยกสระว่ายน้ำสำหรับเด็กด้วยครับ งานดีไซน์ใช้ Arch โค้งที่ Echo กับภาษาการออกแบบของตัวอาคาร มีจุดให้ล้างตัวก่อนลงสระ มองเห็นแสงธรรมชาติที่ลอดลงมาจากด้านบนทำให้น้ำในสระดูสีฟ้าใส ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับสระว่ายน้ำในโรงแรมบูทีคมากกว่า Clubhouse ทั่วไปที่มักเป็นสระสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดา

ส่วนด้านนอกพื้นที่สีเขียวส่วนกลาง น่าจะเป็นส่วนที่ตอบคำถามเรื่องการดูแลเอาใจใส่มากที่สุด สะท้อนว่าโครงการนี้คิดถึงคุณภาพชีวิตระยะยาว ไม่ใช่แค่หน้าตาตอนขาย ทางเดิน Curve เล็กน้อยผ่านสวนที่จัดภูมิทัศน์อย่างตั้งใจ ต้นไม้ขนาดกลาง ไม้พุ่มและพื้นหญ้าจัดสลับชั้นกัน มี Shaded Seating ไว้นั่งพัก มีมุมเล่นสำหรับเด็กเล็ก ตอนเช้าๆ เราสามารถพาน้องหมาไปเดินเล่นในสวนได้หรือเราจะวิ่งออกกำลังกายไปพร้อมกันเป็นเป็นไอเดียที่ดี กานต์มองว่าที่นี่ก็มีความ Friendly กับสมาชิกทุกคนในครอบครัว รวมถึงสมาชิก 4 ขาของเราด้วยครับ

ชั้นบนของ Clubhouse แบ่งพื้นที่ได้น่าสนใจ เมื่อเข้าไปจะพบกับส่วนของ Co-Working Space ห้องฟิตเนสและมีห้องนิติฯ หรือ Juristic Office สำหรับให้บริการลูกบ้านรวมอยู่ด้วย

Co-Working Space จัดวางที่นั่งกระจายกันไปในหลายจุดให้เลือกมีทั้งโต๊ะยาว ชุดโซฟานั่งเล่น เก้าอี้บาร์ทรงสูงริมหน้าต่าง การตกแต่งใช้ Wood Panel โทนอุ่นเป็นผนังหลัก สลับกับพื้นที่สีขาวและต้นไม้ที่วางตลอดแนวเพดานในลักษณะ Living Wall สร้าง Texture ที่มีชีวิตโดยไม่ต้องพึ่งสีสันฉูดฉาด แสง Indirect Lighting ที่ขอบเพดานให้ความรู้สึกอบอุ่นได้ฟีลลิ่งแบบโรงแรม Boutique

กานต์มองว่านี่คือ Benchmark ที่ถูกต้องในการอธิบายพื้นที่แห่งนี้ จัดวางโซฟาและ Armchair โทนครีม-เขียวเข้มจัดวางในลักษณะที่นั่งคุยกันได้สบาย มี Work Space และ Meeting Room แยกออกมาต่างหาก

เรียกได้ว่าฟังก์ชันตอบโจทย์มากในยุค Nomad กลายเป็นเรื่องปกติ การมีห้องแบบนี้ในโครงการตัวเองหมายความว่าเราไม่ต้องออกไปนั่งคาเฟ่นอกบ้านทุกวัน และยังได้ความเป็นส่วนตัวที่คาเฟ่ให้ไม่ได้

ภายในห้องประชุมมีโต๊ะยาวรองรับได้หลายคน มีจอ TV ที่ขยับตำแหน่งได้ตามความต้องการ มีต้นไม้ตั้งตรงกลางโต๊ะเล็กน้อยพอให้รู้สึกว่านี่ไม่ใช่ห้องประชุมเครียดๆ แต่เป็นพื้นที่ทำงานส่วนตัวที่รู้สึกดี

Fitness พื้นที่ออกกำลังกายสำหรับใครที่เป็นสายรักสุขภาพ ภายในจัดวางอุปกรณ์ในการออกกำลังกายทั้งแบบ Cardio และ Weight Training Machine เครื่องออกกำลังกายติดตั้งของแบรนด์ RevoFit ซึ่งเป็นระดับที่คนออกกำลังกายจริงจังใช้กัน

