Wednesday 8 July 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  RESTAURANT
LIFESTYLE · RESTAURANT·01 Apr 2026

รีวิวร้านอาหารไทย Sra Bua by Kiin Kiin

Words & Photography · KANT
ทางเข้าห้องอาหาร ป้าย Sra Bua by Kiin Kiin พร้อมภาพไลฟ์สไตล์

Last Updated: 3 July 2026

RESTAURANTQuick Facts: รีวิวร้านอาหารไทย Sra Bua by Kiin Kiin
TypeFine Dining
KANT Rating4.6/5
ByKANT
Updated3 Jul 2026

ENGLISH SUMMARY

Sra Bua by Kiin Kiin at Siam Kempinski remains, for KANT, the benchmark for Thai cuisine turned into art. This review follows the Michelin-starred restaurant into its late-2025 concept, 'Whispers of the Land' — a move away from pure molecular spectacle toward the storytelling of Thai terroir, led by chefs Henrik Yde-Andersen and Chayawee.

เวลามีเพื่อนต่างชาติมาถามว่าร้านไหนในกรุงเทพฯ ที่ทำให้อาหารไทยกลายเป็นงานศิลปะได้น่าตื่นเต้นที่สุด กานต์มักจะ Recommend ชื่อของ Sra Bua by Kiin Kiin ที่โรงแรม Siam Kempinski เพราะที่นี่ยังคงยืนหนึ่งครับ

แม้ร้านนี้จะอยู่มานานและกวาดดาวมิชลินมาต่อเนื่อง กินเองมาก็หลายปี แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการเดินทางที่ไม่เคยหยุดนิ่งของร้าน ล่าสุดช่วงปลายปี 2025 เป็นต้นมา ทางร้านมาพร้อมคอนเซปต์ที่ลึกซึ้งขึ้นอย่าง Whispers of the Land (เสียงกระซิบจากผืนดิน) ซึ่งไม่ได้ขายแค่ความว้าวของ Molecular Gastronomy แบบที่เคยเป็น แต่มาเน้น Storytelling ของวัตถุดิบไทย (Thai Terroir) ผสมผสานกับเทคนิคของเชฟที่ซับซ้อนขึ้น

อยากให้ลืมภาพ Molecular Gastronomy แบบที่แค่ทำควันฟุ้งๆ ไปได้เลยครับ รอบนี้เชฟ Henrik Yde-Andersen และเชฟเบิ้ม-ชยวีร์ พาเราดำดิ่งลงไปหาราก (Root) ของวัตถุดิบไทยจริงๆ

เชฟหยิบเอาวัตถุดิบบ้านๆ หรือสมุนไพรท้องถิ่นที่ปกติเราจะเจอแค่ในแกงป่าหรือร้านอาหารพื้นเมือง มาปัดฝุ่นใหม่แล้วจับใส่ชุดราตรีขึ้นโต๊ะ Fine Dining ได้อย่างเนียนนี

Sra Bua ไม่ได้ขายแค่อาหารอร่อย แต่ยังแถมความประหลาดใจมาให้เราด้วยในทุกคำ Core Idea ของเขาคือการ Deconstruct หรือรื้อโครงสร้างอาหารไทยที่เราคุ้นเคย อย่างต้มยำกุ้ง, แกงเขียวหวาน, หรือแม้แต่สตรีทฟู้ด แล้วประกอบร่างใหม่ในหน้าตาที่เราดูไม่ออกเลยว่าเป็นเมนูอะไร จนกว่าจะได้ตักเข้าปาก

แบ่งเมนูเป็น 2 เส้นทางให้เลือกเดิน คือ Root (5 คอร์ส) สำหรับคนชอบความกระชับ และ Harvest (7 คอร์ส) สำหรับคนที่อยากเสพงานศิลป์แบบเต็มอิ่ม ทั้งสองคอร์สมีจุดร่วมคือการดึงรสชาติของ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในไทยออกมาได้ฉูดฉาดมาก (นั่งไม่นานเหมือนที่ผ่านมา อิอิ)

