Wednesday 15 July 2026
Luxury · Design · Lifestyle
KANT
Editorial Intelligence for the Considered Life
Home  ·  AROUND THE WORLD
HOTEL · AROUND THE WORLD·15 Apr 2026

รีวิวโรงแรม UPPER HOUSE CHENGDU จิตวิญญาณเฉิงตู

Words & Photography · KANT
ประตูทางเข้าอิฐเทาสไตล์จีนพร้อมพนักงานต้อนรับ

Last Updated: 10 July 2026

ENGLISH SUMMARY

The Upper House Chengdu brings Swire Hotels' design-led 'House' concept to Chengdu, China. This KANT review examines its residential, art-driven interiors, its restrained service culture, and how the brand translates its Hong Kong original into a Sichuanese setting. A quiet-luxury choice for travellers who value design over grandeur.

สรุปตรง

The Upper House Chengdu คือโรงแรมบูทีคหรูในเครือ House Collective ของ Swire Hotels ตั้งอยู่ในย่าน Taikoo Li ใจกลางเมืองเฉิงตู เปิดให้บริการในปี 2024 มีห้องพัก 100 ห้องและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์อีก 42 ยูนิต ออกแบบโดย Make Architects ที่ดึงแรงบันดาลใจจากวัด Daci อายุกว่าพันปีและงานสถาปัตยกรรมเสฉวน จุดที่กานต์ชอบคือการเก็บอาคารยุคราชวงศ์ชิงไว้เป็นล็อบบี้ และเปลี่ยนเรือนคอร์ตยาร์ดเก่าให้เป็นสปา เหมาะกับนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์เฉพาะตัว คนรักงานออกแบบ และคนที่อยากสัมผัสเฉิงตูในมุมที่ละเมียด

Key Facts
KANT Rating 4.5 / 5
LocationChengdu

เฉิงตูไม่เคยรีบร้อน ในขณะที่มหานครอื่นในจีนแข่งกันวิ่งไปข้างหน้า

เฉิงตูเลือกที่จะเดินช้าลง จิบชา นั่งเล่นมาจอง แล้วค่อยๆ ปล่อยให้วัฒนธรรมหลายพันปีซึมเข้าไปในทุกอณูของชีวิตประจำวัน

เมืองนี้ถูกยูเนสโกยกย่องเป็น City of Gastronomy และเป็นเมืองที่ทำให้กานต์เข้าใจว่าทำไม Swire Hotels ถึงเลือกที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายแรกๆ ของแบรนด์ Upper House

ที่มาของโรงแรม

Upper House Chengdu (เฉิงตู) เดิมชื่อ The Temple House เปิดตัวในปี 2015 ก่อนที่ Swire Hotels จะรวมโรงแรมในเครือ House Collective ทั้งหมดไว้ภายใต้แบรนด์ Upper House เพียงชื่อเดียว ไม่ว่าจะฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ หรือเฉิงตู ทุกแห่งใช้ชื่อ Upper House

แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือจิตวิญญาณแบบ “Houses, not Hotels” ที่ทำให้ทุกครั้งที่เข้าพัก เราจะรู้สึกเหมือนกลับบ้านหลังหนึ่งที่มีคนดูแลอย่างใส่ใจ

ทำเล และงานสถาปัตยกรรม

โรงแรมตั้งอยู่ใจกลางย่าน Taikoo Li เขต Jinjiang ห่างจากวัด Daci Temple ที่มีอายุกว่า 1,600 ปี เพียงไม่กี่ก้าว เราเดินผ่านแนวรั้วไม้เขียวขจีเข้าสู่ อาคาร Bitieshi ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมบ้านลานกลาง (สี่เหอหยวน) จากยุคราชวงศ์ชิงที่ได้รับการบูรณะอย่างประณีต

เดิมเคยเป็นที่พำนักของนักปราชญ์และนักแปล ปัจจุบันแปลงโฉมเป็นล็อบบี้ ห้องสมุด และแกลเลอรีศิลปะร่วมสมัย เรามานั่งพักเหนื่อยกันที่นี่สักพักก่อนเช็คอิน

ด้านในเป็นตึก 2 หลัง ออกแบบโดย Make Architects จากลอนดอน อาคารรูปตัว L โอบล้อมลานกลาง ผิวอาคารสะท้อนถึงนาขั้นบันไดและลวดลายปักผ้าซู่ซิ่วอันเป็นงานฝีมือดั้งเดิมของเสฉวน ผสานไม้ อิฐ และหิน

แค่มาถึงก็ประทับใจแล้วครับ เพราะโรงแรมเล่าเรื่องดินแดนแห่งนี้ผ่านภาษาสถาปัตยกรรมร่วมสมัยโดยไม่ลืมรากเหง้า ห้องพัก 100 ห้องและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 42 ยูนิต ตกแต่งด้วยไม้โทนอุ่น ฉากไม้แบบจีน เซรามิกท้องถิ่น และห้องน้ำสไตล์สปาที่มี rain shower กับอ่างอาบน้ำตั้งพื้น ให้ความรู้สึกผ่อนคลายแบบไม่ต้องพยายาม

จิตวิญญาณเฉิงตู

สิ่งที่กานต์รู้สึกมากที่สุดจาก Upper House Chengdu คือทุกอย่างใน นี้เข้าใจเมืองที่เขาตั้งอยู่อย่างลึกซึ้ง