เครื่องออกกำลังกายมีทั้งลู่วิ่งไฟฟ้า จักรยานนั่งปั่น ฯลฯ เพื่อมอบประสบการณ์ในการออกกำลังกายในบรรยากาศของธรรมชาติและพื้นที่สีเขียว

ในส่วนของ Fitness หันหน้าออกมาทางด้านหน้าโครงการผ่านผนังกระจกใส Full Height สูงถึงฝ้า และยังมองเห็นสระว่ายน้ำที่อยู่ด้านล่างด้วย พื้นปูไม้ Wood Tone อุ่น ผนังด้านหนึ่งเป็น กระจกเงาสำหรับเช็คท่วงท่าในการออกกำลัง ส่วนอีกด้านเป็น Green Wall ให้ความรู้สึกเปิดโล่งและสดชื่น

กานต์มองว่ากลุ่มลูกค้าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นคนไม่ต้องการบ้านที่ใหญ่โตโอ้อวด แต่อยากมีบ้านที่ “รู้จักตัวตนของเรา” นั่นเองครับ
จากพื้นที่ส่วนกลาง กานต์จะพาไปชมบ้านตัวอย่างของโครงการกันบ้างครับ เริ่มจากพามาชมแบบบ้าน MIND กันก่อนนะครับ

MIND คือแบบบ้านที่กว้างออกไปในทุกมิติ ในแบบที่รู้สึกได้จริง ด้วยหน้าบ้านที่กว้าง 5.7 เมตร บนที่ดินเริ่มต้น 19.4 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 153 ตารางเมตร ฟังก์ชัน 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ และที่จอดรถ 2 คัน

กานต์ว่าแบบบ้าน MIND น่าจะเหมาะกับครอบครัวที่มีลูก 1-2 คน หรือที่บ้านมีผู้สูงอายุร่วมอาศัยด้วย เพราะห้องน้ำส่วนตัวที่ครบทุกห้องนอนนั้นมีความหมายมากกว่าที่คิดครับ มันหมายถึงเช้าวันธรรมดาที่แสนเร่งรีบ แต่ไม่มีใครต้องรอกัน

ด้านหน้าคือที่จอดรถได้ 2 คันพร้อมกัน เมื่อเดินเข้ามาด้านใน ชั้นล่างของ MIND เป็นแนวลึกอย่างมีเหตุผล เพราะด้วยความที่หน้าบ้านมีความกว้างถึง 5.7 เมตร สัมผัสแรกที่รู้สึกได้คือการให้สเกลของความโอ่โถงที่ใกล้เคียงกับบ้านเดี่ยวเลย เลย์เอาต์ชั้นล่างถูกออกแบบมาในลักษณะ Open Plan ที่เชื่อมต่อโซน Living นั่งเล่นดูทีวีหน้าบ้าน ลื่นไหลไปจนถึงโซน Dining และพื้นที่เตรียมอาหารด้านหลังได้อย่างสมูท

ภายในบ้านเปิดรับแสงธรรมชาติเข้ามาภายใน และมีผนังกระจกที่มองออกไปเห็นต้นไม้ (สำหรับบ้านหลังมุม) สีของภายในบ้านเป็นโทนครีม-เบจ วัสดุพื้นเป็นกระเบื้องแกรนิตโต้สีอ่อนที่ดูแลง่าย เพดานมีแสง LED กรุ่มๆ เพิ่มความอบอุ่นในยามค่ำ

ถัดเข้าไปเป็น Dining Area ออกแบบให้มีเคาน์เตอร์บาร์ด้านข้างและจัดวางโต๊ะรับประทานอาหารรองรับได้ 6 ที่นั่ง นั่นคือสัญญาณว่าบ้านหลังนี้ถูกออกแบบมาให้ทุกคนมีมื้ออาหารร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นดินเนอร์กับครอบครัวหรือเอาไว้จัดปาร์ตี้เล็กๆ กับเพื่อนสนิทได้สบายๆ ครับ

ด้านในสุดสามารถปรับฟังก์ชันให้เป็นห้องครัวได้ครับ บ้านตัวอย่างติดตั้งเคาน์เตอร์พร้อมตู้บานปิดสำหรับเก็บของทั้งชั้นบนและชั้นล่าง มีหน้าต่างด้านข้างและด้านหลังจะได้ช่วยระบายกลิ่น