สิ่งที่ Sra Bua ทำได้เก่งเสมอต้นเสมอปลายและเรายังชอบมากที่สุด คือ Snacks ครับ โดยเฉพาะแคปหมูน้ำพริกหนุ่มที่อร่อยมาก มันเหมือน Overture ของการแสดงออเคสตราที่พาเราค่อยๆ เดินทางสู่อาหารไทย

การมา Sra Bua รอบนี้จึงเหมือนการได้กิน Geography of Thailand เข้าไปในคำเดียวครับ มันคือการพิสูจน์ว่าวัตถุดิบไทยท้องถิ่น ถ้าอยู่ในมือคนที่เข้าใจและให้เกียรติมันก็สามารถเปล่งประกายเทียบชั้น Truffle หรือ Caviar ได้สบายๆ

เราสั่งเครื่องดื่มมา Pairing เป็นแบบ Zero Proof มี Wine ด้วยนะเผื่อใครชอบ

ใครที่ชอบรสชาติที่มี Story และอยากลิ้มรสความลับของผืนดินไทยที่ซ่อนอยู่ แนะนำที่นี่เลยครับ มาทานแล้วอยากให้ลองสังเกตวัตถุดิบเหล่านี้ในจานดูครับ กานต์ว่ามันสนุกกว่ากินแค่ความอร่อยเฉยๆ แน่นอนครับ

ชวนอ่านรายละเอียดของเมนูแต่ละจานในแคปชั่นกันต่อนะครับ

จองโต๊ะได้ที่ https://srabuabykiinkiin.com/en/contact

ภาพโทนนุ่มสัญลักษณ์กล้องถ่ายภาพ เกริ่นนำสู่รีวิวภาพโทนนุ่มประกายแสง เกริ่นนำบรรยากาศพิเศษ ติดตามกานต์ผ่าน IG ได้ที่ www.instagram.com/kant.co.th

ทางเข้าห้องอาหาร ป้าย Sra Bua by Kiin Kiin พร้อมภาพไลฟ์สไตล์

มารอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คืออยากกินอาหารไทยสไตล์ใหม่ๆ ต้องมาที่นี่ครับ

จานอาหารแต่งกลีบกุหลาบ เสิร์ฟคู่ไวน์ในบรรยากาศโทนเข้ม

Sra Bua ในคอนเซปต์ Whispers of the Land นี้เหมาะกับคนที่ Move on จากความตื่นเต้นหวือหวาแบบเด็กๆ มาสู่ความรื่นรมย์ที่เน้น Story ของวัตถุดิบ และความยั่งยืนครับ กานต์ว่าเป็นมื้อที่จบแล้วมีเรื่องให้คุยต่อได้อีกเยอะเลย

การปรุงเนื้อบนเตาย่างขนาดเล็กถึงโต๊ะ

Signature อีกอย่างของร้านก็คือปรุงอาหารกันสดๆ ที่โต๊ะเลยครับ

ห้องอาหาร งานไม้และสระบัวในบรรยากาศอบอุ่น

ร้านมีทั้งมื้อกลางวัน 3 คอร์ส และมื้อเย็น 5 กับ 7 คอร์สนะครับ กานต์มาตอนเย็นเพราะจะได้กินเยอะกว่า บรรยากาศก็อบอุ่นสไตล์ไทยโมเดิร์นรับ ร้านปรับใหม่ให้ดูสว่างขึ้นนะ มีหมอนและเบาะผ้าสีสันสดใสเข้ามาช่วยดึงอารมณ์ให้สนุกขึ้น