ตั้งแต่อาคารราชวงศ์ชิงที่บูรณะอย่างเคารพประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมชาที่ถูกยกระดับผ่าน Mi Xun อาหารมังสวิรัติที่ได้แรงบันดาลใจจากเมนูของพระสงฆ์วัดพันปี ไปจนถึงสปาที่ผสานแพทย์แผนจีนเข้ากับเทคนิคสมัยใหม่ ทั้งหมดประกอบกันเป็นประสบการณ์ที่ทำให้คนรู้สึกเหมือนอยู่บ้านจริงๆ ครับ

Swire Hotels เรียกแนวคิดนี้ว่า “Houses, not Hotels” ซึ่งฟังดูเรียบง่าย แต่ทำให้ได้จริงนั้นไม่ง่ายเลย

Upper House Residences Bangkok

แล้วถ้าปรัชญา “Houses, not Hotels” ไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงแรมล่ะ? ถ้ามันถูกนำมาแปลงเป็นที่อยู่อาศัยจริงๆ ที่ใครสักคนสามารถเป็นเจ้าของได้ ไม่ใช่แค่การเข้าพัก 2-3 คืนแล้วจากไป?

คำตอบของคำถามนี้กำลังเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ครับ

Upper House Residences Bangkok โครงการ branded residences แห่งแรกของ Upper House ในโลก บนที่ตั้งคือ ถนนวิทยุ ที่ดินผืนงามขนาด 7.9 ไร่ตรงข้ามสวนลุมพินี ที่ City Realty ถือครองมานานกว่า 40 ปี ถนนที่ได้ชื่อว่าเป็น “Golden Mile” ของกรุงเทพฯ

ทำเลที่ล้อมรอบด้วยสถานทูต โรงแรมระดับห้าดาว ห้างค้าปลีกชั้นนำ โรงเรียนนานาชาติ และตึก One Bangkok ที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมย่านธุรกิจใจกลางเมือง วิวแบบพาโนรามามองเห็นทั้งสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ บอกเลยว่า ”ทำเลที่หาไม่ได้อีกแล้วในกรุงเทพฯ”

โครงการประกอบด้วยสองทาวเวอร์ที่มีคาแร็กเตอร์แตกต่างกันอย่างชัดเจน

Upper House Residences Bangkok ทาวเวอร์ 52 ชั้น 156 ยูนิต คือ branded residences เต็มรูปแบบที่ถ่ายทอด DNA ของ Upper House ลงไปในทุกตารางเมตร ออกแบบโดย Foster + Partners ส่วนงานอินทีเรียร์โดย BAR Studio

และ The Wireless Residences by Upper House ทาวเวอร์ 71 ชั้น 239 ยูนิต ออกแบบอินทีเรียร์โดย PIA Interior ที่ผสานบริบทท้องถิ่นเข้ากับฟังก์ชั่นการใช้งานจริง

โดยมี front-of-house services จาก Upper House ดูแลอยู่เบื้องหลัง ทำให้เราได้สัมผัสมาตรฐานการบริการแบบ Upper House ในชีวิตประจำวัน

ทั้งสองทาวเวอร์เป็น freehold ซึ่งหายากมากในทำเลริมสวนลุมพินีที่ส่วนใหญ่เป็น leasehold ยูนิตมีขนาดตั้งแต่ 1 ห้องนอน ประมาณ 85 ตร.ม. ไปจนถึง penthouse ขนาดกว่า 800 ตร.ม. พร้อมวิว 360 องศา วางตำแหน่งเป็นหนึ่งในโครงการที่มีห้องชุดขนาดใหญ่ที่สุดในตลาด ultra-luxury ของกรุงเทพฯ

มุมมองแบรนด์

กานต์เดินทางไปเฉิงตูเพื่อสัมผัส Upper House ด้วยตัวเอง และกลับมาด้วยความเข้าใจที่ลึกขึ้นว่าแบรนด์นี้คืออะไร

คำตอบที่ได้คือ Upper House ไม่ได้ขายความหรูหราแบบตะโกนใส่หน้า แต่ขายความรู้สึกของ “บ้าน”

บ้านที่เข้าใจเมืองที่ตั้งอยู่อย่างลึกซึ้ง เคารพประวัติศาสตร์ขอพื้นที่ และดูแลคนที่อาศัยอยู่ในนั้นด้วยความจริงใจ

ที่เฉิงตู Upper House เล่าเรื่องผ่านอาคารราชวงศ์ชิง ชาท้องถิ่น อาหารมังสวิรัติจากวัดพันปี และสปาในลานบ้านเก่า

ส่วนที่กรุงเทพฯ เรื่องราวจะถูกเล่าใหม่ผ่าน Foster + Partners ถนนวิทยุ สวนลุมพินี และวิสัยทัศน์ของ City Dynamic ที่จะทำให้ปรัชญา Houses, not Hotels กลายเป็นบ้านที่ใครสักคนสามารถเป็นเจ้าของได้จริงและตลอดไปครับ

อ่านรีวิวการเข้าพักพร้อมเรื่องราวของ Upper House Chengdu (เฉิงตู) ต่อกันที่ด้านในแคปชันรูปนะครับ

จองโรงแรม Upper House Chengdu คลิก >> https://www.upperhouse.com/en/chengdu/

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ Upper House Residences Bangkok คลิก >> https://www.uhresidencesbangkok.com

#UpperHouse#UpperHouseChengdu#CityDinamic#UpperHouseResidencesBangkok#TheWirelessResidences