ถัดเข้าไปด้านในเป็นพื้นที่วางเตาและอ่างล้างจาน มีพื้นที่ด้านข้างออกแบบเป็นช่องเอาไว้สำหรับติดตั้งตู้เย็น โครงการทำเอาไว้ให้ดูเป็นไอเดียดีมากเลยครับ ซึ่งก็นับว่าครบสูตรการใช้ชีวิตตามสไตล์คนเมือง

Living Area พื้นที่กว้างพอที่เราจะวางโซฟาขนาดใหญ่สำหรับนอนกลิ้งเล่นกับสุนัขตัวโปรดได้สบายๆ ชั้นนี้มีห้องน้ำให้ 1 ห้อง เชื่อมต่อกับบันไดขึ้นชั้นบน

ขึ้นมาบนชั้น 2 กันบ้างเป็น Master Bedroom ออกแบบให้มีลักษณะเป็น Penthouse คือทั้งชั้นนี้มีห้องนอน 1 ห้องพร้อมห้องน้ำในตัว

ด้านในสุดเป็นพื้นที่พักผ่อน จัดวางเตียงนอนขนาด 6 ฟุตเอาไว้ด้านในสุดเพื่อความเป็นส่วนตัว พร้อมกับมีพื้นที่รอบเตียงเหลือให้เดินได้สบาย และยังสามารถจัดวางโต๊ะหัวเตียงพร้อมโคมไฟเอาไว้ หัวเตียงเปิดช่องแสงส่องสว่างเข้ามายังภายใน ผนังห้องด้านหนึ่งจะเป็นกระจกใสบานใหญ่ เราสามารถติดตั้งม่านหรือมู่ลี่เพิ่มเติม เปิด-ปิดม่านได้หากต้องการความเป็นส่วนตัว ปลายเตียงออกแบบให้มีชั้นวางทีวีขนาดใหญ่ บ้านตัวอย่างใช้ทีวีเป็นแบบแขวนผนัง ทำให้ห้องดูโมเดิร์นมากขึ้นเป็นไอเดียที่เข้าท่าดี มีคาบิเบทแบบแขวนเช่นกันให้เราวางของจุกจิก

ไฮไลท์ของบ้านคือการออกแบบให้มีห้องอเนกประสงค์ที่เราสามารถปรับเปลี่ยนเป็น Home Office ส่วนตัวเงียบๆ สำหรับนั่งทำงาน หรือจะทำเป็นห้องอ่านหนังสือมุมโปรดก็ลงตัวทีเดียวครับ เรียกได้ว่าเป็นดีไซน์ที่ให้ทำได้ทุกอย่างที่ชีวิตในปัจจุบันต้องการ

บ้านตัวอย่างทำเป็น Home Office/Study Room ที่มีชั้นวางหนังสือ Built-in ตลอดผนัง พร้อมโต๊ะไม้ติดหน้าต่างให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาตรงๆ ไม่ต้องเปิดไฟในตอนกลางวัน

“A house is made of walls and beams; a home is built with love and dreams.”
— Ralph Waldo Emerson

อีกด้านเป็นมุมแต่งตัวแบบ Walk-in Closet ให้เราได้ใช้พื้นที่ส่วนตัวอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะคนที่ชอบแต่งตัวแบบเราจะสนุกกับห้องนี้มาก

ติดกันเป็นห้องน้ำในตัวครับ ถือเป็นห้องนอนหลักที่มีขนาดพื้นที่กว้างขวางและออกแบบฟังก์ชันใช้สอยภายในได้ค่อนข้างลงตัวเลยครับ

พื้นที่ชั้น 3 จะมีด้วยกัน 2 ห้องนอน แต่ละห้องเป็นแบบ En-Suite คือมีห้องน้ำในตัวครับ

เริ่มจากห้องแรกมาแนวเท่ๆ เลยครับ นึกไปถึงห้องของชายหนุ่มที่หลงใหลในเสียงเพลงและงานดนตรี ตกแต่งด้วยโทนสีขาว ดำ น้ำเงินเข้ม ภายในห้องจัดแบ่งฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างเป็นสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่พักผ่อน สามารถวางเตียงนอนขนาดควีนไซส์ได้สบายเลยครับ