พนักงานเสิร์ฟไวน์สปาร์กลิง

เป็นธรรมเนียมของ Sra Bua ที่จะเริ่มต้นด้วยพลังงานแบบ street food เพื่อ warm up ให้ปากและจิตใจพร้อมรับสิ่งที่จะตามมา เริ่มจากเครื่องดื่มสไตล์ไทยๆ ก่อนเลยครับ ตัวนี้เป็น Honey Wine จากเชียงใหม่ หอมกลิ่นดอกไม้ป่า สาโทก็มีนะครับ

มาถึงปุ๊บ พนักงานก็จะพาเราไปนั่งที่ Lounge เช่นเคยครับ ที่นั่งจะมีกระจายกันไปหลายจุดนะครับ

เมนูไทยร่วมสมัย จัดเสิร์ฟบนฐานสีแดง

เริ่มตั้งแต่คำต้อนรับและของว่างคำเล็ก ๆ ที่หยิบแรงบันดาลใจจากสตรีทฟู้ดไทย คำนี้เป็นไก่สะเต๊ะ วางบนหนังไก่กรอบและราดด้วยซอสถั่ว

ของว่างไทยในกล่องเครื่องเขินสีแดง

แกงไทยสามรสอย่างมัสมั่นแกะกับแก่นตะวันและมูสแกงเขียวหวานโรล ที่ถูกทำให้อยู่ในรูปแบบคำเดียว ทุกอย่างยังคงรสชาติไทยแท้แต่เปลี่ยนเนื้อสัมผัสให้สนุกขึ้น

ข้าวเสิร์ฟในภาชนะทรงโถสีทอง

แคปหมูกรอบในรูปแบบพัฟที่เบาราวขนมอบ กรอบนอกหนุ่มใน สอดไส้น้ำพริกหนุ่มเชียงใหม่

ของว่างไทยจัดเรียงในถาดไม้

Sea Snail Kiss แค่ชื่อก็เซ็กซี่แล้วครับ เป็นการนำหอยหวาน และกุ้ง คลุกซอสผักชีกระเทียมมานำเสนอในรูปแบบพอดีคำ

ภาพไลฟ์สไตล์การเสิร์ฟอาหารถึงโต๊ะ

เมี่ยงคำเวอร์ชันร่วมสมัย ที่จะมาปรุงกันใหม่ๆ เสิร์ฟกันถึงโต๊ะ

เมนูแต่งคาเวียร์ จัดจานอย่างประณีต

ส่วนเจลลี่สเตอเจียนคาร์เวียร์วางบนดอกบัว จานนี้เรายกไปทานกันต่อที่โต๊ะใหญ่ครับ

ภาพไลฟ์สไตล์มื้ออาหารเทสติ้งเมนู

เจลลี่คาร์เวียร์รสเบาๆ ใสๆ กลิ่นหอมบาง ๆ จานนี้ช่วยรีเฟรชลิ้นก่อนเข้าสู่จานหลักได้ดีเลยครับ

การรินน้ำซุปลงในชุดสมุนไพรสด

ต้มโคล้งปลากรอบ ต้มซุปปลาแห้งกับเครื่องเทศต้มกันสดๆ เลยครับ แต่มาในร่างของ Smoked Fish Soup กลิ่นรมควันอ่อนๆ ของปลากระมงดรายเอจจ์เสิร์ฟกับใบชิโสะชุบแป้งทอด และ Smoked Mackerel Mayo หยดลงบนเนื้อปลา ดูแล้วเป็นอาหารไทยภาคกลางแต่ได้กลิ่นอายสแกนดิเนเวียนแทรกเข้ามา

ภาพมุมบนสำรับอาหารไทย จัดในภาชนะหลากชนิด

ต้มยำกุ้งที่เรียกตัวเองว่า Shellfish Essence เพราะรสชาติถูกกลั่นกรองออกมาจนเข้มข้นกว่าต้มยำที่คุณรู้จัก เสิร์ฟมาพร้อมราวิโอลีกุ้ง และ Crispy Prawn Cake ทุก element คือกุ้ง แต่ทุก texture ต่างกันสิ้นเชิง