อาคารโรงแรม Upper House Chengdu ยามพลบค่ำพร้อมพระจันทร์

กานต์มาเฉิงตูครั้งนี้ ไม่ได้มาแค่ดูแพนด้าหรือกินหม่าล่า ผมมาเพราะอยากสัมผัสโรงแรมที่เคยได้ยินชื่อมานาน — Upper House Chengdu หรือที่หลายคนยังจำได้ในชื่อเดิมว่า The Temple House

ภาพปกโรงแรม The Upper House Chengdu มณฑลเสฉวน ประเทศจีน

จากนั้น Swire Hotels ได้รวมโรงแรมในเครือ House Collective ทั้งหมดไว้ภายใต้แบรนด์ Upper House เพียงหนึ่งเดียวเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ หรือเฉิงตู ทุกแห่งล้วนใช้ชื่อ Upper House แล้วทั้งสิ้น แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยคือจิตวิญญาณแบบ “Houses, not Hotels” ที่ทำให้ทุกครั้งที่เข้าพัก เรารู้สึกเหมือนได้กลับบ้านหลังหนึ่งที่มีคนดูแลอย่างใส่ใจ ไม่ใช่แค่เช็คอินห้องพัก

คอร์ตยาร์ดสไตล์จีนดั้งเดิมพร้อมหลังคากระเบื้องและสนามหญ้า

สถาปัตยกรรมของโรงแรมออกแบบโดย Make Architects สำนักงานสถาปัตย์ชื่อดังจากลอนดอน โดยมี Ken Shuttleworth เป็นผู้นำทีมออกแบบ

ผู้เข้าพักเดินบนถนนประดับโคมไฟแดงสไตล์จีนดั้งเดิม

ทำเลของ Upper House Chengdu อยู่ใจกลางย่าน Taikoo Li เขต Jinjiang ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้งแบบ open-air ที่เต็มไปด้วยร้านแบรนด์เนมและร้านกาแฟทันสมัย แต่อยู่ห่างจากวัด Daci Temple ที่มีอายุกว่า 1,600 ปี เพียงไม่กี่ก้าวเท้า

อาคารโมเดิร์นเหนือหลังคากระเบื้องดั้งเดิม

ย่านนี้ในอดีตเคยเป็นถิ่นของพระสงฆ์และนักปราชญ์ เป็นแหล่งรวมภูมิปัญญาของเฉิงตูมาหลายศตวรรษ และความทับซ้อนของยุคสมัยนี้เองที่ทำให้โลเคชั่นของ Upper House มีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก

ทางเข้าสวนแนวตั้งสีเขียวพร้อมประตูสีดำ

เราเดินผ่านแนวรั้วพุ่มไม้แบบ Vertical Garden สีเขียว ก่อนจะเข้าสู่โรงแรม สวยมาก

ผู้เข้าพักเดินผ่านผนังอิฐประดับป้าย Upper House

เจอละครับป้ายโรงแรมเล็กๆ ที่ฝังตัวกับผนังหินแบบเงียบๆ ไม่ตะโกน

ประตูทางเข้าอิฐเทาสไตล์จีนพร้อมพนักงานต้อนรับ

ด้านหน้าของ Upper Hosuse เฉิงตู ดูคลาสสิคมาก ใครเดินผ่านไปมาก็อดถ่ายรูปไม่ได้

หลังคากระเบื้องเทาสไตล์จีนดั้งเดิม

แนวอาคารที่ทอดยาวเข้ามาด้านในคือ อาคาร Bitieshi ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบ สี่เหอหยวน (四合院 / sìhéyuàn) หรือบ้านลานกลาง ที่ได้รับการบูรณะอย่างประณีตจากยุคราชวงศ์ชิง อาคารหลังนี้เคยเป็นที่พำนักของนักวิชาการและนักแปลในอดีต

ผู้เข้าพักในชุดสูทขาวท่ามกลางโคมไฟแดง

ทางเดินประดับโคมสีแดง สื่อสารตัวตนได้ดีมากครับ ปัจจุบันถูกแปลงโฉมเป็นล็อบบี้ต้อนรับ ห้องสมุด และแกลเลอรีศิลปะร่วมสมัยที่จัดแสดงผลงานหมุนเวียน

ผู้เข้าพักเลือกหนังสือที่ชั้นห้องสมุด

เข้าไปห้องสมุดด้านใน ความรู้สึกแรกเมื่อก้าวเข้ามาคือเงียบแบบที่ตัดขาดจากความวุ่นวายข้างนอกอย่างฉับพลัน ราวกับมีใครหยิบรีโมตกดลดเสียงโลกทั้งใบลงไปหลายระดับ

งานสถาปัตยกรรมผนังกระจกสะท้อนเมือง

สถาปัตยกรรมของโรงแรมออกแบบโดย Make Architects สำนักงานสถาปัตย์ชื่อดังจากลอนดอน โดยมี Ken Shuttleworth เป็นผู้นำทีมออกแบบ ส่วนที่ทันสมัยของโรงแรมประกอบด้วยอาคารรูปตัว L สองหลังที่โอบล้อมลานกลางสไตล์ร่วมสมัย ผิวอาคารถูกออกแบบให้สะท้อนถึงนาขั้นบันไดและลวดลายปักผ้า “ซู่ซิ่ว” (蜀绣) อันเป็นงานฝีมือดั้งเดิมของเสฉวน

อาคารกระจกโมเดิร์นพร้อมหลังคาดั้งเดิมยามพลบค่ำ

สถาปัตยกรรมทั้งหมด ออกแบบโดยผสานวัสดุไม้ อิฐ และหินในแบบที่สะท้อนสถาปัตยกรรมท้องถิ่นอย่างนุ่มนวล เป็นการเล่าเรื่องของดินแดนแห่งนี้ผ่านภาษาของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ โดยไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง

ห้องสวีทพร้อมมุมนั่งเล่น ผนังอิฐ งานศิลปะและดอกไม้ ผู้เข้าพักพักผ่อน

Upper House Chengdu มีห้องพัก 100 ห้อง และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์อีก 42 ยูนิต ห้องพักแต่ละห้องถูกจัดวางด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้โทนอุ่น พื้นไม้สีอ่อน ฉากไม้แบบจีนร่วมสมัย และเซรามิกท้องถิ่นที่ถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถัน

ช่องผนังอิฐประดับแจกันลายครามจีน

ทั้งโรงแรมประดับด้วยงานศิลปะเยอะมาก ที่เห็นนี้คือโถงหน้าลิฟต์ ซึ่งเราพักห้องแบบ Apartment ชั้น 6 เดี๋ยวจะพาขึ้นไปดูห้องกัน

ห้องสวีทพร้อมมุมอาหารและครัว เปิดวิวเมือง โทนไม้

ถึงแล้วห้องพักของเรา เป็น DELUXE APARTMENT ในบรรยากาศสบาย ๆ แฝงกลิ่นอายจีน มีพื้นที่นั่งเล่นกว้างขวาง ครบครันด้วยครัวเต็มรูปแบบ เครื่องซักอบผ้า อารมณ์เหมือนอยู่บ้าน

ตุ๊กตาแพนด้าของต้อนรับในห้องพัก

การ์ดต้อนรับวางไว้บนโต๊ะ พร้อมน้องหมีแพนด้า ฑูตวัฒนธรรมประจำเฉิงตู

ห้องสวีทพร้อมชุดน้ำชายามบ่าย ตุ๊กตาแพนด้าและวิวเมือง

Upper House Chengdu มีห้องพัก 100 ห้อง และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์อีก 42 ยูนิต

ห้องนั่งเล่นสวีทพร้อมโซฟา โคมไฟและวิวเมือง

ห้องพักจัดวางเฟอร์นิเจอร์ไม้โทนอุ่น พื้นไม้สีอ่อน ฉากไม้แบบจีนร่วมสมัย และเซรามิกท้องถิ่นที่ถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถัน บรรยากาศในห้องให้ความรู้สึกผ่อนคลายแบบที่ไม่ต้องพยายาม

ถาดน้ำชาและของว่างต้อนรับในห้องพัก

น้ำพริกเผาสไตล์เสฉวน มีด้วยกัน 5 แบบทานคู่กับเกี๊ยว ไล่ระดับความเผ็ดกันไป

ห้องสวีทพร้อมโซฟา ผู้เข้าพักดูนาฬิกา เปิดวิวเมือง

เราชอบห้องนั่งเล่นในอพาร์ตเม้นต์มาก เพราะค่อนข้างกว้าง มองเห็นวิว Taikoo Li ตั้งแต่เช้าจนค่ำ

ห้องนอนเปิดวิวเมืองโทนนวล รับแสงธรรมชาติ

ด้านในเป็นห้องนอนใหญ่ เตียงนอนสบายมาก หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ได้ดูวิว Taikoo Li เห็น Apple Store เป็นอาคารสีขาวด้วย

ห้องน้ำพร้อมฉากกั้นลายฉลุ อ่างอาบน้ำและเคาน์เตอร์อ่าง

ห้องน้ำออกแบบในสไตล์สปาพร้อม rain shower และอ่างอาบน้ำตั้งพื้นที่ทำให้อยากเราแช่ตัวนานๆ หลังจากวันยาวๆ ของการเดินสำรวจเมือง

ผลิตภัณฑ์อเมนิตี้ในช่องไฟส่อง

Amenities เป็นของ Bamford แบรนด์ bath amenities สัญชาติอังกฤษ ก่อตั้งโดย Carole Bamford (Lady Bamford) ในปี 2006 จุดยืนของแบรนด์คือการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติและออร์แกนิกที่ได้รับการรับรองจาก Soil Association ของอังกฤษ ปราศจากพาราเบน ซัลเฟต และน้ำหอมสังเคราะห์ กลิ่นซิกเนเจอร์ผสมระหว่างเจอเรเนียม ลาเวนเดอร์ เปปเปอร์มินต์ และตองก้า

ห้องนอนพร้อมเตียงนอนและโคมไฟตั้งโต๊ะ โทนเข้ม

ด้านในมีห้องนอนเล็กอีกห้อง สำหรับใครที่มาเป็น Family หรือมากันหลายคนแนะนำให้จองอพาร์ตเม้นต์จะดีกว่า

พนักงานทำความสะอาดกระจกอาคาร

ผนังของอาคารเป็นกระจกเงา ถ้ามองดีๆ จะเห็นว่าซ่อนลวดลายของต้นไผ่เอาไว้ด้านใน

ภาพมุมสูงสวนส่วนกลางพร้อมสระว่ายน้ำ ผู้เข้าพักพักผ่อน

ด้านนอกออกแบบ เนินหญ้าวงกลมซ้อนเป็นขั้นบันได ได้แรงบันดาลใจจาก นาขั้นบันไดของเสฉวน (terraced paddy fields) ที่ปลูกข้าวบนไหล่เขาชัน น่าเสียดายตอนที่เราไปกำลังเป็นหน้าแล้ง ต้นหญ้าเลยไม่เขียวอย่างที่คิด เหนือขึ้นไปคือ ผนังกระจกของอาคารทาวเวอร์ ที่สะท้อนเมืองเฉิงตูออกมา — เป็นภาพที่แสดง dialogue ระหว่างเก่ากับใหม่ได้ชัดเจนมาก