ด้วยความที่เป็นห้องมุมอยู่ทางด้านหน้า ทำให้ได้เปรียบเรื่องของแสงธรรมชาติที่ส่องผ่านผนังด้านหน้าและให้ความเป็นส่วนได้มากกว่า เปิดรับช่องแสงผ่านหน้าต่างได้จากฝั่งด้านข้างเตียง ภายในห้องถือว่ามีขนาดกว้างขวางอยู่ครับส่วนช่วงปลายเตียงจะเป็นมุมนั่งเล่น ทำกิจกรรมส่วนตัว อีกฝั่งจะเป็นพื้นที่ติดตั้งตู้เสื้อผ้า

ตรงกันข้ามจะเป็นส่วนห้องนอนรองอีกห้องที่อยู่ฝั่งด้านหลังบ้าน ทำให้มีจุดเด่นเรื่องความเงียบสงบ บ้านตัวอย่างตกแต่งเป็นห้องนอนสำหรับเด็กเล็ก เน้นความน่ารัก ดูสดใสในสไตล์ศิลปินตัวน้อย เลือกใช้สีพาสเทลโทนเอิร์ธเพื่อให้ห้องดูซอฟท์

ด้านข้างเตียงจัดวางโต๊ะอเนกประสงค์สำหรับเป็นมุมนั่งทำการบ้าน อ่านหนังสือ และมีตู้เสื้อผ้าจัดวางเอาไว้ด้านข้างเช่นกัน ฝ้าเพดานประดับด้วยไฟส่องสว่าง ห้องนี้มีห้องน้ำในตัวเช่นกัน กานต์มองว่าดีเทลนี้สำคัญมากนะครับ เพราะถ้าเราเป็นครอบครัวที่มีลูก นี่จะเป็นการมอบพื้นที่ส่วนตัวให้เขาได้เติบโตและรับผิดชอบพื้นที่ของตัวเอง

ลงจากแบบบ้าน MIND เพื่อจะพามาชมแบบบ้านต่อมา คือ SOUL กันบ้างครับ

SOUL เป็นบ้านหน้ากว้าง 5 เมตร บนที่ดินเริ่มต้น 17 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 150 ตารางเมตร ฟังก์ชัน 3 ชั้น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน ตัวเลขทั้งหมดนี้ดูเรียบง่ายแต่กานต์ว่านี่แหละคือจุดที่น่าสนใจครับ เพราะทีมออกแบบนำพื้นที่ไปใช้ได้อย่างคุ้มค่าในทุกตารางนิ้ว
จะเป็นอย่างไร เดี๋ยวตามไปชมกัน

กานต์ชอบภาษาการออกแบบ ของ SOUL มากครับ เพราะตลอดทั้งบ้านเต็มไปด้วย Arch ประตูโค้ง กรอบโค้ง และช่องเปิดโค้ง ที่ปรากฏในทุกชั้น ราวกับลายเซ็นของนักออกแบบที่เซ็นชื่อไว้ทุกห้อง

เมื่อเปิดประตูเข้ามา เราจะสัมผัสได้ถึงการวางเลย์เอาต์แบบ Open Plan ที่เปิดพื้นที่ให้ห้องนั่งเล่นและมุมรับประทานอาหารเชื่อมต่อกันอย่างอิสระ

สเปซตรงนี้กว้างพอให้เราจัดวางโซฟาพักผ่อนตัวโปรด พร้อมกับโต๊ะทานข้าวขนาดกำลังดีได้อย่างลงตัว

สิ่งที่กานต์ชอบคือการที่สถาปนิกเลือกใช้เส้นสายโค้งมนแบบ Arch มาตกแต่งเป็นซุ้มประตูหรือสเปซเชื่อมต่อต่างๆ ทำให้มู้ดของบ้านดูละมุนและมีเสน่ห์ขึ้นมากครับ

ผนังไม้ Slat สีน้ำตาลอ่อนอบอุ่น ฝ้าเพดานสีครีม พื้นกระเบื้องสีอ่อนบนชั้น 1 และพื้นปาร์เก้ไม้บนชั้น 2-3 โทนสีโดยรวมอยู่ในกลุ่ม Warm Neutral ที่ดูไม่เคยเบื่อ นี่คือการตัดสินใจออกแบบที่ฉลาดมากสำหรับบ้านที่ผู้อยู่อาศัยจะอยู่ด้วยอีกหลายปี

ส่วนพื้นที่ด้านหลังก็สามารถจัดการเป็นโซนแพนทรีหรือครัวที่ใช้งานได้จริง เป็นชั้นที่ออกแบบมาเพื่อการพักผ่อน นั่งจิบกาแฟยามเช้า หรือใช้เวลาแชร์เรื่องราวในแต่ละวันกับคนรักครับ