ของว่างไทยห่อแป้งกรอบ จัดเสิร์ฟพอดีคำ

เทซุปต้มยำจากหอยลงไป ได้อารมณ์ไทยๆ เว่อร์ ก้นถ้วยจะมีเนื้อกุ้งอยู่ด้วย

ค็อกเทลรินคู่สับปะรด เสิร์ฟในแก้วไวน์

เราเลือกเครื่องดื่มมา Pairing เป็น Zero Proof ครับ แก้วแรกจะเป็นแอปเปิ้ลไซเดอร์ผสมน้ำผึ้ง เพื่อบาลานซ์รสชาติกับซุปที่เผ็ดๆ

การย่างเนื้อบนเตาขนาดเล็กถึงโต๊ะ

เมนูต่อไปเตรียมแล้วครับ ขนเตาย่างกันมาวางใกล้ๆ เลยทีเดียว เนื้อวากิว

การตำเครื่องในครกหิน เสิร์ฟสดถึงโต๊ะ

จากนั้นก็จะเป็นในส่วนของน้ำยำที่ตำกันสดๆ เลยครับ ใครชอบเผ็ดไม่เผ็ดแจ้งได้เลยนะครับ ได้กลิ่นสมุนไพรสด เช่น สะระแหน่และผักชี ทำให้จานนี้ยังคงความสดแบบอาหารไทยได้ดีมาก

ยำสมุนไพรในชามหิน เมนูไทยร่วมสมัย

จานเนื้อที่ได้แรงบันดาลใจจาก “ยำเนื้อ” ไทย เนื้อคุณภาพสูงสุกพอดี ด้านล่างเป็นซุกีนีย่างและมีการ์นิเต้ หรือเครื่องสมุนไพรเป็นน้ำยำที่บาลานซ์เปรี้ยว เผ็ด และเค็มอย่างลงตัวเลยครับ กินแล้วให้ความสดชื่นแบบไทย แต่มีความละเมียดแบบอาหารยุโรป

การปรุงอาหารบนเตาถึงโต๊ะ

เมนู Catch of the Day เป็นพล่าปลาสดที่จับได้มาในวันนั้น ยำมาในลูกสัปปะรด กลิ่นหอมรสอมเปรี้ยวเข้ากันกับความสดของสมุนไพรไทย ทำให้รีเซ็ตทุกอย่างที่ผ่านมา

การรินเครื่องดื่มลงแก้ว

แก้วนี้เป็นน้ำผลไม้สด 3 ย่าง คือ สาลี่จีน ฝรั่งแดง มะนาว ใช้ความสดชื่นของผลไม้มาทานคู่กับยำ

เมนูโทนดำบนจานลายจุด ดีไซน์จัดจานร่วมสมัย

กะเพราหมึกดำ จานนี้ชอบมาก กะเพรา Never Die มาในเวอร์ชันหมึกดำและไข่แดงดอง ต้องเคาะไข่แดงให้แตกก่อน ที่จะเคลือบเส้นหมึกให้รสนวลเนียน รสจัดจ้านดีมาก

สำรับอาหารพร้อมตะกร้าขนมปังและไวน์

ปลากะพงสามรส กับผักกูดทอดกรอบ จานนี้กรอบนอกนุ่มในเนื้อปลามาก เกล็ดยังตั้งอยู่เลย

เมนูห่อแป้งสีทอง จัดจานประณีต

แกงเหลืองปูสูตรของคุณยายเชฟเบิ้ม กับเส้นขนมจีนด้านใน เป็นขนมจีนน้ำยาปูที่อร่อยมาก เราว่าเมนูนี้เป็นตัวแทนของความเชื่อมโยงระหว่างวัตถุดิบของไทยกับเทคนิคสมัยใหม่