ภาพมุมสูงสวนสีเขียวพร้อมสระว่ายน้ำและต้นปาล์ม

Make Architects ออกแบบ เนินหญ้าวงกลมซ้อนเป็นขั้นบันได จำนวน 4 จุดในลานกลาง แต่ละจุดมี skylight วงกลมอยู่ตรงกลาง ทำหน้าที่ส่งแสงธรรมชาติลงไปยังพื้นที่ใต้ดิน ทั้งที่ สระว่ายน้ำ, สปา, ห้องอาหาร Tivano แนวคิดนี้ได้แรงบันดาลใจจาก นาขั้นบันไดของเสฉวนที่ปลูกข้าวบนไหล่เขาชัน

สระว่ายน้ำในร่มพร้อมฝ้าเพดานทรงก้นหอยไฟส่อง

สระว่ายน้ำในร่ม มองขึ้นไปยัง Skylight นี่คือด้านล่างของเนินหญ้าวงกลมซ้อนชั้นที่เห็นจากภาพ drone สิ่งที่ด้านบนเป็นเนินหญ้าขั้นบันไดกลางลานสวน เมื่อมองจากด้านล่างขึ้นไปกลับกลายเป็น เพดานประติมากรรมทรงวงแหวนซ้อนกัน ส่องแสงอำพันอุ่นๆ ลงมาสะท้อนบนผิวน้ำสีเทอร์คอยซ์ของสระ 25 เมตร ตรงกลางสุดคือ skylight ทรงโดมที่ส่งแสงธรรมชาติลงมา เมื่อมองจากใต้ดินขึ้นไป รูปทรงขั้นบันไดเหล่านี้จะชวนให้นึกถึงนาขั้นบันไดบนไหล่เขาชันของเสฉวน

รายละเอียดฝ้าเพดานทรงก้นหอยไฟส่องเหนือสระว่ายน้ำ

ฟิตเนสที่อยู่ติดกัน มองขึ้นไปยัง Skylight ทรงวงแหวนแสดงให้เห็นว่าเนินหญ้าแต่ละจุดบนลานสวนทำหน้าที่ส่งแสงลงมายังพื้นที่ใช้งานที่แตกต่างกันในชั้นใต้ดิน

บันไดเลื่อนพร้อมฝ้าเพดานทรงก้นหอย ผู้เข้าพักเดินผ่าน

อีกหนึ่งมุมถ่ายรูปคือ Grand Staircase เป็น บันไดใหญ่ที่เชื่อมชั้นล็อบบี้ลงสู่ชั้นลานกลาง ออกแบบให้เป็น เพดานโค้งซ้อนกันเป็นชั้นๆ ส่องแสงอำพันลงมาตามขั้น ให้ความรู้สึกเหมือนเดินลงไปในหุบเขาที่ค่อยๆ แคบลง ปลายทางมองเห็นโครงสร้างไม้ของอาคาร heritage ด้านบน เป็นการเชื่อมโลกร่วมสมัยใต้ดินเข้ากับโลกราชวงศ์ชิงบนดินได้อย่างไร้รอยต่อ

ทางเข้าสปาซุ้มโค้งโทนเข้ม

เรามานวดกันที่สปาก่อนเลย หลังจากเดินทางมาเหนื่อยๆ ที่ Mi Xun Spa ตกแต่งสวยงาม เงียบสงบสุดๆ

ห้องทรีตเมนต์สปาผนังบุนวมพร้อมเตียงนวด

สปที่นี่มีห้องทรีตเมนต์ 11 ห้อง รวมถึงห้อง VIP และห้องสำหรับคู่รัก เราเลือกห้องเตียงเดี่ยว

ห้องทรีตเมนต์สปาพร้อมตู้โชว์และผนังบุนวม

ห้องทรีตเมนต์ของ Mi Xun Spa ผนังบุหนังสีครีมนุ่มทั้งห้อง ให้ความรู้สึกเหมือนถูกห่อหุ้มด้วยความเงียบสงบ ดีไซน์เรียบสะอาดแต่อบอุ่น มีทั้งเตียงทรีตเมนต์ อ่างล้างหน้า มุมนั่งพัก และห้องน้ำส่วนตัวพร้อมเสื้อคลุมอาบน้ำ ผนังบุหนังสีครีมเหมือนกัน ตกแต่งด้วยไม้โอ๊คอ่อน

รายละเอียดเตียงและผนังบุนวมในห้องสปา

เราเลือกทรีตเมนต์ซิกเนเจอร์ของ Mi Xun Spa เป็นนวดไม้ไผ่ เทอราพิสต์ใช้ ลำไผ่ขนาดต่างๆ กลิ้งและกดจุดลงบนร่างกาย ผสานเทคนิคนวดแผนจีนเข้ากับวัสดุธรรมชาติที่เป็นสัญลักษณ์ของเสฉวน ผสานศาสตร์แพทย์แผนจีน (กดจุด ยืดเส้น) เข้ากับเทคนิคสปาตะวันตก ผ่อนคลายดีครับ