“Enjoy the little things, for one day you may look back and realize they were the big things.”
— Robert Brault

โถงด้านนี้จะมีห้องน้ำอยู่ 1 ห้อง ตรงข้ามกับบันไดขึ้นชั้นบนซึ่งอยู่อีกฝั่ง คั่นกลางด้วยผนังทีวี

ชั้น 2 จะเป็น Master Bedroom หรือว่าห้องนอนหลัก ซึ่งเป็นห้องที่กานต์ชอบมาก เพราะมีขนาดใหญ่กินพื้นที่ทั้งหมดของชั้น

บ้านตัวอย่างตกแต่งภายในไว้เป็นไอเดียได้ดีมาก ภายในห้องแบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วนง่ายๆ จากด้านหน้าประตูจะเป็นมุมแต่งตัวด้วยตู้เสื้อผ้าบานใหญ่ที่จัดวางไว้ตรงกันข้ามกับห้องน้ำ

ถัดเข้ามาด้านในเป็นโซนพักผ่อน เตียงนอนจัดวางไว้พร้อมโต๊ะหัวเตียง ผนังมีหน้าต่างกระจกบานใหญ่เปิดรับแสงธรรมชาติ ทำให้ห้องดูโปร่งอยู่สบายไม่รู้สึกคับแคบ

ปลายเตียงจัดชั้นวางทีวีขนาดไปกับความยาวของห้อง

ไฮไลท์ที่ชอบมากคือไอเดียการออกแบบให้มีห้องเล็กแยกออกไป สาำหรับวาง Playpen ของเด็กน้อยโดยอยู่ในระยะสายตาที่พ่อแม่มองออกไปก็เห็นได้ชัดเจนเลยครับ ตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็นครอบครัวยุคใหม่มากๆ

ส่วนชั้น 3 ออกแบบให้มี 2 ห้องนอนเช่นกัน แต่กานต์ชอบไอเดียของการปรับฟังก์ชันห้องนอนที่เรายังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ให้กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนสำหรับครอบครัว

ส่วนห้องนอนอีกห้อง ตกแต่งให้เป็นห้องนอนของเด็กหนุ่มผู้รักอิสระ มีความเนี๊ยบเรียบหรูในตัว พร้อมกับแฝงความเป็นศิลปินเอาไว้ เราเห็นได้จากภาพงานศิลปะที่แขวนเอาไว้ ภายในห้องจัดวางเตียงไว้ชิดริมผนังด้านใน

หัวเตียงออกแบบได้น่ารักดีครับเป็นแท่นไม้ขนาดเล็กที่ยึดติดผนังแล้วยื่นออกมาด้านข้างติดตั้งโคมไฟทรงซาลาเปากลม ด้านข้างเตียงเป็นหน้าต่างช่องแสงบานใหญ่ สามารถติดตั้งผ้าม่านเปิดปิดได้ ถัดเป็นไปชั้นวางเสื้อผ้าและโต๊ะเครื่องแป้ง แต่จะไม่มีห้องน้ำในตัว โดยจะใช้ห้องน้ำร่วมกันซึ่งตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางของทั้ง 2 ห้อง

#สรุป CORDIZ พัฒนาการ-อ่อนนุช เป็นโครงการที่ออกแบบเพื่อกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ หรือครอบครัวเริ่มต้นได้อย่างตรงจุด เป็นช่วงราคาที่จับต้องได้ แลกกับการได้ครอบครองสเปซขนาดใหญ่ใกล้เมือง มีพื้นที่ให้หายใจและเติบโต โดยที่ไม่ต้องละทิ้งไลฟ์สไตล์ที่มีสีสัน
ในยุคที่การหาบ้านดีในทำเลดีในราคาที่สมเหตุสมผล กลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกปี CORDIZ พัฒนาการ-อ่อนนุช เป็นคำตอบหนึ่งที่น่าฟังอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพราะความสมบูรณ์แบบทุกอย่าง แต่เพราะเป็นบ้านที่เข้าใจว่าคนที่อยากอยู่ที่นี่ต้องการอะไร และออกแบบมาให้ตอบโจทย์ความต้องการนั้นอย่างโดนใจ
สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/4sHoUFy