การเสิร์ฟของหวานลงแก้ว

ห่อหมกล็อปสเตอร์ภูเก็ต วางบนซอสลอปสเตอร์บิสก์โฟม รสชาติกลมกล่อมมาก ท๊อปด้วยซอสสโนว์แกงแดง Sinnature ของเชฟเบิ้ม

ซุปไทยในชามขาว เสิร์ฟพร้อมช้อน

Main Course จานแรกเราเลือกเป็น เนื้อออสเตรเลียนวากิวสโลว์คุ๊ก 12 ชั่วโมง เสิร์ฟกับซอสแกงสไตล์พริกแกงใต้ทำเอง และหน่อไม้น้ำ ห่อด้วยผักกาดขาว ด้านบนเป็นแผ่นมันฝรั่งผสมหอมแดงที่เบิร์นกันบนโต๊ะเลยครับ ทานกับข้าวหอมมะลิสุรินทร์

การรินน้ำซุปลงจานเปลือกหอย

อีกจานนี้คือ Signature ที่ห้ามพลาดเช่นกันครับ อกเป็ดจากโคราช นำมาทำเป็นแบบพะโล้ เสิร์ฟคู่กับ Duck Live และข้าวอบกุนเชียง อร่อยมาก นัวๆ เค็มๆ น่าจะเป็นเป็ดพะโล้ที่หรูหราที่สุดเท่าที่เคยกินมาครับ

การรินค็อกเทลลงแก้วทรงสูง

เครื่องดื่มแก้วต่อมา มีกานพูล โปยกั๊ก ใบมะกรูดแห้งและเติมความหวานด้วยพุทธาแห้งไทย ชาใบหม่อนรสชาติเข้ากันกับเป็ดพะโล้มาก

พนักงานเสิร์ฟเครื่องดื่มแต่งโฟม

ของหวานเป็นข้าวเหนียวมะม่วง ที่ฟังดูธรรมดาที่สุดในเมนู แต่นี่คือข้าวเหนียวมะม่วง Sra Bua edition มันต้องไม่ปกติ ต้องลองครับ

ของหวานพร้อมไอเย็นกรุ่นควัน บรรยากาศดรามาติก

เครื่องดื่มแก้วสุดท้ายทานคู่กับของหวาน เป็นชาโคล์ดบูร์ ดีเหมือนกันจะได้ไม่หวานมาก

ของหวานแต่งกลีบดอกไม้ เสิร์ฟคู่ไวน์

Flower of Thailand ขนมหวานจานนี้ชอบมากครับ ทำออกมาสวยเลยดูเหมือนพวงมาลัยดอกมะลิ เป็นซิกเนเจอร์ของร้านที่เล่าเรื่องราวส่วนตัวของ Chef Henrik ที่เขาโดยสารแท็กซี่กรุงเทพฯ และได้กลิ่นมะลิจากพวงมาลัยหลังรถเมื่อปี 2006 จนกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างจานนี้ขึ้นมา

ของหวานชิ้นเล็กและเครื่องดื่มจัดเรียงพร้อมเสิร์ฟ

อีกจานเป็นดอกบัวขาวที่กลายเป็นของหวาน elegant ที่เรียบง่ายแต่ซ่อนเลเยอร์ของรสชาติไว้ข้างใน สะท้อนชื่อและ DNA ของร้านในคำเดียว

จานอาหารทะเลจัดบนหินและน้ำแข็ง ดีไซน์เล่าเรื่อง

ปิดท้ายด้วย Petit Four สนุกอีกละ มาพร้อมกับความขี้เล่นแบบไทยๆ หาดูว่าอันไหนคือขนมกินได้ 555

ของว่างกรอบรูปก้างปลา งานจัดจานเชิงศิลป์

ใครชอบความสนุกแบบไทย รสชาติแท้แต่หน้าตาโมเดิร์น อยากชวนให้แวะไปลอง Sra Bua by Kiin Kiin นะครับ

Kant.
Bulletin A weekly dispatch, considered.
KANT BRIEF

Curated, Every Sunday.