เลานจ์ผนังไม้และหน้าต่างลายฉลุ ผู้เข้าพักนั่งพักผ่อน

สิ่งที่ทำให้ Mi Xun Spa แตกต่างจากสปาโรงแรมหรูทั่วไปอย่างชัดเจน คือ “สถานที่” ครับ สปาแห่งนี้ตั้งอยู่ในอาคารมรดกทางวัฒนธรรมอีกหลังหนึ่ง ที่ได้รับการบูรณะสถาปัตยกรรมแบบเสฉวนตะวันตกอย่างงดงาม เปลี่ยนจากบ้านลานกลางเก่าแก่ให้กลายเป็นโอเอซิสขนาดใหญ่ เรามานั่งจิบชาหลังนวด นั่งชมสวนสบายใจ

หน้าต่างลายฉลุสไตล์จีนในเลานจ์

อีกวันก็มาเข้าคลาสทำกิจกรรม wellness ที่จัดในลานกลางของอาคาร heritage ผู้นำสมาธินั่งตรงกลางพร้อม ขันทองเหลือง หลายใบ กับเครื่องดนตรีประกอบพิธี ชอบมาก ทำให้ลานบ้านเก่าอายุร้อยปีถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่ healing ได้อย่างงดงาม

ผู้เข้าพักในเลานจ์ ฉากหลังผนังไม้

ช้าลง หยุด แล้วค้นพบ

มุมสวนเขียวของโรงแรม

มุมลับในอาคาร heritage เป็นลานเล็กๆ ระหว่างกำแพงอิฐเก่า มีกอไผ่ล้อมรอบ ถังไม้โบราณตรงกลาง พื้นปูกรวดดำ ทางเดินหินแผ่นนำสายตา หลังคากระเบื้องจีนโค้งอยู่ด้านบน หลังจากที่เราทำ Meditation เสร็จ ก็มาโยนเหรียญกันที่นี่ครับ

ระเบียงห้องอาหารประดับโคมไฟสีสันสไตล์จีน

ถ้ามีเหตุผลเดียวที่ควรมาพักที่ Upper House Chengdu ผมจะบอกว่าเหตุผลนั้นคือ Mi Xun Teahouse หรือ “谧寻茶室” (mì xún) ซึ่งแปลว่า “ค้นหาความสงบ” ชื่อเพราะมาก เป็นชื่อที่สะท้อนแก่นแท้ของสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไม่มีอะไรเกินจริง

ชุดน้ำชาจีนและเครื่องดื่ม บรรยากาศผ่อนคลาย

Mi Xun คือร้านอาหารมังสวิรัติสไตล์เสฉวนที่ได้รับ 1 ดาวมิชลิน มาตั้งแต่ Michelin Guide เปิดตัวฉบับเฉิงตูครั้งแรกในปี 2022 และยังคงรักษาดาวนี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญกว่านั้น Mi Xun ยังเป็นร้านแรกในเฉิงตูที่ได้รับ Michelin Green Star สำหรับแนวทางการทำอาหารที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ครัว zero-waste ไปจนถึงการสนับสนุนฟาร์มเกษตรกรรายย่อยใกล้ถิ่นที่อยู่อาศัยของแพนด้ายักษ์ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่การตลาด แต่เป็นปรัชญาที่ฝังอยู่ในทุกจานอาหารจริงๆ ครับ

อาหารเสฉวนจัดจานพร้อมผักโรยหน้า

ร้านตั้งอยู่ในอาคารมรดกทางวัฒนธรรมสไตล์สี่เหอหยวน ที่ได้รับการบูรณะจนงดงาม เปิดออกสู่ลานในที่เงียบสงบ ครัวเปิดให้มองเห็นกระบวนการทำอาหารได้ชัดเจน และชั้นวางชาแบบตู้ยาจีนโบราณที่เรียงรายเต็มฝาผนังก็เพิ่มบรรยากาศที่ชวนให้หลงใหล

เชฟใหญ่ของที่นี่เป็นคนเสฉวนโดยกำเนิด ผู้มีประสบการณ์กว่า 20 ปี ใส่ใจกับวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลอย่างจริงจัง

อาหารไฟน์ไดนิงสไตล์จีนจัดเสิร์ฟ

เน้นเสิร์ฟวัตถุดิบท้องถิ่นตามฤดูกาลอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเห็ดพอร์ชินีจากเมี่ยนหยาง หัวไชเท้าจากหย่าอาน หรือสมุนไพรจากสวนของร้านเอง

อาหารผักจัดจานสไตล์จีนจัดเสิร์ฟ

จานนี้ชอบมาก Handmade Spinach Noodles with Dandan Sauce ที่ทำให้ลืมไปเลยว่าไม่มีเนื้อสัตว์อยู่ในจานนี้แม้แต่น้อย

ร้านอาหาร JADE GARDEN 翠园 ยามค่ำคืน

ทานอาหารเย็นเสร็จ เรามาเดินย่อยกันที่ Taikoo Li ซึ่งเป็น Complex ที่อยู่ติดกับรั้วโรงแรมเชื่อมกันเลยครับ บรรยากาศคึกคักมาก คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวมาเดินกันเยอะ

ร้าน LOUIS VUITTON ในอาคารสไตล์ดั้งเดิม ย่าน Taikoo Li

หนึ่งในไฮไลท์ของย่านคือ LV เฉิงตูเปิดอยู่ในอาคาร heritage หลังคากระเบื้องจีนดั้งเดิม ผสมผสานสถาปัตยกรรมราชวงศ์ชิงเข้ากับ visual merchandising ร่วมสมัย สะท้อนให้เห็นว่า Taikoo Li ไม่ได้เป็นแค่ห้างสรรพสินค้า แต่เป็น cultural destination ที่แบรนด์ระดับโลกเลือกมาสร้างประสบการณ์พิเศษ

ร้าน GUCCI พร้อมภาพจิตรกรรมม้าสีแดง

Gucci ก็ไม่น้อยหน้า ใช้ facade ขนาดยักษ์เป็นจอ LED แสดงภาพม้าศิลปะสีแดงสด ครอบอาคารทรงจั่วสไตล์จีน ตัดกับประตูกระจกสมัยใหม่ เป็นอีกตัวอย่างของ Taikoo Li ที่ให้แบรนด์หรูเข้ามาเล่นกับสถาปัตยกรรมท้องถิ่นอย่างอิสระ

ย่านช็อปปิงยามค่ำคืนพร้อมร้านค้าและ Apple Store

Apple Store ที่ใหญ่มาก ต้องเดินมาดูของกันสักหน่อย ภาพมุมกว้างเห็นบรรยากาศ open-air ของ Taikoo Li ยามค่ำ ผู้คนเดินไปมาระหว่างอาคาร ทุกอย่างเปิดโล่งไม่มีหลังคาคลุม ต่างจากห้างปิดทั่วไป

ถนนช็อปปิงสไตล์ดั้งเดิมยามพลบค่ำ

ช่วงดึก ยังไม่อยากกลับห้องแวะ Jing Barสัดหน่อย เดินผ่านหลายรอบละ เพราะอยู่หน้าตึกอพาร์ตเม้นท์ บาร์แห่งนี้ออกแบบในสไตล์ speakeasy ยุค Jazz Age ให้บรรยากาศหรูหราเร้าใจ มี live DJ sets และค็อกเทลสร้างสรรค์ที่ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมเสฉวน

ทางเข้าร้านอาหาร JING ประดับไม้แขวน

Jing Bar เป็นบาร์ที่เท่มาก หลายเมนูมีเครื่องเทศพริกเสฉวนเป็นส่วนผสม ให้รสสัมผัสชาที่แปลกใหม่บนปลายลิ้น แต่ละแก้วถ่ายทอดเรื่องราวของเฉิงตูผ่านค็อกเทลแต่ละแก้วได้อย่างน่าประทับใจ เป็นอีกมิติหนึ่งของการเล่าเรื่องที่ Upper House ทำได้ดีเสมอ

รายละเอียดผนังลายฉลุไฟส่อง

อาหารเช้าเราทานกันที่ The Temple Café เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ที่ไม่ควรมองข้ามครับ ตกแต่งสไตล์เสฉวน สวยคลาสสิกมาก

ผู้เข้าพักที่บุฟเฟต์ในห้องอาหาร

ที่นี่เสิร์ฟทั้งเมนูเอเชียและตะวันตก พร้อม grab-and-go counter สำหรับกาแฟ น้ำผลไม้สดปั่น และเพสตรี้โฮมเมดที่ทำสดทุกวัน

ห้องอาหารและบาร์พร้อมเคาน์เตอร์ โทนไม้

ที่นี่เสิร์ฟตั้งแต่มื้อเช้ายันมื้อค่ำ จะมานั่งทำงาน จิบกาแฟ หรือกิน afternoon tea ก็ได้ทั้งนั้นครับ

ผู้เข้าพักที่โต๊ะอาหาร ผนังอิฐและวิวสวน

อาหารจานหลักและเมนูอื่นๆ สั่งได้จากพนักงาน เราชอบแซนวิซกุ้งมาก (แต่ไม่ได้มีทุกวันนะ) พวกก๋วยเตี๋ยวเสฉวนก็อร่อยดี

เส้นขอบฟ้าเฉิงตูพร้อมหลังคากระเบื้องดั้งเดิมด้านหน้า

The Temple Café จะเชื่อมกับ Taikoo Li พอดี ใครเดินซื้อของเหนื่อยๆ ก็แวะมาจิบชากาแฟที่นี่ได้

รายละเอียดผนังอิฐเทา

อาหารค่ำเราแนะนำให้ลงไปชั้นใต้ดินของโรงแรม จะพบกับ Tivano ร้านอาหารอิตาเลียนที่ได้รับการแนะนำจาก Michelin Guide ติดต่อกันหลายปี

ครัวเปิดพร้อมเชฟและเตาอบฟืน

บรรยากาศของ Tivano เป็นแบบ art-deco ที่หรูหราแต่ไม่อึดอัด มีเตาพิซซ่าไฟฟืนขนาดใหญ่เป็นจุดเด่นกลางร้าน ผนังไวน์ที่เรียงขวดตั้งแต่พื้นจรดเพดาน และ cabana มุมลับที่มีเถาวัลย์ปกคลุมสำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัว พาสต้าทุกจานทำสดจากครัว เนื้อย่างจากเตาไฟฟืนมีกลิ่นหอมชวนน้ำลายสอ และไวน์ลิสต์ก็คัดมาอย่างดี สนใจตัวไหนถามซอมได้เลยครับ

เชฟในห้องอาหาร บรรยากาศโทนเข้ม

ห้องอาหารTivano ดูแลโดยเชฟหล่อบอกต่อด้วย Chef Riccardo Baronchelli เป็นห้องอาหารได้รับการแนะนำจาก Michelin Guide ต่อเนื่องตั้งแต่ฉบับเฉิงตูเปิดตัวในปี 2022 และล่าสุดได้รับ One Michelin Diamond (Tivano – One Diamond) ในปี 2026 ครับ

ตะกร้าขนมปังและยอร์กเชอร์พุดดิ้ง

เสิร์ฟขนมปังก่อนเลยครับ มีขนมปัง 2 แบบ focaccia คือดีย์มาก เสิร์ฟพร้อมเนยแท้

อาหารไฟน์ไดนิงราดซอสจัดเสิร์ฟ

จานหลักเป็นปลา ท็อปด้วยทรัฟเฟิลดำ ราดด้วยซอส เดี๋ยวเขียนเล่าละเอียดแยกอีกทีในโพสต์หน้า

เชฟจัดจานอาหารพร้อมห้องเก็บไวน์

พิซซ่าสไตล์อิตาเลี่ยนชีสสดๆ ทำกันตรงหน้าเลยครับ

มุมโต๊ะอาหารและของหวาน โทนเข้ม

Tiramisu ของหวานปิดมื้อ เชฟ Riccardo บอกว่าเป็นสูตรของคุณยาย และเขาต้องการให้แขกรู้สึกเหมือนอยู่ในอิตาลีจริงๆ

หอคอยทีวีเฉิงตูยามค่ำคืน

ได้เวลาเข้าห้องพัก เอาจริงๆ นะ ทริปเฉิงตูรอบรี้ชอบมาก ได้ออกไปเที่ยวอีกหลายที่ไว้จะมาเขียนเล่าอีกที แต่ก็น่าจะต้องไปอีกเพราะยังเที่ยวไม่ครบ

ผู้เข้าพักพักผ่อนบนโซฟาในห้องสวีท เปิดวิวเมืองยามค่ำ

คืนสุดท้ายพักผ่อนอยู่ในห้องอย่างสบายใจ ชอบรีโมททีวีของที่นี่มาก เป็นแบบ Custom

อาคารโรงแรม Upper House Chengdu ยามค่ำคืนพร้อมป้ายแบรนด์

จากทุกอย่างที่กานต์สัมผัสมาที่เฉิงตู ประกอบกันเป็นคำตอบเดียวคือ Upper House ไม่ได้สร้าง “โรงแรม” แต่สร้าง “บ้าน” ที่เข้าใจสถานที่ของมันอย่างลึกซึ้ง

แล้วถ้าปรัชญานี้ถูกแปลงเป็นที่อยู่อาศัยจริงล่ะ?

คำตอบกำลังเกิดขึ้นที่ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ คือ Upper House Residences Bangkok ทาวเวอร์ 52 ชั้น 156 ยูนิต และ The Wireless Residences by Upper House ทาวเวอร์ 71 ชั้น 239 ยูนิต โดย City Dynamic (City Realty × Swire Properties) บนที่ดิน freehold 7.9 ไร่ตรงข้ามสวนลุมพินี เป็น Branded Residences แห่งแรกของ Upper House ในโลก

อยากรู้เลยว่าที่กรุงเทพฯ เรื่องราวจะถูกเล่าอย่างไร แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือแก่นแท้เดียวกัน “Houses, not Hotels” เพียงแต่ครั้งนี้ มันจะเป็นบ้านที่ใครสักคนสามารถเป็นเจ้าของได้จริง ไม่ใช่แค่ 2-3 คืน แต่เป็นการอยู่ตลอดไปครับ

See more

คำถามที่พบบ่อย — The Upper House Chengdu

The Upper House Chengdu อยู่ที่ไหน เดินทางอย่างไร

Upper House Chengdu หรือชื่อเดิม The Temple House ตั้งอยู่ใจกลางย่าน Sino-Ocean Taikoo Li ในเขตจินเจียงของเฉิงตู ติดกับวัดต้าฉือที่มีอายุกว่า 1,600 ปี เดินทางจากสนามบินเฉิงตูซวงหลิวราว 30 นาที หรือจากสนามบินเทียนฝู่ราวหนึ่งชั่วโมง และเข้าถึงด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีชุนซีลู่ได้สะดวก ทำเลจึงเชื่อมความสงบของวัดเก่าเข้ากับย่านช้อปปิ้งที่คึกคักที่สุดของเมือง

ใครออกแบบ The Upper House Chengdu

ราคาห้องพักอยู่ในระดับลักชัวรี เริ่มต้นราวหนึ่งหมื่นบาทขึ้นไปต่อคืนและปรับตามประเภทห้อง โรงแรมอยู่ภายใต้เครือ The House Collective ของ Swire Hotels ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องงานออกแบบและบริการเฉพาะตัว ความคุ้มค่าจึงอยู่ที่สถาปัตยกรรมระดับรางวัล ทำเลกลางไทกู่หลี่ และประสบการณ์ที่ผสานมรดกเสฉวนเข้ากับความร่วมสมัยอย่างพิถีพิถัน

The Upper House Chengdu เหมาะกับใคร

ไฮไลต์ของที่นี่คืองานออกแบบโดย Make Architects ที่ตีความเรือนซื่อเหอย่วนหรือบ้านลานกลางแบบจีนดั้งเดิมให้ร่วมสมัย ทางเข้าโรงแรมผ่านเรือนปี้เถี่ยซื่อ อาคารสมัยราชวงศ์ชิงที่ได้รับการบูรณะ ก่อนพบกับห้องพัก 100 ห้องและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 42 ยูนิตที่ล้อมสวนกลางอาคาร โดยมีห้องการ์เดนเพดานสูงพิเศษห้าห้องเป็นไฮไลต์ของงานสถาปัตยกรรมทั้งโครงการ

Share
KANT
BULLETIN

A weekly dispatch, considered.